ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 253.1 เสน่ห์ความงามเพิ่มมากขึ้น แยกออกจากกัน (1)
ชูซย่ารอยยิ้มเหือดหาย “จะปฏิเสธหรือไม่เจ้าคะ”
ทว่าเห็นนางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขนตาขยับไหว เอ่ยถามว่า “สวีคังเฟยไปหรือยัง”
“เพคะ มีฮุ่ยเฟยอยู่จะขาดสวีคังเฟยได้อย่างไร นางอยู่เป็นเพื่อนข้างกายฮุ่ยเฟยแหน่ะเพคะ”
“ดี ตอบกลับไปว่าอีกเดี๋ยวข้าจะไป” อวิ๋นหว่านชิ่นวางยาหอมลง หยัดกายขึ้น
สารทฤดูใกล้จะผ่านพ้นไป ภายในสวนหลวง ฟ้าใสอากาศโปร่ง ดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้ง
สวีคังเฟยให้บรรดานางกำนัลเด็ดดอกกุ้ยฮวาสดใหม่มาบ่มเป็นสุราดอกไม้ที่หอมหวานรสไม่เข้มเหมาะแก่สตรี ผสมกับผลไม้ตามฤดูกาลที่ม้าเร็วแต่ละที่ทั่วทั้งแคว้นบรรณาการมาให้ ส่งไปยังหน้าโต๊ะของนายหญิงแต่ละตำหนัก เพื่อให้บรรดาชายาสนมในวังหลังได้ดื่มอย่างเบิกบาน
ผลไม้สดกับสุราชั้นดี ดื่มลงท้องไปหลายคำ เหล่าหญิงงามทานกันจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งดูอ้อนแอ้นขึ้นกว่าเดิม พวกนางยกจอกประจบฮุ่ยเฟยที่นั่งตำแหน่งหัวโต๊ะอย่างไม่ค่อยสบายใจ
“เป็นฮุ่ยเฟยที่เอาใจใส่ดูแลพวกหม่อมฉัน ก่อนหน้านี้เรื่องสงครามตึงเครียด พวกเราก็ไม่กล้ามีงานรื่นเริงใด กระทั่งยิ้มยังไม่กล้าจะยิ้มเท่าใดนัก วันนี้ฮุ่ยเฟยเข้าใจและเห็นอกเห็นใจจึงได้ให้พวกเราได้มาสูดอากาศกันให้ผ่อนคลาย งานเลี้ยงเล็กๆ นี้อำนวยความสะดวกครบครัน สมบูรณ์ทุกอย่างยิ่งเพคะ ทรงมีน้ำพระทัยยิ่ง” สนมคนหนึ่งกล่าวขอบคุณ
“ฮุ่ยเฟยช่วยดูแลจัดการวังหลังให้แก่ไทฮองไทเฮา ได้รับความสำคัญจากฝ่าบาทและไทฮองไทเฮาอย่างลึกซึ้ง จัดงานเลี้ยงเล็กๆ มางานหนึ่งนับว่าเป็นอันใดได้ ต่อให้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ ฮุ่ยเฟยก็ทำได้เช่นกัน” สนมอีกคนยิ่งเอ่ยชมหนักกว่าเดิม ความหมายโดยนัยคือเจี่ยงอวี๋มีความสามารถของผู้เป็นใหญ่ในวังหลัง
เจี่ยงอวี๋ฟังจนสบายใจยิ่ง นางชูจอกขึ้นกลางอากาศ แววตามีประกายชีวิตชีวาฮึกเหิม “เรื่องการศึกยามนี้ราบรื่นดี ต้าเซวียนข้าได้รับการคุ้มครองจากเทพเทวา ชนะศึกมากมาย หมู่นี้ฝ่าบาททรงอารมณ์ดี ดังนั้นพอข้าบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เรียกเหล่าน้องๆ มารวมตัวกัน ฝ่าบาทก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงตกปากอนุญาตเลย”
“นั่นเป็นเพราะว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญกับฮุ่ยเฟยน่ะสิเพคะ ทรงใส่พระทัยในคำพูดของฮุ่ยเฟย ฮุ่ยเฟยพูดอันใด ฝ่าบาทล้วนสดับรับฟัง หากเป็นพวกเราเสนอล่ะก็ เกรงว่าเพิ่งจะทูลไปก็โดนลากไปโบยแน่แล้ว” มีสนมยิ้มพลางประจบสอพลอ
เจี่ยงอวี๋ยิ้มแย้มเปรมปรีกว่าเดิม ในขณะนั้นเอง เสียงรายงานของขันทีก็ดังขึ้น “อวิ๋นเหม่ยเหรินแห่งหอเหยาไถเสด็จ”
เจี่ยงอวี๋รอยยิ้มหุบลง หันไปมองตามเสียง สายตาจดจ้องสตรีที่เดินมาทางงานเลี้ยงพร้อมด้วยสาวใช้ ริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย สายตาทะมึน “ดวงแข็งนี่”
สวีคังเฟยที่นั่งอยู่ข้างเจี่ยงอวี๋ คิดว่านางกำลังพูดเรื่องที่แม่นางอวิ๋นทนทรมานกับการคลอดยากไปได้ จึงเสริมไปว่า “นั่นสิเพคะ ได้ยินว่าโดนผ่าท้องไปด้วย เช่นนี้ก็ตายมิได้แล้ว น่าเสียดายจริง ซ้ำยังถูกลงมีดโดยแพทย์มิชชันนารีชาวตะวันตกด้วย แต่นั่นเป็นบุรุษนะเพคะ ฝ่าบาททรงทราบแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะไม่แย้งอันใด” นางพินิจมองสตรีเบื้องหน้าที่เดินเข้ามาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ดวงตาขยับไหว เอ่ยอย่างไม่ยอมว่า “คลอดลูกแล้ว กลับเหมือนนางจิ้งจอกกว่าเมื่อก่อนอยู่มากทีเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าแอบไปฝึกวิชามายาเสน่ห์อันใดมาหรือไม่” ตอนนั้นตนคลอดลูกสาวคนโตให้ฝ่าบาท เวลาเกือบหนึ่งปีล้วนตัวบวมหน้าเปล่ง กระเต็มใบหน้า ไม่กล้าเข้าเฝ้าฝ่าบาท ต่อมาไม่รู้ว่าใช้เงินบำรุงไปตั้งเท่าใด เนิ่นนานทีเดียวจึงได้รักษาให้กลับมาได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนตอนที่ยังเป็นเด็กสาวเช่นนั้นอีกแล้ว
ทว่าแม่นางอวิ๋นผู้นี้ เอวบางอกโต รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวพรรณขาวราวกับหยก ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็มีกลิ่นหอมจางๆ ลอยมา ยั่วยวนมีเสน่ห์กว่าตอนที่ยังไม่คลอดลูกมากนัก
เจี่ยงอวี๋ได้ฟังที่สวีคังเฟยพูด อารมณ์ก็ยิ่งไม่ดี
สาวใช้คนสนิทข้างกายก้มหน้าลงมา “ก่อนหน้านี้นางตั้งครรภ์ ไม่สะดวกปรนนิบัติฝ่าบาท ไม่น่ากังวล แต่ยามนี้ออกเดือนแล้ว เกรงว่าฝ่าบาท…”
สวีคังเฟยได้ยินคำว่าปรนนิบัติดวงตาก็หรี่ลง เจี่ยงฮุ่ยเฟยจัดงานเลี้ยงในวันนี้ เพื่อเอาอกเอาใจบรรดาพี่สาวน้องสาวในวังหลังแค่ในนาม ยังมีอีกนัยหนึ่งที่นางก็รู้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทปลีกตัวไม่ได้เพราะงานการทหารแนวหน้า ใกล้จะหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่มาวังหลังเลย สถานการณ์สงครามยามนี้มั่นคงขึ้นบ้างแล้ว เหนียนกงกงจึงแจ้งข่าวแก่วังหลังว่าหมู่นี้ฝ่าบาทอาจจะเรียกให้ไปปรนนิบัติ ให้นายหญิงแต่ละตำหนักเตรียมตัวกันไว้ล่วงหน้า
ระยะนี้ยากจะเห็นฝ่าบาทผ่อนคลาย อยากเข้าวังหลังสักครั้ง เกิดเรื่องทัพหน้าตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่าบาทใช้เวลาอยู่ในห้องหนังสืออีก หรือไม่ก็ไม่มีอารมณ์ ครั้งหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เสด็จมาเมื่อใด บรรดาสตรีทุกคนไหนเลยจะไม่เข้าใจโอกาสทองนี้ เจี่ยงอวี๋ก็เช่นกัน วันนี้จึงอยากจะใช้งานเลี้ยงเล็กๆ มาข่มอำนาจ แสดงออกให้ชัดเจนว่าตนจึงจะเป็นใหญ่ที่สุดในวังหลัง แอบบอกเป็นนัยให้สนมคนอื่นๆ ยอมทิ้งโอกาสครานี้กันไปเสีย ให้นางได้รับพระมหากรุณาธิคุณนี้เพียงผู้เดียวก็เท่านั้น
สวีคังเฟยแม้จะอยู่ฝ่ายเจี่ยงอวี๋ แต่หากพูดถึงเรื่องแบ่งความโปรดปรานแล้ว หากให้ตนใช้เหตุผลว่ารดูมา ไม่ค่อยสบายเหมือนสนมคนอื่นๆ เพื่อปฏิเสธการปรนนิบัติฝ่าบาทแล้ว ตนไม่ค่อยจะยินดีทำเท่าใดนัก
โชคดีที่เจี่ยงอวี๋กลับมิได้โง่เพียงนั้น ยังคิดอยากจะดึงแม่นางสวีมาเป็นพวกตนเพื่อใช้ประโยชน์ ก่อนจะจัดงานเลี้ยงได้บอกกับสวีคังเฟยว่า นางไม่เหมือนสนมคนอื่นๆ พวกนางทั้งสองอยู่ทางเส้นเดียวกัน ไม่ว่าใครจะได้รับความโปรดปรานก็เหมือนกันทั้งนั้น หากฝ่าบาทเลือกนาง ก็จะไม่แย่งกันกับนางเด็ดขาด และไม่ไปบีบบังคับให้นางปฏิเสธด้วย
สวีคังเฟยจึงได้วางใจลง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง อวิ๋นหว่านชิ่นก็เข้ามาในงานเลี้ยง ตรงไปยังเจี่ยงอวี๋และสวีคังเฟยที่นั่งข้างกันอยู่ คำนับให้ แล้วเอ่ยเสียงนุ่มว่า “ถวายพระพรฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียง คังเฟยเหนียงเหนียง”
สตรีคนอื่นล้วนจัดการได้ ย่อมไม่กล้ามาแย่งโอกาสปรนนิบัติฝ่าบาทกับตนแน่ มีเพียงแม่นางอวิ๋นคนเดียวที่ยากจะบอกได้ เจี่ยงอวี๋หนังตากระตุก กวักมือเรียก “อวิ๋นเหม่ยเหรินมานั่งข้างข้านี่เถิด”
อวิ๋นหว่านชิ่นเดินไปหา นั่งลงข้างสวีคังเฟย
“ยามนี้ไม่ทราบว่าอวิ๋นเหม่ยเหรินดื่มสุราได้หรือไม่ หากมิได้ ก็เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้เถิด” เจี่ยงอวี๋เอาอกเอาใจสุดฤทธิ์
“ได้เพคะ เวลาก็พอสมควรแล้ว หม่อมร่างกายฉันฟื้นฟูได้ไม่เลว” อวิ๋นหว่านชิ่นเอยอย่างเกรงใจ
เจี่ยงอวี๋ดวงตาสั่นไหว พินิจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยไม่มีใครสังเกตเห็น “ก็จริง อวิ๋นเหม่ยเหรินท่าทางเช่นนี้ ไม่เหมือนคนที่คลอดก่อนกำหนดเดือนสองเดือนเลยสักนิด”
ความจริงแล้วนางคลอดลูกได้ครบเก้าเดือน แต่ในสายตาของคนในวัง นางคลอดก่อนกำหนด และรู้ดีว่าต้องมีคนหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อสนทนา จึงยิ้มบางโดยไม่แสดงสีหน้าใด “เหยาย่วนพั่นกับเนี่ยมอมอก็แปลกใจกันมากเพคะ บอกว่าหม่อมฉันร่างกายแข็งแรง เหมือนตอนไทฮองไทเฮาสาวๆ ให้ประสูติฮ่องเต้พระองค์ก่อนอย่างไรอย่างนั้น ล้วนฟื้นตัวได้ไว”
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ตอนที่เจี่ยงอวี๋ไปถวายพระพรที่ตำหนักฉือหนิง ได้เคยจงใจเอ่ยถึงเรื่องคลอดก่อนกำหนดของแม่นางอวิ๋น บอกแค่ว่าตั้งแต่นางจากจวนฉินอ๋องเข้าวังมาติดตามฝ่าบาท วันคืนติดกันเกินไป บอกเป็นนัยว่าครรภ์นั้นอาจจะไม่ชอบมาพากล ไทฮองไทเฮาได้ฟังก็รำคาญ บอกให้นางหุบปาก ระหว่างสตรีด้วยกันหึงหวงแย่งชิงความโปรดปรานไม่เป็นไร แต่อย่าได้พัวพันไปถึงฝ่าบาท เจี่ยงอวี๋เห็นไทฮองไทเฮาไม่พอพระทัยก็ไม่กล้าพูดอีก ยามนี้ได้ยินนางเอ่ยถึงไทฮองไทเฮาขึ้นมาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ ก็เงียบไป ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก แต่กลับเลิกคิ้วขึ้น
“โอ๊ะ พูดถึงมอมอแล้ว ได้ยินว่าฝ่าบาทประทานมอมอมาทำคลอดให้สองคน เสียไปคนหนึ่งแล้วรึ”
ในตอนที่ข่าวการตกน้ำตายของชีมอมอนั่นแพร่มาถึงตำหนักถงกวง เจี่ยงอวี๋ยิ่งสงสัยว่าเป็นนางที่ลงมือ หากเป็นจริงดังนั้น ก็หมายความว่านางรู้เรื่องที่ตนทำร้ายนางแล้ว
อวิ๋นหว่านชิ่นถอนหายใจ “เหนียงเหนียงหมายถึงชีมอมอกระมัง จะว่าไปแล้วการตายของนางก็ต้องโทษหม่อมฉัน”
“โทษเจ้ารึ” เจี่ยงอวี๋ร่างเกร็งขึ้น นี่นางกำลัง…ยอมรับแล้วรึ เหงื่อผุดซึมขึ้นที่แผ่นหลัง จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง
อวิ๋นหว่านชิ่นพยักหน้า “หม่อมฉันได้ยินธรรมเนียมของทารกแรกเกิดในวังมา ว่ากันว่าเอาโคนดอกของบัวร้อยเป็นสร้อยให้ทารกสวมไว้สิบวัน จะสามารถปกป้องคุ้มครองทารกเกิดใหม่ให้อายุมั่นขวัญยืนร้อยปี ภูตผีไม่เข้ามาใกล้ วันนั้นหม่อมฉันให้ชีมอมอพาคนรับใช้ไปเก็บดอกบัวกลางทะเลสาบด้านหลัง ไม่นึกเลยว่านางจะลื่นตกลงไปในน้ำ สาวใช้คิดจะดึงขึ้นมาก็ดึงไม่ขึ้น พอช่วยขึ้นมาได้ นางก็หมดลมไปเสียแล้ว”