เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 535 นี่เรียกว่าเปิดศึกแล้วงั้นหรือ ?
ตอนที่ 535 นี่เรียกว่าเปิดศึกแล้วงั้นหรือ ?
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนี้
เย่ฉางชิงก็อดที่จะใจสั่นขึ้นมามิได้
‘เจ้าแห่งสวรรค์บูรพางั้นหรือ ? ’
‘แค่ฐานะก็รู้แล้วว่าคือผู้สูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งบนสวรรค์บูรพา’
‘สำหรับเย่ฉางชิงที่ตอนอยู่บนโลกนั้นได้อ่านนิยายประเภทต่าง ๆ มามาก จึงพอเข้าใจได้เกี่ยวกับความรับผิดชอบคร่าว ๆ ของผู้ที่มีอำนาจเช่นนี้’
‘เพราะเจ้าแห่งสวรรค์บูรพานั้น มีหน้าที่ควบคุมหลักเต๋าต่าง ๆ รวมทั้งการทำงานของกฎบนสวรรค์บูรพา และหากมีผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนรับการทดสอบจากสวรรค์ เขาสามารถให้ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตฟาดฟันลงมาเท่าใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอีกฝ่ายทั้งสิ้น’
‘แต่เช่นนี้มันมิถูกต้องนี่นา ! ’
‘ผู้เฒ่าชุดดำสังหารเหล่าเซียนทุรชนที่ต้องการจะเข่นฆ่าสรรพสิ่ง ก็นับว่าได้ทำสิ่งที่เป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง’
‘ส่วนเขาเป็นถึงผู้ควบคุมสวรรค์บูรพา เหตุใดต้องเข้ามาขัดขวางผู้เฒ่าชุดดำมิให้สังหารเซียนทุรชนด้วยเล่า ? ’
‘อีกอย่างผู้เฒ่าชุดดำแม้ว่าจะถูกขัดขวาง แต่ก็ยังสามารถสังหารเซียนทุรชนทั้งหมดลงได้ ต่อหน้าต่อตาเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาผู้นี้’
‘จนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังสามารถหนีกลับมาได้ แม้จะมีสภาพสะบักสะบอมเต็มที’
‘เช่นนั้นพลังของผู้เฒ่าชุดดำก็แข็งแกร่งจริง ๆ หรือแท้จริงแล้วเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาผู้นี้อ่อนแอกว่ากันแน่ ? ’
‘หรืออีกฝ่ายมิได้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา แค่จงใจเล่นละครตบตาข้าอยู่เยี่ยงนั้นหรือ’
‘ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าควรไตร่ตรองให้ดี’
‘ทว่าบัดนี้ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่น่าปวดหัว’
‘นั่นก็คือก่อนหน้านี้ข้าพุ่งขึ้นมาบนนี้ต่อหน้าของทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นยังได้กระแสจิตถามออกไปและทุกคนก็ได้ยินหมดแล้ว’
‘เมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาเช่นนี้ หากข้ายอมแพ้ง่าย ๆ เช่นนั้น เหล่าคนที่อยู่เบื้องล่างจะมองว่าข้าเป็นคนเช่นไรกัน ? ’
‘วันหน้าต่อให้ไปถึงอีกฝั่งของมหาสมุทรแท้จริงได้ แต่จะกล้าวางมาดเป็นผู้สูงส่งได้อีกเยี่ยงไร ? ’
‘ยิ่งไปกว่านั้นหากอีกฝ่ายเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาแห่งนี้จริง’
‘ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาสู้กับผู้เฒ่าชุดดำ เขาแสร้งอ่อนข้อให้เยี่ยงนั้นหรือ’
‘แต่หากตอนที่เผชิญหน้ากับข้า อีกฝ่ายกลับปล่อยไม้ตายออกมาจนหมด เช่นนั้นข้ามิเท่ากับต้องตายเปล่าหรอกหรือ ? ’
‘ต้องยอมรับว่าการได้เป็นผู้สูงส่งนั้น ข้ามีความสุขมากจริง ๆ และหากได้เป็นผู้สูงส่งตลอดไปก็คงจะดีมิน้อย’
‘แต่หากมิเป็นดังเช่นที่คิดไว้นั้น คงต้องปวดหัวอย่างแน่นอน’
“แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ข้ามีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนาอยู่ในมือ หากอีกฝ่ายเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาในตำนานจริง ขอเพียงข้ามิได้แพ้เสียจนหลุดลุ่ย เชื่อว่าพวกเขาก็คงมิกล้าวิจารณ์หรอกกระมัง”
เย่ฉางชิงถอนหายใจยาวออกมาอย่างอดมิได้ พลางไตร่ตรองซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ
เมื่อคิดดีแล้ว เย่ฉางชิงก็ได้ตัดสินใจเอ่ยออกไปว่า “มาสู้กัน ! ”
‘ไหน ๆ ก็แสร้งทำตัวเป็นสูงส่งแล้ว เช่นนั้นก็มิต้องคิดถึงเรื่องพ่ายแพ้แล้ว ตอนนี้ที่ข้าต้องทำคือใช้พลังสะกดอีกฝ่ายให้ได้เสียก่อน’
ทันใดนั้นคำว่า “มาสู้กัน ! ” ก็ดังขึ้นในโสตประสาทของทุกสรรพสิ่ง ที่อยู่บนมหาสมุทรแท้จริง
มิว่าจะเป็นพวกอวิ๋นจงเอี้ยน หรือว่าจะเป็นเหล่าบรรพบุรุษของปีศาจทะเลเผ่าต่าง ๆ ที่เพิ่งจะมาเข้าร่วมกลุ่ม ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาต่างรู้ดีว่า มิว่าจะเป็นความน่าเกรงขามที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเมื่อสักครู่ หรือไอพลังที่ผันผวนของกฎอันน่ากลัวนั้น ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาจริง ๆ
ทว่าเย่ฉางชิงกลับกล้าท้าทายเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา
แค่คิดก็รู้แล้วว่าต่อจากนี้จะเกิดศึกใหญ่เช่นไรขึ้น
สำหรับอวิ๋นจงเอี้ยนและหนิงซู่ซู่ รวมทั้งเหล่าจ้าวปีศาจแล้ว
ศึกใหญ่เช่นนี้พวกเขาต่างมิเคยเจอมาก่อน
และนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อได้ว่าจะต้องมิเคยมีผู้ใดเห็นศึกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
แต่ในวันนี้พวกเขาจะมีโอกาสได้เห็นกับตา และเป็นพยานในศึกใหญ่ครั้งนี้ด้วย
ส่วนผู้เฒ่าชุดดำรวมถึงบรรพบุรุษของปีศาจทะเลเผ่าต่าง ๆ นั้น
พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าแท้จริงแล้วนายท่านเป็นผู้ที่น่ากลัวเพียงใด
แต่จนถึงบัดนี้ พวกเขากลับมิเคยได้ยินนายท่านท้าทายผู้แข็งแกร่งคนใดมาก่อน
โดยเฉพาะผู้เฒ่าชุดดำที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น หลังจากได้เห็นทุกอย่างกับตาตนเอง
น้ำตาของเขาก็ไหลรินออกมาอย่างเงียบ ๆ ท่าทางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
‘นายท่านกำลังสู้เพื่อเขาอยู่ ! ’
‘ประทับใจ ! ’
‘ประทับใจยิ่งนัก ! ’
ขณะเดียวกัน เมื่อได้ยินคำว่า “มาสู้กัน ! ” ดังขึ้นภายในโสตประสาท
ชางหลันและเสวียนเทียนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง ก่อนจะหันไปสบตากันอย่างอดมิได้
เมื่อครู่พลังที่ผู้เฒ่าชุดดำแสดงออกมาแข็งแกร่งเพียงใดนั้น พวกเขาล้วนได้เห็นมากับตาตนเองแล้ว
หากมิใช่เพราะเสวียนเทียนสามารถควบคุมหลักเต๋าและพลังแห่งกฎของสวรรค์บูรพาได้แล้วล่ะก็ การจะทำให้ผู้เฒ่าชุดดำได้รับบาดเจ็บเช่นนั้น เกรงว่าหากมิได้สู้กันเป็นเวลาหลายสิบวันคงยากที่จะรู้ผลแพ้ชนะได้
บัดนี้แม้ว่าผู้เฒ่าชุดดำจะพ่ายแพ้ไปแล้ว ทว่านายท่านที่เขาพูดถึงอยู่เสมอกลับปรากฏตัวขึ้นจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นยังกล้าท้าทายเสวียนเทียน ผู้ควบคุมสวรรค์บูรพาแห่งนี้อีกด้วย
มิต้องเอ่ยถึงว่าพลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายจะเป็นเช่นไร แต่แค่ท่าทางที่ทรงอำนาจที่อีกฝ่ายแสดงออกมา รวมถึงเคล็ดวิชาส่งกระแสจิตที่น่าเหลือเชื่อ ก็เพียงพอจะอธิบายได้แล้วว่าพลังของอีกฝ่ายนั้น มิอาจประมาทได้อย่างแน่นอน
“พี่ชางหลัน……”
เสวียนเทียนเกิดลังเลชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอึกอัก
ชางหลันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา “พี่เสวียนเทียน ก่อนหน้านี้ข้าเคยเตือนท่านแล้ว มิว่าจะเป็นกระดานหมากนั่น หรือกลหมากบนกระดานล้วนมิอาจที่จะประมาทได้ แต่สุดท้ายท่านก็รนหาที่จนได้”
“ข้าปล่อยเขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังบังอาจสังหารหมากเหล่านั้นต่อหน้าข้า หากข้าทำเป็นมองมิเห็นแล้ววันหน้าข้ายังจะเป็นเจ้าปกครองสวรรค์บูรพาได้อีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เสวียนเทียนมองชางหลันด้วยสีหน้าหงุดหงิด พลางเอ่ยออกมาอย่างโกรธแค้น
ชางหลันอดมิได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง พลางเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “แต่หากวันนี้เจ้าพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของคนผู้นี้ เกรงว่าวันหน้าก็คงยากจะมีที่ยืนเช่นกัน ? ”
มุมปากของเสวียนเทียนกระตุกขึ้นอย่างควบคุมมิได้ และมีท่าทางฟึดฟัดพร้อมกับเอ่ยว่า “พี่ชางหลัน ข้าให้ท่านช่วยคิด มิใช่ให้ท่านมาซ้ำเติมข้า”
ทันทีที่สิ้นเสียง
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น”
ตาดวงที่สามของชางหลันเปล่งแสงสีแดงออกมาเล็กน้อย หลังจากชั่งใจดูแล้วจึงเอ่ยแนะนำไปว่า “เสวียนเทียน เยี่ยงไรซะเจ้าก็เป็นถึงผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งบนสวรรค์บูรพา”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ลองทำอันใดบางอย่างเพื่อหยั่งเชิงคนผู้นี้ดูสิ หากพลังของคนผู้นี้เหนือกว่าเราสองคนจริง ถึงเวลานั้นค่อยเข้าไปขออภัยกับเขาอีกที”
“แต่หากคนผู้นี้แค่แสร้งตบตาพวกเรา เช่นนั้นเจ้าก็จงแสดงฝีมือให้ทุกคนได้ประจักษ์ ถึงความน่าเกรงขามของเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา”
เสวียนเทียนได้ยินดังนั้น ก็ตบหน้าผากตนเองเบา ๆ ราวกับคิดมิถึง ก่อนที่ใบหน้าจะเผยความยินดีออกมา
“พี่ชางหลัน ครั้งนี้นับว่าข้าติดหนี้บุญคุณท่านแล้ว”
เสวียนเทียนประสานมือคารวะให้แก่ชางหลัน ก่อนจะหมุนกายและใช้มือทั้งสองข้างประทับรอยตราโบราณ
เพียงเสี้ยววินาที ทั่วทั้งมหาสมุทรแท้จริงพลันเกิดลมพายุกระหน่ำ กฎมหามรรคาที่ไร้รูปร่างและสับสนวุ่นวายต่างก็แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความโกลาหลในที่สุด ก่อนจะพุ่งไปหาเย่ฉางชิงอย่างบ้าคลั่ง
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ
พื้นที่โดยรอบที่เย่ฉางชิงยืนอยู่ ก็ได้มีพลานุภาพฟ้าดินอันน่ากลัวฟาดฟันลงมา
เมื่อเผชิญหน้ากับพลานุภาพอันทรงพลังเช่นนี้ พวกอวิ๋นจงเอี้ยนแม้จะโคจรพลังวิญญาณภายในกายออกมาต้านทาน ทว่าร่างกายและจิตวิญญาณกลับยังคงสั่นเทาอย่างอดมิได้ และสามารถดับสูญได้ตลอดเวลา
ส่วนท้องฟ้าบริเวณที่เย่ฉางชิงยืนอยู่นั้น
เพียงพริบตา ก็ได้มีสายฟ้าจำนวนมากที่ห่อหุ้มด้วยพลังแห่งกฎของโลกใบนี้แลบแปลบปลาบออกมาอย่างต่อเนื่อง
เปรี้ยง !
เสียงมังกรคำรามออกมาจนดังลั่นไปทั่วท้องฟ้า
ในส่วนลึกของกลุ่มเมฆมีหัวของมังกรสายฟ้าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งค่อย ๆ โผล่ออกมา ดวงตาลุ่มลึกจ้องเขม็งไปยังเย่ฉางชิง และหมายมาดที่จะพุ่งเข้าโจมตีเย่ฉางชิง
ทว่าเวลานี้เย่ฉางชิงที่มีตำหนักเทพวาสนาลอยอยู่บนศีรษะ กลับรู้สึกงุนงงอย่างมาก
‘นี่เรียกว่าเปิดศึกแล้วงั้นหรือ ? ’