เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 548 น้ำใจของซือถูเจิ้นผิง
ตอนที่ 548 น้ำใจของซือถูเจิ้นผิง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้น้อยขอขอบคุณท่านเย่ที่เมตตาขอรับ”
กู่เจิงเฟิงได้สติอีกครั้ง จึงรีบประสานมือขึ้นคารวะด้วยความนอบน้อม
‘ในเมื่อท่านเย่บอกเองว่าตำหนักเทพวาสนาเป็นของเขา เช่นนั้นย่อมมิมีอันใดที่ต้องสงสัยอีก’
‘อีกทั้งด้วยความแตกฉานในวิถีกระบี่ของท่านเย่ รวมทั้งตบะบารมีอันลึกล้ำสุดจะหยั่งของเขาแล้ว’
‘ต่อให้วันนี้ข้าจะก้าวสู่ระดับเทพพิภพ และความแตกฉานในวิถีกระบี่ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก’
‘ทว่าในสายตาของยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานเช่นท่านเย่นั้น’
‘เกรงว่าข้าก็คงเป็นได้แค่มดปลวก ที่แค่ยกมือก็สามารถบดขยี้ให้ตายได้อย่างง่ายดายแล้ว’
‘แล้วจะกล้าละโมบโลภมากได้เยี่ยงไรกัน ? ’
‘อีกอย่างการที่ท่านเย่เชิญข้าร่วมเดินทางไปด้วยนั้น’
‘ระหว่างทางหากได้รับคำชี้แนะอีกล่ะก็ มิเท่ากับเป็นโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่หรอกหรือ ? ’
เพราะเมื่อถึงระดับเทพพิภพแล้ว ก็นับว่าได้ก้าวขึ้นจุดสูงสุดของวิถีเซียนบนสวรรค์บูรพาแล้ว จึงเป็นไปมิได้ที่ตบะบารมีจะเกิดการบรรลุได้อีก
ส่วนความรู้แจ้งในมหามรรคาก็นับว่าบรรลุจุดสูงสุดแล้วเช่นกัน โดยพื้นฐานแล้วเป็นการยากที่จะเกิดการบรรลุได้อีก และมิมีสิ่งที่เรียกว่าโอกาสและวาสนาอีกแล้ว
แต่สำหรับท่านเย่นั้นกลับต่างออกไป
หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ การมีอยู่ของเขาเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของสวรรค์บูรพาไปไกลมากแล้ว
ขณะเดียวกัน เย่ฉางชิงก็ขี้เกียจจะกลับไปที่เรือวิเศษที่พวกอวิ๋นจงเอี้ยนอยู่ เขาจึงเพียงเพ่งกระแสจิตไปบอกทุกคนว่า
“ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตหายไปแล้ว พวกเจ้าบังคับเรือต่อได้ และออกเดินทางกันต่อเถอะ”
“น้อมรับคำสั่งท่านเย่”
“น้อมรับคำสั่งนายท่าน”
เมื่อได้รับคำสั่งจากเย่ฉางชิง ทุกคนที่อยู่บนเรือวิเศษต่างก็น้อมรับคำสั่งทันที
ตอนนั้นเอง ซือถูเจิ้นผิงก็ได้ประสานมือ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเย่ เรือวิเศษของพวกเราอยู่มิไกลจากที่นี่มากนัก พวกเราไปคุยกันต่อบนเรือเถอะขอรับ”
“อีกอย่างผู้น้อยทราบว่าท่านชื่นชอบสุรารสเลิศ ดังนั้นระหว่างบำเพ็ญเพียร จึงได้เก็บรวบรวมสุราชั้นดีเอาไว้มากมายเลยขอรับ”
ทันใดนั้นประกายยินดีก็พาดผ่านแววตาของเย่ฉางชิง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าว่า “เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าจริง ๆ ”
ซือถูเจิ้นผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยท่าทางตกใจออกมา หลังจากได้รับคำชมเช่นนี้
ทว่าเมื่อกู่เจิงเฟิงได้ยิน สายตาที่มองซือถูเจิ้นผิงก็เกิดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
สามารถรู้ใจบุคคลไร้เทียมทานเช่นนี้ว่าชื่นชอบอันใด
เห็นได้ชัดว่าซือถูเจิ้นผิงมิเพียงมีพรสวรรค์วิถีกระบี่ที่ยอดเยี่ยม ทว่ายังรู้งานอีกด้วย
บุคคลเช่นนี้ความสำเร็จบนวิถีกระบี่ในภายภาคหน้าคงมิอาจประเมินได้อย่างแน่นอน
ด้วยการเชื้อเชิญจากกู่เจิงเฟิงและซือถูเจิ้นผิง มินานทั้งสามคนก็มาถึงเรือวิเศษที่กู่หยวนจื้อรออยู่
เมื่อเห็นท่านบรรพบุรุษและซือถูเจิ้นผิงมีท่าทีระแวดระวังและหวั่นเกรงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
บวกกับไอพลังวิถีเซียนของบุรุษผู้นั้นที่ถูกสะกดเอาไว้อย่างมิดชิด แม้แต่ตบะบารมีเช่นเขาก็ยังมิอาจสัมผัสได้ รวมทั้งท่าทางสง่างามและสุภาพอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากภายใน
กู่หยวนจื้อก็สามารถคาดเดาฐานะของผู้ที่มาได้ในทันที
‘ท่านเย่ ! ’
‘เจ้าของอักษรพู่กันภาพนั้น ! ’
‘ท่านเย่ที่ซือถูเจิ้นผิงคร่ำครวญถึงท่านนั้น ! ’
ทว่าระหว่างที่พวกเย่ฉางชิงทยอยโรยตัวลงตรงดาดฟ้าเรือ และกู่หยวนจื้อกำลังจะเอ่ยขึ้นปากนั้น
กู่เจิงเฟิงก็สะบัดแขนเสื้อ และชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อนว่า “รีบหันหัวเรือกลับเดี๋ยวนี้”
กู่หยวนจื้อ “ ? ? ? ”
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’
‘ก่อนหน้านี้ท่านบรรพบุรุษบอกเองมิใช่หรือ ว่าจะต้องได้ตำหนักเทพวาสนาอันใดนั่นมาให้ได้เสียก่อน เหตุใดตอนนี้ถึงได้ออกคำสั่งให้หันหัวเรือกลับเช่นนี้เล่า ? ’
‘หรือว่าเป็นเพราะท่านเย่ ? ’
‘แต่เช่นนี้ดูเหมือนจะชะล่าใจเกินไปกระมัง’
‘แม้เวลานี้ท่านบรรพบุรุษจะสามารถก้าวสู่ระดับเทพพิภพได้สำเร็จ แต่บนเส้นทางโบราณนั้น’
‘ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับเทพพิภพ ก็มีโอกาสที่จะดับสูญได้ตลอดเวลา ! ’
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านจะละทิ้งเรื่องตำหนักเทพวาสนาแล้วหรือขอรับ ? ”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะ กู่หยวนจื้อก็ชำเลืองมองกู่เจิงเฟิง พลางส่งกระแสจิตออกไปอย่างเงียบ ๆ
ดวงตาของกู่เจิงเฟิงจึงวาวโรจน์ขึ้นมา ก่อนจะชำเลืองมองเย่ฉางชิงเล็กน้อย แล้วจึงส่งกระแสจิตตอบกลับไปด้วยความเกรี้ยวกราดว่า “เหลวไหลสิ้นดี ตำหนักเทพวาสนาเป็นของท่านเย่ หรือเจ้าอยากให้ข้าชิงตำหนักวาสนามาจากมือของท่านเย่เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
กู่หยวนจื้อได้ยินเช่นนั้น จึงรีบเอ่ยด้วยความหวาดหวั่นว่า “ท่านบรรพบุรุษ ท่านเข้าใจข้าผิดแล้วขอรับ”
เอ่ยถึงตรงนี้ กู่หยวนจื้อก็รีบหมุนกายเดินไปตรงกลางลำเรือ พร้อมกระตุ้นค่ายกลโบราณเพื่อหันหัวเรือกลับในทันที
ขณะเดียวกัน ซือถูเจิ้นผิงก็ได้เรียกองครักษ์มาสามสี่นาย ก่อนจะสั่งให้พวกเขาไปนำเอาโต๊ะและเก้าอี้ภายในห้องโดยสารของเรือออกมา
หลังจากเย่ฉางชิงนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เขาก็เพ่งสมาธิหยิบสุรารสเลิศชนิดต่าง ๆ ออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ
“ท่านเย่ นี่คือสุราเซียนบุปผา เป็นสุราชนิดหนึ่งที่มีเฉพาะในดินแดนของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่”
“ส่วนนี่คือสุราชิงอวี่ เป็นสุราชั้นเลิศที่ผู้น้อยบังเอิญไปพบเข้าในหมู่บ้านแห่งหนึ่งอันห่างไกล ตอนขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างขอรับ”
“ส่วนไหนี้เป็นสุราเก่าแก่ที่ไร้นาม เป็นสุราที่ผู้น้อยได้มาจากแดนลับแห่งหนึ่ง กล่าวกันว่าจนถึงบัดนี้สุราไหนี้มีอายุเกือบแสนปีแล้วขอรับ……”
ขณะที่ซือถูเจิ้นผิงเอ่ยแนะนำสุราก็ได้หยิบขวดหยกและไหลายครามชนิดต่าง ๆ ออกมาจากแหวนเก็บสมบัติของตน ก่อนจะวางลงตรงหน้าของเย่ฉางชิง
ส่วนเย่ฉางชิงเวลานี้ก็ได้ยกยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
หลังจากซือถูเจิ้นผิงนำสุราชั้นดีชนิดต่าง ๆ ออกมาวางเรียบร้อยแล้ว เขาก็หยิบจอกสุราใบหนึ่งออกมาทันใด อย่างอดใจรอมิไหวอีก ก่อนจะเริ่มชิมสุรารสเลิศเหล่านั้นโดยมิสนใจสิ่งใด
และวิธีการเปิดไหสุราของเขาก็ทำให้กู่เจิงเฟิงรวมถึงกู่หยวนจื้อ ที่เดินกลับมาจากตรงกลางของเรือวิเศษ อดมิได้ที่ดวงตาจะเปล่งประกายออกมา
เห็นได้ชัดว่าเพื่อป้องกันสุรารสเลิศเหล่านี้มิให้ระเหยโดยง่าย ซือถูเจิ้นผิงจึงได้วางค่ายกลผนึกเล็ก ๆ มากมายเอาไว้ด้วย
ทว่าค่ายกลผนึกเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่ออยู่ในมือของเย่ฉางชิงก็ดูเหมือนมิได้มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย เพราะเขาสามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย
ฝีมือเช่นนี้แม้แต่กู่เจิงเฟิงเองก็ทำได้แค่เพียงฝันเอาเท่านั้น
‘ท่านเย่ผู้นี้สมกับเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง ! ’
กู่หยวนจื้อเหลือบมองท่านบรรพบุรุษกู่เจิงเฟิงเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนใจอย่างอดมิได้
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
หลังจากซือถูเจิ้นผิงนำสุรารสเลิศทั้งหมดออกมาวางไว้บนโต๊ะ
เย่ฉางชิงก็เริ่มทยอยชิมสุราทั้งหมดจนเสร็จไปหนึ่งรอบ
ทว่าแม้สุราชั้นดีที่ซือถูเจิ้นผิงรวบรวมเอาไว้เหล่านี้ต่างก็มีจุดเด่น แต่มิรู้ด้วยเหตุใด
เย่ฉางชิงกลับรู้สึกว่ายังสู้สุราชิงอี่ที่เขาเป็นคนหมักเองตอนอยู่ที่โลกเบื้องล่างมิได้
แต่การที่ซือถูเจิ้นผิงรวบรวมสุรามากมายเช่นนี้ไว้ให้เขาก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว
“ท่านเย่ สุราเหล่านี้เป็นเช่นไรบ้างขอรับ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงเอ่ยถามเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้ม
“มิเลว”
“โดยเฉพาะสุราชิงอวี่นี่ รสชาติกลมกล่อม แม้รสจะเฝื่อนทว่ากลับแฝงความหวานล้ำเอาไว้”
เย่ฉางชิงพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้ม พลางเอ่ยต่ออีกว่า “ซือถู เจ้ารวบรวมสุรามากมายเช่นนี้ให้ข้า ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
“ท่านเย่กล่าวเกินไปแล้ว”
ซือถูเจิ้นผิงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับโบกมือปฏิเสธพัลวัน “เทียบกับโอกาสและวาสนาที่ท่านเย่มอบให้ผู้น้อยแล้ว สุรารสเลิศเหล่านี้เทียบมิได้แม้เพียงเศษเสี้ยวเลยขอรับ”
เย่ฉางชิงยกจอกสุราในมือขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะลุกขึ้นยืน “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน”
“ข้าเองก็มิมีสมบัติใดจะมอบให้เจ้าได้ แต่ข้าจะขอมอบภาพอักษรพู่กันให้เจ้าอีกหนึ่งภาพ”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปมองทางกู่เจิงเฟิงแล้วเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่ายังมีความสงสัยในวิถีกระบี่อยู่อีกมิใช่หรือ ? ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะนำคำตอบที่เจ้าต้องการใส่ไปในภาพอักษรพู่กันภาพนี้ ส่วนเจ้าจะสามารถรู้แจ้งได้มากหรือน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาและคุณสมบัติวิถีกระบี่ของเจ้าแล้ว”
เอ่ยเพียงเท่านั้น มุมปากของเย่ฉางชิงก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
‘ความสงสัยของเจ้าข้ามิอยากรู้ เพราะต่อให้รู้ข้าก็มิรู้จะตอบเช่นไร’
‘เพราะมิมีความหมายอันใดมากไปกว่าเจตจำนงแท้จริงของกระบี่ และต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ก็เท่านั้น ! ’
‘เซียนกระบี่เช่นเจ้ายังมิเข้าใจ แล้วจะให้ข้าตอบเจ้าได้เช่นไร ? ’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะมอบภาพอักษรพู่กันให้เจ้าสักหนึ่งภาพก็แล้วกัน’
‘ส่วนเจ้าจะสามารถรู้แจ้งได้หรือไม่ หรือรู้แจ้งได้มากน้อยเพียงใด ก็มิเกี่ยวอันใดกับข้าอีก’
ตอนนั้นเอง ซือถูเจิ้นผิงและกู่เจิงเฟิงก็ส่งสายตาสื่อสารกันเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคารวะพร้อม ๆ กัน
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านเย่แล้วขอรับ”