แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 34 ตุ๊กตาไม้สำแดงเดช
เมื่อได้ยินคำสั่งของจูหมิง คนตระกูลหลานไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจำใจกัดฟันพุ่งเข้าใส่
เป้าหมายของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือจูหลาน ขอเพียงสังหารจูหลานได้ ทุกอย่างก็จะจบสิ้น
สำหรับตุ๊กตาไม้ที่กลายร่างเป็นคน พวกเขาก็หวาดกลัวเช่นกัน เพราะเพิ่งเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แต่พวกเขาไม่มีทางถอย ต้องยอมเสี่ยงดวงดู เพราะตุ๊กตาไม้ก็เป็นเพียงของวิเศษชิ้นหนึ่ง ขอแค่จัดการจูหลานได้ก็พอ
แต่หากล่วงเกินตระกูลจู นั่นหมายถึงความตายสถานเดียว
เมื่อเห็นศัตรูพุ่งเข้ามาด้วยจิตสังหารรุนแรง จูหลานรีบตะโกนบอกชายหัวโล้นสวมผ้าคลุมว่า รีบหยุดพวกมันเร็ว
ความจริงไม่ต้องรอให้จูหลานสั่ง ทันทีที่เห็นกลุ่มคนพุ่งเข้ามา
ชายหัวโล้นสวมผ้าคลุมก็เริ่มขยับ
ฟึ่บ
ชั่วพริบตาเดียว เขาไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ายอดฝีมือตระกูลหลานคนหนึ่ง แล้วปล่อยหมัดออกไป
ตูม
พละกำลังอันมหาศาล ระเบิดร่างยอดฝีมือผู้นั้นจนแหลกละเอียดในหมัดเดียว
ไม่เพียงแค่นั้น คลื่นพลังกระแทกที่รุนแรง ยังส่งผลให้หอเทียนเซียงหายไปครึ่งแถบในพริบตา
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ
เฟิงเอ๋อ เซียงเอ๋อ พวกเจ้ารีบหนีไป ผู้นำตระกูลหลานตั้งสติได้เร็วที่สุด
เขาคว้าตัวลูกทั้งสอง แล้วโยนออกไปนอกหอเทียนเซียงสุดแรงเกิด
ท่านพ่อ สองพี่น้องตระกูลหลานที่ลอยละลิ่วออกไป ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโยนออกมาแล้ว
แต่ พวกเขาก็ไม่ลังเล รีบหนีเอาตัวรอดทันที
ทว่าหลังจากชายหัวโล้นสังหารคนแรกไปแล้ว
ร่างของเขาก็พุ่งทะยานไปมาระหว่างฝูงชน ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา
บนกำปั้นของเขา ไร้ซึ่งคลื่นพลังวิญญาณใดๆ ดูเหมือนเป็นเพียงกำปั้นธรรมดาๆ
แต่ทว่า ทุกหมัดที่ปล่อยออกไป จะต้องมีร่างคนระเบิดแตกกระจายหนึ่งคนเสมอ
ไม่ว่าจะเป็น ขั้นรวบรวมวิญญาณ หรือ ขั้นผสานแก่นแท้ ผลลัพธ์ล้วนไม่ต่างกัน
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลหลาน ยกเว้นสองพี่น้องที่หนีไปได้
ล้วนตกตายภายใต้กำปั้นเหล็กอันไร้ปรานีจนหมดสิ้น
คุณชายสาม พวกเราต้องหนีแล้ว ผู้เฒ่าข้างกายจูหมิงหน้าถอดสี รีบคว้าตัวจูหมิงเตรียมจะเหาะหนี
แต่ ความเร็วของพวกเขา จะไปเทียบกับชายหัวโล้นสวมผ้าคลุมได้อย่างไร
ฟึ่บ
ชายหัวโล้นมาดักรออยู่ตรงหน้าทั้งสองคนในชั่วพริบตา
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ซัดหมัดตรงเข้าใส่ทันที
แย่แล้ว ผู้เฒ่าอุทานลั่น
ไม่มีเวลาให้คิดมาก เขาเหวี่ยงจูหมิงออกไปด้านข้าง
แล้วรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ตั้งรับหมัดนี้อย่างทุลักทุเล
ตูม
หมัดธรรมดาที่ไร้ลวดลาย
คลื่นพลังมหาศาลกวาดต้อนฝุ่นควันฟุ้งกระจาย หอเทียนเซียงที่เหลืออยู่พังทลายลงมาจนหมดสิ้นในวินาทีนี้
พลังทำลายล้างขุดพื้นดินเป็นทางยาวกว่าร้อยเมตร
ส่วนร่างของผู้เฒ่า หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เหลือเพียงละอองเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
เมื่อเห็นภาพนี้ จูหมิงตกใจจนสติหลุด
ยังไม่ทันจะได้หายใจหายคอ
เขาก็เห็นชายหัวโล้นพุ่งตรงมาที่เขา
เดิมทีจูหลานยังตกตะลึงกับภาพตรงหน้า แต่เมื่อได้สติ นางรีบตะโกนห้าม หยุดมือ
สิ้นเสียงจูหลาน ชายหัวโล้นหยุดชะงักทันที
วิ้ง
ชายหัวโล้นสวมผ้าคลุมกลับกลายสภาพเป็นตุ๊กตาไม้แกะสลักเช่นเดิม
แล้วลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าจูหลาน
จูหลานประคองตุ๊กตาไม้ไว้อย่างทะนุถนอม สังเกตเห็นรอยแตกร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนเนื้อไม้
เมื่อเห็นรอยร้าว จูหลานก็พอจะเดาอะไรได้บางอย่าง แต่ความตกตะลึงในแววตายังคงไม่จางหายไป
หยวนหลินที่อยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
จูหลานเก็บตุ๊กตาไม้ แล้วหันไปมองจูหมิงที่นั่งกองอยู่กับพื้น ปัสสาวะราดกางเกงด้วยความกลัว
ยะ อย่าฆ่าข้า ข้าจะคืนของให้ทั้งหมด จูหมิงรีบตะเกียกตะกายคลานเข้ามาหาจูหลาน
พร้อมกับรีบควักเคล็ดวิชาที่แย่งชิงไปทั้งหมดออกมาคืน
ฮึ ไอสวะ หยวนหลินเดินเข้าไปเตะจูหมิงหนึ่งที แล้วคว้าเคล็ดวิชาคืนมา
จูหมิงเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ ขั้นผสานแก่นแท้ เทียบกับหยวนหลินแล้วยังห่างชั้นนัก
ยิ่งตอนนี้จูหลานมีตุ๊กตาไม้สุดโหดอยู่ในมือ
ก่อนหน้านี้ที่เขากล้ากร่าง เป็นเพราะมีผู้พิทักษ์อยู่ด้วย
ตอนนี้ผู้พิทักษ์โดนทุบจนเละไปแล้ว จะเอาอะไรมาซ่าได้อีก
เจ้าไร้หัวใจ แต่ข้าไม่อาจไร้คุณธรรม เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ครั้งนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าข้าจะไม่ยั้งมืออีก
กลับไปบอกคนในตระกูล และพี่ใหญ่แสนดีของข้าด้วยว่า เลิกคิดจะฆ่าข้าเสียที ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ ถึงตอนนั้นคงต้องให้ปลาตายตาข่ายขาดกันไปข้าง จูหลานจ้องมองจูหมิงด้วยแววตาอาฆาต
แต่น้ำเสียงยังแฝงความเจ็บปวดลึกๆ
อะไรนะ เจ้าจะปล่อยมันไปหรือ ถ้าเจ้าใจอ่อน ข้าจะฆ่ามันเอง เมื่อได้ยินจูหลาน หยวนหลินก็ไม่ยอม
จูหมิงรีบโขกศีรษะรัวๆ วางใจได้ วางใจได้ ข้าจะไม่มาหาเรื่องพวกท่านอีกแล้ว ข้าจะช่วยเกลี้ยกล่อมคนในตระกูลไม่ให้มารังแกพวกท่านอีก
ช่างเถอะ ปล่อยเขาไปเถอะ ถือซะว่าฝากเขาไปส่งข่าว จูหลานรีบห้ามหยวนหลิน
เจ้าไม่กลัวมันกลับมาแว้งกัดหรือ ไม่กลัวมันพาคนมาฆ่าเราอีกหรือไง หยวนหลินยังไม่ยอมลดละ
เจ้าคิดว่า พวกเรายังจะอยู่ที่เมืองหยวนได้อีกหรือ ต่อให้ฆ่าเขาไป จะมีประโยชน์อะไร จูหลานเอ่ยถาม
เฮ้อ ก็ได้ เมื่อได้ฟังเหตุผลของจูหลาน หยวนหลินก็จำต้องยอมปล่อยมือ
เพราะ จูหลานพูดถูก
ไม่ว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าจูหมิง ตระกูลจูก็ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
และจูหลาน ย่อมรู้นิสัยสันดานคนในตระกูลตัวเองดีที่สุด
ที่นางฝากคำพูดไปกับจูหมิง ก็เพื่อมอบโอกาสสุดท้ายให้คนในตระกูล
นางไม่อยากทำลายล้างตระกูลจนสิ้นซาก
แม้ตอนนี้ลำพังตัวนางอาจจะยังต่อกรกับตระกูลจูไม่ได้ แต่ด้วยเคล็ดวิชาระดับนภาที่มี ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะทำไม่ได้
จูหมิงเมื่อเห็นว่าทั้งสองยอมปล่อยตนไป ก็ไม่รอช้า รีบตะเกียกตะกายหนีไปอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ ทันทีที่หันหลังกลับ แววตาของจูหมิงก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น อาฆาตมาดร้าย และความโลภที่ปิดไม่มิด
เฮ้อ พวกเราเองก็ต้องไปแล้วล่ะ ที่นี่ไม่เหมาะให้เราอยู่อีกต่อไปแล้ว จูหลานมองซากปรักหักพังของหอเทียนเซียง แล้วถอนหายใจยาว
ตกลง พอดีข้าเองก็กะว่าจะออกไปหาประสบการณ์ท่องยุทธภพอยู่เหมือนกัน หยวนหลินไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไร
ในขณะที่หยวนหลินเตรียมตัวจะจากไป จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ หันมาถามจูหลานว่า เจ้ารู้ไหมว่าสองท่านนั้นไปที่ไหน
จูหลานย่อมรู้ดีว่าหยวนหลินหมายถึงใคร
ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณชายเย่ไม่ได้บอกข้า และข้าก็ไม่กล้าถาม จูหลานตอบตามตรง
เฮ้อ น่าเสียดาย ข้าเดาว่า ท่านผู้นั้นคงไม่ใช่ผู้ฝึกตน ขั้นกลั่นลมปราณ ธรรมดา และคงไม่ใช่แค่คนดวงดีที่ได้รับวาสนามาแน่ๆ
บางทีอาจจะเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ที่ผ่านมาทางนี้ พวกเราตบะต่ำต้อย เลยมองไม่ออกเท่านั้นเอง หยวนหลินถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ภาพลักษณ์ของเย่หนานในใจของทั้งสองคน บัดนี้กลายเป็นยอดปรมาจารย์ผู้สูงส่งเสียดฟ้าไปแล้ว
ท่านเป็นใครกันแน่นะ ข้าจะยังมีโอกาสได้พบท่านอีกไหม จูหลานกำตุ๊กตาไม้ในมือแน่น เหม่อมองออกไปไกล
ภาพของเย่หนานยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่จางหาย
ครู่ต่อมา ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปตามทาง
เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ต่างคนต่างมีลิขิตสวรรค์ของตน
เป้าหมายของจูหลานในตอนนี้ชัดเจนยิ่ง ข้อแรกคือต้องเพิ่มพละกำลังให้แข็งแกร่ง จะได้ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างอีก
และข้อสองคือ นางจะออกตามหาเย่หนาน