เซียนอมตะ 2,500 ปี [我只有两千五百岁] - บทที่ 103 มะเร็ง... แค่สิบนาที!
บทที่ 103 มะเร็ง… แค่สิบนาที!
“เนื่องจากเวลามีจำกัด ขอให้ทุกท่านทำตามกฎระเบียบ นักศึกษาเข้าทดสอบทุกคนรักษาได้แค่หกสิบคน”
เสียงของหลิวเจิ้นเฉียงดังสะท้อนอยู่ในสนาม
เหล่าผู้คุมสอบทุกคนหน้าโต๊ะตรวจของผู้เข้าสอบทุกคนกำลังตรวจตราสถานการณ์การต่อแถวอยู่ ในนี้มีไม่กี่แถวจริง ๆ ที่จำนวนคนต่อมากถึงหกสิบคน
และแถวเดียวที่มีจำนวนเกินหกสิบคนมีเพียงซูเย่
“ฉันลองนับดูแล้ว แถวของเธอมีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบคน”
ผู้คุมสอบหมอรู้แจ้งวัยกลางคนหน้าโต๊ะตรวจซูเย่กล่าว “เกินโควต้าแล้ว ฉวยโอกาสตอนนี้รีบพาพวกเขาไปต่อแถวที่อื่น”
พูดเสร็จก็จะไปไล่
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ซูเย่เอ่ยห้าม “จำนวนคนเท่านี้ผมไหว ทุกคนเป็นคนป่วยหมด รีบร้อนอยากรักษา อย่าไล่เลยนะครับ”
“หืม?”
ผู้คุมสอบผงะ คิดไม่ถึงว่าซูเย่จะจิตใจดีขนาดนี้
เขาครุ่นคิด และเอ่ยเตือนซูเย่ “ยังไม่ต้องพูดเรื่องจะรักษาได้หมดไหม แต่ควรจะรู้ว่ายิ่งฐานจำนวนคนไข้เยอะเท่าไหร่ อัตราหายป่วยก็ยิ่งต่ำ โดยเฉพาะภายในเวลาจำกัดทำให้เวลาที่ รักษาต่อคนนั้นน้อยลง จะยิ่งพลาดง่าย เธอยืนยันจะรักษาคนไข้ทั้งหมดนี้เหรอ?”
“ครับ ผมยืนยัน” ซูเย่พยักหน้าด้วยความแน่วแน่
ผู้คุมสอบไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้าร้อนใจของเหล่าคนไข้ที่ยืนต่อแถวอยู่ และด้านหลังแถวมีคนชราและเด็กด้วย จึงทำใจไล่พวกเขาไปไม่ได้ เขารีบบอก “ได้ งั้นเราเริ่ม กันเลย”
เขาไม่กลัวว่าจะมีคนมาต่อแถวเพิ่ม เพราะอีกด้านมีเจ้าหน้าที่คอยจัดระเบียบแล้ว ต่อให้มีคนไข้มาอีกก็ต้องไปต่อแถวของคนอื่น ไม่มาทางนี้แล้ว
ซูเย่ไม่รอช้า เริ่มทันที
ตามกฎ
ผู้คุมสอบต้องวินิจฉัยอาการของคนไข้ก่อน บันทึกเรียบร้อยแล้วจึงให้ซูเย่รักษา
จากนั้น
ซูเย่ลงมือด้วยความว่องไว
เพิ่งจะบันทึกอาการของคนไข้คนแรกเสร็จ ขณะที่เตรียมวินิจฉัยและบันทึกอาการของคนไข้คนที่สอง ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งก็พบว่าซูเย่รักษาคนไข้คนแรกเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังมองเขา าอยู่ รอเขาวินิจฉัยและบันทึกอาการของคนไข้คนที่สอง
คนไข้คนที่สองก็เป็นเช่นเดิม
คนที่สาม……
รวมแล้วเจ็ดคนเป็นเช่นนี้ทั้งหมด
เมื่อเห็นภาพนี้
ผู้คุมสอบในฐานะหมอรู้แจ้งเริ่มเครียดขึ้นมา
ตัวเองเป็นหมอรู้แจ้งและผู้คุมสอบ กลับตามความเร็วของนักศึกษาเข้าสอบไม่ทันเหรอ
เอิ่ม……
นักศึกษาเข้าสอบคนนี้ก็เป็นหมอรู้แจ้ง……
ตัวเองในฐานะหมอรู้แจ้งรุ่นพี่แต่สู้หมอรู้แจ้งรุ่นน้องไม่ได้เหรอ
ไม่ได้อยู่แล้ว!
เมื่อเขาคิดเช่นนั้น ผู้คุมสอบก็รีบบันทึกและวินิจฉัยอาการอย่างรวดเร็ว
ซูเย่เห็นท่า ก็เร่งความเร็วเช่นกัน
ว่องไวกันทั้งคู่
แต่ต่อให้จดบันทึกวินิจฉัยด้วยความเร็วสูงแล้ว ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งก็พบว่าตัวเองยังคงเร็วสู้ซูเย่ไม่ได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เขาอึ้งมาก
ตัวเองเป็นถึงผู้คุมสอบกลับกลายเป็นตัวถ่วงของการสอบคัดเลือกหรือนี่!
ยิ่งตะลึงก็ยิ่งเร่งความเร็ว
ณ ที่ไม่ไกล มีนักศึกษาเข้าสอบเห็นซูเย่เร็วขนาดนี้ พลันรู้สึกกดดันอย่างมาก
จึงเร่งความเร็วมากขึ้น
ทว่า
ไม่ว่าจะเร่งความเร็วแค่ไหน พวกเขาก็ยังตามซูเย่ไม่ทัน
พวกเขาเพิ่งรักษาคนไข้เสร็จไปสิบคน ซูเย่รักษาเสร็จไปสามสิบคนแล้ว!
“ไม่ต้องรีบ ค่อยเป็นค่อยไป”
ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งพูดกับซูเย่ทั้งที่เหงื่อชุ่มหน้าผาก
ซูเย่ไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเขาด้วยรอยยิ้ม
ผู้คุมสอบเริ่มมีสีหน้าไม่ดี และเปลี่ยนความคิด
“เธอรอก่อน”
เขาหยิบมือถือออกมาโทร และตะคอกเสียงเบา “ส่งผู้คุมสอบมาอีกคน!”
“ไม่สิ สองคน!”
ปลายสาย
หลิวเจิ้นเฉียงที่จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย กำลังเตรียมกลับไปรวมตัวกับคณบดีอื่น จู่ ๆ ก็มีสีหน้าฉงน
จะเพิ่มผู้คุมสอบสองคน?
มีผู้คุมสอบเป็นลมร้อนไปสองคนเหรอ?
หลังจากสอบถามสถานการณ์ สีหน้าก็แสดงอารมณ์ที่ซับซ้อน
หลิวเจิ้นเฉียงวางสายและรีบหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ “เชิญหมอรู้แจ้งไปอีกสองคน ไปหาซูเย่”
พอเขาพูดแบบนี้
คณบดีทั้งหมดในที่นี้ก็มีสีหน้าสงสัย และพากันถาม
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เกิดอุบัติเหตุเหรอ”
“เกิดอะไรขึ้นกับซูเย่”
“มีผู้คุมสอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องส่งไปอีกสองคนล่ะ”
“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น”
หลิวเจิ้นเฉียงหัวเราะเฝื่อน ๆ “ซูเย่รักษาเร็วเกินไป ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งคนเดียวตามเขาไม่ทัน จึงมาขอความช่วยเหลือจากผม”
หา
เหล่าคณบดีผงะไป
ผู้คุมสอบระดับหมอรู้แจ้งกลับตามความเร็วรักษาของซูเย่ไม่ทันรึ!
“ไม่หรอกมั้ง”
“ตามหลักแล้ว ถ้าเกิดปัญหาอะไร ผู้คุมสอบมีหน้าที่ขอให้ผู้เข้าสอบลดความเร็วลง ผู้คุมสอบของซูเย่ไม่เพียงแต่ไม่ขอให้เขาลดความเร็วแต่ยังขอหมอรู้แจ้งเพิ่มอีกสองคน หรือจะยอมร รับว่าตัวเองสู้ไม่ได้เหรอครับ”
“อย่าลืมว่าซูเย่ก็เป็นหมอรู้แจ้งนะ”
“การสอบคัดเลือกครั้งนี้ ซูเย่สร้างเซอร์ไพรส์ให้เรามากมายจริง ๆ ไม่ธรรมดาเลยนะเด็กคนนี้”
…..
หมอรู้แจ้งสองคนรีบร้อนมาถึง
พอเห็นแถวยาวเหยียดตรงหน้าโต๊ะซูเย่ และเห็นผู้คุมสอบคนแรกหัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ ความสงสัยก่อนหน้านี้มลายหายไปหมด
มิน่าล่ะถึงโทรมาขอกำลังเสริม ที่แท้ก็โดนบีบคั้นมาถึงจุดนี้แล้ว
พวกเขาไม่กล้าลีลา รีบบอกให้เจ้าหน้าที่นำโต๊ะมาให้และนั่งลง
“คนเดียวไม่ไหว มีเราสองคนมาเพิ่มน่าจะหมดปัญหาแล้วนะครับ”
“วางใจเถอะ ไม่มีปัญหาแน่นอน”
หมอรู้แจ้งสองคนสบตากัน และเริ่มวินิจฉัยพร้อมจดบันทึก
ปรากฏว่า
หลังจากการตรวจเริ่มขึ้น
พวกเขาถึงได้เห็นกับตาว่าซูเย่รักษาคนไข้ไวแค่ไหน
ความเร็วนั้นสร้างความตกใจให้ทั้งสองคนเป็นอย่างมาก
ทั้งสองที่เดิมทีคิดว่าจะสบาย ๆ กลับโดนกระตุ้นจากซูเย่จนตึงเครียดขึ้น ต้องวินิจฉัยและบันทึกไม่หยุดถึงจะพอตามความเร็วในการรักษาของซูเย่ทันอย่างฉิวเฉียด
ทั้งสองยิ่งดูไปก็ยิ่งตะลึง
จนกระทั่งเวลาบ่ายสาม
ตอนที่คนอื่นเพิ่งรักษาไปได้เพียงสี่สิบคน คนไข้ร้อยห้าสิบคนที่ต่อแถวของซูเย่ก็ใกล้ถึงปลายแถวแล้ว
เร็วกว่าคนอื่นเกินสามเท่า!
หมอรู้แจ้งสามคนสบตากันและหัวเราะเฝื่อน ๆ เจ้าหนูนี่บ้าบิ่นจริง ๆ ไม่รู้ว่าอัตราหายป่วยและอัตราฟื้นตัวจะเป็นยังไง
เวลานั้น คนไข้คนสุดท้ายเดินเข้ามา เป็นเด็กสาวตัวน้อยอายุราว ๆ สิบขวบ ท่าทางกลัวคนและน่าสงสาร
“หมอซู ช่วยลูกของฉันหน่อยนะคะ เธอปวดท้องจนทนไม่ไหวแล้ว”
พ่อแม่ของเด็กสาวหน้าตาโศกศัลย์ พุ่งมาอยู่ตรงหน้าโต๊ะตรวจของซูเย่อย่างรีบเร่ง
“ไม่ต้องร้อนใจครับ”
หมอรู้แจ้งคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “นั่งลงก่อน ผมจะวินิจฉัยและบันทึกอาการให้ครับ”
พ่อแม่ของเด็กรีบนั่งลง อุ้มเด็กสาวที่กำลังโอดโอยด้วยความทรมานให้หมอรู้แจ้งตรวจ
ไม่นานนักก็ตรวจเสร็จ
“คุณควรพาเด็กไปดูอาการที่แผนกสตรีนะครับ”
หมอรู้แจ้งคนนั้นขมวดคิ้วพลางเอ่ย “อาการป่วยของเด็กคนนี้ไม่อยู่ในขอบเขตการรักษาของเราครับ”
“พวกเรามาต่อแถวหนึ่งวันเต็ม ๆ ไปตรวจที่โรงพยาบาลก็แล้ว แต่ไม่มีหนทางเลยค่ะ”
แม่ของเด็กสาวบอกกับซูเย่อย่างเศร้าสร้อย “หมอซู ฉันรู้ว่าคุณเก่งมาก ขอร้องล่ะคุณช่วยลูกฉันด้วยนะคะ ช่วยลูกฉันด้วย”
พอเห็นสีหน้าของพ่อแม่เด็ก
ซูเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้าเป็นอาการป่วยปกติ พ่อแม่ของเด็กไม่น่าจะเศร้าโศกขนาดนี้สิ
ลองใช้จิตสัมผัสดู
ทำให้ซูเย่ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เขาพบว่าเด็กสาวในอ้อมกอดมารดาเหมือนจะผิดปกติ
“รบกวนท่านอาวุโสบันทึกให้หน่อยนะครับ”
ซูเย่บอกกับหมอรู้แจ้งข้างกาย แล้วจึงเอ่ยขึ้น “มาครับ ผมขอตรวจเด็กหน่อย”
พอได้ยิน
พ่อแม่ของเด็กก็รีบพาลูกมาให้ซูเย่ตรวจ
ซูเย่วินิจฉัยอย่างรวดเร็ว
จากนั้นคิ้วก็ขมวดเป็นปม
เขาไม่ได้ใช้พลังปราณและไม่ได้ใช้พลังจิตในการตรวจ ตรวจด้วยวิธีการตรวจทั้งสี่อย่างเดียว ซูเย่พบว่าร่างกายของเด็กสาวผิดปกติมาก
ซูเย่รีบถาม “มีผลตรวจจากโรงพยาบาลไหมครับ?”
หืม?!
หมอรู้แจ้งสามคนผงะไปเล็กน้อย
ตอนสอบไม่อนุญาตให้ดูผลตรวจจากโรงพยาบาล ต้องตรวจด้วยวิธีการตรวจทั้งสี่เท่านั้น การใช้ผลตรวจช่วยเหลือถือเป็นการโกงข้อสอบ
ไม่รอให้พวกเขาเตือน
“มี!”
พ่อแม่ของเด็กรีบหยิบผลตรวจให้ซูเย่ดู
ซูเย่รับมาดูแล้วจึงพบว่าค่าโปรตีน AFP สูงกว่าเกณฑ์ปกติ และผลเป็นบวก!
ค่าโปรตีนบ่งชี้เนื้องอก CEA ก็สูงกว่าปกติมากกว่าสิบเท่า!
นี่เป็นการแสดงออกของโรคมะเร็ง
ซูเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย
“คนไข้คนนี้ถือว่าอยู่แขนงผู้ใหญ่ ผมจะรักษา”
ซูเย่บอกกับหมอรู้แจ้งที่จดบันทึกอยู่ข้าง ๆ และเอ่ยขึ้น “แต่ไม่ต้องนับรวมกับคะแนนสอบคัดเลือกในครั้งนี้นะครับ”
อยู่แขนงผู้ใหญ่?
ในเมื่ออยู่แขนงผู้ใหญ่ และเลือกที่จะรักษาแล้ว ทำไมถึงไม่รวมคะแนนล่ะ
หมอรู้แจ้งที่ตรวจเด็กสาวเมื่อกี้ผิดพลาดเหรอ?
ทั้งสามมีสีหน้างุนงงกันหมด
ไม่เข้าใจว่าซูเย่หมายความว่ายังไง
“ส่งเด็กมาให้ผม”
ซูเย่อุ้มเด็กสาวขึ้น เดินไปทางห้องตรวจชั่วคราวหลังสนามที่สร้างโดยเต็นท์แบบมองโกเลีย
พ่อแม่ของเด็กจะตามเข้าไป แต่โดนหมอรู้แจ้งทั้งสามขวางไว้
“ด้านหลังเป็นห้องตรวจ พวกคุณรออยู่ที่นี่นะครับ”
หมอรู้แจ้งหยุดพ่อแม่ของเด็ก ก่อนจะถามอย่างสงสัย “เด็กป่วยเป็นอะไรกันแน่?”
“มะเร็งรังไข่”
พ่อแม่เด็กเพิ่งจะยอมพูดความจริง พอบอกปุ๊บตาก็แดง น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หมอบอกว่าต้องผ่ารังไข่ออก ชาตินี้ก็มีลูกไม่ได้แล้ว แล้วยังต้องทำรังสีบำบัด อีก พวกเราก็เลยอยากให้แพทย์แผนจีนลองรักษาดูครับ”
หา!
ผู้คุมสอบหมอรู้แจ้งทั้งสามคนอึ้งไป
อาการแบบนี้ถือว่าเป็นแขนงผู้ใหญ่จริง ๆ ด้วย
พวกเขารีบหยิบผลตรวจมาดู เลยพบว่าเกณฑ์บางอย่างเกินมาตรฐานจริง ๆ
แต่…
นี่มะเร็งนะ ซูเย่รักษาได้เหรอ
ทั้งสามสบตากัน ขมวดคิ้วเป็นปม สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนและงุนงง
สิบนาทีต่อมา
ซูเย่ในสภาพตัวชุ่มไปด้วยเหงื่ออุ้มเด็กผู้หญิงออกมา
“เรียบร้อยแล้วครับ”
ซูเย่คืนเด็กสาวให้พ่อแม่ของเธอ และกล่าวยิ้ม ๆ “รักษาหายแล้วครับ พวกคุณรีบพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลเถอะ”
ด้านข้าง ๆ
หมอรู้แจ้งทั้งสามคนมองหน้าซูเย่อย่างตะลึง
รักษาหายแล้ว?
แค่สิบนาทีก็รักษาหายแล้วเหรอ?
นี่โรคมะเร็งนะ!
สิบนาที???
พวกเขาไม่ทันสังเกตว่าซูเย่ที่รักษาคนไข้มา 159 คนยังไม่มีเหงื่อไหลสักหยด แต่กลับมีเหงื่อเต็มหัวในเวลาสั้น ๆ เพียงสิบนาที
ผู้ปกครองของเด็กสาวเห็นลูกไม่โอดโอยแล้วก็รีบโค้งคำนับขอบคุณซูเย่ ก่อนจะอุ้มลูกเดินฉับไวไปที่โรงพยาบาล
“เธอรักษาหายแล้วจริง ๆ เหรอ?”
พ่อแม่เด็กเพิ่งไป หมอรู้แจ้งสามคนก็รีบเข้ามาถามด้วยสีหน้าตะลึง
“ครับ” ซูเย่พยักหน้าด้วยความมั่นใจ
เขาหันมองไปรอบ ๆ พบว่าคนอื่น ๆ ยังมีคนไข้ต่อแถวอยู่ และรอบนอกก็ยังมีคนไข้อยู่มาก จึงเอ่ยขึ้นทันที “ยังเหลือเวลา ผมยังรักษาต่อได้ครับ รบกวนเรียกคนไข้มาอีก 51 คนนะครับ บ”
หมอรู้แจ้งทั้งสามข่มความอึ้งในใจ
พวกเขาตะลึงกับคำพูดของซูเย่จริง ๆ รักษาโรคมะเร็งหายในสิบนาที!
หายในครึ่งปีก็ต้องไหว้พระแก้บนแล้ว ไม่สิ ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ แค่รักษาหายก็ถือว่ามีระดับสูงมากแล้ว
พวกเขารีบบอกเจ้าหน้าที่ให้ปล่อยคนไข้เข้ามาอีก 50 คน
เมื่อเห็นภาพนี้
นักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างฉายแววขมขื่นในสายตา
เดิมทีแถวของเจ้านี่ก็ยาวกว่าทุกคนอยู่แล้ว นี่ยังสั่งให้เพิ่มคนอีกเหรอ!
เจ้านี่อยากตายรึไง!!
เหงื่อเต็มหัวแล้วแท้ ๆ เห็น ๆ อยู่ว่าร่างกายจะถึงขีดจำกัดแล้ว ยังจะเพิ่มคนอีก
คนไข้ยิ่งเยอะยิ่งดึงคะแนนขึ้นยาก เขาไม่รู้หรือไง
ท่ามกลางความข้องใจของทุกคน
ซูเย่ยังคงรักษาต่อไป
……
เหล่าคณบดีที่กำลังหารือร่วมกันอยู่รู้เรื่องที่ซูเย่รักษาคนไข้ไปแล้ว 150 คนแล้วเพิ่มอีก 50 คนตั้งแต่นาทีแรก
“เหมือนจะไม่ใช่ระดับเดียวกันเลยนะครับ”
“จริงด้วย ระดับที่ซูเย่แสดงให้เห็นสูงกว่าผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ อยู่มากโข”
“ถึงจะฟังดูเก่งกาจ แต่ปัญหาแฝงอยู่ก็มากเช่นกันนะครับ จำนวนคนยิ่งเยอะอัตรายิ่งขึ้นยาก ยิ่งรักษาน้อยก็ยิ่งละเอียด อัตราฟื้นตัวและอัตราหายป่วยถึงจะยิ่งสูง ไม่รู้ว่าซูเย่คิด อะไรอยู่”
“ไว้รอดูผลสุดท้ายเถอะ เดี๋ยวเราก็คงได้รู้กัน!”