เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ - ตอนที่ 579 กลับตาลปัตร!
คนในห้องปฏิบัติการอดไม่ได้ที่จะมองไปทางฉินหร่าน ด้วยความตกใจ
มองหน้ากัน ตกใจจนช็อกอย่างเต็มรูปแบบ
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ ฉินหร่านไม่มีทางพูดโกหก อย่างแน่นอน
เรือนจําสถานหนัก…
นี่มันอะไรกัน ?
เรื่องโอวหยางเวย กองกําลังที่เกี่ยวข้องค่อนข้างลึกลับ
คนธรรมดาทั่วไปที่รู้ถึงการมีอยู่ของเรือนจําสถานหนักมี ไม่มาก
พวกผู้กองห่าวไม่มีทางปุาวประกาศออกไปอย่างโจ่งแจ้ง
“พาฉันไปพบนักวิจัยเลี่ยว” ฉินหร่านพูดจบก็หันมามอง รุ่นพี่เยี่ย พูดเรียบๆ “วันมะรืนนี้ตระกูลสวีจะขนส่งสินค้าไป ยังรัฐMล็อตหนึ่ง”
“เอ฿ะ?” รุ่นพี่เยี่ยก็นับว่าเป็นคนที่ผ่านโลกมามาก ตอนนี้ ก็ยังไม่ค่อยได้สติ เขาขานรับ “อ้อ” จากนั้นก็ตามฉินหร่าน ออกไป
หนานฮุ่ยเหยาและพวกฉู่หังมองหน้ากันก็ตามไปด้วย
หลังจากที่พวกเขาไปกันแล้ว คนที่เหลืออยู่ใน ห้องปฏิบัติการก็ถึงจะกล้าส่งเสียงขึ้นมา จั่วชิวหรงเช็ดเหงื่อ บนหน้าผาก “นักวิจัยหลู่…เธอพูดจริงเหรอ? โอวหยางเวย นั่น…”
“เธอไม่จําเป็นต้องโกหก” นักวิจัยหลู่มองเงาร่างที่ค่อยๆ เลือนรางไปจากนอกกระจกหน้าต่าง ส่ายหน้าเล็กน้อย
จั่วชิวหรงได้ยินดังนั้นก็ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว พึมพํา “เป็นไปได้ยังไง นั่นเป็นถึงคนของตระกูลโอวหยางเลยนะ…”
หลังจากที่ตระกูลโอวหยางมาแทนที่ตระกูลฉิน ก็มี ความคิดที่อยากจะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองหลวงมา นานแล้ว
แม้หมิงไห่ที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจะไม่ได้ปรากฏตัวต่อ หน้าสาธารณชน แต่ก็แอบช่วยขจัดปัญหาให้ตระกูลโอวหยาง ไปไม่น้อย
หลังจากท่านสวีจากไป สวีเหยากวงก็ไม่มีกําลังมากพอ ตระกูลสวีกลายเป็นมังกรไร้หัว ส่วนฟังเจิ้นปั๋วทางฝั่ง สถาบันวิจัยก็เข้าหาหมิงไห่มานานแล้ว
ในงานพิธีรับตําแหน่งผู้สืบทอดก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีอวิ๋ นกวงกรุ฿ปมาร่วมงาน ฟังเจิ้นปั๋วจึงจําใจต้องมอบตราประทับ ให้ฉินหร่าน
ไม่ว่าเขาจะร้ายกาจแค่ไหน ก็ไม่กล้าลงมือกับลูกสาวบุญ ธรรมของนายท่านหยางไปได้
แต่พออวิ๋นกวงกรุ฿ปประกาศเรื่องฉินหร่านเมื่อสองวัน ก่อน ฟังเจิ้นปั๋วกับหมิงไห่ก็เริ่มลงมือเป็นอันดับแรก
ในสายตาพวกจั่วชิวหรง การดํารงอยู่ของตระกูลโอวห ยางเป็นสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
โดยเฉพาะโอวหยางเวยที่เป็นดั่งพระอาทิตยแกลาง ฟากฟูาแห่งเมืองหลวง
พวกที่ไม่สนใจสถานการณแบ้านเมืองอย่างกลุ่มจั่วชิวหรง ยังรู้จักโอวหยางเวย129 คุณชายตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองหลวง ที่ตามจีบโอวหยางเวยก็ไม่รู้ว่ามีตั้งเท่าไหร่
ตอนนี้ฉินหร่านกลับบอกว่า…
ส่งโอวหยางเวยไปเรือนจําอะไรนั่น?
จั่วชิวหรงตัวสั่นระริก
เธอทําได้ยังไง
“ฉันบอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าอย่าเล่นตามเกมพวกฟังเจิ้น ปั๋ว เราทําวิจัยของเราเงียบๆ กันดีกว่า ไม่ว่าวันข้างหน้า สถาบันวิจัยจะเป็นของคนแซ่ฉินแซ่สวีหรือแซ่โอวหยาง ก็ไม่ เกี่ยวอะไรกับเรา” นักวิจัยเซิ่งวางบันทึกการทดลองลง เดิน วนอยู่ในห้องปฏิบัติการพลางขมวดคิ้ว “นักวิจัยหลู่ คุณก็
น่าจะรู้ว่าศักยภาพเธอน่ากลัวขนาดไหน แม้ว่าครั้งนี้เธอจะ แพ้เกม แต่ตราบใดที่เธอยังไม่ตาย ก็ยังเป็นภัยคุกคามอยู่ดี! ตอนนี้จะทํายังไงล่ะ? พวกเราล่วงเกินฉินหร่านแล้วใช่ไหม…”
นอกจากทั้งสองจะเป็นนักวิจัยแล้ว ยังเป็นผู้ดูแลของ สถาบันวิจัยอีกด้วย
การที่สามารถปีนขึ้นสู่ตําแหน่งนี้เหมือนอย่างทุกวันนี้ได้ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะพวกเขาสร้างคุณงามความดีเท่านั้น แต่ ยังเป็นเพราะพวกเขาเข้าหาผู้มีอิทธิพลเพื่อหวังผลประโยชนแ
เมื่อได้ยินดังนั้น นักวิจัยหลู่ก็ตัดสินใจเด็ดขาด ตบโต฿ะ “ผู้อํานวยการฟังแก่แล้ว วิสัยทัศนแก็ใช้ไม่ได้ ไปขอโทษฉินห ร่านกับนักวิจัยเลี่ยวเถอะ”
พอพูดจบก็มองไปทางจั่วชิวหรงและพูดด้วยน้ําเสียง ละมุนละม่อม “เสี่ยวจั่ว ฉินหร่านนั่นเป็นรุ่นน้องเธอ เธอ จําเป็นต้องทําหน้าที่เป็นคนกลางคอยรับมือ โชคดีที่พวกเรา ไม่ได้ล่วงเกินพวกเขาจนสุดทาง ไม่ได้ทําอะไรนักวิจัยเลี่ยว ทุกอย่างยังพอมีเวลา”
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วชิวหรงได้รับความสนใจในสถาบันวิจัย แต่กลับไม่คิดว่าจะเป็นเพราะฉินหร่าน
เธอเม้มปาก “นักวิจัยหลู่ ฉินหร่านนั่นเธอเอาจริง…”
นักวิจัยหลู่ไม่รู้จักอิทธิพลลับของนายท่านหยางและหมิง ไห่ และไม่รู้ไพ่ไม้ตายของฉินหร่าน เขาแค่ทําตามความรู้สึก ตัวเอง “เธอดูเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้ ถ้าท่านสวียังอยู่แล้วให้ เวลาเธอสักห้าปี เธอก็จะสามารถยืนอยู่บนพีระมิดของ สถาบันวิจัยแห่งรัฐMได้ เมื่อก่อนฉันยังไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้ฉัน ตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักตั้ง! ท่านสวีเตรียมการไว้ซะขนาดนี้ เขาจะต้องมีแผนการของเขาแน่ๆ วงการฟิสิกสแในประเทศ หลายปีมานี้ จะมีใครเคยพบเคยเห็นเด็กอายุยี่สิบที่กล้าพา หน้าใหม่อีกสามคนไปแข่งICNEจนคว้าแชมปมาได้?”
โดยเฉพาะประโยคลับที่ฉินหร่านบอกว่าเธอได้ส่งโอวห ยางเวยไปเรือนจําแล้ว
นักวิจัยหลู่หันหน้าไป “ช่วยเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้ ฉันหนึ่งชุด”
ด้วยความแน่วแน่ของเขา นักวิจัยเซิ่งก็ก้มหน้าไตร่ตรอง อยู่สักพัก จากนั้นก็ตัดสินใจแบบเดียวกับนักวิจัยหลู่
**
ห้องทํางานของฟังเจิ้นปั๋ว
เขานั่งเก้าอี้ทํางานของตัวเอง มองนักวิจัยเลี่ยวที่นั่งฝั่ง ตรงข้ามอย่างสบายอารมณแ เสียงทุ้มต่ําแหบเล็กน้อยราวกับมี แรงเสียดทาน ทําให้คนที่ได้ยินรู้สึกอึดอัด
“นักวิจัยเลี่ยว คุณจะไม่มอบเนื้อหาสําคัญให้ผมจริงๆ เหรอ?” ฟังเจิ้นปั๋วก้มหน้าจิบชา “ของปลอมยังไงก็เป็นของ ปลอม คุณไม่เห็นเหรอว่าไม่มีอวิ๋นกวงกรุ฿ป ไม่มีท่านสวี ฉินห ร่านยังเหลืออะไรอีก มาร่วมมือกับผมจะดีกว่า”
ปกตินักวิจัยเลี่ยวก็ไม่พูดมากอยู่แล้ว
พอนั่งประจันหน้ากับหางเจิ้นปั๋วในขณะนี้ก็แค่เงยหน้า เหลือบมองเขาด้วยหน้าตาที่นิ่งเฉย
เมื่อเห็นเขาไม่พูด ฟังเจิ้นปั๋วก็ขมวดคิ้ว เขาวางถ้วยชา อย่างลวกๆ ใบหน้าเคร่งขรึมค่อยๆ เยือกเย็น
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากนอกประตูห้องทํางาน
ผู้ช่วยฟังเจิ้นปั๋วที่อยู่หน้าประตูขวางเอาไว้ เขารู้จักฉินห ร่าน “คุณฉิน คุณเข้าไปไม่ได้…”
เขายังไม่ทันห้ามฉินหร่านก็ถูกเฉิงสุ่ยลากคอไปอีกด้าน
ฉินหร่านใช้มือผลักประตู ส่งสายตามองไปที่นักวิจัยเลี่ยว ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “นักวิจัยเลี่ยว”
นักวิจัยเลี่ยวลากม้านั่งแล้วลุกขึ้นยืน ท่าทางยังดูสงบ เสงี่ยม น้ําเสียงบางเบา “เรากลับกันเถอะ”
เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
พาพวกฉินหร่านกลับไปที่ห้องปฏิบัติการ
ด้านหลัง ฟังเจิ้นปั๋วมองกลุ่มคนที่เดินออกจากห้อง ทํางาน จ้องเขม็ง “เลี่ยวเกาอั๋ง นายอยากเป็นหนิงเอ่อรแคนที่ สองใช่ไหม? เขาถูกคนต่อต้าน ญาติสนิทมิตรสหายพากันหนี หน้ายังไง นายก็น่าจะรู้นี่”
ทันทีที่ประโยคนี้พูดออกมา ฉินหร่านก็ชะงักเท้า
หนานฮุ่ยเหยาและคนอื่นๆ ก็ตกใจเช่นกัน
หนิงเอ่อรแ พวกเขารู้จักชื่อนี้…
เลี่ยวเกาอั๋งก็นิ่ง เขายื่นมือตบไหล่ฉินหร่านแล้วพูดเบาๆ แค่ไม่กี่คํา “ไม่เป็นไร ไปเถอะ”
**
ห้องรับรองของอาคารวิจัย
เลี่ยวเกาอั๋งนั่งบนโซฟา ฉินหร่านนั่งตรงหน้าเขา ส่วน เฉิงสุ่ยเดินไปนั่งตรงมุมห้อง
หนานฮุ่ยเหยาอยู่ข้างตู้กดน้ํา กําลังรินน้ําให้ทุกคน
นักวิจัยเลี่ยวจิบน้ํา ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่งแล้ว แต่สติ เขายังตื่นตัว มองฉินหร่านอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ฉันมี คนอยู่กลุ่มหนึ่งที่จะแนะนําให้เธอได้รู้จัก”