แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 138 อ้อ! ที่แท้พวกเจ้าก็มาปล้นนี่เอง!
ท่านผู้อาวุโส ถึงแล้วเจ้าค่ะ เหลาสุราแห่งนี้ตอนเด็ก ๆ ข้าแวะเวียนมาทานบ่อย แต่พักหลังมานี้ไม่ค่อยได้มาแล้วบนถนนสายหลักอันคึกคัก เหมียวอินเอ่ยแนะนำเหลาสุราหรูหราตรงหน้าด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อย
ไม่เป็นไร เข้าไปดูข้างในเดี๋ยวก็รู้เองเย่หนานแทบจะอดใจรอไม่ไหว
เพราะกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของสุราชั้นเลิศและอาหารรสโอชาได้ลอยโชยออกมาแตะจมูกเขาเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งสองก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
เมื่อเข้ามาในเหลาสุรา กลิ่นหอมยิ่งเข้มข้นชัดเจน
โอ้ เชิญขอรับนายท่าน เชิญด้านบนเลยขอรับเสี่ยวเอ้อร์ตาไวรีบเข้ามาต้อนรับขับสู้เมื่อเห็นบุคลิกท่าทางที่ไม่ธรรมดาของทั้งคู่
แม้คนในเหลาสุราจะคุ้นหน้าคุ้นตากับคนของสี่ตระกูลใหญ่ แต่เหมียวอินจากบ้านไปร่ำเรียนที่สำนักตั้งแต่เด็ก นานทีปีหนจึงจะกลับมา ไม่แปลกที่คนทั่วไปจะจำนางไม่ได้
เหลาสุราแห่งนี้แบ่งเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดผู้คนพลุกพล่านที่สุด ยิ่งสูงขึ้นไปยิ่งหรูหราและเป็นส่วนตัว
โดยเฉพาะชั้นสามที่เป็นห้องรับรองส่วนตัวสุดหรู ต่างจากชั้นหนึ่งและสองที่ตั้งโต๊ะเรียงรายเบียดเสียดกัน
ท่านผู้อาวุโส เราขึ้นไปชั้นสามกันดีไหมเจ้าคะเหมียวอินหันมาขอความเห็น
เสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าก็ลอบตกใจ เพราะชั้นสามนั้นสงวนไว้สำหรับระดับเชื้อพระวงศ์หรือมหาเศรษฐีเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าสองคนนี้จะมีฐานะไม่ธรรมดา แต่เขาก็ทำงานที่นี่มาหลายปี กลับไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
ไม่ต้องหรอก นั่งตรงนี้แหละ คนเยอะดี ครึกครื้นจะตาย แค่กินข้าวเฉย ๆ ไม่เห็นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เลยเย่หนานตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ตกลงเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโสเหมียวอินได้แต่พยักหน้าตามใจ
ก่อนหน้านี้เหมียวชิงอีมักจะติดตามเหมียวอินเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย แต่ตอนนี้มีเย่หนานอยู่ด้วย เหมียวชิงอีจึงไม่ได้ติดตามมา เพราะในเมืองนี้คงไม่มีใครกล้าตอแยเย่หนานเป็นแน่
ไม่นานนัก อาหารและสุราชั้นดีที่เย่หนานสั่งก็ถูกยกมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อร์ทำงานคล่องแคล่วว่องไว อาหารทยอยลงโต๊ะอย่างรวดเร็ว
เย่หนานไม่รอช้า ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วลงมือจัดการอาหารตรงหน้าทันที
เหมียวอินหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารทานเป็นเพื่อนเย่หนานบ้างเล็กน้อย นางแตะอาหารเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ด้วยความที่นางบรรลุถึงขอบเขตกายาบริสุทธิ์แล้ว ร่างกายจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารของปุถุชนอีกต่อไป
เห็นเย่หนานสวาปามอย่างมูมมาม สายตาของเหมียวอินก็ยิ่งฉายแววฉงน
ท่านผู้อาวุโสแข็งแกร่งปานนี้แล้ว ยังตัดทางโลกไม่ขาดอีกหรือ ดูท่าจะเป็นคนยึดติดกับความหลังไม่น้อยเหมียวอินลอบมองเย่หนานพลางคิดในใจ
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ เย่หนานเรอออกมาเสียงดังอย่างสบายอารมณ์
เอาล่ะ อิ่มแล้ว ข้าต้องไปล่ะนะเย่หนานลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจะจากไป
คำพูดของเย่หนานทำเอาเหมียวอินชะงัก
นางรีบลุกขึ้นตาม ท่าทางอึกอักขัดเขินท่านผู้อาวุโส… ท่านจะไปแล้วหรือเจ้าคะ เอ่อ… ไม่อยู่ต่ออีกสักหน่อยหรือ
เอ่อ… ช่างเถอะ ข้าก็แค่คนพเนจร ออกมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อย บังเอิญผ่านมาทางนี้เท่านั้น หากมีวาสนาต่อกัน วันหน้าคงได้พบกันใหม่เย่หนานนึกถึงสภาพตระกูลเหมียวที่กลายเป็นซากปรักหักพังฝีมือตนเอง ก็ตัดสินใจว่ารีบชิ่งหนีไปจะดีกว่า
กล่าวจบ เย่หนานก็เดินดุ่ม ๆ ออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับมามอง
เหมียวอินมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ ห่างออกไป มือเรียวงามบิดเข้าหากัน นางรีบวิ่งตามไปจนถึงหน้าประตูเหลาสุรา
มือข้างหนึ่งเกาะขอบประตูไว้แน่น สายตาเหม่อมองจนร่างของเย่หนานเลือนหายไปในฝูงชน
ข้ายังมีเรื่องอยากจะคุยกับท่านอีกตั้งมากมาย…จนกระทั่งเย่หนานลับสายตาไปแล้ว เหมียวอินจึงพึมพำออกมาเบา ๆ
เฮ้อ! เรื่องราวจบลงแล้ว ข้าเองก็ควรกลับสำนักเสียที เชื่อว่าสักวันเราคงได้พบกันอีกเหมียวอินถอนหายใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเช่นกัน
เย่หนานเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองสักพัก ก็จัดการซื้อเกวียนลามาหนึ่งคัน พร้อมกับเสบียงอาหารอีกจำนวนหนึ่ง
เหตุผลที่เลือกเกวียนลา เพราะมันช้าดี แถมลายังมีความอดทนสูง แข็งแรง และที่สำคัญคือราคาถูก
เย่หนานไม่ได้รีบร้อนไปไหน การเดินทางแบบเอื่อยเฉื่อย ชมทิวทัศน์ข้างทางไปเรื่อย ๆ จึงเหมาะกับเขาที่สุด
ไม่นาน เย่หนานก็นั่งเกวียนลาออกจากเมือง ปล่อยให้เจ้าลาลากเกวียนไปตามยถากรรมอย่างไร้จุดหมาย
ในขณะเดียวกัน ณ พระราชวังราชวงศ์เทียนฉี่ ท้องนภาเหนือพระราชวังถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน สายฟ้าแลบแปลบปลาบส่งเสียงคำรามกึกก้อง
เจ้าทำจิตใจให้สงบ ตั้งสมาธิกับการรับมือทัณฑ์สวรรค์ พวกข้าจะคอยคุ้มกันให้เองเทียนหยวนกล่าวกับฮ่องเต้เทียนฉี่
ขอรับ รบกวนท่านบรรพชนทั้งสองด้วยฮ่องเต้เทียนฉี่พยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมเตรียมพร้อมรับมือกับอัสนีบาต
อ้าว! ฝนจะตกงั้นรึ แล้วจะทำไงดีล่ะเนี่ยเย่หนานเงยหน้ามองท้องฟ้าที่จู่ ๆ ก็มืดครึ้มลง ทั้งที่เมื่อครู่ยังแดดจ้า รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ทว่าเหตุการณ์วิปริตนี้กินเวลาไม่นาน เพียงชั่วจิบชา ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสปลอดโปร่งดังเดิม
อะไรของมันวะเนี่ย ประหลาดชะมัดเย่หนานเบ้ปากบ่นพึมพำ
ตัดกลับมาที่ใจกลางลานพิธีรับทัณฑ์สวรรค์ในวังหลวง
ฮ่องเต้เทียนฉี่เดินออกมาจากกลุ่มควันด้วยสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าฉีกขาด ผมเผ้ายุ่งเหยิง
แม้สภาพภายนอกจะดูย่ำแย่ แต่ใบหน้ากลับเปี่ยมด้วยความปิติยินดีอย่างปิดไม่มิด
ฮ่า ๆ ๆ… ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว!ฮ่องเต้เทียนฉี่หัวเราะร่าเสียงดังลั่น
กลิ่นอายแห่งขอบเขตเทพปฐพีแผ่ซ่านออกจากร่าง สั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ
สิ่งปลูกสร้างรอบข้างถูกสายฟ้าทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง
อืม… ดี ดีมากเทียนหยวนและเทียนหมิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ท่านบรรพชน ตอนนี้เราไปตามล่าเจ้าคนผู้นั้นได้แล้วใช่ไหมขอรับฮ่องเต้กำหมัดแน่น รู้สึกถึงพลังเปี่ยมล้นจนมั่นใจว่าสามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่งได้
ดี! ข้าส่งคนคอยจับตาดูมันไว้ตลอด มันเพิ่งออกจากเมืองไปได้ไม่นาน แถมยังบ่นว่าในเมืองไม่สะดวก ดูเหมือนมันจะเปิดโอกาสให้พวกเราเองเสียด้วยเทียนหยวนยิ้มมุมปาก ราวกับสวรรค์เป็นใจ
งั้นรีบตามไปเถอะ ชักช้าเดี๋ยวจะยุ่งยากเทียนหมิงเร่งเร้าด้วยความใจร้อน
ทั้งสามไม่รอช้า
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ…
ร่างสามร่างกลายเป็นลำแสงรุ้งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางทิศที่เย่หนานจากไปอย่างรวดเร็ว
ฉันเป็นลาตัวน้อย ๆ ลาตัวน้อยที่แสนจะใจดี…
เวลานี้ เย่หนานกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเกวียนลา ไขว่ห้างกระดิกเท้า ฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้นเอง
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ…
เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าเย่หนาน ขวางทางเกวียนเอาไว้
หือคราวนี้เย่หนานสังเกตเห็นคนทั้งสามที่ลอยอยู่กลางอากาศทันที
เฮ้อ! บินได้นี่มันดีจริง ๆ แฮะเย่หนานเปรยขึ้นด้วยความอิจฉา
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ยังคงปล่อยให้เจ้าลาลากเกวียนเดินหน้าต่อไปอย่างช้า ๆ
หือ เจ้านี่ช่างอวดดีนักเทียนหยวนเห็นเย่หนานทำเมินใส่พวกตน ก็เริ่มมีน้ำโห
ความจริงเย่หนานไม่ได้ตั้งใจจะเมิน เพียงแต่คิดว่าคนพวกนี้คงแค่บินผ่านมา ตนไม่รู้จัก จึงไม่มีเหตุผลต้องทักทาย
จนกระทั่งเทียนหยวนเอ่ยปากเรียก เย่หนานถึงได้สั่งให้ลาหยุดเดิน
สหาย ท่านทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ ดูจะไม่เหมาะสมกระมังเทียนหยวนจ้องมองเย่หนานด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
หา เรียกข้าเหรอเย่หนานชี้หน้าตัวเองด้วยความงุนงง
ฮึ! จะไปพูดดีกับมันทำไม เจ้านี่มันสามหาว ลงมือจัดการมันเลยดีกว่าเทียนหมิงเริ่มหมดความอดทน
เทียนหยวนรีบยกมือห้ามสหายอารมณ์ร้อนไว้ แล้วหันมาเจรจากับเย่หนานต่อสหาย ได้ยินว่าในมือท่านมีสมบัติวิเศษที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ จะเป็นเกียรติหรือไม่หากจะนำออกมาให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตา
ในความคิดของเทียนหยวน ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อน วู่วามไปอาจเสียการใหญ่ได้
อ้อ… ที่แท้พวกเจ้าก็มาปล้นนี่เอง!เย่หนานทำท่าเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรม ดวงตาลุกวาวขึ้นมาทันที
หามิได้ หากสหายมีสมบัติเช่นนั้นจริง พวกเรายินดีซื้อด้วยราคาสูงลิบ หรือจะแลกเปลี่ยนด้วยของวิเศษอื่นก็ย่อมได้เทียนหยวนจ้องเย่หนานเขม็ง
แลกของงั้นรึ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องหาของระดับเดียวกันมาแลกนะ ถ้าเอาของกระจอกมา ข้าไม่ตกลงด้วยหรอกเย่หนานส่ายหน้าอย่างจริงจัง
ได้ยินเช่นนั้น คิ้วของเทียนหยวนและพรรคพวกก็ขมวดเข้าหากัน
หากพวกเขามีของวิเศษระดับนั้น จะถ่อมาหาเย่หนานทำไม
ข้อเสนอแลกเปลี่ยนก็เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า หากเย่หนานรู้จักเจียมตัวยอมมอบให้แต่โดยดี พวกเขาก็อาจจะโยนเศษเงินเศษทองให้บ้างตามมารยาท