อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 150 ซุน ปะทะ เกาทงหลิน
ตอนที่ 150
กล่าวถึงวิชาราชสีห์คำราม หรือวิชาพยัคฆ์คำรน เป็นวิชาในลักษณะของการระเบิดพลังเสียงที่ก้องกังวานออกมา และบริบทของวิชานี้ มิได้มีอำนาจโจมตีเป็นที่ตั้ง แต่เป็นเคล็ดวิชานี้มุ่งเน้นการระเบิดความน่าเกรงขาม เพื่อใช้ข่มขู่บรรดาสัตว์ป่าหรือสัตว์อสูรที่สติปัญญาต้อยต่ำเท่านั้น
ฉะนั้นแล้วเคล็ดวิชานี้ จึงเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานทั่วไป ที่ทุกสำนักล้วนมีติดไว้ ถือเป็นวิชาระดับกลางค่อนต่ำ ที่แม้แต่ศิษย์สายนอกก็ยังหยิบมาฝึกปรือได้… หากวิชานี้ถูกนำออกมาใช้ในการต่อสู้ ก็แทบไม่เกิดประโยชน์ เนื่องด้วยมันเป็นวิชาที่มีขึ้นเพื่อขู่ข่มสัตว์ร้าย ไหนเลยที่มนุษย์จะกลัวการข่มขู่ด้วยเสียงของมนุษย์ด้วยกัน อย่างมากก็ทำได้เพียงแค่สร้างความสับสนชั่วครู่ประเดี๋ยวเท่านั้นเอง…
ทว่า… สำหรับ ระเบิดคลื่นเสียงพยัคฆ์คำรน ที่ ซุน นำออกมาใช้นั้น ย่อมแตกต่างไปจากเดินอย่างสิ้นเชิง!! ด้วยความที่ ซุน มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้และเข้าใจระดับที่สูงล้ำ ทั้งยังมักจะประยุกต์ดัดแปลงเคล็ดวิชาให้เข้ากับตนเอง
จากเคล็ดวิชาระดับกลางค่อนต่ำ แต่มีจุดแข็งที่น่าสนในการเป็นพลังที่มิอาจป้องกัน ซุน จึงนำเคล็ดวิชานี้มาเสริมพลานุภาพด้วยการใช้ร่วมกับปราณวายุในการระเบิดคลื่น เสริมความแข็งแกร่งของปอดให้ขยายตัวได้มากกว่าปกติ และยังดึงเอาจิตวิญญาณของสมิงขาวเข้ามาเสริมส่ง เพื่อให้มันมิใช่เพียงแค่การเลียนแบบเสียงคำรามของพยัคฆ์ แต่เป็นการคำรามของจิตวิญญาณแห่งพยัคฆ์ที่แท้จริง
ดังนั้นพลานุภาพของมันจึงมหาศาลมากยิ่งขึ้นไปอีกนับสิบเท่า เปลี่ยนจากเคล็ดวิชาระดับกลางค่อนต่ำ ไปเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงในทันที!! การระเบิดพลังคลื่นเสียงเพียงครั้ง จึงมิต่างการจากระเบิดคลื่นอำนาจที่ไม่มีทางป้องกัน เกิดระลอกเสียงที่กังวานแผ่ขยาย ยิ่งอยู่ใกล้ตัว ซุน มากเท่าไหร่ ยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปเท่านั้น!!
“ระเบิดคลื่นเสียง พยัคฆ์คำรน!!”
เสียงกัมปนาทกึกก้องสะท้านฟ้า แม้แต่เหล่าผู้ชมบางส่วนที่ด้อยฝีมือ ยังต้องยกมือขึ้นปิดหูใบหน้าบิดเบี้ยว ความกังวานของมันสะท้านสะเทือนจนม่านพลังที่ครอบคลุมเวที ยังกระเพื่อมสั่นไหว
แม้แต่ตัวของ ซุน ทั้งที่เป็นผู้ใช้ระเบิดคลื่นเสียงด้วยตนเอง ยังต้องใช้ลมปราณปิดกั้นหูทั้งสองข้างของตนเองชั่วคราว ในยามที่คำรามออกไป แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกมึนงงวิงเวียนอยู่เล็กน้อย รวบรวมสมาธิประคองสติ…
เหล่าผู้ฝึกฝนลมปราณนั้น จะฝึกฝนประสาทสัมผัสทั้งหมดจนอยู่ในระดับที่เฉียบคมจนถึงขีดสุด ถือเป็นการขัดเกลาร่างกายขั้นพื้นฐานให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ สัมผัสการฟังที่เฉียบคมกลับกลายเป็นจุดอ่อนในพริบตา
เกาทงหลิน จากที่ถือโล่และดาบกำชับแน่น แววตาแข็งกร้าวเฝ้ารอที่จะรับมือและสวนกลับ แต่หลังจากได้ยินเสียงดังกัมปนาทดัง ตูม! ขึ้นหนึ่งครั้ง บัดนี้ดวงตาพลันเบิกค้างเต็มไปด้วยฝอยโลหิต แก้วหูข้างหนึ่งพลันฉีดขาดในทันที
ส่วนอีกข้างหนึ่งก็สาหัสสากรรจ์ จนได้ยินเสียงแค่เสียงอื้ออึงวิ้งแว่ว ศีรษะด้านชาจนเคว้งคว้างหมุนวน ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนทับซ้อน กว่าจะปรับความชัดเจนของสายตาได้อีกครั้ง เบื้องหน้าก็พลันมีเงากระบี่ที่ถลาฟาดฟันเข้ามาเสียแล้ว!!
“!!!!!!!!!!”
เกาทงหลิน ใบหน้าซีดเผือดยกโล่ปัดออกไปตามสัญชาตญาณ แต่มันก็ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากกระบี่ที่ฟาดฟันในจังหวะแรก กลับมีกำปั้นที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยผิวโลหะสีดำระเบิดพละกำลังมหาศาล ต่อยแหวกผ่านช่องว่างของโล่และดาบ กระแทกกระทั้นเข้าไปยังกลางหน้าอกของ เกาทงหลิน อย่างแรง
ตูม!!
แรงปะทะ ทำให้ เกาทงหลิน สำรอกเลือดสดคำโตออกมาทันที หัวใจของมันถึงกับเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ ถอยกรูดออกมาเป็นทางยาวหลายสิบก้าว ความอึ้งอึงยังคงไม่จางหายไป แม้จะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเรียกสติให้กลับคืนมา แต่ก็ทำได้เพียงไม่ถึงครึ่งจากปกติด้วยซ้ำ เต็มไปด้วยความสับสนในหัว
“กะ…เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้า!!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วอย่างมาก เกาทงหลิน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนถูกโจมตีจากอะไร หลังเสียงตูมกัมปนาทครั้งหนึ่ง ก็ราวกับทุกสิ่งอย่างสับสนไปหมด จนกระทั่งรู้สึกถึงโลหิตอุ่น ๆ ที่ไหลออกจากหู เกาทงหลิน จึงค่อยรู้สึกตัว ว่าตนถูกเล่นงานเข้าเสียแล้ว…
กระดูกหน้าอกที่สะท้านสะเทือน บางส่วนยังเกิดรอยร้าว เป็นความเจ็บปวดที่กระตุ้นให้มันได้สติกลับมาเร็วยิ่งขึ้น เมื่อเรียงลำดับความทรงจำในพริบตา ก็บังเกิดความเดือดดาลไร้สิ้นสุด ที่ตนกลับเป็นฝ่ายเสียท่าตั้งแต่แรกเริ่ม…
“บัดซบ!!” เกาทงหลิน สบถคำรามเสียง พร้อมกับระเบิดไอสังหารและพลังปราณออกมาอย่างท่วมท้น!! ความนิ่งสงบที่ใช้เป็นพลังในการตั้งรับและมองขาด เลือนหายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเพลิงโทสะบดบัง
ซุน เผยแววตาเย้ยหยัน พุ่งพรวดเข้าไปอีกครั้ง จิตวิญญาณแห่งกระบี่โบราณแผ่ซ่านไร้สิ้นสุด… เกาทงหลิน ยากที่จะสงบจิต กัดฟันดังกรอด ระดับของเสียงที่ได้ยินแม้จะด้อยลง แต่ด้านการมองเห็น และสัมผัสลมปราณก็พอจะทดแทนได้
เกาทงหลิน ยังเลือกที่จะใช้ลมปราณป้องกันแก้วหูที่เหลือเพียงข้างเดียว ก่อนจะพุ่งเข้าหา ซุน ด้วยไอสังหารคุกคามที่คละคลุ้ง ทั้งสองผู้เยาว์ตรงเข้าฟาดฟันใส่กัน ด้วยความบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครยอมใคร…
ซุน รู้ดีว่าระเบิดคลื่นเสียงคำรามใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายก็น่าจะกลับมาระวังตัวแล้ว แต่ถึงแม้จะใช้ได้แค่ครั้งเดียว มันก็เพียงพอที่จะจุดความคลุ้มคลั่งให้กับ เกาทงหลิน ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะทำลายสมาธิและรูปแบบการต่อสู้ที่เชี่ยวชาญของ เกาทงหลิน ลงได้ ดังนั้นทุกอย่างย่อมเป็นไปตามที่ ซุน คาดการณ์
เมื่อทั้งสองฝ่ายแสดงความคลุ้มคลั่งทุ่มกำลังเข้าปะทะ มันย่อมแน่นอนอยู่แล้วว่าการโรมรันพันตูลักษณะนี้ ซุน ที่แฝงเร้นด้วยการทรงร่างสมิงขาว ทั้งยังมีพื้นฐานร่างกายที่สูงส่งกว่า ผนวกกับอาการบาดเจ็บก่อนหน้าของ เกาทงหลิน ฝ่ายที่ชิงความได้เปรียบอย่างต่อเนื่องก็คือ ซุน!!
ตูม! ตูม! ตูม!
ความหนักหน่วงของกระบี่ทอง ที่จงใจฟาดฟันใส่โล่อย่างต่อเนื่องของ ซุน โดยที่ เกาทงหลิน ทำได้เพียงกัดฟันตั้งรับ การโจมตีเช่นนี้มิได้ไร้ความหมาย เพราะมันจะค่อย ๆ บดทำลายความเชื่อมั่นของ เกาทงหลิน ลงไปทีละน้อยผ่านการฟาดฟันที่กระแทกลงไป
“หลบซ่อนหลังโล่ หดหัวในกระดอง!! ไหนเล่ารัศมีเจิดจรัส ที่กล่าวว่าข้าไม่มีทางดับมันลงได้!! สุดท้ายเจ้ามันก็มีแค่นี้ เกาทงหลิน!!” ซุน เค้นเสียงพลางฟาดฟัน ความแค้นที่ปะทุ ทำให้การโจมตีของ ซุน ไม่มีอ่อนกำลงแม้สักนิด มีแต่จะหนักหน่วงและถี่กระชั้นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้ชมที่เบิกโพลงอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน ไม่คิดว่า ซุน จะเป็นฝ่ายกดดัน เกาทงหลิน อยู่เพียงฝ่ายเดียว… สมาชิกตระกูลเกา โดยเฉพาะ เกาเทียนฉี ถึงกับหน้าทอดสี ไม่มีใครคิดว่า เกาทงหลิน อัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูลเกา จะตกอยู่ในสภาพหดหัวเช่นนี้
“บัดซบ!! เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของ ทงหลิน ไม่มีทางด้อยไปกว่าเจ้าเด็กนั่น แต่กลับถูกมันเล่นงานเสียตั้งแต่แรกเริ่ม เสียกระบวนจนถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง!!”
เกาถิง ขมวดคิ้วแนบแน่นเช่นกัน…
“ยังหรอกท่านปู่… ทงหลิน ยังมีทักษะระดับเฉพาะที่แข็งแกร่งมากเป็นไม้ตาย ขอเพียงดึงสติประคับประคองกลับมาได้ ก็ยังสามารถพลิกเป็นฝ่ายชนะได้ทุกเวลา…”
เกาเทียนฉี พ่นลมหายใจแรง
“ให้มันเป็นจริงดังเจ้าว่าเถอะ!!”
ในอัฒจันทร์อีกหลาย ๆ ด้านมุม ทุกคนล้วนเผยสีหน้าแปลกประหลาด เห็นได้ชัดว่า ซุน มีทักษะการต่อสู้ที่แปลกไปจากคนอื่น ๆ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เคล็ดวิชาอันแข็งแกร่ง แต่เลือกที่จะประยุกต์เคล็ดวิชาไม่ซ้ำแบบ ผันแปรดุจวายุและเมฆา ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนให้สามารถจับต้องได้ แต่กลับมีอำนาจสยบที่น่าหวาดหวั่นและรับมือได้ยากยิ่ง
เมื่อ เกาทงหลิน เริ่มจับรูปแบบการฟาดฟันกระบี่ได้… ซุน ก็จะเปลี่ยนไปใช้รูปแบบอื่นสลับโจมตีทดแทนในทันที ไม่ยึดติดกับวิถีดั้งเดิม กระทั่งปราณอัคคีและปราณอัสนียังถูกดึงมาใช้เป็นครั้งคราว ส่งผลให้ เกาทงหลิน ทำได้เพียงใบหน้าซีดเซียวหลบแอบหลังโล่ทองราชสีห์
ทว่า… เกาทงหลิน หาใช่ผู้ที่เที่ยงตรงยุติธรรมมาตั้งแต่แรก!! คนเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ ย่อมเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มากมายก่อนเริ่มการประลอง คาดหวังไปถึงตำแหน่งชนะเลิศด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับคู่ต่อสู้อย่าง ซุน ก่อนขึ้นมายังเวทีประลอง เกาทงหลิน มั่นใจว่าไม่ต้องใช้อาวุธลับเหล่านั้นก็สามารถเอาชนะได้
แต่เมื่อถูกกดดันหนักข้อเข้า ถึงขั้นที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว… เกาทงหลิน จึงพลันตัดสินใจใหม่ ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาด้านหลังโล่ เปิดกลไกบางอย่างที่แอบซ่อน โล่สีทองที่ด้านหน้าเป็นรูปของใบหน้าราชสีห์นั้น จู่ ๆ ใบหน้าราชสีห์ตนนั้นก็ขยับอ้าปากเล็กน้อย ยิงลูกธนูยาวเท่านิ้วมือพุ่งตรงออกไปพร้อมกันถึง 6 ดอก
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที
อันที่จริง ซุน ไม่ได้มีความประมาทเลินเล่อแม้แต่น้อย เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่า เกาทงหลิน ยังไม่น่าจะสิ้นท่าเพียงแค่นี้ ทั้งยังไม่ได้ใช้ทักษะระดับเฉพาะออกมาด้วยซ้ำ ซุน จึงโจมตีกดดันอย่างระแวดระวัง ไม่ฝืนหักโหมเร่งร้อนเผด็จศึก
แต่การเปิดออกของกลไกอาวุธลับจากตัวโล่เช่นนี้ นับว่าเกินความคาดหมายและการเฝ้าระวังไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งตั้งแต่เริ่มขยับปากจนยิงลูกธนูออกมา บังเกิดขึ้นในเสี้ยวพริบตาเดียวเท่านั้นเอง… ซุน สัมผัสได้ถึงวิกฤตรุนแรงอีกครั้ง กระตุ้นพลังแฝงเคลือบโลหะไปยังผิวกายในตำแหน่งสำคัญทั่วร่าง ทั้งยังฟาดฟันกระบี่ทองออกไปหักล้าง
แม้จะฟันลูกธนูจนแตกหักไปแล้ว 3 ดอก แต่มันยังเหลืออีก 3 ดอกที่เกินกว่าความเร็วตั้งรับ พุ่งปักเข้าใส่ร่างของ ซุน ความแรงของมันยังผ่านทะลุผิวโลหะและอาคมคุ้มกาย จนหัวลูกธนูได้ปักลึกเข้าไปถึงครึ่งชุ่น
ซุน ถลาพรวดถอยเป็นทางยาว เผยสีหน้าเจ็บปวดออกมาอย่างช่วยไม่ได้… แม้นี่จะไม่ใช่แผลที่ลึกมากนัก แต่ทั้งสามดอกล้วนปักไปที่หน้าท้อง จุดศูนย์รวมของอวัยวะภายในที่อ่อนแอ… โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก มองไปยัง เกาทงหลิน ด้วยโกรธแค้น...
“นอกจากเจ้าจะเป็นเต่าหดหัวแล้ว ยังเป็นสุนัขลอบกัดด้วยงั้นสินะ!!”
เกาทงหลิน เผยรอยยิ้มชั่วร้าย ทว่าก็ยังรู้สึกตกใจอยู่ลึก ๆ ที่ลูกธนูปักลงไปบนร่างของ ซุน ได้เพียงตื้นเขินแค่นั้น เพราะลูกธนูกลไกนี้ถูกออกมาแบบมาให้ยิงตัดผ่านทั้งเนื้อและกระดูกของชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายได้ด้วยซ้ำ แต่นี่มันกลับไม่อาจไปได้ไกลเกินกว่าครึ่งชุ่น บ่งบอกถึงปราณคุ้มกันและผิวกายที่แข็งแกร่งเหนือล้ำของ ซุน อย่างเห็นได้ชัด…
ซุน สะท้านสั่นไหว หันมองไปยังลูกธนูทั้ง 3 ดอกที่ตนฟันร่วงลงไป หัวของลูกธนูเป็นเงี่ยงที่มีรอยหยัก ดังนั้นหากดึงลูกธนูออกมาตรง ๆ จะยิ่งเกิดเป็นแผลเหวอะหวะ จำเป็นต้องผ่าออกอย่างถูกต้องเท่านั้น จึงจะมีผลกระทบน้อยที่สุด
แต่จะถูกให้เสียบคาไว้เช่นนี้ก็ย่อมไม่เป็นการดี จึงเลือกที่จะกัดฟันฝืนความเจ็บหักด้ามลูกธนูทั้งสามดอก โดยปล่อยให้หัวของลูกธนูคาไว้ในท้องแบบนั้น!! เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดแผดดังออกมา ดวงตาสายประกายความเคียดแค้นชิงชัง ที่อีกฝ่ายใช้วิธีสกปรกถึงเพียงนี้
ทว่า เกาทงหลิน หลังจากโคจรลมปราณฟื้นฟูพร้อมสรรพ ก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสให้ ซุน ได้มีเวลาพัก ยามนี้สถานการณ์พลิกกลับแล้ว อาการบาดเจ็บของ ซุน สาหัสกว่าของตนหลายเท่า จึงละทิ้งความลังเล รีดเค้นลมปราณทั่วร่างระเบิดพลานุภาพสยบ ปลดปล่อยทักษะระดับเฉพาะที่เก็บซ่อน…
ลมปราณที่ระเบิดออกมาจากร่างของ เกาทงหลิน ก่อรูปเป็นโครงร่างของราชสีห์ตัวมหึมา โดยมี เกาทงหลิน อยู่ด้านใน ตั้งท่ากระบวนรบเปลี่ยนการป้องกันเป็นการโจมตีทั้งหมด ตัวโล่เกิดกลไกที่เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง มีใบมีดยื่นออกมาจากด้านบน
ใบมีดจากโล่ และดาบสีเงิน เป็นเสมือนขากรรไกรมหึมาที่พร้อมจะขย้ำศัตรู…
“จ้าวราชสีห์ กำราบสวรรค์!!”
เงาร่างราชสีห์ยักษ์ กระโจนตรงเข้าหา ซุน ทันที!!
เกาทงหลิน ที่อยู่ด้านใน แผ่ไอสังหารมืดดำ!!
ซุน กดหัวคิ้วต่ำลงถึงขีดสุด ระเบิดพลังลมปราณทั้งหมดออกมาจากร่าง รีดเค้นทุกหยาดหยดโดยไม่สนใจผลลัพธ์ มือขวากำกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ไว้อย่างคงมั่น จิตวิญญาณแห่งกระบี่แผ่ซ่านจนชั้นบรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบือน...
“คิดสังหารข้า… เจ้าเองนั่นแหละที่จะตาย!!”
ดวงตาของ ซุน เจิดจรัสแผ่รังสีกระบี่ออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด ก่อเกิดเป็นวังวนกระแสกระบี่ที่หมุนวนอย่างรุนแรงเหนือศีรษะ พลานุภาพสั่นสะท้านไปทั้งเวทีประลองและขอบข่ายม่านพลังที่ป้องกัน…
การตั้งกระบวนขึ้นมาเช่นนี้ของ ซุน ทำให้ ไป๋หู่จิวหรง ที่เฝ้ามองการต่อสู้ผ่านนิมิตภายฉายในห้องพักฟื้น ถึงกับลุกยืนพรวดขึ้น ใบหน้าตื่นตะลึง ใจเต้นกระหน่ำดุจกลองศึก…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!”
…………………………………..