เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 543 ภาพอักษรพู่กันของนายท่าน
อนที่ 543 ภาพอักษรพู่กันของนายท่าน
ฟิ้ว !
วินาทีที่กู่เจิงเฟิงนำภาพอักษรพู่กันลึกลับออกมา
คลื่นพลังอันรุนแรงสายหนึ่งพลันสาดส่องออกมา ก่อนแผ่ออกไปไกลหลายหมื่นจั้ง ทำให้เมฆสีดำที่หนาทึบนั้นกระจายตัวออก
เป็นภาพที่น่าตื่นตระหนกยิ่งนัก !
ทั่วทั้งฟ้าดินพลันเปลี่ยนสี นอกจากสีดำแล้วทั้งหมดล้วนฉาบด้วยสีขาว ราวกับภาพท้องฟ้าขาวดำที่เกิดการแปรปรวน
ทันใดนั้น หมู่เมฆบนศีรษะของกู่เจิงเฟิงพลันพลุ่งพล่านขึ้น มังกรสายฟ้าอันทรงพลังไร้ที่เปรียบตัวหนึ่งโผล่ศีรษะขนาดใหญ่ออกมา
โฮก !
เมื่อเสียงมังกรคำรามดังขึ้นอย่างกะทันหัน ห้วงอากาศโดยรอบพลันปรากฏรอยแยกมากมายขึ้น
มิเพียงเท่านั้น วินาทีที่มังกรสายฟ้าโผล่ศีรษะออกมา
พลานุภาพอันน่ากลัวก็ได้ระเบิดขึ้น และหวังให้พลังที่ระเบิดออกมา ทำให้จิตวิญญาณของกู่เจิงเฟิงผู้รับการทดสอบจากสวรรค์แตกสลาย
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่อนั่น ก็คือ พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่ห่อหุ้มพลังแห่งกฎไร้เทียมทานเอาไว้ เมื่อปะทะเข้ากับอักษรพู่กันภาพนี้ กลับมลายหายไปราวกับมิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเห็นดังนั้น มุมปากของกู่เจิงเฟิงก็ยกขึ้น อดมิได้ที่จะเอ่ยอย่างตื่นตระหนกภายในใจว่า “หากภาพอักษรพู่กันภาพนี้เป็นฝีมือของท่านเย่ผู้นั้นจริง เช่นนั้นท่านเย่ผู้นี้จะน่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง”
“แม้ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตจะรุนแรงกว่าปกติ ทว่าภายในภาพอักษรพู่กันภาพนี้แฝงพลังที่ลึกลับเช่นไรเอาไว้กันแน่ ถึงสามารถดูดกลืนทัณฑ์สวรรค์พิฆาตที่แฝงพลานุภาพฟ้าดินเข้าไปจนหมด น่าเหลือเชื่อ นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก”
โฮก !
มิกี่อึดใจต่อมา เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เนื่องจากภาพอักษรพู่กันได้ดูดกลืนพลานุภาพฟ้าดินลงไป ทำให้ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตในเวลานี้ได้ระเบิดพลังทั้งหมดออกมา
เพียงเสี้ยววินาที มังกรสายฟ้าที่เกิดจากทัณฑ์สวรรค์พิฆาตก็ค่อย ๆ เลือนรางลง และกลายเป็นสายฟ้ามากมายฟาดฟันลงมาใส่ภาพอักษรพู่กัน ที่ลอยอยู่บนศีรษะของกู่เจิงเฟิง
และในตอนนั้นเอง ภาพอักษรพู่กันก็เกิดสั่นสะเทือนน้อย ๆ จิตกระบี่อันน่ากลัวสองชนิด ก็ได้แผ่พลังทำลายล้างออกมาในทันใด
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
กระบี่สีขาวและดำอันพิสดารสองเล่ม ก็พุ่งออกมาจากภาพอักษรพู่กัน
กระบี่ทั้งสองเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะก่อเกิดขึ้นมาจากต้นกำเนิดวิถีกระบี่ในตำนาน จึงห่อหุ้มไปด้วยพลังทำลายล้างที่ทรงพลัง จากนั้นก็กวัดแกว่งขึ้นไปด้านบนทันที
ตู้ม !
กระบี่คู่ขาวดำปะทะเข้ากับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตมากมาย จนเกิดการสั่นสะเทือนและเสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมา
ทันใดนั้น คลื่นพลังอันน่ากลัวก็สาดส่องออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทุกที่ที่คลื่นพลังเคลื่อนผ่าน ห้วงอากาศภายในรัศมีพันลี้ก็พังทลายลง กลายเป็นประกายไฟอันเจิดจ้าสาดกระเซ็น สว่างไสวไปทั่วทั้งท้องฟ้า
กลายเป็นภาพที่ชวนตื่นตระหนกอย่างมาก
ทว่าหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ปรากฏสู่สายตาของกู่เจิงเฟิง แม้แต่เขาที่มีจิตใจมั่นคง ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกสั่นคลอนขึ้นมา
เมื่อเห็นกระบี่คู่ขาวดำปะทะเข้ากับทัณฑ์สวรรค์พิฆาต และมิมีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำยังทะยานขึ้นด้านบนอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าจะเป็นทัณฑ์สวรรค์พิฆาตที่ค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตที่ทรงพลังเช่นนี้ยังมิสามารถต้านทานการโจมตีของกระบี่คู่ขาวดำนี้ได้ ! ’
‘เช่นนี้ก็หมายความว่ากระบี่คู่ขาวดำนี้มิเพียงแต่ทำลายทัณฑ์สวรรค์พิฆาตได้ แต่ยังต่อกรกับพลังแห่งกฎของสวรรค์บูรพาได้อีกด้วยงั้นหรือ ? ’
‘แล้วต่อจากนี้จะเกิดสิ่งใดขึ้นอีก ? ’
‘มิน่าเชื่อ ! ’
‘มิกล้าจินตนาการจริง ๆ ! ’
สูด !
กู่เจิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น พลางพึมพำออกมาว่า “พลังจู่โจมของอักษรพู่กันภาพนี้ดูรุนแรงยิ่งนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเกิดอันใดขึ้น ข้ามิกล้าที่คิดเลยจริง ๆ ”
“ควรทำเช่นไรดี ? เจิ้นผิง ท่านเย่ที่เจ้าเอ่ยถึงผู้นั้นเวลานี้อยู่ที่สวรรค์บูรพาหรือไม่ ? ”
“หากเขาอยู่ล่ะก็ เชื่อว่าจะต้องสัมผัสได้อย่างแน่นอน และขอให้เขาช่วยเก็บภาพอักษรพู่กันนี้ได้หรือไม่ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ข้ามิกล้าคิดจริง ๆ ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นอีก”
……
……
ขณะเดียวกัน พวกอวิ๋นจงเอี้ยนที่ยืนอยู่บนเรือวิเศษเอง ต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน
ต้องยอมรับว่าสมบัติเซียนที่สามารถต้านทาน และเอาชนะทัณฑ์สวรรค์พิฆาตได้เช่นนี้
พวกเขาต่างมิเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเขาเองก็มิรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดตามมาอีก
“ภาพอักษรพู่กันภาพนี้เป็นสุดยอดสมบัติเซียนเช่นไรกัน ขนาดเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตอันน่ากลัวเช่นนี้ กลับมิมีท่าทีอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย อีกทั้งพลังยังแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย”
อวิ๋นจงเอี้ยนมีสีหน้าซีดเผือด จ้องมองปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวบนท้องฟ้า พลางเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้เฒ่าชุดดำที่เฝ้ามองท้องฟ้าที่ไกลออกไปนั้น ก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยขึ้นว่า “ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตเกิดจากกฎและระเบียบของโลกใบนั้น ๆ การที่ภาพอักษรพู่กันภาพนี้สามารถสยบทัณฑ์สวรรค์พิฆาตได้ นั่นหมายความว่าสามารถทำลายล้างโลกนี้ได้เช่นกัน”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ผู้อาวุโส ท่านหมายความว่าหากขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป สวรรค์บูรพามีโอกาสถูกทำลายเพราะอักษรพู่กันภาพนั้นด้วยหรือขอรับ ? ”
จ้าวปีศาจเสวียนอู๋หลังจากครุ่นคิดตามแล้ว ก็ได้เอ่ยถามขึ้นตรง ๆ
“ถูกต้อง”
ผู้เฒ่าชุดดำถอนสายตากลับมา ก่อนจะกวาดตามองทุกคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด
ก่อนที่เขาจะส่ายหน้ายิ้ม ๆ ออกมา พลางเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “พวกเจ้ามิต้องตื่นตระหนกเช่นนั้น ภาพอักษรพู่กันนี้แม้จะมิธรรมดา แต่ถึงเยี่ยงไรตอนนี้นายท่านก็ยังอยู่ที่สวรรค์บูรพา”
“การที่สมบัติเซียนชิ้นนี้จะทำลายโลกใบนี้ได้ ต้องได้รับอนุญาตจากนายท่านเสียก่อน”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ผู้อาวุโส สุดยอดสมบัติเซียนเช่นนี้ แท้จริงแล้วมาจากฝีมือการเขียนหรือการหลอมของยอดบุคคลท่านใดรึขอรับ ? ”
ผู้เฒ่าชุดดำชำเลืองมองจ้าวปีศาจคิ้วแดง ที่ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความสงสัย
‘จริงด้วย ! ’
‘สามารถผสานต้นกำเนิดของวิถีกระบี่เข้าไปในภาพอักษรพู่กันได้ ฝีมือเช่นนี้เกรงว่าคงมีเพียงเหล่าผู้สูงส่งในแดนเซียนโบราณเท่านั้นกระมัง จึงจะสามารถทำได้’
‘อีกทั้งยังต้องมีความแตกฉานในวิถีกระบี่ในระดับที่สูงยิ่ง มิเช่นนั้นย่อมมิมีทางทำได้อย่างเด็ดขาด’
‘แต่ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง’
‘นั่นก็คือเป็นภาพอักษรพู่กันที่นายท่านเขียนขึ้น และเผลอทำหล่นหายในโลกเล็ก ๆ ใบนี้’
“ข้ารู้ว่าภาพอักษรพู่กันนี้ แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของผู้ใด”
บรรพบุรุษฉือหมิงของเผ่าปีศาจเผ่าหนึ่งเหมือนคิดอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกออกมา
‘ห๊ะ ! ’
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจทันที ก่อนจะหันขวับไปมองบรรพบุรุษฉือหมิงที่ลำคอมีเกล็ดสีแดง
“เจ้าเฒ่า ผู้ใดงั้นหรือ ? ”
บรรพบุรุษเกล็ดดำเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความอยากรู้
บรรพบุรุษฉือหมิงจึงฉีกยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เมื่อครู่ข้าได้ใช้กระแสจิตกวาดมองอักษรพู่กันภาพนั้นแล้ว ลายเส้นที่เห็นเป็นของนายท่าน ? ”
“เป็นฝีมือของท่านเย่เยี่ยงนั้นหรือ ! ”
“ช่างน่าเหลือเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ นายท่านแท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกันแน่ อักษรพู่กันภาพเดียวกลับแฝงต้นกำเนิดวิถีกระบี่ ที่สามารถทำลายล้างโลกใบหนึ่งได้”
“พี่คิ้วแดง ตอนนี้ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้พวกเราจะประเมินความเก่งกาจของนายท่านต่ำเกินไปเสียแล้ว”
“จริงด้วย ตอนนี้ดูเหมือนว่าการได้เป็นสัตว์ขี่ของนายท่าน นอกจากจะมิใช่เรื่องอัปยศแล้ว ยังถือเป็นเกียรติสูงสุดของพวกเราอีกด้วย ! ”
“คิดมิถึงว่าพวกเจ้าล้วนเป็นสัตว์ขี่ของนายท่าน”
“เรียนผู้อาวุโส พวกเราเป็นสัตว์ขี่ของนายท่านจริง ๆ ขอรับ”
“เฮ้อ คิดมิถึงว่าพวกเจ้าจะมีวาสนาถึงเพียงนี้”
“พวกเจ้าต้องจำเอาไว้ให้ดี เพราะแต่ก่อนสัตว์ขี่ระดับต่ำที่สุดที่นายท่านเคยเลี้ยงยังเป็นถึงมังกรทองห้าเล็บบรรพกาล มีเกล็ดสีทองทั่วทั้งร่าง ลำตัวยาวหลายจั้ง”
“ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น นายท่านก็มิได้ให้ความสำคัญเท่าไรนัก แล้วดูพวกเจ้าสิมิได้มีสายเลือดสัตว์เทพบริสุทธิ์ ต่อให้จะคืนร่างเดิมก็คงมิได้โดดเด่นอันใด ดังนั้นพวกเจ้าควรจะดีใจให้มาก ๆ ”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ พวกผู้น้อยจะจดจำเอาไว้ขอรับ”
“……”
“……”
ขณะเดียวกัน หลังจากได้ยินการสนทนาของคนเหล่านั้นแล้ว
มิว่าจะเป็นอวิ๋นจงเอี้ยนหรือว่าหนิงซู่ซู่ ต่างก็อดมิได้ที่จะรู้สึกละอายใจขึ้นมา
บุคคลที่ไร้เทียมทานเช่นนี้ สตรีเช่นไรจึงจะคู่ควรกับเขากัน ?