เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 513 เนื้อที่นำกลับมารอบนี้รสชาติมิเลวจริง ๆ
ตอนที่ 513 เนื้อที่นำกลับมารอบนี้รสชาติมิเลวจริง ๆ
อู๋ไท่เหอยังกล่าวมิทันจบประโยค
เย่ฉางชิงก็ยิ้มออกมา ก่อนจะขัดขึ้นว่า “มิเป็นไร ข้าให้เสี่ยวไป๋ไปเก็บผักป่ามาแล้ว”
‘เสี่ยวไป๋ ? ’
เมื่อได้ยินสรรพนามเช่นนี้
อู๋ไท่เหอและหนิงซู่ซู่ก็มีท่าทีชะงักงันไปทันที
โดยเฉพาะเจี้ยนอู๋เหินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ร่างทั้งร่างพลันนิ่งงัน
‘เสี่ยวไป๋ที่ท่านเย่เอ่ยถึง เดาได้มิยากว่าต้องเป็นพี่ไป๋ที่ไปจัดการกองทัพปีศาจอยู่เป็นแน่’
‘แต่ผู้แข็งแกร่งและไร้เทียมทานอย่างพี่ไป๋ กลับถูกใช้ให้ไปเก็บผักป่าเนี่ยนะ ! ’
‘คนที่สามารถทำเรื่องเช่นนี้’
‘นับตั้งแต่อดีตมา’
‘เกรงว่าคงมีเพียงท่านเย่ผู้เดียวกระมัง ? ’
‘อีกอย่างก่อนหน้านี้พี่ไป๋ยังชอบเอ่ยคำว่า พวกเขา อยู่หลายครั้ง’
‘และการที่เวลานี้ภายในลานแห่งนี้ ได้มีคนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน’
‘หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดล่ะก็ พวกเขาก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานอย่างพี่ไป๋ด้วยงั้นหรือ ? ’
‘น่าเหลือเชื่อ ! ’
‘ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ! ’
ทว่าสำหรับคำเรียกขานว่า เสี่ยวไป๋ นั้น เย่ฉางชิงเองก็จนปัญญาเช่นกัน
เพราะเขาอาศัยสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนา รวมทั้งความแตกฉานในวิถีกระบี่ แสร้งวางตัวเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานต่อหน้าปีศาจเหล่านี้ได้สำเร็จ
เพื่อที่ว่าหลังจากนี้ เมื่อเดินทางไปยังตอนกลางของสวรรค์บูรพา เขาจะได้วางก้ามเป็นผู้สูงส่งได้อย่างเต็มที่
เดิมทีเขาคิดที่จะปราบปีศาจสักหนึ่งถึงสองตัว เพื่อให้พวกมันยอมมาเป็นสัตว์ขี่ให้กับเขา
ทว่าสุดท้ายสิ่งที่เขาคาดมิถึง ก็คือ ปีศาจที่ไร้ศักดิ์ศรีเหล่านี้กลับยอมหมอบกราบคารวะเขาเป็นนายอย่างง่ายดาย
สิ่งนี้ทำให้เขายากจะจัดการได้
ดังนั้นจึงทำได้เพียงรับพวกเขาทั้งหมดเอาไว้เป็นสัตว์ขี่และลูกสมุน
อีกทั้งหลังจากปีศาจเหล่านี้แปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว ดูจากหน้าตาท่าทางแล้ว แต่ละตนล้วนมีอายุมากกว่าเขาทั้งสิ้น
ทว่าหลังจากกลับมาถึงที่พำนัก ปีศาจเหล่านี้กลับเป็นคนขอให้เย่ฉางชิงเรียกพวกเขาว่าเสี่ยวไป๋ เสี่ยวชิง แทน
ขณะเดียวกันระหว่างที่เย่ฉางชิงหมุนกาย เพื่อพูดคุยกับพวกอู๋ไท่เหออยู่นั้น
มิว่าจะเป็นจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่กำลังจุดไฟ หรือว่าจ้าวปีศาจหน้าหยกที่กำลังขนเนื้อเสือดำ ต่างก็หยุดสิ่งที่ทำอยู่ลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทันใดนั้นสีหน้าพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความสับสน
โดยเฉพาะจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวผู้มีนิสัยมุทะลุ บัดนี้กลับมีสีหน้าย่ำแย่กว่าผู้ใดเพื่อน
เพราะมิกี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์อย่างอู๋ไท่เหอเพิ่งถูกเขาซัดจนกระเด็น
บัดนี้อู๋ไท่เหอกลับพูดคุยอย่างออกรสออกชาติอยู่กับนายท่าน ส่วนเขากลับต้องมานั่งจุดไฟอยู่ตรงนี้
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ก่อนที่เขาจะเผยสีหน้าดุดันออกมาอย่างควบคุมมิได้ ขณะเดียวก็หายใจฟืดฟาดด้วยความโมโหออกมามิหยุด
เยี่ยงไรซะเขาก็เป็นผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจ มิหนำซ้ำยังเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของสวรรค์บูรพาอีกด้วย สภาพน่าอับอายเช่นนี้กลับถูกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์เหล่านี้เห็นเข้า
หากเรื่องในวันนี้แพร่ออกไป ทั้งตนและเผ่าปีศาจจะต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่
ดังนั้นการเสี่ยงชีวิตเพื่อสังหารสามคนนี้ต่อหน้าของนายท่าน ก็นับว่าคุ้มที่จะลองแล้ว
เห็นดังนั้นจ้าวปีศาจคิ้วแดงที่อยู่ด้านข้างก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะส่งกระแสจิตออกไปอย่างเงียบ ๆ “พี่ไก่ฟ้า เวลานี้ท่านอย่าได้ทำอันใดบุ่มบ่ามเป็นอันขาด แม้ว่ามนุษย์ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้จะมิน่ากลัวอันใด แต่เยี่ยงไรซะนายท่านก็อยู่ด้วย”
“อีกอย่างท่านเองก็คงสัมผัสได้แล้วว่า ข้างกายของนายท่านทุกที่ล้วนเป็นโอกาสและวาสนา โดยเฉพาะความรู้แจ้งในมหามรรคาที่หาได้ยากยิ่งนัก หากได้อยู่ข้างกายนายท่าน เช่นนั้นเมื่อความรู้แจ้งในมหามรรคาของพวกเราเกิดการบรรลุขึ้นไปอีก การก้าวสู่เส้นทางโบราณก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้น”
“ดังนั้นเวลานี้ท่านต้องอดทนเอาไว้ก่อน ! ”
เอ่ยเพียงเท่านั้น เมื่อเห็นจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวมีท่าทีอ่อนลง จ้าวปีศาจคิ้วแดงก็ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเพ่งกระแสจิตไปปลอบอีกว่า
“อีกอย่างมนุษย์พวกนี้แม้ว่าจะมิได้แข็งแกร่งเท่าไรนัก แต่ไหนแต่ไรมาพวกมนุษย์ถนัดเรื่องการสังเกตสีหน้า ท่าทาง ข้าคิดว่าพวกเขาเองก็คงรู้ดีว่านายท่านนั้นเป็นผู้เก่งกาจเช่นไร”
“ดังนั้นข้าว่าต่อให้พวกเราเหล่าจ้าวปีศาจยอมเป็นสมุนนายท่าน พวกเขาก็คงมิกล้าดูแคลนพวกเรา และยิ่งมิมีทางนำเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ป่าวประกาศออกไปแน่นอน”
ทันทีที่สิ้นเสียง ความเกรี้ยวกราดบนใบหน้าของจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ค่อย ๆ คลายลง แววตากลับมาสงบนิ่ง มิได้พลุ่งพล่านไปด้วยจิตสังหารอย่างเช่นเมื่อครู่อีก
“หวังว่าจะเป็นดังเช่นที่เจ้าเอ่ย มิเช่นนั้นวันหน้าต่อให้ข้าต้องละทิ้งโอกาสที่จะขึ้นแดนเซียนโบราณ ข้าก็จะต้องทำลายนิกายกระบี่สวรรค์ให้หายไปจากสวรรค์บูรพาให้จงได้”
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวหันไปมองจ้าวปีศาจคิ้วแดง พร้อมส่งกระแสจิตกลับไป
จ้าวปีศาจคิ้วแดงมีท่าทีโล่งอก ก่อนจะพยักหน้ารับน้อย ๆ
ในตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็เบนสายตาไปทางเจี้ยนอู๋เหินที่ยืนอยู่ข้างอู๋ไท่เหอ ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “เสี่ยวเจี้ยน เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อใดงั้นหรือ ? ”
“เรียนท่านเย่ ศิษย์เพิ่งจะกลับมาได้มินานขอรับ”
เจี้ยนอู๋เหินชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงประสานมือขึ้นคารวะเย่ฉางชิง “จริงสิท่านเย่ กลับมาครั้งนี้ ศิษย์มีเนื้อสัตว์ป่ามาให้ท่านลองชิมมากมายเลยนะขอรับ”
เอ่ยเพียงเท่านนั้น เจี้ยนอู๋เหินก็เพ่งสมาธิแล้วนำเนื้อปีศาจหายาก ที่วันนี้ตนได้สังหารไป ออกมาวางตรงหน้าเย่ฉางชิง จนกองเป็นภูเขาเนื้อลูกหนึ่งเลยก็ว่าได้
จากนั้นเขาก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
จึงรีบเพ่งสมาธินำเนื้อสัตว์ป่าอีกหลายชิ้นที่ทำความสะอาดแล้ว แต่ยังคงมีปราณชีวิตอันรุนแรงแฝงอยู่ออกมา
ทว่าเมื่อเจี้ยนอู๋เหินหยิบเนื้อเหล่านั้นออกมา
พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็เหมือนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง จึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที สายตาจ้องเขม็งไปที่เนื้อเหล่านั้น
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันเนื้อร่างเดิมของพวกเขาที่ฉีกออก ตอนที่ต้านจิตกระบี่อันน่ากลัวของนายท่านก่อนหน้านี้นี่นา ? ’
‘อีกอย่างเพื่อเป็นการป้องกันว่านายท่านจะติดใจในรสชาติเนื้อของพวกเขา พวกเขาจึงได้สั่งให้จ้าวปีศาจหน้าหยกไปจัดการก่อนหน้านี้แล้ว’
‘แต่……นี่มันเรื่องอันใดกัน ! ’
‘เหตุใดมนุษย์ผู้นี้ถึงยังนำเนื้อที่ว่ากลับมาที่นี่ได้อีก ! ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็หันไปมองทางด้านหลัง พลางจ้องเขม็งไปที่จ้าวปีศาจหน้าหยกที่มีสีหน้าซีดเผือดจนเป็นตาเดียว
“หน้าหยก นี่มันเรื่องอันใดกัน เจ้าต้องตอบข้ามาเดี๋ยวนี้ ! ”
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวส่งกระแสจิตเอ่ยถามด้วยความเกรี้ยวกราด ดวงตาวาวโรจน์จ้องเขม็งไปที่จ้าวปีศาจหน้าหยกที่ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่ก ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“เอ่อ……คือว่า……”
จ้าวปีศาจหน้าหยกเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเทาและอึกอัก
“ใช่แล้ว พี่ไก่ฟ้า”
จ้าวปีศาจหน้าหยกใคร่ครวญอยู่สักพัก และดูเหมือนว่าจะหาข้ออ้างได้แล้ว จึงรีบส่งกระแสจิตตอบกลับไปว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ”
“หากมิมีสิ่งใดผิดพลาด มนุษย์ผู้นี้คงจะมีสมบัติวิเศษอันใดเป็นแน่ มิเช่นนั้นด้วยสถานที่ที่ข้านำเนื้อที่หลุดออกมาของพวกท่านไปฝังนั้น ผู้อื่นมิมีทางหาเจอได้อย่างแน่นอนขอรับ”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงจึงเอ่ยเสียงเข้มว่า “หน้าหยก หวังว่าเจ้าจะมิได้โกหกหรอกนะ มิเช่นนั้นเจ้าคงจะรู้ผลลัพธ์ดี”
จ้าวปีศาจหน้าหยกสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
จากนั้นเย่ฉางชิงก็สั่งให้ จ้าวปีศาจคิ้วแดงเปลี่ยนจากการหั่นเนื้อเสือดำ มานำเนื้อชั้นดีที่เจี้ยนอู๋เหินนำกลับมาไปหั่นแทน
แม้ว่ารสชาติของเนื้อเสือดำจะมิเลว แต่ตอนที่เขาอยู่โลกเบื้องล่าง เขาเคยได้ชิมมาแล้ว
อีกอย่างเนื้อที่เจี้ยนอู๋เหินที่นำกลับมานั้น ต่างมีลายเนื้อที่สวยงาม และมีสีแดงสด ทั้งยังเปล่งแสงออกมาราง ๆ อีกด้วย เนื้อเช่นนี้แค่เย่ฉางชิงได้เห็นก็อดมิได้ที่จะน้ำลายสอเสียแล้ว
จนเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
ด้วยการจัดแจงของเย่ฉางชิง จ้าวปีศาจทั้งหลายก็ได้นำโต๊ะไม้สองตัวมาตั้งภายในลาน
โต๊ะตัวแรกมีเขาและพวกอู๋ไท่เหอ สี่คนนั่งด้วยกัน
ส่วนอีกโต๊ะหนึ่งนั้นมีจ้าวปีศาจทั้งห้านั่งล้อมวงกันอยู่
“เสี่ยวเจี้ยน เนื้อที่นำกลับมารอบนี้รสชาติมิเลวจริง ๆ ! ”
รอจนกระทั่งหม้อไฟเดือดแล้ว
เย่ฉางชิงก็รีบนำเนื้อที่หั่นจนบางราวกับปีกจักจั่นแกว่งลงไปในหม้อทันที เมื่อเนื้อสุกได้ที่ก็นำเข้าปาก พลางเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจ
ทว่าเมื่อพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่อยู่อีกโต๊ะได้ยินคำกล่าวที่น่ากลัวเช่นนั้น
พวกเขาก็อดที่จะตัวสั่นเทาขึ้นมามิได้ ก่อนจะจ้องไปยังจ้าวปีศาจหน้าหยก ที่นั่งตัวสั่นมิต่างกันขณะหลบอยู่ข้าง ๆ