โทษที! ศิษย์ข้าคือมหาเทพ - บทที่ 465 สระหยวนแดนสวรรค์
“นั่นคือบุตรชายคนโตของตระกูลซิง…ซิงเฉิงใช่ไหม?”
“ถูกต้อง ข้าได้ยินมาว่า…คราวนี้ตระกูลซิงก็ได้รับคำเชิญจาก หมู่บ้านฟ่านเหรินด้วยเช่นกัน”
“ในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลหลักของเขตแดนเทียนเหอ(แม่น ้า สวรรค์) ไม่น่าแปลกใจที่ตระกูลซิงได้รับคำเชิญ”
ซิงเฉิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจ้าตามข้ากลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลซิ งก่อนไหม หลังจากนั้นอีกสามวัน พวกเราจะได้เดินทางไปพร้อมกัน”
หลู่ฉางเซินคิดอยู่พักหนึ่ง
หลังจากนั้นเขาก็พยักหน้า…
เฒ่าหลิวบอกว่าหมู่บ้านฟ่านเหรินสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว
ทว่าเขตแดนเทียนเหอถือว่าหมู่บ้านฟ่านเหรินเป็นสิ่งต้องห้าม
งั้นข้าสันนิษฐานได้ว่า ผู้ฝึกตนที่นี่ย่อมไม่แข็งแกร่งเท่ากับ หมู่บ้านฟ่านเหริน
งั้นข้าไม่จำเป็นต้องกลัวสินะ?
หลู่ฉางเซินพยักหน้าและไปที่คฤหาสน์ตระกูลซิงกับซิงเฉิง
เพียงว่าหลู่ฉางเซินเปิดการรับรู้อย่างเต็มที่ในระหว่างการ เดินทาง
เฮอะ…ออกจากบ้านทุกครั้ง
เราควรระวังไว้ตัวไว้ย่อมดีกว่า…ใช่ไหม?
…
ตระกูลซิงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเทียนเหอ
หลังจากพาหลู่ฉางเซินมาคฤหาสน์ตระกูลซิงแล้ว ซิงเฉิงก็กล่าว ว่า “พี่ชายหลู่ เจ้ารอที่ลานบ้านสักพัก ข้าจะไปคุยกับบิดาของข้า ก่อน”
หลู่ฉางเซินพยักหน้ารับทราบ…
เขารอจนกว่าซิงเฉิงจะจากไป
หลังจากนั้น หลู่ฉางเซินเดินเล่นไปรอบๆ
อือ…มาดูกันว่ามีค่ายกลซุ่มโจมตีหรือไม่?
เขาสัมผัสถึงสิ่งรอบตัว…
ข้างลานบ้านที่เขายืนอยู่ มีผู้ฝึกตนสี่คนซ่อนตัวอยู่ในความมืด
ทั้งสี่กำลังจับตาดูเขาอย่างไม่วางวายตา
เมื่อเห็นว่าเขากำลังถูกจับตามอง หลู่ฉางเซินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
เขาดูเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ เขาจึงใช้มือขวาทำมุทราร่าย ผนึกออกมา
ทันใดนั้น ตรงกลางหว่างคิ้วของหลู่ฉางเซินปรากฏออร่าแห่ง พลังวิญญาณบินออกมา
มันแปลงร่างเป็นร่างวิญญาณที่เหมือนกับเขาทุกประการ
หลังจากร่างวิญญาณออกมาแล้ว หลู่ฉางเซินก็ซ่อนร่างของเขา และออกจากลานบ้านไป
อืม…ข้าฉลาดจริงๆ
ข้าต้องระวังตัวให้มากและใช้ร่างอวตารแทนเมื่อข้าต้องออกไป ข้างนอก
ในขณะเดียวกัน เขาปลดปล่อยจิตสัมผัสเพื่อสำรวจทั้งหมดของ คฤหาสน์ตระกูลซิง!
ในเวลาเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงตำแหน่งของซิงเฉิงแล้ว
หลู่ฉางเซินพบว่าเขากำลังคุยอยู่กับชายวัยกลางคน
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าให้ความช่วยเหลือกับคนต่างเขตแดน?”
ซิงเฉิงพยักหน้าด้วยความเคารพและกล่าวว่า “ถูกต้อง”
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างสงบ “ตำแหน่งของหัวหน้าตระกูล ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าได้รับจากการเข้าสู่หมู่บ้านฟ่านเหรินในครั้งนี้ หาก ผลงานของเจ้าไม่ดีเท่าซิงหยุน ข้าจะส่งต่อตำแหน่งทายาทของ ตระกูลไปให้ ซิงหยุน ดังนั้นเจ้าต้องระวังตัวด้วย ถ้าเจ้าจะขอความ ช่วยเหลือจากคนต่างเขตแดน”
เมื่อได้ยินที่บิดากล่าว ซิงเฉิงยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
เฮ้อ…เขาจะทำอะไรได้อีก?
ไอ้สารเลวซิงหยุนใช้แผนการบางอย่าง เพื่อทำให้เพื่อนของข้า บางคนไม่เต็มใจที่จะช่วยเหลือข้าในการไปเยือนหมู่บ้านฟ่านเหรินใน ครั้งนี้
ข้าทำได้แค่ลองเสี่ยงดู!
แม้ว่าหลู่ฉางเซินที่ซิงเฉิงเจอ เขาจะไม่รู้กฎของหมู่บ้านฟ่านเห ริน
แต่เนื่องจากเขามีความกล้าที่จะถามหาหมู่บ้านฟ่านเหริน ซิงเฉิง คิดว่าหลู่ฉางเซินต้องมีความแข็งแกร่งอยู่บ้าง
ซิงเฉิงทำได้แค่ลองเสี่ยงโชคดูเท่านั้น…
ในตอนนี้เอง…
ด้านนอกประตู ชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยยิ้มเหน็บแนมบนใบหน้าเดิน เข้ามาและโค้งคำนับชายวัยกลางคน
หลังจากนั้นเขาก็มองไปที่ซิงเฉิงและกล่าวด้วยรอยยิ้มประชดว่า “พี่ชาย ข้าได้ยินมาว่าเจ้าพบชายหนุ่มโง่ ๆ ต่างเขตแดนที่จะมา ช่วยเหลือเจ้า?”
แน่นอนว่า คนผู้นี้ต้องเป็นซิงหยุน…
เมื่อได้ยินคำพูดประชดนี้ สีหน้าซิงเฉิงดูน่าเกลียด “แล้วมันเกี่ยว อะไรกับเจ้า?”
ซิงหยุนเยาะเย้ยและกล่าวว่า “มันไม่ง่ายนะที่พวกเราจะถูกเชิญ เข้าสู่หมู่บ้านฟ่านเหริน”
“เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าเสียชีวิตเพราะได้รับความช่วยเหลือจาก คนต่างเขตแดนโง่ๆ ผู้นี้ซะล่ะ!”
ซิงเฉิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ…เจ้าไม่จำเป็นต้องมากังวล เรื่องของข้า!”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น เขาก็ฮึดฮัดแล้วเดินจากไป
อือ…
หลู่ฉางเซินถอนจิตสำนึกของเขา
เขาถือได้ว่ารู้แล้วว่า ทำไมซิงเฉิงจึงชวนเขา…
ปรากฏว่าเขาไม่มีทางเลือกนั่นเอง
ในตอนนี้…
ซิงเฉิงก็เดินเข้าไปในลานบ้านที่หลู่ฉางเซินยืนอยู่ด้วยรอยยิ้มบน ใบหน้าของเขา
แต่ทว่า….มันดูฝืนยิ้มอยู่เล็กน้อย
“พี่หลู่ ข้าสงสัยว่าเจ้ารู้จักหมู่บ้านฟ่านเหรินมากแค่ไหน?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลู่ฉางเซินส่ายหน้าทันที
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ใบหน้าของซิงเฉิงก็ยิ่งขมขื่นมากยิ่งขึ้น
“เอาล่ะ…ข้าจะบอกให้เจ้ารับรู้แล้วกัน”
“หมู่บ้านฟ่านเหรินคือพลังลึกลับที่สุดของเขตแดนเทียนเหอ พวกเขามีพลังมหาศาล”
“ในขณะเดียวกัน เนื่องจากบุคคลภายนอกไม่ได้รับอนุญาตให้ เข้ามาในเวลาปกติ ดังนั้นพวกเราจึงถือว่ามันเป็นเรื่องที่ลึกลับอย่าง ยิ่ง”
“ในทุก ๆ พันปี หมู่บ้านฟ่านเหรินจะส่งคำเชิญออกไป เพื่อเชิญ นิกายที่มีอำนาจและตระกูลชั้นสูงให้เข้ามาในหมู่บ้าน”
“และตระกูลซิงของเราซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลหลักของเขตแดน นี้…ย่อมได้รับคำเชิญ”
หลู่ฉางเซินพยักหน้า…
อย่างไรก็ตามข้าย ้ากับตัวเองอีกครั้ง เฒ่าหลิวบอกว่า…หมู่บ้าน ฟ่านเหรินสู้เขาไม่ได้!
โอเค…นั่นไม่มีอะไรต้องกลัว
“แล้วทำไมเจ้าถึงอยากเข้าไปในหมู่บ้านฟ่านเหรินล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ซิงเฉิงก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “มันมีแดน ลับอันล ้าค่าในหมู่บ้านฟ่านเหรินน่ะสิ”
“ เพราะที่นั่นมีสระหยวนแดนสวรรค์ ตราบใดที่เจ้าผ่านการ ทดสอบและเข้าสู่มันได้ เจ้าจะได้รับพลังจาก สระหยวน ทั้งพรสวรรค์ และความแข็งแกร่งของเจ้าจะได้รับการปรับปรุงเพิ่มอย่างมาก!”
“และบรรดาผู้ที่เข้าสู่สระหยวนแดนสวรรค์ ทุกคนก็จะกลายเป็น คนสำคัญในเขตแดนมิติโลกแห่งนี้!”
“ข้าย ้าว่าทุกคน…โดยไม่มีข้อยกเว้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลู่ฉางเซินจึงพยักหน้า…
มิน่าล่ะ…มันไม่น่าแปลกใจเลย
ที่มีผู้คนมากมายพยายามเข้าไปในหมู่บ้านฟ่านเหริน….มัน เพราะเหตุนี้นี่เอง
ซิงเฉิงกล่าวต่าทันทีว่า “พี่หลู่ ได้โปรดเตรียมตัวให้พร้อม เราจะ ออกเดินทางในอีกสามวันนี้”
หลู่ฉางเซินพยักหน้ารับทราบอีกครั้ง
หลังจากนั้นซิงเฉิงก็จากไป
เมื่อเห็นเขาเดินจากไปแล้วหลู่ฉางเซินแตะคางของเขา
แม้ว่าเฒ่าหลิวจะบอกว่าผู้คนในหมู่บ้านฟ่านเหรินไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของเขาก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้….
ข้าคิดว่ามันน่าจะไม่ง่ายอย่างที่เฒ่าหลิวว่า?
อือ…ข้าเตรียมตัวให้พร้อมจะดีกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว
หลู่ฉางเซินก็โบกมือ
ทันใดนั้น ลานภายในก็ถูกล้อมรอบด้วยสิ่งกีดขวางที่ตัดการรับรู้ ทั้งหมดออกไป
ในเวลาเดียวกัน เชาก็เริ่มใช้ม้วนคัมภีร์เพื่อทำเป็นค่ายกลต่างๆ และเตรียมพร้อมไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน…
เวลาสามวันผ่านไปในพริบตา
เทียนหม่า(ม้าสวรรค์) สี่ตัวมาหยุดที่ประตูคฤหาสน์ตระกูลซิง
เมื่อหลู่ฉางเซินเดินออกมา
ซิงเฉิงยิ้มและกล่าวว่า “พี่หลู่ เจ้าพร้อมหรือยัง?”
หลู่ฉางเซินพยักหน้า
ขณะที่อีกสองคนอยู่บนหลังเทียนหม่า(ม้าสวรรค์)
แน่นอนว่าเป็นซิงหยุนและคนอีกผู้หนึ่งที่เป็นผู้ช่วยเหลือ ภายนอกที่เขาเชิญมา
ซิงหยุนมองดูหลู่ฉางเซินด้วยการเยาะเย้ย หลังจากนั้นมองไป ทางอื่นแล้วกล่าวว่า “นี่คือชายหนุ่มหน้าโง่ที่เจ้าเชิญมางั้นเหรอ?”
“เฮอะ…อย่าตายตั้งแต่การทดสอบรอบแรกล่ะ!”
ซิงเฉิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ซิงหยุน เจ้าควรดูแลตัวเองให้ดี ก่อนเถอะ!”
หลู่ฉางเฉิงไม่ตอบและนั่งบนหลังม้าของเทียนหม่า(ม้าสวรรค์) โดยตรง
ซิงหยุนมีสายตาที่ดูน่ากลัว และเขามองไปที่หลู่ฉางเซินและ กล่าวว่า “เจ้ามาจากกองกำลังไหน? เจ้าไม่ได้รับคำเตือนจากข้างั้น เหรอ?”
“คำเตือน?” หลู่ฉางเซินส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไร กับข้า?”
ซิงหยุนแสดงจิตสังหารในดวงตาของเขาและกล่าวว่า “ข้าได้ ออกคำเตือนใเขตแดนเทียนเหอไปแล้ว หากมีผู้ใดกล้าช่วยซิงเฉิง มันผู้นั้นก็คือศัตรูของข้า เจ้าไม่รู้งั้นเหรอ?”
เอิ่ม…ชายคนนี้ป่วยหรือเปล่า?
หลู่ฉางเซินไม่ตอบสนองอีกต่อไป
แม่เคยบอกเขาว่า ถ้าแกเล่นกับเด็กโง่ แกก็จะโง่ตามกัน
เมื่อเห็นหลู่ฉางเซินไม่ตอบสนองอีกต่อไป ซิงหยุนก็มองไปที่ชาย ผู้ถือดาบที่อยู่ด้านข้าง และกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เหอหลาน เจ้าช่วย ดูแลชายหนุ่มหน้าโง่นี้ให้ดีเมื่อถึงเวลา”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เหอหลานก็พยักหน้าอย่างเฉยชา
ซิงเฉิงสีหน้าน่าเกลียดและกล่าวว่า “ซิงหยุน เจ้าอย่ามาก จนเกินไป!”
ซิงหยุนแค่นเสียงอย่างเย็นชา และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเหอห ลาน
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้…
ซิงเฉิงมองไปที่หลู่ฉางเซินและเตือนว่า “เจ้าต้องระวังคนสองคน นี้ให้ดี ในหมู่พวกเขา เหอหลานค่อนข้างแข็งแกร่ง เขาอาจโจมตี เจ้า”
หลู่ฉางเซินพยักหน้ารับอย่างเฉยเมย
ถึงเวลา ข้าก็แค่ลงมือ…
ยังไงพวกเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ข้าอยู่แล้ว
หากเจ้าต้องการจัดการกับข้า
ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะจัดการกับทั้งสองคนนั้นอย่างรวดเร็ว!