Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา - บทที่ 166 กองพันไร้พ่ายในสงคราม! (3)
หัวเฟิงยิ้มน้อยๆและกล่าวว่า “ผู้บัญชาการกรมทหารโอนิ โปรดจํา
ไว้ว่าท่านไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองพลที่ 7 อีกต่อไป และ
คําสั่งของท่านคือร่วมมือกับกองพันไร้พ่ายของเรา สําหรับพวกเรา กอง
พันไร้พ่ายไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองพลที่ 7 เช่นกัน ไม่ว่า
จะในกรณีใด ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้บอกว่าเรามารวมตัวกันสายเกินไป
หรือ? ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องชดเชยช่วงเวลาที่หายไปเหล่านั้น เอาล่ะ
พอแล้ว ทุกคนเดินหน้าไปที่ปีกข้าง!”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของโอนิกระตุกเล็กน้อยจนแทบมองไม่ทัน
เขาอยู่ในกองทัพมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับ
ผู้บังคับบัญชาอย่างหัวเฟิง สิ่งนี้สามารถใช้การได้จริงหรือ? กระนั้น…
คําสั่งของเซินจี้ก็คือการร่วมมือกับกองพันไร้พ่ายอย่างไม่มีคําถาม โอนิ
จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันและปฏิบัติตามคําสั่งของฮั่วเฟิงโดย
ไม่มีข้อโต้แย้ง
ในขณะนั้นโอนิจึงได้ตัดสินใจกระทําการบางอย่างอย่างชาญฉลาด
เป็นการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเขาและทหารของเขาไปตลอด
กาล คําสั่งของเขาก็คือ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป กรมทหารราบหนักทั้งหมดจะติดตามทหารกองพันไร้พ่าย…ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุด พวก
เขาจะฟังคําสั่งของหัวเฟิงเท่านั้น และจะมีคนออกคําสั่งเพียงผู้เดียว
กลยุทธ์ที่ปราดเปรื่องของโอนิเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าหัวเฟิง
เป็นผู้บัญชาการที่ดีกว่าตัวเอง แต่ความคิดของเขาก็คือ เนื่องจาก
ตนเองได้รับมอบหมายคําสั่งนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าผู้
บัญชาการกองพลเซินจี้หรือกองบัญชาการกองทัพภาคเหนือเขต
ตะวันตกจะต้องการเข้ามาสอบสวน เขาก็จะสามารถเลี่ยงความ
รับผิดชอบหรือบทลงโทษใดๆได้อย่างง่ายดาย เพราะถึงอย่างไรจาก
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาก็ไม่ได้เป็นผู้ขัดขืนคําสั่งโดยตรง
หัวเฟิงคือใคร? เขาเป็นปราชญ์ท่ามกลางเหล่าผู้ฉลาดอย่างแท้จริง
…ในบรรดาสมาชิกหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์ ทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ที่ล�า
เลิศ เป็นอัจฉริยะและมีความโดดเด่นเป็นของตนเอง ดังนั้นการที่ทุกคน
เต็มใจที่จะปฏิบัติตามคําสั่งของหัวเฟิง ใครๆต่างก็สามารถจินตนาการ
ได้แล้วว่าภายใต้ความสง่างามและสูงส่งของหัวเฟิงย่อมต้องมีอะไรซ่อน
อยู่อีกมากมาย
ด้วยเหตุนี้ เพียงหัวเฟิงมองไปที่โอนิ เขาก็คาดเดาความคิดทั้งหมด
ของอีกฝ่ายได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงความคิดเห็น
ใดๆ เพราะอย่างน้อยคําสั่งของโอนิก็เป็นประโยชน์สําหรับพวกเขา
ทั้งหมดอย่างยิ่งในการโจมตีระรอกแรกนี้ อาณาจักรวั่นโซ่วได้ส่งทหารออกมา 7
กรมในขณะที่อีก 10 กรมที่เหลือตั้งค่ายรออยู่ห่างออกไปด้านหลัง
เหตุผลที่วั่นโซ่วกล้าจู่โจมค่ายจ้งเทียนอย่างโจ่งแจ้งโดยอาศัยเพียง
ทหารจํานวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกองทัพทั้งหมดก็เป็นเพราะพวกเขา
มั่นใจในความสามารถในการต่อสู้และความคล่องแคล่วบนที่ราบของ
ตนเอง แม้ว่าการบุกโจมตีของพวกเขาจะไม่ประสบความสําเร็จ แม้
พวกเขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพหลักที่อยู่เบื้องหลัง แต่วั่น
โซ่วก็มั่นใจว่าการถอยทัพจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในสายตาของพวกเขา
กองทัพภาคเหนือเขตตะวันตกจะไม่มีวันกล้าไล่ตามพวกเขาออกไป
จากป้อมปราการของตนเอง สําหรับกรมทหารวั่นโซ่วทั้ง 7 ที่กําลังบุก
เข้ามา เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่ตรงกลางแนวรบจ้งเทียน และผู้ที่ทํา
การบุกก็คือทหารราบหนักที่ทรงพลังของเผ่ามนุษย์หมี กรมทหารหมี
ทรราช
กรมทหารหมีทรราชการอาจกล่าวได้ว่ามีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทั้ง
กองทัพจ้งเทียนหลังจากสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายปะทุมานานหลาย
ปี ทุกครั้งที่พวกเขาปรากฏตัวก็มักจะบุกเข้าไปที่กองทัพภาคเหนือ
ตอนกลางเสมอ และในการปะทะโดยตรง กรมทหารหมีทรราชก็มี
พละกําลังน่าเกรงขามมาก พวกเขายังเป็นหนึ่งในหน่วยทหารราบเต็ม
รูปแบบของอาณาจักรวั่นโซ่วอีกด้วยเผ่ามนุษย์หมีเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์หายากมากในอาณาจักรวั่นโซ่ว
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เลี้ยงดูอสูรสวรรค์ที่มีพลังสายเลือดศักดิ์สิทธิ์
เกี่ยวโยงกัน สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหมีสงครามหายากและมีจํานวนน้อย
มาก ประการที่สองคือเผ่ามนุษย์หมีมีพละกําลังแข็งแกร่งและพลังที่น่า
สะพรึงกลัวอยู่แล้ว ทหารราบเผ่ามนุษย์หมีแต่ละคนมีความสูงมากกว่า
2 เมตร รูปร่างและความสูงของพวกเขาเปรียบดั่งหมีตัวใหญ่ยักษ์ที่ทั้ง
แข็งแรงและมีกล้ามเนื้อปูดออกมามากเท่าที่มนุษย์จะมีได้ ผิวหนังที่
ทนทานของพวกเขาสามารถทนรับแรงกระแทกที่รุนแรง และเมื่อนํา
ความแข็งแกร่งทางกายภาพที่แท้จริงรวมกับอาวุธที่ใช้กันทั่วไป นั่นก็
คือกระบองหนามขนาดใหญ่…ตัวตนของพวกเขาจึงสามารถอธิบายได้
เพียงว่า ‘ขุมพลังที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ในสนามรบ’
เมื่อทหารทหารราบเผ่ามนุษย์หมีปรากฏตัวนอกค่ายทหาร
ภาคเหนือเขตตะวันตก กองบัญชาการใหญ่ก็ต้องตกตะลึงงันกันไป
ทั้งหมด โดยปกติแล้วพวกเขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพลังที่น่า
สะพรึงกลัวของกรมทหารหมีทรราชมาก่อน เพราะถึงอย่างไรกรม
ทหารหมีทรราชก็มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก โดยปกติแล้วพวกเขาเป็น
ทหารชั้นสูงและมักจะปรากฏกาย ณ เขตกองทัพภาคเหนือตอนกลางที่
ซึ่งมีกองทัพจ้งเทียนที่แข็งแกร่งและรับมือได้ยากที่สุดเท่านั้น หลังจาก
ผ่านมาหลายปี ทหารกองทัพภาคเหนือตอนกลางก็เสียชีวิตด้วยน�ามือ
ของศัตรูที่น่ากลัวเหล่านี้ไปอย่างน้อย 1 กองพลแล้ว ภายใต้การปะทะกันตามปกติ แม้แต่กองทหารอาวุธหนักที่เป็นยอดมนุษย์ก็ยังเทียบพวก
เขาไม่ติด
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากกรมทหารหมีทรราชแล้วยังมีกรมทหารที่
ทรงพลังอีก 6 กรมคอยสนับสนุนพวกเขา นั่นก็คือ 1 กรมทหารหมาป่า
1 กรมทหารยูนิคอร์น 2 กรมทหารดาบโค้งเผ่าสุนัข และ 2 กรมทหาร
กระทิงคลั่ง
กรมทหารทั้ง 7 เหล่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นกรมทหารที่ดีที่สุดใน
อาณาจักรวั่นโซ่ว ความจริงแล้ว กรมทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือกรม
ทหารหมีทรราช แต่ถึงกระนั้น นี่ก็สร้างแรงกดดันที่น่ากลัวให้แก่
กองทัพภาคเหนือเขตตะวันตกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากนักรบ
600,000 นายในกองทัพ กว่า 300,000 คนถูกเรียกออกมาใช้งานแล้ว
ทว่าพวกเขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากป้อม
ปราการและปืนใหญ่ ผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายมีสัดส่วนที่ไม่เท่าเทียมกัน
แม้แต่น้อย
หัวเฟิงเลือกเส้นทางบุกเข้าสู่สนามรบจากทางปีกข้างที่มีหนึ่งใน
กรมทหารราบดาบโค้งเผ่าสุนัขและกรมทหารหมาป่าคุมเชิงอยู่ สําหรับ
กรมทหารกระทิงคลั่งทั้ง 2 กรม พวกเขากําลังบุกจู่โจมแนวรบตรงกลาง
ร่วมกับกรมทหารหมีทรราช ด้วยเหตุนี้กองทัพจ้งเทียนภาคเหนือเขต
ตะวันตกจึงเน้นส่งกองกําลังหลักของพวกเขาไปที่กลางแนวรบ โดยมีทหารราบและทหารม้าหนักหลายกรมอยู่ที่นั่น ดังนั้นการต่อสู้ที่ปีก
สนามทั้งสองข้างจึงไม่ได้ดุเดือดเท่ากับตรงกลาง แต่ก็ยังคงถือว่าบ้า
คลั่งอยู่ไม่น้อย
กรมทหารราบดาบโค้งเผ่าสุนัขทุกคนสวมชุดเกราะหนัง รูปร่าง
ของพวกเขาไม่ได้ล�าสันหรือทรงพลังเท่าเผ่ามนุษย์หมีหรือเผ่ามนุษย์
กระทิง แต่พวกเขามีความว่องไวและคล่องตัวกว่ามาก ด้วยดาบโค้งใน
มือของพวกเขา มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกศรธรรมดาจะพุ่งใส่ผิวหนังคน
เหล่านั้นได้ การเคลื่อนไหวและความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงถือเป็น
อาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อกรกับศัตรู
ในอาณาจักรวั่นโซ่ว เผ่าสุนัขเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุด แม้ว่า
ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาจะอยู่ในระดับปานกลางเมื่อ
เทียบกับเผ่ามนุษย์สัตว์ส่วนใหญ่ แต่เผ่าสุนัขก็มีจํานวนมหาศาล และ
พวกเขาก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเผ่ามนุษย์หมาป่าด้วย ดังนั้นสถานะใน
อาณาจักรวั่นโซ่วของพวกเขาจึงไม่ถือว่าต�าเช่นกัน เห็นได้ชัดจาก
ข้อเท็จจริงที่ว่าเผ่ามนุษย์สุนัขมีทหารทั้งหมด 6 กรมภายในกองทัพ
อาณาจักรวั่นโซ่วทั้งหมด
นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองพันไร้พ่าย นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ก้าว
เข้าสู่สนามรบขนาดใหญ่อย่างแท้จริง โดยธรรมชาติแล้วหัวเฟิงย่อมไม่
ต้องการให้พวกเขาวิ่งเข้าหาศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามรบขนาดใหญ่ที่มีทหารจํานวนมากเนื่องจากจะไม่สามารถนําจุด
แข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกองพันไร้พ่ายออกมาใช้งานได้ง่ายๆ ในกรณี
เช่นนี้ การที่พวกเขาไล่โจมตีจากทางปีกข้างที่ค่อนข้างอ่อนแอและมี
จํานวนคนน้อยน่าจะเข้าท่ากว่า
ภายใต้การดูแลของหัวเฟิง กองพันไร้พ่ายและกรมทหารราบหนัก
ก็มาถึงแนวหน้าบริเวณปีกสนามที่พวกเขาเล็งไว้อย่างรวดเร็ว จุดนี้มี
กรมทหารกองทัพภาคเหนือเขตตะวันตก 6 กรมคอยรับผิดชอบป้องกัน
พื้นที่ รวมถึงกรมทหารที่ 16 ของกองพลที่ 7 ด้วย
ในฐานะผู้บัญชาการกรมทหารที่ 16 เซินปู้เป็นหนึ่งในผู้บัญชาการ
ที่ต้องคอยกํากับการต่อสู้ ทันทีที่เธอรู้ว่ากองพันไร้พ่ายใกล้จะมาถึงปีก
ข้างที่พวกเขาประจําการอยู่ หญิงสาวก็รู้สึกดีใจมาก
ในฐานะที่เคยได้ติดต่อกับกองพันไร้พ่ายมากที่สุดและต้องทนทุกข์
ทรมานภายใต้เงื้อมมือของพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง ความรู้ที่เธอมี
เกี่ยวกับกองพันไร้พ่ายจึงอยู่ในระดับที่เหนือกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ
ในกองทัพภาคเหนือเขตตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้อยู่
กับหลินเทียนอ้าวบ่อยๆ หญิงสาวจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับกองพันไร้พ่าย
มากขึ้น แน่นอนว่าหลินเทียนอ้าวย่อมไม่เปิดเผยความลับสําคัญใดๆ ให้
เซินปู้รับรู้ แต่บางสิ่งที่ไม่ค่อยสลักสําคัญเขาก็ไม่จําเป็นต้องเก็บเป็น
ความลับอะไรเมื่อเห็นว่ากองพันไร้พ่ายนํากรมทหารราบหนักมาด้วย เซินปู้ก็ดีใจ
มาก หญิงสาวออกคําสั่งไปยังรองผู้บัญชาการกรมทหารของเธอและรีบ
ขี่ม้าไปคุยกับหัวเฟิงเป็นการส่วนตัวทันที เซินปู้เปิดช่องว่างในเขต
ป้องกันของตนเองอย่างรวดเร็วเพื่อแหวกทางให้กรมทหารราบหนัก
และกองพันไร้พ่ายเข้ามา
กรมทหารอื่นๆไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเนื่องจากคิดว่านี่เป็น
เพียงกําลังเสริมที่ส่งมาจากเบื้องบน ทว่าเมื่อเห็นกรมทหารราบหนักมา
เข้าร่วมกับพวกเขาด้วยอีกแรง ทั้งหมดก็มีความสุขมาก ถึงอย่างไรกรม
ทหารราบหนักก็เป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุดสําหรับป้องกันการบุกจู่โจม
ของกรมทหารหมาป่า
กรมทหารราบหนักเข้าสู่ตําแหน่งป้องกันของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ตั้งขบวนแถวตามที่ฝึกเหมือนอย่างเคย โดยมีทหารราบหนัก 2 นาย
คอยปกป้องทหารกองพันไร้พ่ายแต่ละคน
ความจริงแล้ว นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่จะให้นักธนูเข้าร่วมการต่อสู้
เนื่องจากระยะห่างของศัตรูใกล้เข้ามามากแล้ว บริเวณด้านหน้ากรม
ทหารที่ 16 กําลังประสบปัญหาเนื่องจากไม่สามารถยื้อแนวป้องกันได้
อีกต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อไม่อาจถอยร่นเพื่อสร้างระยะทางให้
ห่างออกไป แม้ว่านักธนูต้องการที่จะยิงศัตรูโดยไม่ให้เฉียดทําร้ายพวกกันเอง มันก็จะยังเป็นเรื่องที่ยากมาก… เว้นแต่พวกเขาจะเป็นเทพนัก
ธนูเท่านั้น
แม้แต่ในกองพันไร้พ่าย ทหารทุกคนก็ไม่มั่นใจว่าตนจะทําสําเร็จ
ถึงอย่างไรระยะเวลาที่พวกเขาใช้ฝึกก็ยังไม่นานมากนัก แต่แน่นอนว่า
กองพันไร้พ่ายก็ยังมีเทพนักธนูอยู่ส่วนหนึ่งเช่นกัน
คําสั่งแรกของหัวเฟิงถูกมอบให้กับกองร้อยหลักที่ 1 ผู้ซึ่งเป็นยอด
ฝีมือที่ดีที่สุดในกองพันไร้พ่ายทั้งหมด คําสั่งนั้นง่ายมาก ยิงและฆ่าศัตรู
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อเพิ่มเวลาให้กรมทหารที่ 16 ได้ล่าถอย
เมื่อเซินปู้เห็นกองร้อยหลักที่ 1 แห่งกองพันไร้พ่ายยกคันธนูทั้ง
500 คันขึ้นฟ้า เธอก็รู้สึกประหม่าจนแทบหายใจไม่ออก ในขณะนั้น
หญิงสาวไม่ได้สั่งให้หลบหรือถอยเนื่องจากกลัวว่าหากเข้าไปยุ่งจนทํา
ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น คนของเธอจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียเอง…และ
นั่นก็จะเป็นความสูญเสียที่น่าสยดสยองมาก!
กองร้อยหลักที่ 1 จึงเริ่มยิงออกไปทันทีโดยไม่ให้โอกาสเซินปู้ได้คิด
อะไรอีก
เสียงโหยหวนขณะลูกศรกรีดผ่านอากาศดังขึ้นเกรียวกราว
นับประสาอะไรกับกรมทหารที่อยู่โดยรอบ แม้แต่กรมทหารราบหนักที่
ทําหน้าที่ปกป้องกองพันไร้พ่ายอยู่ก็ยังรู้สึกหวาดผวา ถึงอย่างไรในการฝึกตามปกติ กองพันไร้พ่ายก็ล้วนแล้วแต่ใช้ธนูยาวธรรมดา แต่ตอนนี้
พวกเขาใช้ธนูศาสตรามณียุทธ์…มันจึงทําให้เกิดความแตกต่างอย่าง
ชัดเจน
*พรึ่บ**พรึ่บ**พรึ่บ**พรึ่บ* เกิดเสียงดังขึ้นเป็นระรอกๆ และไม่มี
ใครสามารถมองเห็นเส้นทางของห่าลูกศรได้เลย สิ่งที่มองเห็นมีเพียง
เลือดที่พุ่งกระฉูดขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เท่านั้น
กองร้อยหลักที่ 1 ไม่ได้เป็นแค่กลุ่มคนที่มีระดับพลังปราณที่สูง
ที่สุดหรือเป็นกลุ่มแรกที่มีปีกศาสตรามณียุทธ์เท่านั้น พวกเขายังมี
ทักษะยิงธนูที่ดีที่สุดในกองพันไร้พ่ายอีกด้วย
กรมทหารที่ 16 ผู้ซึ่งเคยต่อสู้อย่างสิ้นหวังต่างรู้สึกได้ว่าแรงกดดัน
ที่พวกเขาเผชิญกําลังลดลง ทหารเผ่ามนุษย์สุนัขและทหารเผ่ามนุษย์
หมาป่าพลันกลายเป็นศพต่อหน้าพวกเขาพร้อมกับฝนเลือดที่พุ่ง
กระฉูดออกมา การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป และ
หลายคนก็ยังไม่อาจจะตอบสนองได้
จากมุมมองของเซินปู้ ทหาร 500 นายจากกองร้อยหลักที่ 1 แห่ง
กองพันไร้พ่ายเพิ่งยิงลูกศรออกไป และก็ราวกับว่าลูกศรของพวกเขามี
ดวงตา ทําให้สามารถมองหาช่องว่างและลอดผ่านทหารพวกเดียวกัน
ออกไปโจมตีศัตรูได้โดยตรง ลูกศร 500 ดอกเหล่านั้นไม่มีแม้แต่ดอกเดียวที่เฉียดโดนทหารของเธอ แน่นอนว่ามีหลายคนที่ยิงพลาดเป้าและ
ไม่โดนศัตรู แต่ก็ไม่มีใครยิงโดนทหารพวกเดียวกันแม้แต่น้อย
หากทักษะการยิงธนูดังกล่าวปรากฏในตัวทหารคนหนึ่ง มันย่อมไม่
สามารถกระตุ้นให้คนๆอื่นสนใจได้ บางทีอาจแค่ทําให้คนผู้นั้นได้รับการ
ยกย่องในฐานะนักธนูขั้นเทพ ทว่าเมื่อทหาร 500 นายมีทักษะการยิง
ธนูเช่นนี้พร้อมๆ กัน มันจึงกลายเป็นภาพที่น่าตื่นตกใจอย่างแท้จริง
ทหารเผ่ามนุษย์หมาป่าและทหารราบเผ่ามนุษย์สุนัขไม่ได้อ่อนแอ
แต่อย่างใด แม้ความสามารถในการป้องกันของพวกเขาอาจจะเทียบ
มนุษย์สัตว์อื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่าไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกพลังของ
พวกเขาแน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ต่อหน้ากองพันไร้พ่าย ผิวหนังที่
แข็งราวหินของพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีเพียงกองซากศพ
เท่านั้นที่เหลือทิ้งไว้บนพื้น
“กรมทหารที่ 16 เปิดเส้นทางและล่าถอยไปข้างหลัง!” เซินปู้คว้า
โอกาสนั้นออกคําสั่งทันที กว่าจะได้มาซึ่งตําแหน่งผู้บัญชาการกรม
ทหาร นั่นย่อมไม่ใช่เพียงเพราะสถานะจ้าวมณีสวรรค์ของเธอเท่านั้น
หากไม่นับความหุนหันพลันแล่นของหญิงสาวก่อนหน้านี้ เซินปู้ก็เป็นผู้
บัญชาการที่ดีและเข้าใจวิธีสั่งการเหล่าทหารเช่นกัน
………………………………………