แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 39 ความโกรธเกรี้ยวของกู้เฉิน
กลุ่มคนที่มาก็คือคนของสี่สำนักใหญ่นั่นเอง
ทว่าบรรยากาศระหว่างสำนักในครั้งนี้ดูแปลกประหลาดพิกล
คาดว่าเป็นผลพวงมาจากงานประลองยุทธ์ก่อนหน้านี้
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น อวี้เซียนมองดูเหล่าสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งไปทั่วบริเวณด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ไม่มีใครตอบคำถามของนาง เพราะ ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง
ท่านผู้อาวุโสอวี้ พวกท่านก็มาด้วยหรือขอรับ ทันใดนั้น เงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็มายืนอยู่ข้างกายอวี้เซียน
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ อวี้เซียนก็ชะงักไปเล็กน้อย
อ้าว เจ้าเองหรอกรึ แล้วท่านผู้อาวุโสเย่ไปไหนเสียล่ะ อวี้เซียนถามกู้เฉินด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ไม่ได้อยู่ที่สำนักหรอกหรือขอรับ กู้เฉินงุนงง
หลายวันมานี้เขาออกตระเวนฝึกฝนวิชา พอได้ข่าวความผิดปกติที่เทือกเขาหมื่นอสูร จึงรีบเดินทางมาดู
ท่านผู้อาวุโสเย่ไม่ได้อยู่ที่สำนัก ตอนที่ข้าออกมา ข้าไปหาท่านแล้ว แต่ไม่พบ อวี้เซียนนึกว่ากู้เฉินจะรู้เสียอีก
ตอนที่ได้รับข่าวเรื่องสัตว์อสูรจลาจล นางและอวี้เซียวจื่อรีบไปหาเย่หนานเป็นคนแรก
แต่ไม่พบตัว
ดังนั้น อวี้เซียนจึงจำต้องนำทัพออกมาด้วยตนเอง
ส่วนอวี้เซียวจื่อต้องอยู่เฝ้าสำนัก
ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ สงสัยท่านอาจารย์คงหนีเที่ยวไปแล้วกระมัง กู้เฉินคิดไปคิดมา เย่หนานก็มีงานอดิเรกแค่สองอย่าง คือกินกับเที่ยว
อวี้เซียนคิดดูแล้วก็เห็นด้วย
ท่านผู้อาวุโส พวกเราจะเข้าไปดูสถานการณ์ข้างในไหมขอรับ กู้เฉินถามอวี้เซียน
ถ้าจะสืบหาสาเหตุ ก็คงต้องเข้าไปดูเท่านั้น แต่ว่า ฝีมือของเจ้ายังไม่ถึงขั้น รออยู่ข้างนอกดีกว่าไหม อวี้เซียนไม่อยากให้กู้เฉินเสี่ยงอันตราย
หากกู้เฉินเป็นอะไรไป แล้วเย่หนานมาเอาเรื่อง นางคงรับผิดชอบไม่ไหว
ท่านผู้อาวุโสวางใจเถอะ ข้ามีวิธีเอาตัวรอด อีกอย่าง ข้าอยากจะเข้าไปทดสอบผลการฝึกฝนในช่วงนี้ด้วย กู้เฉินกัดฟันพูดด้วยความมุ่งมั่น
เขายังจำเจ้าเสือยักษ์ที่เกือบตบเขาตายคราวนั้นได้ดี
การเข้าไปครั้งนี้ เขาหวังลึกๆ ว่าจะได้เจอมันอีกครั้ง
เอ่อ ก็ได้ งั้นเจ้าต้องตามติดข้าไว้ตลอดเวลานะ ข้างในนั้นอันตรายมาก อวี้เซียนตรองดูแล้วก็พยักหน้าอนุญาต
ถึงอย่างไรกู้เฉินก็เป็นศิษย์ของเย่หนาน ของวิเศษป้องกันตัวบนร่างกาย ดีไม่ดี อาจจะเหนือกว่าของนางเสียอีก
รับทราบขอรับ กู้เฉินพยักหน้ารับคำ
ทุกท่าน สภาพการณ์เป็นอย่างที่เห็น มีเพียงต้องเข้าไปข้างในเท่านั้นถึงจะรู้สาเหตุที่แท้จริง หากไม่รีบตรวจสอบให้แน่ชัด ขืนเกิดคลื่นสัตว์อสูรบุกเมืองจริงๆ ผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดา อวี้เซียนหันไปกล่าวกับอีกสามสำนัก
ครั้งนี้ไม่มีใครคัดค้าน เพราะสิ่งที่อวี้เซียนพูดนั้นถูกต้อง หากเกิดคลื่นสัตว์อสูรขึ้นมาจริงๆ สี่สำนักใหญ่ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย
ตกลง งั้นพวกเราเข้าไปดูกัน เย่ว์ซานเอ่ยนำขึ้นมาก่อน
และหลานหลิงแห่งสำนักไร้ขอบเขตก็อยู่ในกลุ่มด้วย เพียงแต่ สายตาของนางเอาแต่จับจ้องไปที่กู้เฉิน
แม่หนูนั่น ดูท่าจะสนใจในตัวเจ้านะ อวี้เซียนกระเซ้ากู้เฉิน
โดนทักแบบนี้ กู้เฉินถึงกับหน้าแข็งค้าง
แต่ก็ยังแก้ตัวพัลวัน ท่านผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว นางแค่มีจุดประสงค์แอบแฝง ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอกขอรับ
อ้อ มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ อวี้เซียนแปลกใจเล็กน้อย
นางรู้ว่าหลานหลิงไม่ใช่คนธรรมดา เวลาเพียงสั้นๆ สามารถสร้างอิทธิพลในสำนักไร้ขอบเขตได้ ย่อมต้องมีดีแน่
ก่อนหน้านี้ที่หลานหลิงพยายามเกลี้ยกล่อมกู้เฉิน คนอื่นไม่ได้ยินบทสนทนานั้น
จากนั้น คนของสี่สำนักใหญ่ก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าสู่เทือกเขาหมื่นอสูร
เหล่าผู้ฝึกตนอิสระที่มีฝีมือพอตัว ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่
เมื่อเห็นสี่สำนักใหญ่นำร่องเข้าไป ก็พากันติดตามเข้าไปด้วย
คนของสี่สำนักใหญ่ไม่ได้ห้ามปราม เพราะในเทือกเขาหมื่นอสูรเต็มไปด้วยอันตราย
ผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้แม้ฝีมือจะไม่โดดเด่น แต่ก็ถือเป็นกำลังเสริมชั้นดี
เพิ่งจะเข้าไปได้ไม่นาน สัตว์อสูรที่บ้าคลั่งก็พุ่งเข้าโจมตีพวกเขา
ฉากการต่อสู้ตะลุมบอนจึงเริ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์อสูร หรือแก่นอสูร ล้วนแลกเป็นหินวิญญาณได้ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกตนอิสระ แม้จะเสี่ยงอันตราย แต่ การมีสี่สำนักใหญ่อยู่ด้วย ทำให้พวกเขามีความกล้ามากขึ้น
สัตว์อสูรเหล่านี้คือกองสมบัติสำหรับพวกเขา
แม่หนูนั่นร้ายกาจจริงๆ อวี้เซียนหรี่ตามองหลานหลิงที่ถือกระบี่ยาวไล่สังหารสัตว์อสูรอย่างสง่างามและเฉียบขาด
คนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นหลานหลิงเช่นกัน โดยเฉพาะสำนักเหมันต์และสำนักดาบอัสนี ที่มองด้วยความอิจฉาริษยา
มีเพียงฉินอู๋เต้าแห่งสำนักไร้ขอบเขต ที่ยิ้มแก้มแทบปริ
เขารู้ดีว่า แม้หลานหลิงจะไม่อยู่ที่สำนักไร้ขอบเขตตลอดไป
แต่ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ ในอนาคตสำนักไร้ขอบเขตย่อมได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากนางแน่นอน
ปัง
กู้เฉินปล่อยหมัดระเบิดร่างสัตว์อสูรตัวหนึ่ง แล้วเหลือบมองหลานหลิงแวบหนึ่ง
เขากับนางต่างก็อยู่ ขั้นรวบรวมวิญญาณ ระดับเก้า เขามั่นใจว่า เขาสามารถเอาชนะนางได้ไม่ยาก
แต่ลูกไม้แพรวพราวของนาง ทำให้กู้เฉินยังต้องระวังตัว
ผลงานของกู้เฉินนั้น คนอื่นไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
เพราะ กู้เฉินเน้นใช้กำลังกายเข้าปะทะ เนื้อตัวจึงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและคราบสกปรก ไม่ได้ดูเจิดจรัสสง่างามเหมือนหลานหลิง
แน่นอน หลานหลิงคอยจับตามองกู้เฉินอยู่ตลอด
ในสายตาของนาง ทั่วทั้งสนามรบนี้ มีเพียงกู้เฉินเท่านั้นที่คู่ควรให้นางชายตามอง
ตัดภาพไปอีกด้านหนึ่ง เย่หนานและหลิงหลงกำลังนั่งยองๆ อยู่บนโขดหินยักษ์ ย่างเนื้อสัตว์อสูรอย่างสบายใจเฉิบ
รอบกายรายล้อมไปด้วยซากศพสัตว์อสูรกองพะเนิน และยังมีสัตว์อสูรจำนวนมากที่รายล้อมอยู่รอบนอก จ้องมองเย่หนานและหลิงหลงเขม็ง
ดูเหมือนพวกมันจะไม่กล้าบุกเข้ามา ได้แต่ส่งเสียงขู่คำรามอยู่รอบๆ
แม้แต่ความบ้าคลั่งก่อนหน้านี้ ก็ดูจะสงบลงไปเยอะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนคู่นี้
หอมจังเลย หลิงหลงสูดดมกลิ่นเนื้อย่างบนเตาด้วยความเคลิบเคลิ้ม
แน่นอนสิ ไม่ดูเลยว่าฝีมือใคร เย่หนานไม่ลืมที่จะอวยตัวเอง
ส่วนทางด้านกู้เฉินและคนอื่นๆ นั้น สถานการณ์ไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนี้
ยิ่งเข้าลึก สัตว์อสูรก็ยิ่งแข็งแกร่ง เริ่มมีสัตว์อสูรระดับ ขั้นผสานแก่นแท้ ปรากฏตัวออกมาแล้ว
แต่ สัตว์อสูรระดับนี้ ล้วนถูกคนของสี่สำนักใหญ่และเหล่าผู้อาวุโสจัดการไป
ผู้ฝึกตนอิสระบางส่วนเริ่มไม่กล้าไปต่อ ทยอยถอนตัวออกจากเทือกเขา เพราะชีวิตสำคัญที่สุด
เวลาผ่านไป สัตว์อสูรระดับ ขั้นผสานแก่นแท้ เริ่มมีจำนวนมากขึ้น
แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่ระดับหนึ่งหรือสอง
ตามข้ามาติดๆ อวี้เซียนกำชับกู้เฉินไม่ขาดปากขณะต่อสู้กับสัตว์อสูร
วางใจเถอะขอรับท่านผู้อาวุโส ข้าสู้ไหว กู้เฉินซัดหมัดระเบิดร่างสัตว์อสูร ขั้นรวบรวมวิญญาณ ตัวหนึ่งพลางตะโกนอย่างตื่นเต้น
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงตระกูลฉู่ที่ฆ่าล้างตระกูลเขา การลงมือของกู้เฉินก็ยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับเขาเห็นภาพซ้อนทับของคนตระกูลฉู่ในร่างสัตว์อสูรเหล่านี้
สัตว์อสูรระดับ ขั้นรวบรวมวิญญาณ ไม่มีตัวไหนทนหมัดเขาได้เกินหนึ่งที
ในขณะที่เขากำลังไล่ฆ่าอย่างบ้าคลั่ง สัตว์อสูรระดับ ขั้นผสานแก่นแท้ ระดับหนึ่งตัวหนึ่ง ก็พุ่งเข้าใส่เขา
เห็นภาพนั้น อวี้เซียนตกใจแทบสิ้นสติ รีบพุ่งตัวไปหากู้เฉิน หมายจะจัดการสัตว์อสูรตัวนั้น
แต่ยังไม่ทันที่นางจะไปถึง กู้เฉินกลับเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรตัวนั้นก่อน
ฉากนี้ทำเอาอวี้เซียนใจหายวาบ
นางรีบเร่งความเร็วตามไป นางไม่กล้าปล่อยให้กู้เฉินเป็นอะไรไปเด็ดขาด
ย้าก กู้เฉินคำรามลั่น ซัดหมัดออกไปสุดแรง
ตูม
สัตว์อสูร ขั้นผสานแก่นแท้ ตัวนั้น ถูกหมัดกระแทกจนปลิวละลิ่ว
ยังไม่ทันที่ใครจะหายตกใจ กู้เฉินก็ระเบิดความเร็วขึ้นอีก
ฟึ่บ เขาพุ่งตามสัตว์อสูรตัวนั้นไปติดๆ
ง้างหมัดซัดออกไปอีกครั้ง สัตว์อสูรที่เพิ่งจะทรงตัวได้ ยังไม่ทันตั้งหลัก ก็เห็นกำปั้นขยายใหญ่ขึ้นเต็มคลองจักษุ
ผัวะ
ศีรษะของสัตว์อสูร ขั้นผสานแก่นแท้ ระดับหนึ่ง ถูกต่อยระเบิดเป็นจุลในหมัดเดียว