ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 267.2 ข่าวร้ายจากแดนเหนือ (2)
ฉีไหวเอินยืนอยู่ข้างโต๊ะของฝ่าบาท ขมวดคิ้วมุ่น
ไท่ฟู่[1]ของไท่จื่ออย่างหยางจิ้ง เหอหยวนจงผู้ทรงคุณวุฒิประจำตำหนัก ถูจี้จู่บัณฑิตสำนักศึกษาฮั่นหลินทั้งสามคนล้วนเป็นรัฐบุรุษอาวุโส ที่ซื่อสัตย์สุจริต ยังมีกลุ่มขุนนางที่ทั้งสามเป็นผู้นำอยู่ ทั้งหมดล้วนอยู่ฝ่ายฮ่องเต้พระองค์เก่ายังคงเห็นหลงชังฮ่องเต้ซย่าโหวซือจุนเป็นเจ้านายที่แท้จริงอยู่
ก่อนฝ่าบาทจะขึ้นครองราชย์ เสียงคัดค้านของขุนนางกลุ่มนี้ดังที่สุด ต่อมาเห็นผลงานทางการเมืองของฝ่าบาทโดดเด่น ทั้งยังยกเลิกสนม รอหลงชังฮ่องเต้กลับมาแล้วจะคืนตำแหน่งให้ จึงไม่มีอะไรจะพูดกันหมด ยามนี้พอได้จดหมายจากแดนเหนือแล้ว ก็เกิดความหวังขึ้น ทะเลาะโวยวายในราชสำนักตั้งหลายวัน ฝ่าบาทกลับยังไว้ท่าทีต่อข้อแลกเปลี่ยนของเหมิงหนู ไม่ได้ตรัสอะไรออกมา
บรรดาพรรคฮ่องเต้พระองค์เก่าแม้จะไม่พูดออกมา แต่ได้เหน็บแนมอยู่ในวาจาเป็นนัยๆ ว่าฝ่าบาทไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ทั้งหมด ไม่ได้จริงใจคิดจะรับฮ่องเต้พระองค์ก่อนกลับคืนอยู่แล้ว
โชคดีที่ฝ่าบาทพระทัยกว้างใหญ่ ไม่โกรธกริ้ว หากเป็นฉีไหวเอินได้เดือดดาลไปนานแล้ว ตาเฒ่าพวกนี้ ในใจมีเพียงหลงชังฮ่องเต้ คิดแต่ว่าไม่อาจทิ้งความผิดพลาดเอาไว้ทำให้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนถึงแก่ชีวิตได้ นี่ไม่รู้กันหรือว่าคูเมืองทั้งสี่ล้วนเป็นจุดตรวจศุลกากรของแดนเหนือและเป็นฉากป้องกันชายแดนของต้าเซวียนด้วยน่ะ
ทว่าไหนเลยจะไปถกเถียงชนะคนที่ดื้อรั้นหัวแข็งกลุ่มนี้ได้ ในใจของพวกเขา คูเมืองแค่นั้น จะไปมีค่าเท่าชีวิตของฮ่องเต้พระองค์เก่าได้อย่างไร!
“ฝ่าบาทรีบตัดสินพระทัยสิพ่ะย่ะค่ะ ราชสำนักเหมิงหนูส่งสาส์นมาอย่างหาได้ยากยิ่ง ยอมคืนตัวหลงชังฮ่องเต้แล้ว หากชักช้าไป ทำให้ชาวเหมิงหนูไม่พอใจ ไม่ยอมแลกเปลี่ยนกับเราแล้วจะทำอย่างไร” เหอหยวนจงพูดเกลี้ยกล่อมไม่ยอมหยุด พูดจนหนวดเคราสั่นไหว
“กระหม่อมทราบว่าคูเมืองทั้งสี่เป็นจุดตรวจศุลกากรที่สำคัญมาก แต่จะสำคัญไปกว่าฮ่องเต้หรือ ต้าเซวียนเรากว้างใหญ่ ทหารฝีมือดีที่ปกป้องชายแดนเหนือก็มากมายถมเถ ไม่สนใจเมืองสักสองสามเมือง ภายหน้าหากมีโอกาส ก็ยังสามารถแย่งคืนกลับมาได้ แต่หลงชังฮ่องเต้หากสูญสิ้นไป ก็จะเอาคืนมาไม่ได้อีกแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ พวกเราต่างละอายต่อหนิงซีฮ่องเต้และบรรพบุรุษของต้าเซวียน!” หยางจิ้งเป็นคนที่อายุมากที่สุดในหมู่พวกเขา และเป็นคนที่คุณธรรมและบารมีสูงส่งที่สุดด้วย เหอหยวนจงและถูจี้จู่ต่างเคยเป็นศิษย์ของเขา หรือเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์จากการเกี่ยวดองกันก็ว่าได้
ประโยคนี้เอ่ยออกมา ถูจี้จู่กับเหอหยวนจงก็พาคนอื่นๆ สนับสนุนกันขึ้นมา
“ฝ่าบาทผลัดออกไปตั้งหลายวันแล้ว ขอโปรดรีบตัดสินพระทัยตอบเหมิงหนูไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ขอโทรดทรงตัดสินพระทัยด้วย!”
ประโยคนี้แรงไม่น้อย หากฝ่าบาทไม่เอาเมืองทั้งสี่ไปแลกตัวฮ่องเต้พระองค์ก่อนมา ก็จะเป็นการอกตัญญูแล้วกระมัง ฉีไหวเอินสีหน้าพลันเปลี่ยน ในขณะที่กำลังจะห้ามไว้ กลับเห็นฝ่าบาทที่อยู่หลังโต๊ะเงยหน้าขึ้นกวาดมองจนทั่ว สีพระพักตร์ไร้อารมณ์ใด “หากไม่รับข้อเสนอของเหมิงหนู ช่วยเสด็จน้องกลับมามิได้ ก็จะอกตัญญูต่อบรรพบุรุษ หากรับข้อเสนอเหมิงหนู เสียเมืองสำคัญของแดนเหนือไป ทำให้ชาวเป่ยเหรินรุกราน ก็อกตัญญูอีกเช่นกัน หากเป็นพวกเจ้า จะตัดสินใจอย่างไร”
คนพวกนั้นพูดอะไรไม่ออก พึมพำว่า “ต้าเซวียนเราอาศัยเมืองสี่เมืองนี้ปกป้องไว้หรือไร ไม่มีเมืองสี่เมืองของแดนเหนือนั่นเมืองจะแตกรึ”
“เช่นนั้นทุกท่านจะใช้ชื่อเสียงนับร้อยปีของตระกูลและชีวิตคนในครอบครัวมาเป็นหลักประกันหรือไม่เล่า” ซย่าโหวซื่อถิงมุมปากแย้มออก ยังคงอบอุ่นอ่อนโยน
พวกเขาย่อมไม่กล้ารับประกันสุ่มสี่สุ่มห้า จึงเปลี่ยนประเด็นไป ยังคงดื้อดึงอยู่ “เหมิงหนูเอาเมืองสี่เมืองนี้ไปก็ไม่แน่ว่าจะสามารถ…”
“พวกเจ้าไม่กล้า เรากลับกล้า” ซย่าโหวซื่อถิงน้ำเสียงพลันเย็นชาขึ้น เสียงก็ค่อยๆ รุนแรงและมีอำนาจขึ้นเช่นกัน แต่ละถ้อยแต่ละคำหนักแน่น “พวกเจ้าคิดหาหลายร้อยวิธีอยากให้หลงชังฮ่องเต้กลับมา ไม่สนใจความปลอดภัยของแดนเหนือ ไม่เสียดายจนใช้แผ่นดินมาแลกเปลี่ยน เราเห็นว่าพวกเจ้าจงรักภักดียิ่ง แต่แค่รับประกันยังไม่กล้า เรากลับบอกพวกเจ้าได้ว่า เรายอมใช้คำครหาว่าอกตัญญูมาเป็นหลักประกัน ดีกว่าให้โอกาสแก่เหมิงหนูแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวมารุกรานต้าเซวียน!”
แม้ฮ่องเต้ที่ทรงประทับอยู่จะไม่มีโทสะ น่าเกรงขามและมีคุณธรรม แม้จะอายุอานามไม่เท่าบรรดาขุนนางเฒ่าที่นั่งอยู่เบื้องล่าง พลังทั่วทั้งร่างกลับเพียงพอที่จะกดขุนนางเอาไว้
ขุนนางทั้งกลุ่มกลั้นหายใจ เนิ่นนานไม่กล้าพูดอะไร พักใหญ่ๆ หยางจิ้งก็ยังไม่พอใจ “หลงชังฮ่องเต้จะทำเช่นไร หากเหมิงหนูทราบว่าเราปฏิเสธ เดือดดาลขึ้นมา จะไม่มอบความตายให้หลงชังฮ่องเต้หรือ…”
ซย่าโหวซื่อถิงกลับไม่ได้ตอบในทันที ดวงหน้าหล่อเหล่าปรากฏเผยความเย็นเยียบออกมา “ทุกท่านคงไม่เคยคิดดูว่าเหตุใดหลงชังฮ่องเต้ถูกจับไปเป็นเชลยสองปีแล้ว เหมิงหนูล้วนไม่เสนอข้อแลกเปลี่ยนใดมาเลย ทำเพียงขังเอาไว้รอให้ขึ้นราคาค่อยขาย ยามนี้ดันยื่นข้อเสนอมา รีบร้อนจะเจรจากับต้าเซวียนแล้ว”
หยางจิ้งและพรรคพวกถูกถามจนนิ่งไป พากันสบตากัน ประสานมือค้อมกายลง “กระหม่อมโง่เขลา ขอฝ่าบาทโปรดทรงอธิบายด้วย”
เสียงประตูเปิดดังขึ้น เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูคนหนึ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน รายงานกราบทูลฝ่าบาทสองสามคำเบาๆ
“คนอธิบายมาแล้ว” ซย่าโหวซื่อถิงเอ่ย “ให้อี๋ซื่ออ๋องเข้าเฝ้าได้”
ภายในตำหนัก ทุกคนต่างหันกลับไปมอง
ด้านหลังประตูสีชาด บุรุษหนุ่มเพราะเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทจึงปลดอาวุธออกไป ยามนี้อยู่ในชุดคลุมสีม่วงตลอดร่าง รัดเกล้าทองรองเท้าหุ้มเข่า แม้ว่าจะขี่ม้าเร็วจากเมืองเจียงเป่ยเร่งรุดมาถึงเมืองหลวงยามราตรี แต่ก็ไร้ซึ่งท่าทางรีบร้อนตื่นตระหนกสภาพมอมแมมจากการเดินทางเลยสักนิด เขาถวายคำนับอย่างไม่รีบร้อน “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท”
บุรุษตรงหน้า หากดูจากภายนอกแล้ว ไม่เหมือนทหารหยาบกระด้างที่เฝ้ารักษาการณ์ชายแดนมาหลายปีเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขาละเอียดอ่อนดั่งหยกเจียระไน มีความสง่าปราดเปรียวเหมือนสวรรค์ได้ประดิษฐ์ขึ้น หน้าตาเหมือนบุรุษทั่วไปในราชวงศ์ซย่าโหว เมื่อเทียบกับฝ่าบาทแล้วคิ้วและตาลึกและกว้างกว่า ไม่อาจจ้องมองใกล้ๆ ได้ อี๋ซื่ออ๋องกลับคล้ายหนิงซีฮ่องเต้ที่เป็นพระปิตุลาและหลงชังฮ่องเต้ที่เป็นพระภาดาอยู่บ้าง รูปร่างสูงโปร่ง คิ้วกระบี่ ดวงตาหงส์ รูปลักษณ์อ่อนโยนละมุนละไม แต่เพราะพำนักอยู่ด้านนอกนาน ผ่านประสบการณ์ฝึกฝนมากมาย การขยับตัวยกมือยกเท้า ในแววตากลับมีความดุดันแฝงซ่อนอยู่อย่างยากจะอธิบายได้
ตอนแรกที่ฉีไหวเอินเห็นก็หวาดกลัวอย่างยากจะเลี่ยง หลายปีมานี้อี๋ซื่อ๋องผู้นี้เข้าออกเมืองหลวงบ่อยครั้ง เมื่อก่อนได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนาม แต่ไหนเลยจะรู้ว่านี่เป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏเท่านั้น หากอยู่ที่เมืองหลวงมาตลอด เกรงว่าจะเป็นคนที่ตระกูลนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันปรารถนา
“อาเจิ่นลุกขึ้นเถิด” ซย่าโหวซื่อถิงให้คนหาที่นั่งยกชามาให้ “เจ้าไปสืบสถานการณ์ทางนั้นมาแล้ว บอกเล่ามาหน่อยเถิด”
ขุนนางทั้งสามทางนี้พูดจนน้ำไหลไฟดับก็ยังไม่ได้ที่นั่ง พออี๋ซื่ออ๋องเข้ามากลับทั้งยกชาหาที่นั่งให้ ซ้ำฝ่าบาทยังเรียกชื่อของเขาอีก เพียงพอที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฮ่องเต้มอบสิทธิพิเศษให้กับเขา
เขาก็ไม่ถือเคร่งประเพณี ถลกชายชุดคลุมนั่งลงบนเก้าอี้นวมไหมทอง เหลือบมองขุนนางภายในตำหนักแวบหนึ่ง หันหน้าไปบนขั้นบันไดสีแดงหน้าพระที่นั่ง “หลังจากเหมิงหนูเสนอข้อแลกเปลี่ยน กระหม่อมได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทให้ส่งคนไปติดสินบนขุนนางเล็กๆ ของซั่งตู ขอให้เขาช่วยไปสืบที่เรือนตัวประกัน เป็นอย่างที่ฝ่าบาททรงสงสัยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ เกิดปัญหาขึ้นแล้ว”
บรรดาขุนนางฝ่ายฮ่องเต้พระองค์ก่อนตกใจ ที่แท้หลายวันมานี้ฝ่าบาทยืดเยื้อไม่ตัดสินพระทัยเพราะให้อี๋ซื่ออ๋องไปตรวจสอบ นี่…ตรวจสอบได้อะไรบ้าง
ในขณะนั้นเอง อี๋ซื่ออ๋องดวงตาก็เข้มขึ้น “จากที่ขุนนางคนนั้นรายงาน ก่อนที่เหมิงหนูจะยื่นข้อเสนอไม่กี่วัน เรือนตัวประกันดูๆ แล้วจะเหมือนปกติทุกวัน แต่ความจริงแล้วคนที่เฝ้าหลงชังฮ่องเต้ลดลงอย่างเงียบๆ ยามหน้าประตูก็หละหลวมไม่น้อย”
บรรดาขุนนางอย่างไรเสียก็เฉลียวฉลาด ยามนี้กลับงุนงงกันไม่น้อย หมายความว่าอย่างไร เรือนตัวประกันที่เฝ้าฮ่องเต้จะต้องเข้มงวดแล้วเข้มงวดอีก อีกทั้งเร็วๆ นี้ก็ใกล้จะเปลี่ยนตัวประกันแล้ว เหตุใดจึงหละหลวมได้เล่า
เสียงอี๋ซื่ออ๋องลอยมา “เหมือนกับที่ฝ่าบาทและขุนนางทุกท่านคิด กระหม่อมสงสัยว่าภายในเรือนตัวประกันจะเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ขอให้ขุนนางซั่งตูคนนั้นไปสืบจากด้านนอก สุดท้ายก็ได้ข่าวคราวมา…”
———————-
[1] ไท่ฟู่ มหาราชครู หนึ่งในสามมหาเสนาบดีสูงสุด