เทพกระบี่มรณะ (Chaotic sword god) - ตอนที่ 3201 : เส้นผม
ตอนที่ 3201 : เส้นผม
เจี้ยนเฉินได้แบ่งสมาธิในการปรุงยาและใช้มือข้างหนึ่งกดที่เตาเอาไว้เพื่อยับยั้งพลังในหญ้าราชาเทพด้วยพลังบรรพกาลตอนนั้นเขาก็สามารถดำเนินการปรุงยาได้ต่อ
ของเหลวในเตายาเริ่มอัดแน่นเป็นเม็ดยา
แต่ตอนนั้นเจี้ยนเฉินก็ต้องขมวดคิ้ว ต่อมาก็เกิดการสั่นไหว มีพลังงานจำนวนมากปะทุออกมาจากเตายาจนทำให้ภูเขาใกล้ ๆ ถึงกับแตกร้าวและหินก้อนใหญ่ที่ร่วงลงมา
“ทำงานของ 2-3 คนด้วยตัวคนเดียวเช่นนี้ยากไปเอาการ ข้ามีความสามารถที่จะยับยั้งพลังในหญ้าราชาเทพได้แต่ก็เสียพลังงานส่วนหนึ่งไปด้วย การที่จะอัดแน่นเม็ดยานั้นดูเหมือนว่าพลังงานจะไม่เพียงพอ”
“การปรุงยาระดับราชาเทพด้วยตัวยตัวคนเดียวยากกว่าตอนที่ผู้อาวุโสซูหรานคอยช่วยเป็นร้อยเท่า” เจี้ยนเฉินเข้าใจเหตุผลทันทีและคิดกับตัวเอง “ไม่ว่าจะเป็นการปรุงยารึยับยั้งพลังในหญ้าราชาเทพ ข้าก็สามารถทำอันใดอันหนึ่งได้โดยง่าย แต่หากต้องทำพร้อมกันแล้ว ความสามารถของข้ายังไม่เพียงพอ”
“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรอื่น ๆ ในโลกเซียนถึงได้มีขั้นบรรพกาล 2 คนคอยช่วยในการปรุงยาระดับราชาเทพ”
“ในตระกูลเทียนหยวนนั้น ผู้อาวุโสซูหรานนั้นแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่แค่นางคนเดียวคอยช่วยก็เพียงพอแล้ว แต่มันไม่มีใครช่วยข้าในโลกดาวทมิฬ ข้าได้แต่ต้องพึ่งตัวเอง”
เจี้ยนเฉินถอนหายใจออกมาและทำการปัดฝุ่นตามตัวออก เขาไม่ได้ทำการปรุงยาต่อ จากประสบการณ์ที่มีครั้งที่แล้ว เขาเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปรุงยาระดับราชาเทพด้วยตัวคนเดียวในตอนนี้ได้
แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาทำการเก็บตายาก่อนจะเอาชุดโต๊ะชาออกมาจากแหวนมิติรวมถึงใบชาหยั่งรู้ก่อนจะเริ่มทำการชงชา
“ มันมีทางที่จะรับมือกับเรื่องนี้ ตราบใดที่ความเข้าใจวิถีแห่งการปรุงยาของข้าเพิ่มขึ้น ข้าก็สามารถปรุงยาระดับราชาเทพขึ้นมาได้สำเร็จ ข้ายังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้ ข้าอยู่ที่นี่ได้อีกหลายสิบปีรึนานกว่านั้น ข้าไม่ต้องใจร้อน…”
“เพื่อแก่นเลือดจอมปราชญ์สูงสุด 10 หยดแล้ว การเสียสละนี้ถือว่าคุ้มค่า…”
หลังจากนั้นเจี้ยนเฉินก็เริ่มทำความเข้าใจวิถีแห่งการปรุงยาโดยมีชาหยั่งรู้คอยช่วย
นอกจากชาหยั่งรู้แล้ว เขาก็ยังมีตราประทับวิถีแห่งการปรุงยาจากบรรพชนหลานอีก
ผลก็คือในตอนที่เจี้ยนเฉินทำความเข้าใจวิถีแห่งการปรุงยานั้น เขาไม่ใช่แค่มีชาหยั่งรู้คอยช่วย แต่ยังได้รับความเหลือจากตราประทับวิถีแห่งการปรุงยาอีก
บรรพชนหลานทิ้งตราประทับไว้ให้เขาซึ่งมันไม่ได้ใกล้เคียงกับขีดจำกัดของสิ่งที่นางเข้าใจได้เลย แต่ด้วยความเข้าใจในการปรุงยาของนางแล้ว แม้แต่ความสำเร็จเล็ก ๆ ของนางก็ให้ประโยชน์ไม่รู้จบต่อความเข้าใจของเจี้ยนเฉินซึ่งเพิ่งขึ้นมาอยู่ขั้นอสงไขยเมื่อไม่นานมานี้
หลังจากนั้นวิถีแห่งการปรุงยาของเจี้ยนเฉินก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้ความช่วยเหลือจากชาหยั่งรู้และตราประทับวิถีแห่งการปรุงยาจากบรรพชนหลาน
แม้ว่าจะไม่ได้เร็วเท่ากับตอนที่เขาใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ผ่าสวรรค์แต่ก็ยังเร็วกว่าผู้บ่มเพาะคนอื่น ๆ อย่างมาก มันเร็วซะจนพวกนั้นได้แต่ต้องแหงนหน้ามอง
แค่ 15 ปีเจี้ยนเฉินก็ได้ทะลวงผ่านวิถีแห่งการปรุงยาครั้งแรกตั้งแต่ที่ออกมาจากโลกจิ๋วหยานหวง
เขาได้พัฒนาจากขั้นอสงไขยชั้นสวรรค์ที่ 3 เป็นขั้นอสงไขยชั้นสวรรค์ที่ 4 !
ความเร็วนี้บอกได้ว่าน่าตกใจ !
มันเพราะความยากเบื้องหลังการทะลวงผ่านแต่ละครั้งที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะเป็นอัจฉริยะของโลกเซียนก็ต้องใช้เวลาหลายพันรึหลายหมื่นปีหรืออาจะเป็นหลักแสนปีเพื่อก้าวผ่านในแต่ละชั้นหลังจากที่ขึ้นมาถึงขอบเขตตั้งต้นได้
สำหรับพวกที่มีพรสวรรค์น้อยกว่านี้ ทุกชั้นหลังจากขั้นอสงไขยต้องใช้เวลาเป็นหลักล้านปี
แต่ตอนที่เจี้ยนเฉินทะลวงผ่านในวิถีแห่งการปรุงยา ได้มีมีดสีดำปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลันแล้วแทงเข้าที่หน้าผากของเจี้ยนเฉิน
ตั้งแต่ต้นจนจบนั้น เจี้ยนเฉินซึ่งกำลังทะลวงผ่านอยู่นั้นไม่ได้ตอบสนองใด ๆ เขานั่งอยู่เฉย ๆ ราวกับว่าไม่เห็นมันเลยแม้แต่น้อย เขาไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง
แต่มีดนั้นไม่อาจจะแทงทะลุหน้าผากของเจี้ยนเฉินได้ มันไม่อาจจะสร้างรอยขีดข่วนให้กับเขาได้เลยด้วยซ้ำ
คนที่อยู่หลังมีดนี้คือหัวหน้าศาลาที่สิบซึ่งอยู่ในชุดดำ เฟิงสือ !
นางจับมีดไว้แน่น สายตาที่แสดงความยินดีกับการที่ได้แก้แค้นสะท้อนออกมาในแววตา แต่ไม่นานมันก็ถูกแทนที่ด้วยความเหลือเชื่อและตื่นตะลึงแทน
มันเพราะตอนที่มีดสัมผัสกับหน้าผากของเจี้ยนเฉิน นางรู้สึกราวกับนางได้แทงเข้าใส่แผ่นเหล็กหนา ไม่ว่านางจะใช้แรงออกไปมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจจะแทงมีดเข้าไปต่อได้เลย
นางใช้มีดโจมตีอย่างเต็มกำลังแต่แม้แต่ผิวหนังชั้นนอกสุดของเจี้ยนเฉินนั้น นางก็ไม่อาจจะแทงทะลุได้เลย
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เขาไม่ได้ทำการป้องกันใด ๆ การป้องกันของเขาตอนนี้ต่ำที่สุด เขารับการโจมที่ที่ข้าสั่งสมพลังมาตลอดได้ยังไง ? ” เฟิงสือยากจะรับความจริงนี้ได้
ตอนนั้นเจี้ยนเฉินได้ทะลวงผ่านเสร็จสิ้นแล้ว เขาลืมตาขึ้นและมองไปที่เฟิงสือที่อยู่ห่างจากเขาไม่กี่นิ้ว ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าเจ้าไม่อาจจะฆ่าข้าได้ ทำไมเจ้าไม่ยอมแพ้กัน ? ”
“แม้ว่าข้าจะไร้การป้องกันรึไม่ต่อต้าน แม้ว่าข้าจะยืนเฉย ๆ และปล่อยให้เจ้าโจมตี แต่เจ้าก็ไม่อาจจะทำร้ายข้าได้แม้แต่เส้นผมด้วยพลังที่เจ้ามี” เจี้ยนเฉินเหมือนจะเริ่มรำคาญกับการที่เฟิงสือพยายามจะปลิดชีวิตเขา เขาดึงผมออกมาจากศีรษะเส้นหนึ่งแล้วส่งให้กับนาง “ในเมื่อเจ้าอยากฆ่าข้ามากขนาดนั้น ข้าจะให้เจ้าดูว่าเจ้าต้องมีพลังแค่ไหนถึงจะฆ่าข้าได้”
“นี่คือเส้นผมของข้า เมื่อเจ้ามีพลังที่จะทำลายเส้นผมนี้ได้ มันก็หมายความว่าเจ้ามีความสามารถที่จะสร้างอันตรายให้กับข้า”
“หากเจ้าไม่อาจจะทำลายเส้นผมนี้ได้ แล้วเจ้าจะมีสิทธิ์อะไรถึงจะฆ่าข้าได้ ? ”
“เจ้าแข็งแกร่งอย่างมาก แต่เจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไป ด้วยความแข็งแกร่งของข้าในขั้นอสงไขยชั้นสวรรค์ที่ 5 แล้ว ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะไม่อาจจะทำลายเส้นผมของเจ้าได้” เฟิงสือเหมือนโดนดูถูกอย่างหนัก นางพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิดและรับเส้นผมนั้นไว้
แต่ทันทีที่นางสัมผัสกับเส้นผมนั้น นางก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาที่ฝามือ มันเกิดรอยแผลลึกขึ้นมาในมือของนาง
เส้นผมของเจี้ยนเฉินราวกับอัดแน่นขึ้นจากปราณกระบี่ มันมีพลังที่ไร้ที่เปรียบ แค่ผมเส้นเดียวก็สามารถตัดภูเขาออกได้ง่าย ๆ