เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1310 ความรักของหมอ
ฉินเยว่ได้ยินเสียงพ่อดังมาจากอีกฝั่งสาย
น้ำเสียงแฝงความจนปัญญาและโศกเศร้า ดูเหมือนจะมีร่องรอยของความขุ่นเคือง เหมือนหญิงสาวที่ไม่พอใจที่ถูกทิ้งไว้ในวังหลังอย่างโดดเดี่ยว
จู่ๆ ฉินเยว่ก็ถอนหายใจ พูดกับจี้หรูอวิ๋นว่า “เขางานยุ่งมาก เดี๋ยวนี้ทุกต้นเดือนเราสองคนจะมีกิจกรรมร่วมกันเพียงอย่างเดียว คือนั่งดูตารางงานด้วยกัน และเริ่มหาจุดที่ไม่เหมือนกันในตารางเวร ชีวิตลำบากมากนะคะ!”
จี้หรูอวิ๋นเองก็ยิ้ม “เอาเถอะ เยว่เยว่ ลูกถือว่าโชคดีแล้ว! ลูกรู้ไหมว่าทำไมพ่อของลูกถึงไม่ไปเป็นศัลยแพทย์!”
ฉินเยว่อึ้งงันไป คำถามนี้เธอเหมือนว่าเธอจะไม่เคยคิด “ทำไมเหรอคะ”
จี้หรูอวิ๋นนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นแล้วไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ตอนเราสองคนคบกัน พ่อของลูกเพิ่งเข้าไปทำงานในแผนกได้ไม่นาน พ่อของลูกไม่เก่งเรื่องกายวิภาค ดังนั้นงานในทุกๆ วันของแม่ก็คือการเป็นนางแบบให้กับเขา คนอื่นเวลามีความรักเวลาอยู่ด้วยกันต่างหวานชื่น แต่เวลาเราสองคนอยู่ด้วยกัน เขาเอาแต่ดูกล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสตอยด์ของแม่ ทบทวนจุดเจาะหลอดเลือดของเขา! ตอนนั้นแม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่หุ่นที่ไร้อารมณ์! แต่พ่อของลูกไม่ค่อยเก่งเรื่องกระดูกและกายวิภาคมากนัก ตอนนั้นเราสองคนฝึกตรวจร่างกายด้วยกัน แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ทำไม่เป็นเสียที”
เหล่าฉินได้ยินภรรยาบ่นตน ก็อดทำปากขมุบขมิบไม่ได้ ไม่รู้ว่ากำลังอธิบายอะไรอยู่
จี้หรูอวิ๋นยิ้มพูด “คนเป็นหมอก็งานยุ่งแบบนี้แหละ แค่เข้าใจซึ่งกันและกันหน่อยก็พอแล้ว”
ฉินเยว่พยักหน้า “ใช่ค่ะ! อยู่เมืองหลวงด้วยกันแท้ๆ แต่กลับทำให้หนูรู้สึกว่าเป็นรักทางไกล จดทะเบียนสมรสกันแล้วแท้ๆ แต่รู้สึกเหมือนเป็นทะเบียนสมรสปลอม! กลับบ้านมาหนูก็ยังอยู่คนเดียว! ปรึกษาเคสบ่อยกว่าเดทเสียอีก แค่จะดูหนังด้วยกันก็เลื่อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมมาถึงตอนนี้…สิ่งที่มีความสุขในทุกๆ วันคือการที่เขาทำ PPT ของเขา หนูอ่านหนังสือของหนู…มีครั้งหนึ่งเราสองคนนัดกันไปกินไหตี่เลา สุดท้ายตอนรออยู่ข้างนอก เราสองคนอ่านคู่มือด้วยกันจนลืมเวลากินข้าวไปสองชั่วโมง ฮ่าๆ…”
จี้หรูอวิ๋นกับฉินเยว่ถือว่าเข้ากันได้ดี แม้ไม่ถึงขั้นคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่โดยพื้นฐานแล้วมีเรื่องอะไรก็คุยกันได้
แน่นอนว่า ฉินเยว่เองก็ไม่เกี่ยงที่เฉินชางงานยุ่ง
ก็แค่บ่นกับแม่ไปอย่างนั้น
จี้หรูอวิ๋นผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อน เธอให้คำตอบที่น่าพึงพอใจกับฉินเยว่ได้ทุกครั้งไป
แม้เฉินชางจะเก่งมาก แต่ถึงอย่างไรก็งานยุ่งเกินไป ถือว่าขาดการดูแลรายละเอียดในชีวิตของฉินเยว่
การปรากฏตัวของจี้หรูอวิ๋นก็ได้ชดเชยจุดนี้พอดี
เฉินชางออกจากห้องอาบน้ำมาพร้อมรอยยิ้ม
ฉินเยว่ก็เดินเข้ามากอด “สามี ฉันนวดให้นะคะ เหนื่อยใช่ไหม!”
……
เช้าตรู่วันถัดมา เฉินชางก็ทำหน้าที่สามีที่ดี อุตส่าห์เข้าครัวทำอาหารเช้าให้ฉินเยว่
เมื่อคืนเธอรับศึกหนักมาก
อย่าถามเลยว่าเพราะอะไร
ตู้เย็นที่บ้านของเฉินชางใหญ่มาก เป็นแบบสองประตู ข้างในเต็มไปด้วยของกิน
สิ่งที่ฉินเยว่ผู้ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองดีใจที่สุดคือการซื้อตู้เย็นอันใหญ่
แต่เฉินชางคิดมาตลอดว่าตอนเขาย้ายออกจะจัดการกับตู้เย็นนี้อย่างไร
ถึงอย่างไรก็เป็นของราคาหมื่นกว่าหยวน ทิ้งไปก็เสียดาย
คิดไปคิดมา…
เฉินชางนึกถึงวิธีแก้ปัญหาที่ดีวิธีหนึ่ง
นั่นก็คือซื้อบ้านหลังหนึ่งเอาไว้เก็บของที่ชอบ
อืม!
นี่เป็นวิธีที่ดี
หลังจากกินข้าวเช้ากับฉินเยว่ เฉินชางก็ไปที่โรงพยาบาลแต่เช้า
ช่วงเช้างานค่อนข้างยุ่ง การมาเยือนของเฉินชางมีส่วนช่วยอย่างมากในการบรรเทาชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเช้าของแผนกฉุกเฉิน
ตอนนี้เอง คุณป้าสองคนกลับเริ่มทะเลาะกันขึ้นมา
ทั้งสองไม่เด็กแล้ว ดูจากความลึกของริ้วรอย เฉินชางคาดว่าอย่างไรก็คงหกสิบกว่าปี
“บ้านฉันใช้น้ำมันมะกอกมาตลอด! ใครเขาใช้น้ำมันถั่วเหลืองกัน เกรดต่ำเกินไปแล้ว!”
“น้ำมันมะกอกเหรอ มีผลวิจัยออกมาแล้วว่า กลิ่นน้ำมันมะกอกแรงเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพ! พวกชื่นชมแต่ของต่างชาติ! เฮอะ!”
“อย่างคุณเรียกว่าไม่มีความรู้ เรากำลังเรียนรู้เทคโนโลยีจากต่างชาติต่างหาก”
……
ทั้งสองเถียงกันดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนรอบข้างต่างช่วยกันห้าม
แต่คนในประเทศต่างรู้ว่า การทะเลาะกันของมนุษย์ป้าถือเป็นพฤติกรรมที่อันตรายที่สุด ไกล่เกลี่ยยากที่สุด กินเวลายาวนานที่สุดและแพร่หลายที่สุดในประเทศจีน
ดูจากระดับของทั้งสองก็น่าจะสูงมาก!
“คุณเก่งมากไม่ใช่เหรอ คุณเก่งแล้วตาเฒ่าบ้านคุณความดันสูงได้อย่างไร”
“เหอะ ก็ดีกว่าตาเฒ่าบ้านคุณที่เดี๋ยวๆ ก็แน่นหน้าอก! ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง!”
ที่แท้ทั้งสองรู้จักกันและเป็นเพื่อนบ้านกันด้วย
จะว่าไปก็บังเอิญ เมื่อคืนตาเฒ่าทั้งสองครอบครัวนอนอยู่ดีๆ ก็แน่นหน้าอก เพิ่งตื่นนอนก็รีบมาที่แผนกฉุกเฉินเลย
เฉินชางเพิ่งวัดความดันโลหิตและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้ทั้งสอง
ยังไม่ทันได้จ่ายยา พยาบาลอ้วนอาหลิ่วก็วิ่งเข้ามา
“ศาสตราจารย์เฉิน ข้างนอกมีคนทะเลาะกัน!”
เฉินชางอึ้งไป “ทะเลาะกันก็ไปตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสิ เรียกผมไป…ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้!”
อาหลิ่วตัวอ้วนๆ หน้ากลมๆ ปกติไม่แต่งหน้าก็ใบหน้าแดงก่ำ
อาหลิ่วได้ยินคำพูดของเฉินชางพลันเผยสีหน้าลำบากใจ “ศาสตราจารย์เฉิน…เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่กล้าทำอะไรเลย เป็นคุณป้าสองคน อายุหกสิบกว่าแล้ว อีกอย่าง…”
คนไข้ทั้งสองได้ยินว่าเป็นคุณป้าอายุหกสิบกว่า ก็สบตากันทันที สีหน้าเปลี่ยนไป!
เรื่องแบบนี้พวกเขาเจอมาเยอะแล้ว
พวกเธอต้องเริ่มทะเลาะกันอีกแล้วแน่ๆ!
ตอนนี้เอง อาหลิ่วพูดต่อว่า “ศาสตราจารย์เฉิน…เราเกลี้ยกล่อมไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องที่พวกเธอคุยกันเชี่ยวชาญกว่าเราเสียอีก เราจัดการไม่ได้ แม้แต่หมอจางก็ยังรับมือไม่ไหว”
ตอนที่พูด เฉินชางก็ลุกขึ้นเดินออกไป
ชายชราทั้งสองยิ่งตามมาติดๆ วิ่งออกจากห้องพร้อมใบหน้าแดงก่ำ
อายุปูนนี้แล้ว ไม่อายเหรอ
ทะเลาะในโรงพยาบาลเลย!
พอทั้งสองออกไปดู ก็ตามคาด ไม่ใช่ภรรยาพวกเขาแล้วจะเป็นใคร
ทันใดนั้น ทั้งสองรีบเดินเข้าไป
“พอแล้ว หยุดทะเลาะกันได้แล้ว มาโรงพยาบาลก็ยังจะทะเลาะกันอีก!”
“จะทะเลาะอะไรกัน! จะทะเลาะกันก็ไปทะเลาะกันที่บ้าน! ทะเลาะกันได้ทุกที่เลยนะพวกคุณเนี่ย!”
คุณป้าทั้งสองอึ้งงันไป
“เขาบอกว่าที่คุณเป็นโรคหัวใจเพราะอาหารที่ฉันให้คุณกิน บอกว่าฉันไม่รู้จักการดูแลสุขภาพ ฉันดูรายการสุขภาพทุกวัน ยังจะบอกว่าฉันไม่รู้จักดูแลสุขภาพอีก”
“คุณไม่เข้าใจหรอก อย่าเรียนรู้จากชาวต่างชาติ ร่างกายคนจีนอย่างคุณไปเรียนรู้การดูแลสุขภาพจากต่างชาติ ไม่เกิดปัญหาก็แปลกแล้ว!”
เฉินชางเห็นว่าทั้งสองทะเลาะกันขึ้นมาอีกครั้งก็รีบไกล่เกลี่ย!
“เอาเถอะครับ ทุกคนเงียบก่อน ใจเย็นๆ มีอะไรคุยกันดีๆ”
คุณป้าทั้งสองมองเฉินชางแวบหนึ่ง เห็นว่าเด็กกว่าหมอจางที่เข้ามาไกล่เกลี่ยเมื่อครู่นี้ก็อดถลึงตาใส่เฉินชางไม่ได้
เฉินชางเห็นแบบนี้ก็รีบพูดว่า “พวกคุณมีคำถามอะไร ถามผมได้นะครับ ผมอาจจะช่วยพวกคุณได้”
คุณป้าคนหนึ่งอดพูดไม่ได้ “หมอคะ ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะคะ เรื่องการกู้ชีพช่วยชีวิตคน ฉันอาจจะสู้คุณไม่ได้ แต่เรื่องการดูแลสุขภาพ ฉันถือว่าเชี่ยวชาญนะคะ”