เจี้ยนกู่ เซียนกระบี่สยบหล้า - ตอนที่ 278 อยู่ปรนนิบัติข้าเถอะ
ตอนที่ 278 อยู่ปรนนิบัติข้าเถอะ
เหยียนซิ่วชุนเผยแววตาเย็นชาเล็กน้อย
นางมองทางเข้าหุบเขาไกลๆ พายุทรายพัดมา ชุดคลุมดำโบกสะบัด นางกอดกล่องเหล็กในอ้อมกอดไว้แน่นตามจิตใต้สำนึก
หนิงอี้ยิ้ม “แค่โจรม้าไม่ดูตาม้าตาเรือ หากไม่มีอะไรผิดพลาด กลุ่มทหารรับจ้างก็จัดการได้”
ชุดคลุมขาวตัวใหญ่สะบัดดังพึ่บพั่บกลางสายลม หงเฉินมองเงาคนด้านบนหุบเขา ‘ห้าประตู’ ความหมายก็ตามชื่อ คือห้าประตูที่จะเดินทางจากเมืองหลวงไปตะวันตกมารวมกันอยู่ที่หุบเขานี้ เรียกอีกชื่อว่าหุบเขาห้าสาย เรียกเช่นนี้ได้ก็สามารถเห็นถึงความสำคัญของภูมิประเทศนี้ คนที่เป็นราชาภูเขาที่นี่ได้ ก็พอจะเห็นความแกร่งของศักยภาพเบื้องหลังได้เช่นกัน
หงเฉินไม่มีสีหน้าตระหนกเลย
เหล่าทหารรับจ้างมีคำพูดติดปากว่า ‘สามส่วนปลอดภัย’ ซึ่งก็คือพกยิ้มสามส่วน ให้เหตุผลสามส่วน ดื่มสุราสามส่วน
กลุ่มทหารรับจ้างสมปณิธานของเขามีชื่อเสียงอยู่บ้างในเมืองอาทิตย์อุทัย ไปข้างนอกจะเป็นมิตร คนพวกนี้ที่ขวางทางอยู่นั้นพูดให้น่าฟังก็คือเจ้าถิ่น พูดให้ไม่น่าฟังก็คือโจร เจอราชาภูเขาใหญ่ออกมาต้อนรับ ปกติแขกจ่ายเงินก็จะผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
ตอนทุกคนเข้าใกล้ ธนูบนภูเขาก็เล็งมาแล้ว
ตรงกลางปากทางเข้าหุบเขาวางเก้าอี้นวมไว้ตัวหนึ่ง บุรุษผอมแห้งวัยกลางคนสวมชุดคลุมใหญ่ขนสีขาวเอามือดันแก้มหลับ กึ่งหลับกึ่งตื่น ห้านิ้วมือเลี่ยมทองฝังหยก สวมแหวนสีสันหลากสี หญิงรับใช้สองคนข้างกายคอยพัดให้ สองด้านข้างเป็นคนจากยุทธภพสูงเตี้ยอ้วนผอมต่างกัน
“ผู้เยาว์หงเฉิน บิดาหงจื้อ ผ่านทางมาที่นี่กับสหาย ขอคารวะเจ้าหุบเขา นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการเสียมารยาท”
หงเฉินโบกมือ สื่อให้รถม้าข้างหลังหยุดลง
หนิงอี้กับเหยียนซิ่วชุนหยุดม้า เหยียนซิ่วชุนได้ยินไม่ชัดว่าหงเฉินพูดอะไร แต่หนิงอี้ได้ยินชัดเจน
บุรุษที่นั่งแหงนหน้าบนเก้าอี้นวมมีใบหน้าเฉยเมย ยังคงท่าทีดุจเทพเซียน ไม่คิดจะขยับแม้แต่น้อย แค่โบกมือเท่านั้น
ชายร่างใหญ่ที่มีขอบเขตพลังหลอมกายไม่ธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างเดินมาสองก้าว รับถุงเงินที่หงเฉินโยนมา
ราวกั้นที่ขวางไว้กลางทางเข้าหุบเขาหันด้านออกเป็นหนาม พวกโจรไม่ได้เอาออกให้
ชายร่างใหญ่นั้นกลับไปที่เดิม
หงเฉินขมวดคิ้ว “เจ้าหุบเขา เงินพวกนี้ยังไม่พอรึ”
บุรุษบนเก้าอี้นวมที่วางพัดไว้บนตัก ตอนนี้หยิบพัดขึ้นมาพัดเบาๆ เส้นผมสีเหลืองแห้งถูกสายลมเบาพัดพลิ้วไหว เขาพูดขึ้นช้าๆ “พวกเจ้าเดินทางครั้งนี้ คุ้มกันสิ่งใดไป”
เหยียนซิ่วชุนกอดกล่องเหล็กไว้แน่น
หงเฉินพูดอย่างเฉยชาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “เจ้าหุบเขา นี่เกรงว่าคงไม่สอดคล้องกับกฎแล้ว”
เจ้าหุบเขายิ้ม
“กฎหรือ”
เสียงเขานุ่มนวลเหมือนสายลมใบไม้ผลิ
“ที่นี่ ข้านี่ล่ะกฎ”
หงเฉินกวาดสายตามอง ก่อนจะพูดขึ้น “ข้าเพิ่มให้ได้อีกหนึ่งร้อยตำลึงเงิน”
เจ้าหุบเขาส่ายหน้า “ช่วงนี้เมืองอาทิตย์อุทัยมีพ่อค้าเศรษฐีออกเดินทางกันเยอะมาก จ้างกลุ่มทหารรับจ้างสมปณิธานพวกเจ้าจ้างได้คงไม่ใช่ของธรรมดา ข้าไม่ขอเยอะ ขอแค่หนึ่งส่วนห้า เอาสินค้ามาให้ข้าก็ผ่านหุบเขานี้ไปได้”
หนิงอี้ที่นั่งบนหลังม้ายังคงมองดูอย่างสนุกสนาน
เจ้าหุบเขาคนนี้ซ่อนกลิ่นอายพลังไว้ลึกล้ำยิ่ง ได้ยินหงเฉินบอกว่าราชาภูเขาใหญ่ที่อยู่บนเขาพวกนี้ ส่วนใหญ่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตกลาง ไม่มีสำนัก ยากจะบรรลุขอบเขตหลังได้…จุดนี้หนิงอี้ไม่ปฏิเสธ กลุ่มหิรัญแดนประจิมในตอนนั้นเข้ามาในศึกแย่งชิงของสององค์ชาย หัวหน้ากลุ่มก็มีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตกลางเท่านั้น
แต่เจ้าหุบเขาคนนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างหนึ่ง…เจ้าหุบเขาคนนี้ไม่เป็นศิษย์จากเขาศักดิ์สิทธิ์ก็แอบเรียนวิชาของขุมอำนาจใหญ่ ภายนอกมีเพียงขอบเขตกลาง แต่หากระเบิดพลังแท้จริง บางทีอาจจะยังมีกลอุบายอะไรอีก
หงเฉินพูดเสียงต่ำ “ภาษิตกล่าวไว้ว่าออกเดินทางข้างนอกก็ต้องพึ่งสหาย ท่านเจ้าหุบเขาต้องการสินค้าไม่ใช่เพื่อเงินทองหรอกรึ เอาสินค้าไป พลิกมือขาย ราคาในตลาดมืดก็พูดยาก สู้ข้าเพิ่มเงินให้อีกเล็กน้อย รับรองว่าได้กำไรสูงกว่าหนึ่งส่วนห้าของสินค้านี่อีก จ้างทหารรับจ้างดินแดนกลางส่งสินค้าก็สองพันแล้ว ราคาไม่ถูกเลย ข้าให้ไปก่อนหนึ่งร้อย ให้ท่านเพิ่มอีกสามร้อย ทั้งหมดสี่ร้อยตำลึงเงิน ถือเป็นสหายต่อกัน…ว่าอย่างไร”
บุรุษผอมแห้งที่โบกพัดยังคงหลับตา ฟังจบก็หยุดพัด
เขายื่นมือไปด้วยรอยยิ้ม ดันฝ่ามือขึ้นข้างบน กวักห้านิ้วมือเบาๆ
ความหมายชัดเจนมาก
เอามา
แต่ไม่พูดรับปากแม้แต่น้อย
หงเฉินนำถุงเงินออกมา มือค้างอยู่กลางอากาศ ครั้งนี้รู้แล้ว ไม่ได้โยนออกไปทันที แต่พูดกับเจ้าหุบเขาที่นอนบนเก้าอี้นวม “บิดาข้าสำเร็จวิชาหลอมกาย ห่างจากขอบเขตหลังเพียงเสี้ยวเดียว มักจะสอนข้าเสมอว่าเป็นคนต้องรู้จักพอ ละโมบมากลาภจะหายเสียเอง”
เมื่อพูดจบ เขาก็โยนถุงนี้ออกไปโดยไม่ลีลาอะไรอีก
เจ้าหุบเขาบนเก้าอี้นวมรับถุงเงิน
ได้รวมกันทั้งหมดสี่ร้อยตำลึง
นี่เป็นค่าผ่านทางที่ไม่น้อยเลยจริงๆ
บุรุษผอมแห้งชูถุงเงินสองถุง เทปากถุงลงข้างล่าง เงินไหลลงมาเหมือนฝนตก กระทบพื้นดังซ่าๆ
มีความรู้สึกมองเงินทองเป็นอุจจาระอยู่เล็กน้อย
ภาพนี้ทำให้เด็กสาวเหยียดหยาม นางขี่บนหลังม้า เบะปาก มองเจ้าหุบเขาโจรม้าที่แสร้งทำตัวให้ดูลึกลับ
บุรุษบนเก้าอี้นวมเทเงินในถุงหมดก็พูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าดูสิ ข้าสนใจเงินพวกนี้รึ”
หงเฉินหน้ามืดลงทีละนิด
นี่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมแล้ว
เห็นได้ชัดว่าคนบนหุบเขาห้าสายพวกนี้ไม่คิดจะเล่นตามกฎ
นี่เป็นสถานการณ์ที่พบเจอได้น้อยมาก
เขาเอ่ยตระกูลตัวเอง อีกฝ่ายกลับไม่กลัวแม้แต่บิดาข้างหลังเลยรึ ในห้าสิบลี้รอบเมืองอาทิตย์อุทัย ทุกคนจะต้องไว้หน้าเขาคนแซ่หงสามส่วน
เจ้าหุบเขาถอนหายใจเบา “โลกนี้มีผู้ฝึกหลอมกายตั้งมากมาย นับไม่หวาดไม่ไหว คนที่ไม่มีสำนักอยู่ข้างหลัง อายุก็มากแล้วจะก้าวสู่ขอบเขตหลังได้อย่างไร…สุนัขแก่หงจื้อ เจอใครก็จะบอกว่าตัวเองห่างจากขอบเขตหลังเพียงเสี้ยวเดียวทั้งนั้น คำพูดนี้ฟังดูดี พูดมาสิบกว่าปีหรือหลายสิบปีแล้ว เจ้าคิดว่ามันเป็นความจริงหรือ”
เมื่อเอ่ยจบ
ทหารรับจ้างแซ่หงหนุ่มมีใบหน้าเย็นชาถึงที่สุด เขาเอามือข้างหนึ่งยื่นไปข้างหลังช้าๆ ลูบผมเปียแมงป่องของตน “เจ้าพูดอีกครั้งสิ”
บุรุษที่นั่งบนเก้าอี้นวมยิ้ม “เจ้าอยากได้ยินอะไรล่ะ สุนัขแก่หงจื้อ หรือสุนัขหง?”
“อวดดีนัก!”
ทันใดนั้น
ชุดขาวพุ่งออกไปดุจสายฟ้า สองคนห่างกันสิบจั้ง หงเฉินดันฝ่ามือข้างหนึ่งบนหลังม้า พลันพลิกตัวลงจากม้า เหยียบพื้นพุ่งเข้าไป ปลายเท้ากดพื้นเบาๆ แต่ตัวกลับพุ่งเข้าไปด้วยแรงมหาศาล
เจ้าหุบเขาบนเก้าอี้นวมถือพัดด้วยมือหนึ่ง ใบหน้าไร้ความรู้สึก
ชายร่างใหญ่ด้านซ้ายเดินหนึ่งก้าว พลันชนกับหงเฉิน
เกิดแรงปะทะกัน สองคนต่างถอยไปคนละก้าว ตรงใต้เท้าหงเฉินแตกเป็นใยแมงมุม เขาเพียงแค่สั่นไหวเบาๆ แล้วก็พุ่งเข้าไปอีก
ชุดขาวโบกสะบัด หงเฉินยื่นแขนเสื้อออกไป นิ้วโป้งง้างออก อีกสี่นิ้วงุ้มเหมือนกรงเล็บอินทรี!
ชายร่างใหญ่ที่ถูกกระแทกคนนั้นยังไม่ทันทรงตัวนิ่ง ก็ยกสองแขนขึ้นมากัน
เกิดเสียงโลหะกระทบแสบหูดังขึ้น
เลือดเนื้อจากสองแขนถูกกรงเล็บอินทรีของหงเฉินคว้าไว้ หงเฉินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ตะโกนเสียงดังเหมือนอินทรีจู่โจมจากฟ้า เล็บมือแทงเข้าไปควักเลือดเนื้อออกมา ระหว่างที่เลือดอาบชุ่มอยู่นั้น คนชุดขาวยังถือโอกาสเข้าประชิดตัว เอาเข่าแทงที่ท้องน้อยของชายร่างใหญ่
หงเฉินเพ่งสายตามอง
กรงเล็บอินทรีของตน หากตะปบต้นไม้ คว้าเพียงทีเดียว ลำต้นของต้นไม้ใหญ่ก็จะถูกระเบิดกลายเป็นเศษไม้กระจายเต็มฟ้า
แต่ตอนนี้เมื่อตะปบใส่คนผู้นี้ กลับทำลายได้เพียงผิวชั้นนอก!
แทงเข่าไปอีกทีก็มากพอจะทำลายแผ่นเหล็กหนาเท่านิ้วมือได้
ทว่าแทงเข่าใส่อีกฝ่าย กลับไม่ตัวงอเลยสักนิด!
ในชั่วพริบตานั้น ชายร่างกำยำคนนั้นปล่อยพลังมาจากท้องน้อย เข่าของหงเฉินเหมือนถูกเข็มนับหมื่นแทง พลันเกิดความเจ็บปวดรุนแรงแล่นเข้ามาดุจน้ำหลาก เขาหน้าเปลี่ยนสีไป ยังไม่ทันถอยก็มีเสียงลมดังข้างหู ฝ่ามือเท่าชามโถลากพายุเข้ามา ทำให้เขาเหมือนตกอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง
หงเฉินใช้สัญชาตญาณอันเร็วยิ่งของตนยกแขนขึ้นมา แต่ฝ่ามือนี้มีพลังน่าเหลือเชื่อ…
แขนเขาถูกแรงมหาศาลดันมากระแทกกับศีรษะตัวเอง
ขนาดมีแขนกับฝ่ามือบังไว้ เขายังได้ยินเสียงกระดูกหัก
ความคิดขาวโพลน
การต่อสู้เป็นตาย จะผิดพลาดไม่ได้เลย
นี่เป็นความว่างเปล่าถึงแก่ชีวิต
ชายร่างใหญ่ก้มตัวออกหมัด ชกหงเฉินตัวงอ กระอักเลือดคำใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ายกข้อศอกขึ้นและกระโดดลงมา
กระแทกที่หลังเขาอย่างดูเหมือน ‘นุ่มนวล’ มาก
การกระแทกครั้งนี้ หัวใจแทบแตก
เสียงกระดูกหักน่ากลัวดังขึ้น
จากนั้นเป็นความเงียบสงัด
ชายร่างใหญ่มีใบหน้าไร้ความรู้สึก แขนถูกกรงเล็บอินทรีตะปบแตก เลือดไหลนอง ดูน่าเวทนายิ่ง
เขาจับศีรษะหงเฉินไว้ ยกเขาขึ้นมาเหมือนจับลูกเจี๊ยบ
แขนขาอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง ขาลอยขึ้นจากพื้น
ร่างกายหงเฉินยังสมบูรณ์ดี ไม่เห็นว่าบาดเจ็บเลย
แต่ความจริงหายใจรวยริน ดูท่าจะไม่รอดแล้ว
เหยียนซิ่วชุนหน้าซีดขาว นางไม่อยากเชื่อเลยว่าการต่อสู้จะจบลงง่ายๆ แค่นี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าทหารรับจ้างมีชื่อที่ตนจ่ายเงินไปจำนวนมากกลับถูกทุบตีอยู่ในสภาพนี้
“หุบเขาห้าสายไม่สงบ ก่อนข้าทะลวงพลัง มีคนมากมายเคยหมายตาที่นี่” บุรุษที่นั่งบนเก้าอี้นวมพูดช้าๆ “ตอนนี้ตั้งป้อมอยู่ที่นี่ก็เพื่อบอกทุกคนว่านับจากนี้ไป ที่นี่จะมีเจ้าของเพียงคนเดียว”
เขามองกลุ่มทหารรับจ้างสมปณิธานไกลๆ กวาดสายตามองทีละคน
เขาเห็นหลิ่วสืออีคุณชายผู้สูงส่งกอดกระบี่
จากนั้นเห็นเผยฝานในชุดคลุมคราม
บุรุษบนเก้าอี้นวมที่เพิ่งบอกว่า ‘ทะลวงพลัง’ เผยรอยยิ้มพึงพอใจ เขามองแล้วมองอีก นัยน์ตาฉายแววชอบมาก ก่อนจะยื่นมือแห้งกร้านออกมาชี้สาวชุดคราม
“เจ้าชื่ออะไร”
บุรุษพูดปลง “น่าเสียดายแต่งตัวไม่เป็น ไม่อย่างนั้นจะต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองแน่ อยู่ปรนนิบัติข้าเถอะ”
คำพูดนี้ไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ เลย
เหมือนเป็นการโปรดปรานอย่างหนึ่ง
เป็นบุญคุณอย่างหนึ่ง
เขากลับไม่เห็นเด็กสาวมีสีหน้าโล่งอกแต่อย่างใด
เด็กสาวเอียงศีรษะมองบุรุษบนเก้าอี้นวม เหมือนกำลังมองคนตาย
กลางกลุ่มคน
เด็กหนุ่มที่กำลังคลึงศีรษะ ใจนึกไม่อยากเชื่อว่าตนจะมาเจอกับบทละครน่าเบื่อเช่นนี้ได้ กดมือข้างหนึ่งที่ร่มกระดาษมันเบาๆ
เสียงเกียจคร้านดึงดูดความสนใจของบุรุษบนเก้าอี้นวมทั้งหมด
“นางอยู่ปรนนิบัติเจ้า แล้วใครจะอุ่นเตียงให้ข้าล่ะ”