แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 939 งานฉลองวันเกิด
ตอนที่ 939 งานฉลองวันเกิด
ตอนที่ 939 งานฉลองวันเกิด
เพราะคุณย่าฟางต้องการจัดงานวันเกิดให้กับเสี่ยวมู่ตงในปีนี้ หลินม่ายจึงใช้โอกาสนี้เพื่อติดต่อกับนักธุรกิจในเมืองหลวง
มีการเชิญนักธุรกิจและผู้นำทางการเมืองจำนวนมาก
แน่นอน สหายร่วมรบของคุณปู่ฟางก็ได้รับเชิญด้วยเช่นกัน ทุกคนเข้าร่วมจนเต็มเรือนสี่ประสานขนาดใหญ่ของฟางจั๋วหราน
งานเลี้ยงวันเกิดของเสี่ยวมู่ตงจัดขึ้นในเวลาเที่ยงของวันปีใหม่จีน
ก่อนเวลา 12.00 น. มีรถยนต์จอดยาวออกไปถึงด้านนอมาร่วมฉลองงานเลี้ยงวันเกิดของเสี่ยวมู่ตง ซึ่งค่อนข้างมีชีวิตชีวาไม่น้อย
ภายในล็อบบี้ของโรงแรมเต็มไปด้วยเหล่าเพื่อนฝูงและแขกผู้มีเกียรติมากมาย
วันนี้เสี่ยวมู่ตงอยู่ในชุดสูทสีแดงสด เขาเปรียบเสมือนตุ๊กตาในภาพวาดฉลองวันปีใหม่ อีกทั้งสีหน้าของเขายังดูร่าเริงสนุกสนาน
หลินม่ายสวมเสื้อโค้ทแคชเมียร์ยาวครึ่งตัวสีเบอร์กันดี เวลานี้เธอกำลังยืนทักทายเหล่าผู้นำทางการเมืองและนักธุรกิจมากหน้าหลายตา
แต่ในขณะที่กำลังทักทายแขกเหรื่อ เธอก็ไม่ลืมจะสังเกตเสี่ยวมู่ตงด้วย
เสี่ยวมู่ตงอายุเพียง 1 ขวบ ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร ด้วยวัยนี้ต่อให้ตรงหน้าคือน้ำเดือด เขาก็อยากจะยื่นมือยื่นเท้าเข้าไปสัมผัส
แม้เสี่ยวเหวินกับโต้วโต้วจะดูแลน้องได้ แต่พวกเขาก็ยังเด็กเหมือนกัน
แน่นอนว่าในฐานะแม่ เธอจะต้องเฝ้ามองลูกตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
เวลานี้มีแขกผู้หญิงวัยกลางคนรูปลักษณ์ราวกับเศรษฐินีเดินเข้ามาก่อนจะหยอกล้อกับโต้วโต้ว “โอ้ เห็นนี่ไหมจ้ะ อะไรกันเนี่ย
ดูสิว่าแม่ของเธอใจดีกับน้องชายแค่ไหน เขามีรองเท้าสวยและกำไลทอง แต่เธอกลับไม่มีอะไรเลย น่าสงสารจัง”
โต้วโต้วชำเลืองมองเครื่องประดับทองคำบนร่างกายของเสี่ยวมู่ตง แววอิจฉาปรากฏขึ้นในแววตาของเธอโดยฉับพลัน
เสี่ยวเหวินก้าวไปด้านหน้าก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าของโต้วโต้วและเสี่ยวมู่ตงพร้อมกล่าวอย่างไม่พอใจ “แล้วคุณรู้ได้ยังไงครับว่าโต้วโต้วไม่มีเครื่องประดับทองคำ?
ป้าของผมต้องบอกกล่าวกับคุณด้วยเหรอว่าเธอซื้ออะไรให้โต้วโต้วบ้าง?”
แขกรับเชิญผู้นี้ถูกเด็กชายถอนหงอกเสียได้ เธอรู้สึกเสียหน้ามากก่อนจะเผยอารมณ์บูดบึ้ง “หนุ่มน้อยพูดจาหยาบคายอย่างนี้ได้ยังไง!”
แต่เสี่ยวเหวินเผยสีหน้าเย็นชา “ถ้าคุณคิดจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างน้องสาวกับคุณป้าแตกแยก ผมจะเกลียดคุณ!”
เขาหันไปหาโต้วโต้วก่อนจะพูดว่า “ไปบอกคุณปู่กับคุณย่าเรื่องนี้ด้วย!”
นับตั้งแต่เสี่ยวเหวินเข้ามาอยู่ในบ้านของหลินม่าย เขากลายเป็นผู้นำแก๊งของเด็ก ๆ ไปโดยสมบูรณ์
ทั้งเสี่ยวมู่ตงและโต้วโต้วเชื่อฟังเขามาก
โต้วโต้วหันหลังก่อนจะวิ่งไปหาคุณปู่ฟางและคุณย่าฟาง เวลานี้หล่อนชี้นิ้วกลับมาที่แขกผู้หญิงคนนั้นก่อนจะบ่นพึมพำพร้อมทำหน้ามุ่ย
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางถึงกับเผยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างรังเกียจ แต่นั่นคือแขกที่หลินม่ายเชิญมา พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้
พวกเขาจึงคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับหลินม่ายหลังจากงานเลี้ยงจบลง และให้หลินม่ายจัดการกับแขกคนนั้นด้วยตนเอง
ทันทีที่เห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับโต้วโต้ว หลินม่ายยิ่งพาลหงุดหงิดชอบกล
เธอเกลียดผู้ใหญ่ประเภทนี้มาก พวกเขามักจะชอบพูดยั่วยุกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องว่า “คุณชอบพ่อหรือแม่มากกว่ากัน?”
หรือคำบางอย่างเช่น “แม่ของคุณรักแต่น้องชาย ไม่รักคุณ”
ลลไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ทั้งหมดนี้ล้วนทำร้ายเด็ก
หลินม่ายต้องการจัดการกับเรื่องนี้จริง ๆ แต่เธอก็ถูกแขกอีกฝั่งดึงเอาไว้จนไปไหนไม่ได้
ด้วยมารยาท หลินม่ายไม่มีทางเลือกนอกจากรับฟังสิ่งที่เธอกำลังพูด
แขกคนหนึ่งตบแขนของหลินม่ายแผ่วเบาก่อนจะพูดว่า “คุณรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับโยมิ อาซากุสะไหม?”
พวกนินทาผู้อื่นย่อมไม่แตกต่างจากว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ถูกๆ ผิด ๆ ไม่ใส่ใจเป็นดี
หลินม่ายไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับผู้คนที่ชอบนินทาว่าร้ายเช่นนี้
แต่เธอก็ยังเต็มใจที่จะรับฟังเรื่องของโยมิ อาซากุสะ
เธอส่ายศีรษะ “ฉันไม่รู้ค่ะ” และไม่พูดอะไรต่อ
เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอไม่ถาม แขกคนนี้ก็จะพูดต่อไป
แขกคนนี้เข้าหาเธอเพียงเพราะต้องการว่าร้ายคนอื่น ถ้าหล่อนไม่พูดมันออกมา หล่อนคงจะต้องจุกอกตายแน่นอน
และถ้าหากเธอถามต่อ นั่นหมายความว่าเธอก็ร่วมนินทาด้วย
แม้เธอจะนินทาใคร แต่เธอก็ไม่ต้องการนินทากับคนนอก
แขกคนนั้นยืนรอกว่าหนึ่งนาทีและเห็นว่าหลินม่ายไม่ถามอะไร อีกทั้งยังกล่าวพูดคุยกับแขกคนอื่น ๆ โดยไม่สนใจเธอด้วย
เวลานี้เธอกล่าวออกมาอย่างอัดอั้น “โยมิ อาซากุสะกำลังมีชีวิตที่น่าสังเวชมากเลยล่ะ เหล่าร้านแฟรนไชส์ของหล่อนเริ่มเรียกร้องขอเงินคืนทีละแห่ง และหลายร้านก็เริ่มปิดตัวลงแล้ว”
ร้านค้าแฟรนไชส์ของห้องเสื้อชุนอิงเฉี่ยนเฉ่าเริ่มทยอยปิดตัวลงแล้ว หากใครพอจะสังเกตก็จะเห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้มันปกติมากในเมืองหลวง และมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
แขกคนนั้นยังกล่าวต่อ “โยมิ อาซากุสะไม่มีเงินจะจ่ายให้กับแฟรนไชน์พวกนั้น และยังเคราะซ้ำกรรมซัด บ้านรั่วถูกฝนกระหน่ำตลอดคืน บริษัทก็ล้มละลายเพราะถูกโกงเงิน”
หลินม่ายนึกถึงผู้อำนวยการฉี เจ้าของโรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 ทันที
แต่เธอยกยิ้ม “ฉันจะทราบได้ยังไงล่ะคะ”
แขกคนนั้นกลับโน้มตัวเข้าหาหลินม่ายแล้วกล่าวกระซิบว่า “เป็นผู้อำนวยการฉีของโรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 น่ะค่ะ ฉันได้ยินว่าก่อนหน้านี้เขาต้องการขายผ้าแคชเมียร์ในโรงงานของเขาในราคาถูกให้กับคุณ แต่คุณไม่ต้องการ หลังจากนั้นโยมิ อาซากุสะรับซื้อมันทั้งหมด โยมิ อาซากุสะคงอยากจะต่อสู้ในสงครามราคากับคุณมั้งคะ หล่อนอยากจะใช้ผ้าแคชเมียร์ราคาถูกพวกนี้มาสร้างกำไร แต่ว่าผู้อำนวยการฉีไม่เคยส่งสินค้าเลย และโยมิ อาซากุสะส่งคนไปติดตามหลายครั้ง และทุกครั้งผู้อำนวยการฉีก็สามารถหลบเลี่ยงได้เสมอ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้โยมิ อาซากุสะไปเจรจาต่อรองด้วยตัวเอง แต่โยมิ อาซากุสะไม่เก่งกาจเท่าลูกน้องตัวเอง เมื่อถูกผู้อำนวยการฉียกยอเล็กน้อย หล่อนก็ไม่สามารถพูดคุยเพื่อเร่งรัดสินค้าได้”
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลินม่ายทราบดีอยู่แล้ว
เวลานี้หลินม่ายจึงแสร้งถามว่า “ผู้อำนวยการฉียกยอโยมิ อาซากุสะยังไงเหรอคะ?”
ก่อนหน้านี้แขกคนนั้นเหบื่อหน่ายเล็กน้อยที่ต้องพูดพล่ามอยู่คนเดียว เมื่อได้ยินหลินม่ายโต้ตอบ หล่อนยิ่งใส่อารมณ์ในการเล่ามากขึ้น
เธอบอกกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “ผู้อำนวยการฉีบอกว่าภูมิหลังของครอบครัวโยมิ อาซากุสะนั้นยิ่งใหญ่มาก เขาไม่กล้าที่จะโกหกหล่อนแน่นอน และยังพูดอีกว่าการที่หล่อนไม่ไว้ใจเขาอย่างนี้มันทำให้เขาเสียใจ นอกจากนั้นเขายังกล่าวชมโยมิ อาซากุสะว่าหล่อนทั้งสวยและมีความสามารถ เก่งกาจด้านธุรกิจ เพียงเท่านี้ โยมิ อาซากุสะยินยอมที่จะกลับอย่างง่ายดาย ถ้าไม่ใช่เพราะถูกทวงหนี้จากธนาคารและแฟรนไชส์ที่ขอเงินคืน โยมิ อาซากุสะก็คงจะล่องลอยต่อไป ไม่บีบบังคับให้ผู้อำนวยการฉีคืนเงินหรือส่งสินค้ามาให้ แต่เวลานี้หล่อนสิ้นหวังมาก มุ่งหน้าไปที่โรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 เพื่อขอเงินหรือสินค้าคืน แต่กลับได้พบกับเหยื่อรายอื่น ๆ ที่มาด้วยเรื่องเดียวกัน ในตอนนี้เองที่หล่อนรู้ตัวแล้วว่าถูกโกง แต่ผู้อำนวยการฉีก็หนีไปพร้อมกับเงินแล้ว ไม่มีใครทราบข่าวของเขา”
แขกคนนั้นถึงกับส่ายศีรษะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “สงสารก็แต่พ่อแม่ของหล่อนที่ต้องมาคอยช่วยหล่อนใช้หนี้ธนาคารนี่แหละค่ะ ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แถมต้องขายเรือนสี่ประสานทิ้ง”
แน่นอนว่าหลินม่ายเองก็ทราบเรื่องนี้ด้วย
เธอทราบข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้อำนวยการฉีโกงเงินโยมิ อาซากุสะ
และเพื่อให้พนักงานหลายพันภายในโรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 ที่ว่างงานสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินให้อย่างหนัก
เมื่อต้นปีที่แล้ว พวกเขาไม่เพียงแต่ซื้ออุปกรณ์สิ่งทอที่ทันสมัยที่สุดจากต่างประเทศสำหรับโรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 เท่านั้น แต่ยังจัดหาวัสดุต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยมให้โรงงานแห่งนี้ผลิตผ้าที่ดีมีราคาสูงให้อีกด้วย
แต่สุดท้ายแล้ว โรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 ก็ไม่สามารถเปลี่ยนจากขาดทุนเป็นกำไรได้
เมื่อหลายปีที่แล้ว เขาถูกนักการเมืองเสนอชื่อขึ้นอภิปราย คราวนั้นบรรพบุรุษแปดชั่วอายุคนของผู้อำนวยการฉีถูกสาปแช่งโดยเหล่าพนักงานภายในโรงงานอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้ ผู้อำนวยการฉีพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะฟื้นคืนกลับสู่วงการ แต่ความโลภกลับครอบงำเขาเสียได้
เพราะผ้าของโรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 เป็นสถานที่ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และยังมีการต่อรองราคาที่ยุติธรรม
หากให้เปรียบเทียบกับบริษัทเอกชนอื่น ๆ แล้ว เขามีต้นทุนที่ต่ำกว่า ข้อได้เปรียบด้านราคาจึงมีมากกว่า
มีลูกค้ามากมายซื้อสินค้าจากผู้อำนวยการฉี
ของแทบจะมีไม่พอขาย ทั้งหมดล้วนแต่เป็นลูกค้าจากโรงงานเสื้อผ้าทั้งสิ้น
โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าส่งรถบรรทุกไปที่โรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 เพื่อขนย้ายสินค้า
เมื่อลูกค้าผู้มั่งคั่งแห่กันเข้ามามากหน้าหลายตา ผู้อำนวยการฉีก็กลายเป็นละโมบขึ้นมา เวลานั้นเขานึกขายผ้าทุกชนิดในราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งมันสามารถดึงดูดพ่อค้าคนกลางจำนวนมากได้เป็นอย่างดี
แต่ผู้อำนวยการฉีขายให้กับพ่อค้าคนกลางเท่านั้น และจะไม่ขายให้กับผู้ผลิตเด็ดขาด
นอกจากนี้เขายังสนับสนุนให้พ่อค้าคนกลางเหล่านั้นไปเจรจากับผู้ผลิต และขายสินค้าต่อเอง
จากนั้นให้ผู้ผลิตมารับของที่โรงงานฝ้ายแห่งชาติหมายเลข 3 เพื่อที่จะได้ประหยัดเงินค่าขนส่ง
พ่อค้าคนกลางได้รับข้อเสนอเช่นนี้ต่างตื่นเต้นยินดี พวกเขาจึงกว้านซื้อผ้าจำนวนมาก
ผู้อำนวยการฉีมอบการเจรจากับผู้ผลิตให้พ่อค้าคนกลางตัดสินใจ และให้ผู้ผลิตมารับสินค้าได้เอง นอกจากจะประหยัดค่าขนส่งแล้ว ยังประหยัดเงินในการเช่าคลังสินค้าด้วย
เพราะพ่อค้าคนกลางเหล่านี้จะต้องนำผ้าไปเก็บไว้ในคลังสินค้า เพื่อส่งมันต่อให้กับเหล่าผู้ผลิต
แม้จะบวกค่าส่งหรือค่าเช่าโกดังแล้วเป็นจำนวนหนึ่งพันหรือสองพันหยวน มันก็ไม่สามารถเทียบกับราคาสินค้าพวกนั้นได้
ทว่าเงินหนึ่งพันหรือสองพันหยวนในยุคนี้มิใช่เงินเล็กน้อยเลย
ผู้อำนวยการฉีใช้กลยุทธ์นี้หลอกล่อพวกเขา และพ่อค้าคนกลางมากมายก็ติดกับดัก
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการฉียังรักษาสัญญาเป็นอย่างดี พ่อค้าคนกลางเพียงแค่ติดต่อผู้ผลิต แล้วแจ้งกลับมาที่โรงงานว่าจะเข้ามารับผ้าก็เสร็จสิ้น
ตราบใดที่ข้อมูลทุกอย่างราบรื่น ผู้อำนวยการฉีจะจัดส่งสินค้าให้ทันที
ยิ่งได้เห็นข้อเสนอนี้แล้ว พ่อค้าคนกลางก็ยิ่งยินยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้า และพวกเขาซื้อมันมากขึ้นทุกครั้ง
ต่อมาผู้อำนวยการฉีกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการจัดส่งสินค้าล่าช้าสักหน่อย แต่พวกเขากลับไม่คิดใส่ใจ
เพราะด้วยนี่คือโรงงานขนาดใหญ่ของรัฐบาล จะหวาดกลัวผู้อำนวยการฉีหนีไปไหนล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็รักษาสัญญามาตลอด!
แต่ผู้อำนวยการฉีใช้ประโยชน์จากการเพิกเฉยของคนเหล่านี้รวบรวมเงินหลายแสนหยวนก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ ละทิ้งแม้กระทั่งภรรยาและลูกตัวเอง
ตอนนี้หลินม่ายเข้าใจทุกอย่างแล้ว
แต่สิ่งที่หลินม่ายไม่เข้าใจก็คือเรื่องที่ผู้อำนวยการฉีเลือกเฉพาะพ่อค้าคนกลาง เขาใช้ประโยชน์จากความแตกต่างด้านความพร้อมของอีกฝ่ายแล้วหนีไปพร้อมกับเงิน
แต่เธอกับโยมิ อาซากุสะไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง แล้วทำไมผู้อำนวยการฉีถึงมาเสนอขายสินค้าให้พวกเธอสองคน?
เพราะแขกคนนี้ขี้นินทามาก หากลองถามหล่อนสักหน่อย เธออาจจะรู้
หลินม่ายจึงกล่าวถามอย่างตรงไปตรงมา “ฉันได้ยินว่าผู้อำนวยการฉีเลือกแต่พ่อค้าคนกลางเท่านั้น แล้วทำไมเขาต้องมาหลอกขายสินค้าให้กับฉันและโยมิ อาซากุสะด้วย พวกเราสองคนล้วนแต่เป็นผู้ผลิต”
และแขกคนนี้รู้เหตุผลนั้นจริง ๆ “เพราะว่าผ้าแคชเมียร์มีราคาแพงเกินไป ผู้ผลิตหลายคนไม่ต้องการมัน แน่นอนว่าพ่อค้าคนกลางไม่คิดจะซื้อเพราะกลัวว่าจะต้องเก็บของไว้กับตัวตลอดไป ผู้อำนวยการฉีเขาน่าจะไปรู้มาว่าโรงงานเย็บผ้าห้องเสื้อจิ่นซิ่วขาดแคลนผ้าแคชเมียร์ เขาเลยมาขายให้คุณ แต่เพราะคุณไม่ถูกเขาล่อลวง เวลานั้นโยมิ อาซากุสะได้รู้ว่าผู้อำนวยการฉีมีผ้าแคชเมียร์ราคาถูกขาย หล่อนจึงเริ่มเข้าหาเขาและขอซื้อผ้าเหล่านั้น หล่อนเป็นคนเข้าหาเขาเอง ผู้อำนวยการฉีคงเสียใจมากหากว่าเขาไม่ได้หลอกลวงหล่อนด้วย”
หลินม่ายยังไม่เข้าใจ “ในเมื่อผู้อำนวยการฉีมีสินค้า และโยมิ อาซากุสะก็จ่ายเงิน แต่ทำไมผู้อำนวยการฉีไม่มีสินค้าให้หล่อนล่ะ?”
แขกคนนั้นรีบอธิบาย “เพราะว่าผู้อำนวยการฉีไม่ได้คิดจะให้สินค้ากับหล่อนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วน่ะสิ เขาต้องการใช้ผ้าแคชเมียร์ชุดนั้นหลอกลวงผู้ผลิตอื่น ๆ ด้วย แล้วถ้าเขาจะส่งสินค้าให้โยมิ อาซากุสะได้ยังไง? หากส่งสินค้าออกไป โกดังสินค้าก็ว่างเปล่าน่ะสิ แบบนั้นจะโกหกคนอื่นต่อยังไงล่ะ?”
หลินม่ายรู้สึกชื่นชมผู้อำนวยการฉีไม่น้อย สุดท้ายแล้วการเคลื่อนไหวของเขาช่างแนบเนียนเสียจนอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
สงสารก็แต่พ่อแม่แหละน้าที่ต้องใช้หนี้แทนลูก แถมโดนหลอกซ้ำซ้อนอีกต่างหาก
ไหหม่า(海馬)