เก้าพี่น้องเลี้ยงซาลาเปาสุดแสบ - บทที่ 251 ไปเมืองหลวงด้วยกัน
บทที่ 251 ไปเมืองหลวงด้วยกัน
บทที่ 251 ไปเมืองหลวงด้วยกัน
“เถาฮวา ครั้งนี้ผมมารับคุณไปเมืองหลวงด้วยกัน!” เสียงทุ้มต่ำของเสิ่นจื่อเจินแผ่วเบา และน่ารักเสียยิ่งนัก
ประโยคเดียวทำทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นตกตะลึง
ไปเมืองหลวง?
เมืองหลวงที่พวกเขาจินตนาการใช่ไหม?
สถานที่ที่พวกเขาเคยได้ยิน และเคยเห็นแค่ในรูปเท่านั้น
ได้ยินว่าที่นั่นมีกำแพงสูงใหญ่ และพระราชวังอันงดงาม ได้ยินมาอีกว่าคนที่ใช้ชีวิตที่นั่งสูงส่งกว่าชีวิตคนที่อื่นเสียอีก
แล้วสิ่งที่พวกเขาได้ยินเมื่อครู่คืออะไร?
อาจารย์เสิ่นบอกว่าจะพาเถาฮวาไปเมืองหลวง?
ทุกคนต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้!
ตอนที่เสิ่นจื่อเจินพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำหากแต่ไม่แผ่วเบา แต่ดังมากพอให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
“ฉัน…” ซูเถาฮวาก้มหน้างุด ไม่รู้จะตอบอย่างไร
เธอรู้สึกว่าเธอไม่คู่ควรที่จะไปยังสถานที่อย่างเมืองหลวง
เธอเป็นผู้หญิงบ้านนอกทั้งยังเคยหย่าร้างมากแล้ว จะไปเมืองหลวงได้อย่างไร?
ถ้าเธอติดตามไปกับเขา ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจจะหัวเราะเยาะเสิ่นจื่อเจินเอาได้ แล้วบอกว่าเขาแต่งงานกับผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาก่อน
เสิ่นจื่อเจินยิ้มก่อนกล่าวเสียงเบา “คุณเป็นภรรยาผมนะ ยังไงก็ต้องไปใช้ชีวิตที่เมืองหลวงโดยปริยายอยู่แล้ว หรือคุณไม่อยากดูแลผมแล้ว?”
ตอนที่ทั้งสองแต่งงานกัน สุขภาพเสิ่นจื่อเจินไม่ค่อยดีนัก แต่หลังจากที่ได้เถาฮวาคอยดูแล ตอนนี้เขาจึงดีขึ้นมาก
และซูเถาฮวาก็ได้กล่าวอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะดูแลเสิ่นจื่อเจินอย่างดีในอนาคต ให้เขามีอายุยืนยาวไปจนถึงร้อยปี
“เถาฮวา พวกเราเป็นสามีภรรยากัน แยกกันนานไม่ได้หรอก คราวนี้ไม่ได้พาไปแค่คุณเท่านั้น แต่เสี่ยวกังกับเสี่ยวเหมยก็จะพาไปด้วย”
ตั้งแต่เสิ่นจื่อเจินแต่งงานกับซูเถาฮวา เขาก็ปฏิบัติต่อลูกทั้งสามของเธอเหมือนลูกของตัวเอง
เด็กทั้งสองไม่ได้คาดหวังว่าพ่อเลี้ยงจะพาพวกเขาไปที่เมืองหลวงด้วย
สองพี่น้องคิดไว้แล้วว่าขอแค่แม่สบายดี พวกเขาก็ใช้ชีวิตเป็นของตัวเองได้
“ลุงเสิ่น!” เสี่ยวเหมยมองเสิ่นจื่อเจินและถามด้วยความไม่เชื่อ
“เสี่ยวเหมย ขอแสดงความยินดีกับเธอด้วยนะ หลังจากนี้จะได้เป็นนักศึกษาแล้ว!”
เสี่ยวเหมยงุนงง แล้วเอ่ยถาม “ลุงเสิ่น ทำไมถึง…”
เสิ่นจื่อเจินรู้ได้อย่างไร?
“ฉันได้ยินมาว่าผลการเรียนเธอดีมาก แล้วก็รู้ด้วยว่าสมัครเข้ามหาวิทยาลัยการเกษตร เด็กดี เธอจะมีอนาคตที่สดใส”
เสิ่นจื่อเจินไม่เคยคิดมาก่อนว่าเสี่ยวเหมยตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัยการเกษตรได้อย่างไร
เขาเชื่อเสมอว่าผู้หญิงควรจะเลือกเรียนครูน่าจะดี
ถ้าในอนาคตได้เป็นครู มันเป็นงานที่มีเกียรติและงานก็ไม่หนัก
ทว่าอีกฝ่ายไม่รู้สักนิดที่เสี่ยวเหมยเลือกเรียนที่นี่ก็เพื่อตามหาเขา
“ลุงเสิ่น หนูสอบเข้าได้หรือคะ?”
ถึงเธอจะเรียนดีในอำเภอ แต่ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัยการเกษตรกำลังเผชิญกับนักศึกษาจากทั่วประเทศ ดังนั้นเธอจึงไม่รู้จริง ๆ ว่าคะแนนสอบตัวเองเป็นอย่างไร
“สอบเข้าได้สิ คะแนนดีมากเลย! เสี่ยวเหมย เธอเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมมาก” เสิ่นจื่อเจินไม่ลังเลที่จะชมสักนิด “เสี่ยวกัง เธอต้องเรียนรู้จากพี่ ๆ เขานะ พวกเขาเก่งมากเลย ฉันเชื่อว่าเธอจะเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมได้เหมือนกัน”
เสี่ยวกังรู้อยู่เสมอว่าเขาไม่ใช่เด็กที่โดดเด่นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายหรือพี่สาวก็ล้วนแต่เก่งกว่าเขามาก
ไม่คิดเลยว่าจะโดนชมว่าเขาก็เก่งเหมือนกัน
เสี่ยวเถียนมองครอบครัวเบื้องหน้า ก่อนดึงแขนพี่ชายทั้งสองแล้วบอกให้กลับบ้านกัน
พอกลับไปถึง คุณย่ากำลังซักผ้าอยู่ที่บ้านคนเดียว
“คุณย่าคะ พวกเรากลับมาแล้วค่ะ!” เสียงอันไพเราะหลานสาวดังมาจากลานบ้าน หญิงชราจึงเงยหน้าขึ้นมองทันที
“ไอ๊หย่า หลานรักย่ากลับมาแล้ว! กลับมาได้ยังไงกันเนี่ย?”
“พวกเรานั่งรถรับส่งมาค่ะ”
“แล้วพ่อกับอาไม่คิดมาส่งหน่อยหรือ ให้เด็ก ๆ กลับกันเองเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?” คุณย่าซูบ่นพึมพำ
ในใจเธอนั้นเด็กก็คือเด็ก ถึงจะอยู่ข้างนอกมานานอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก
เสี่ยวเถียนจึงกล่าวเคล้ารอยยิ้ม “คุณย่าไม่เป็นไรนะ ปกติตอนอยู่ในอำเภอก็เดินคนเดียวค่ะ”
สองย่าหลานทักทายกันไม่กี่ประโยค หญิงชราก็ผละจากที่กำลังซักเสื้อผ้าไปทำอาหารให้เด็ก ๆ
พวกเสี่ยวเถียนไม่ได้อยู่บ้านมานานกว่าสองเดือนแล้ว ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสดใสขึ้นมาก
หลังจากสำรวจอย่างระมัดระวัง เด็กหญิงรู้สึกว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก และไม่มีอะไรน่าดูด้วย
เธอวิ่งเข้าครัวไปช่วยย่า
ทั้งสองคุยกันอย่างเพลิดเพลิน บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความสุข
“คุณย่า ลุงเสิ่นกลับมาแล้วนะ!” จู่ ๆ เสี่ยวเถียนก็จำเรื่องนี้ได้จึงเอ่ยขึ้น
“ใครกลับมาแล้วนะ?”
“ลุงเสิ่นค่ะ! ลุงบอกว่าจะพาป้าเถาฮวา พี่เสี่ยวเหมย และพี่เสี่ยวกังไปเมืองหลวงด้วย”
คุณย่าซูที่กำลังล้างผักกาดขาวอยู่ถึงกับทำมันร่วงลงอ่างเสียงดังโครมครามทันทีที่ได้ยินหลานสาวพูด
“หลานบอกว่าเสิ่นจื่อเจินกลับมาแล้ว?”
คุณย่าซูตื่นเต้นมาก
ช่วงนี้เถาฮวาโดนคนรังแกบ่อยเพราะสามีไม่อยู่ ไม่รู้ว่าในใจนั้นจะอึดอัดขนาดไหน
มีหลายครั้งที่บ่นด้วยว่าเสิ่นจื่อเจินเป็นคนใจร้าย
แต่จู่ ๆ เสี่ยวเถียนก็พูดว่าเสิ่นจื่อเจินกลับมาแล้ว นี่มันเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่
“ใช่ค่ะ ลุงเสิ่นกลับมาแล้วนะย่า!”
หญิงชรามองหลานแล้วมีความสุขมาก ก่อนจะก้าวเข้าไปจับหน้าเสี่ยวเถียนแล้วเอ่ย “หลานรักของย่าเป็นดาวนำโชคจริง ๆ!”
โอ๊ะ?
เสี่ยวเถียนประหลาดใจมาก ลุงเสิ่นกลับมาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เธอเป็นดาวนำโชค?
บ่ายวันนั้น ซูเสี่ยวเถียนดาวนำโชคตัวน้อยไปที่คอกวัว แต่เห็นเสิ่นจื่อเจินอยู่ในคอกวัวอีกครั้ง
ตกบ่าย เสิ่นจื่อเจินนั่งอยู่บนเตียงเตาหลังเล็ก กำลังสนทนากับฉือเก๋อและคนอื่น ๆ
“สหายเสิ่น เรื่องของเราไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ยิ่งไปพัวพันกับบางเรื่องมามันไม่ง่ายที่จะกลับไปอยู่แล้ว” ฉือเก๋อเอ่ยเสียงทุ้ม
พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เมื่อเห็นเสิ่นจื่อเจินได้กลับไปจะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงโกหก
แต่มันก็แค่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรอก
“ไม่ครับ ผมจะตั้งใจทำงานให้หนัก พวกคุณเป็นคนดี ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ไปตลอด”
ฉือเก๋อยิ้ม “อันที่จริงแล้ว สถานที่แห่งนี้มันดีมากเลย”
เสี่ยวเถียนได้ยินก็โพล่งเข้าประตูไป “ที่นี่ดีจริง ๆ เนอะปู่ฉือ”
“เสี่ยวเถียนมาแล้วหรือ? มาหาอี้หย่วนหรือเปล่า?” คุณปู่ฉือถามอย่างร่าเริง
“พี่อี้หย่วนล่ะคะ?” เสี่ยวเถียนมาหาอีกฝ่ายจริง ๆ จึงเอ่ยถามอย่างไม่ปิดบัง
“ขึ้นเขาไปกับพี่ชายหนูทั้งสามคนนู่น เห็นบอกว่าจะมีของดี ๆ บางหรือเปล่า” ฉือเก๋อยิ้ม “เอาเกี๊ยวผักไปด้วย ตอนเที่ยงจะได้ไม่ต้องกลับมา!”
เสี่ยวเถียนรู้สึกผิดหวัง เสียใจที่ไม่ได้ถามย่าก่อน
ถ้าถามให้ชัดก็คงไม่ต้องวิ่งมาเสียเที่ยวแบบนี้
“คุณปู่ฉือ คุณปู่ คุณย่า หนูคิดถึงพวกคุณมากเลยค่ะ!”
เพราะอี้หย่วนไม่อยู่ เสี่ยวเถียนจึงปีนเตียงเตาขึ้นไปคุยกับทุกคน
อวี่รุ่ยหยวนกอดหลานสาว “เด็กดีเอ้ย ปากหนูเนี่ยหวานเหมือนทาน้ำผึ้งเลย”
ตู้ถงเหอมองทั้งสองที่สนิทสนมกลมเกลียวด้วยรอยยิ้ม
“ดูสิสหายเสิ่น เรามีหลานสาวอยู่ที่นี่ ทำไมต้องกลับไปด้วยเล่า?” ตู้ถงเหอยิ้มจนตาปิด
ที่เมืองหลวงพวกเขาไม่มีญาติมิตรที่ไหนอีกแล้ว เพราะงั้นใช้ชีวิตอยู่กับเสี่ยวเถียนดีกว่าอยู่กันตามลำพังสองคนตายายอีก
“แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่า สักวันหนึ่งเสี่ยวเถียนจะได้ไปที่นั่นนะ” เสิ่นจื่อเจินไม่แปลกใจอะไร
หลานชายทั้งสามได้ไปเมืองหลวงด้วยความจำเป็น แต่เสี่ยวเถียนยังเด็ก และเป็นคนที่เรียนหนักที่สุดและฉลาดที่สุด ในอนาคตเธอจะต้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแน่นอน
และมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดก็อยู่ในเมืองหลวง
เสี่ยวเถียนควรโบยบินออกไปจากหุบเขาที่น่าหดหู่แห่งนี้ มากสุดคงจะสี่หรือห้าปี
ตอนที่ฉืออี้หย่วนลงเขา เสี่ยวเถียนกำลังย่างมันฝรั่งกับอวี่รุ่ยหยวนที่คอกวัว
“เสี่ยวเถียน เธอกลับมาแล้วหรือ?” ตอนที่เด็กหนุ่มเห็นเสี่ยวเถียน เขากะพริบตาอย่างไม่เชื่อสายตา
“พี่อี้หย่วน กลับจากมาเขาแล้วหรือคะ? วันนี้ได้ของดี ๆ อะไรมาบ้างไหม?”
พอได้ยินเช่นนั้น เขาก็ผิดหวังเล็กน้อย
พวกเขานัดกันขึ้นเขาเพราะเห็นว่าซูเสี่ยวเถียนกำลังจะกลับมาในไม่ช้า จึงวางแผนเพื่อที่จะไปหาของดี ๆ มาให้น้องกิน
แต่ใครจะคิดเล่าว่าตลอดทั้งวันที่อยู่บนเขา จับอะไรไม่ได้สักตัวแม้แต่ไก่ น่าหงุดหงิดเหลือเกิน