ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 267.3 ข่าวร้ายจากแดนเหนือ (3)
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่!” เหอหยวนจงตกใจ แทบจะอดรนทนไม่ไหวแล้ว
อี๋ซื่ออ๋องสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกเหลือแสนทันที เขาลุกขึ้นประสานมือ แล้วคุกเข่าหันหน้าไปยังโต๊ะทำงาน “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วย! กระหม่อมคุ้มกันไม่ดีจึงทำให้หลงชังฮ่องเต้ตกสู่ต่างแดน!”
“เหลวไหล! หมายความว่าอย่างไร!”คำพูดของอี๋ซื่ออ๋องเอ่ยออกมา ภายในตำหนักก็โกลาหลขึ้น หยางจิ้งเดิมทีก็อายุอานามมากแล้ว คนแก่เจ็บป่วยไม่น้อย เมื่อครู่คุกเข่าลงไปนาน ยามนี้แทบจะหอบหายใจไม่ทัน นิ้วชี้ไปที่ยังอี๋ซื่ออ๋องอย่างสั่นเทา
อี๋ซื่ออ๋องยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น น้ำเสียงอึมครึมว่า “ขุนนางซั่งตูคนนั้นรายงานว่าก่อนที่เหมิงหนูเสนอเจรจาแลกเปลี่ยน วันหนึ่ง หลงชังฮ่องเต้ถูกเรียกเข้าวังไปพบกษัตริย์เหมิงหนู ยามออกวังมา อาศัยจังหวะที่การเฝ้าระวังไม่ทันตั้งตัว หลบหนีเข้าไปในแม่น้ำใต้ดินข้างวังหลวง ปลิดชีพตนสิ้นพระชนม์ไป! หลงชังฮ่องเต้ทรงไม่อยากเป็นเชลยอีกต่อไป ให้กลายเป็นอำนาจต่อรองของเหมิงหนูมาข่มขู่ต้าเซวียนจึงได้ยอมตายเพื่อชาติ!”
หยางจิ้งเบื้องหน้ามืดลง แทบจะเป็นลมสลบไป แต่ฝืนเอาไว้ เขาไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้…พระศพเล่า พระศพหาเจอหรือยัง”
“คูเมืองแม่น้ำใต้ดินปกป้องเมืองด้านนอกวังหลวง ใต้เท้าหยางก็น่าจะกระจ่างแจ้งกว่าข้า ร่องน้ำลึกและแคบ กระแสน้ำไหลแรง พอตกลงไปก็เหมือนก้อนหินที่ตกลงไปในบ่อน้ำ ขนาดจะสาวขึ้นมายังทำไม่ได้ ไหนเลยจะยังมีศพอยู่!” อี๋ซื่ออ๋องขมวดคิ้วมุ่น ขอบตาแดงก่ำ หมัดกำแน่น แทบจะหลั่งน้ำตาลงมา แล้วหันไปทางโต๊ะทำงานของฝ่าบาท “ชาวเหมิงหนูปลิ้นปล้อนเจ้าเล่ห์จริงๆ ทำเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น ทั้งยังไม่ปล่อยข่าวคราวใดออกมาสักอย่าง เสนอแลกเปลี่ยนตัวคนทันที หลงชังฮ่องเต้ไม่มีแล้ว แต่ก็ต้องหาผลประโยชน์มาให้ได้ อย่างไรเสียก็มีแต่ได้ไม่มีเสีย หากต้าเซวียนเรายอมตกลง ที่รับกลับคืนมาอาจเป็นพระศพที่เอาขึ้นมาจากน้ำ พวกเขากลับสามารถได้เมืองสี่เมืองไป โชคดีที่ฝ่าบาททรงปราดเปรื่อง รู้สึกว่าชาวเป่ยเหรินมีลับลมคมใน ให้กระหม่อมแอบไปสืบมาล่วงหน้า มิฉะนั้นคงได้ตกหลุมพรางเหมิงหนูไปแล้ว!”
บรรดาขุนนางฝ่ายฮ่องเต้พระองค์ก่อนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก็เหมือนกับที่ฝ่าบาทเพิ่งจะตรัส เหมิงหนูไม่ยื่นข้อเสนอมาหลายปี จู่ๆ ก็รีบร้อนจะแลกเปลี่ยน ที่แท้ก็มีการฉ้อโกงอยู่จริงๆ หลงชังฮ่องเต้สิ้นพระชนม์แล้ว!
บรรดาขุนนางความหวังดับสลาย ภายในตำหนักเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หยางจิ้งอายุมากแล้ว รับการกระทบกระเทือนไม่ไหว ร่างกายสั่นเทาแข็งค้างอยู่ในอกของขุนนางคนหนึ่ง ตาเอียงปากเบี้ยว ชักกระตุกขึ้นมา
“ไท่ฟู่…” พวกเขาโกลาหลกันขึ้น
ซย่าโหวซื่อถิงเอ่ยตวาดว่า “ยังไม่ไปตามหมอหลวงมาอีก”
เพียงไม่นาน หมอหลวงก็มา รีบร้อนจับชีพจรและดูลิ้นให้หยางจิ้ง แล้วคุกเข่าทูลว่า “หยางไท่ฟู่เป็นลมชักพ่ะย่ะค่ะ! ต้องรีบส่งกลับจวน”
“เตรียมเกี้ยว ให้หมอหลวงติดตามไปด้วย” ฉีไหวเอินได้รับสายตาจากฝ่าบาทก็เอ่ยสั่งขึ้น
ถูจี้จู่กับเหอหยวนจงเห็นแกนนำล้มลงไปก็ตระหนกลนลาน พาคนถวายคำนับกรูกันออกไปด้านนอกทันที
ณ พระที่นั่งอี้เจิ้ง เสียงดังโวยวายพลันเงียบลง ฉีไหวเอินถอนหายใจออกมา แต่นี้ต่อไป ฝ่ายฮ่องเต้พระองค์ก่อนเรียกได้ว่าหยุดหย่อนกันโดยสิ้นเชิงแล้ว เขาอดบ่นไม่ได้ว่า “หยางไท่ฟู่นี่ก็เหลือเกิน อายุอานามมากแล้วก็โมโหให้มันน้อยลงหน่อยสิ ยังจะคิดว่าตัวเองแข็งแรงกำยำเหมือนหนุ่มๆ อีก ยามนี้ได้เรื่องแล้วกระมัง เป็นลมชักขึ้นมาแล้ว”
ทว่าได้ยินอี๋ซื่ออ๋องหัวเราะออกมายกใหญ่ สุดท้ายนึกไม่ถึงว่าขำจนตัวงอ เห็นบุรุษบนที่นั่งเงียบงันไม่พูดไม่จากจ้องมายังตน แล้วมองไปยังท่าทางตกใจจนอึ้งของฉีไหวเอิน จึงได้กุมท้องลุกขึ้น โบกมือให้ “ขออภัยฝ่าบาท กระหม่อมรู้ว่าหยางไท่ฟู่น่าสงสารนัก แต่พอนึกไปถึงท่าทางปากเบี้ยวของเขาเมื่อครู่แล้ว มันอดไม่ไหวจริงๆ”
แล้วจู่ๆ ก็ทำท่าทางเศร้าเสียใจขึ้นมาอีก เขาคุกเข่าลงโดยพลัน น้ำตาชุ่มเสื้อ “เรื่องของหลงชังฮ่องเต้ ขอฝ่าบาทโปรดระงับความโศกเศร้าด้วย”
ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้ เร็วจนไม่อาจจะเร็วได้กว่านี้อีกแล้ว ฉีไหวเอินพูดไม่ออก
ซย่าโหวซื่อถิงไม่ได้โทษเขา เฝ้ารักษาการณ์อยู่ข้างนอกอยู่นานหลายปี อยู่ปะปนกับทหารและชาวเป่ยเหริน ทั้งยังไม่ใช่ขุนนางในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทั้งยังไม่ได้เรียกร้องให้เขาต้องมีกฎระเบียบอะไร ตอนร่วมกันโจมตีชาวเป่ยเหรินด้วยกันกับเขาที่เมืองเจียงเป่ยก็ชินไปเสียแล้ว จึงเอ่ยเสียงเรียบว่า “เรื่องของเสด็จน้อง เป็นเรื่องจริงรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ” อี๋ซื่ออ๋องรับผ้าเช็ดหน้ามาจากผู้ติดตาม เช็ดหางตาไปมา จัดรูปลักษณ์ต่อหน้าพระพักตร์ให้ดี ทว่าก็ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่ “ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ฝ่าบาทก็น่าจะวางพระทัยได้แล้ว”
ประโยคนี้มีสองความนัย ทั้งแสดงถึงแผนการชั่วร้ายของเหมิงหนูถูกเปิดโปง ต้าเซวียนไม่ต้องสนใจอีก ที่สำคัญคือพอหลงชังฮ่องเต้สิ้นพระชนม์แล้ว ราชวงศ์ใหม่ของคนบนบัลลังก์นี้ ก็นั่งได้อย่างมั่นคงโดยสิ้นเชิงแล้ว
ซย่าโหวซื่อถิงดวงตาขยับไหว แต่กลับไร้สีหน้าอารมณ์ใด “อี๋ซื่ออ๋องก็มีคุณูปการมากเช่นกัน ให้เป็นคุณูปการระดับเยี่ยม มอบคนรับใช้ห้าร้อยคน องครักษ์ฝีมือดีสามร้อยนาย ม้าดีร้อยตัวจากแดนตะวันตก พร้อมกับป้ายละโทษตายอาญาสิทธิ์แก่จวนอ๋องในเมืองหลวง”
ตั้งแต่อี๋หยางอ๋องและชายาสวรรคตไป และหลังจากอี๋ซื่ออ๋องตั้งค่ายที่เมืองเจียงเป่ย จวนอี๋หยางอ๋องในเมืองหลวงก็ทรุดโทรม ตั้งแต่อี๋ซื่ออ๋องกลับเมืองหลวงมาสนับสนุนฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็นต้นมา ซย่าโหวซื่อถิงก็สร้างจวนทำคฤหาสน์ให้เขา ซ่อมแซมจวนอี๋อ๋อง เพื่อให้เขาเข้าเมืองหลวงมาพักผ่อนสะดวก ไม่ต้องไปพักโรงเตี๊ยมทุกครั้ง
ครานี้พระราชทานรางวัลให้ไม่น้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าได้รับความพอพระทัยจากฝ่าบาทยิ่ง อี๋ซื่ออ๋องกลับไม่ได้ขอบพระทัยในทันที ริมฝีปากแย้มเป็นรอยยิ้ม “กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งจะทูลขอ หากฝ่าบาทสามารถอนุญาตได้ ของรางวัลอื่นๆ กระหม่อมไม่เอายังได้”
ซย่าโหวซื่อถิงเห็นเขาเอ่ยปากขึ้นเองอย่างหาได้ยาก แม้จะคาดเดาได้บ้างแล้ว แต่แววตาก็ยังคงขยับไหว เอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “ว่ามาเถิด”
อี๋ซื่ออ๋องประสานมือคุกเข่าลงไปใหม่ “กระหม่อมมีลูกพี่ลูกน้องหญิงคนหนึ่ง ติดตามข้างกายกระหม่อมตลอด หนึ่งปีมานี้ ได้รับพระกรุณาจากฝ่าบาทพระทานจวนมาให้ กระหม่อมสงสารน้องหญิงติดตามกระหม่อมที่แดนเหนือยากลำบาก คิดว่าเมืองหลวงสงบรุ่งเรือง ก็จะส่งมาให้พำนักอยู่ที่จวนอี๋ซื่ออ๋องในเมืองหลวง ยามนี้ น้องหญิงของกระหม่อมอายุก็ไม่น้อยแล้ว หากมีโอกาสก็อยากจะหาตระกูลดีๆ ให้นาง แต่น้องหญิงคนนี้ไร้บิดามารดา สถานภาพครอบครัวตกต่ำลง เกรงว่าคนดีๆ จะดูถูก กระหม่อมก็ไม่คุ้นเคยกับบรรดาคุณชายแต่ละตระกูลในเมืองหลวง กลัวว่าจะเลือกผิด จึงดูว่าจะสามารถปรนนิบัติรับใช้ไทฮองไทเฮาสักระยะหนึ่งได้หรือไม่ แล้วค่อยให้ไทฮองไทเฮาทรงช่วยเลือกหาให้”
ฉีไหวเอินตกใจ อยู่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาสักระยะหนึ่ง สำหรับคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือน นับว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ และเป็นประวัติติดตัวที่ดีที่จะแต่งให้กับตระกูลดีๆ อีกด้วย แต่อี๋ซื่ออ๋องเป็นขุนนางที่สร้างคุณูปการและเป็นคนโปรดของฝ่าบาทแล้ว หากอยากจะหาสามีให้น้องสาว ขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้เลยก็ได้แล้วมิใช่หรือ ก็เป็นเกียรติเป็นศรีเช่นกัน ถึงเวลานั้นตระกูลสามีก็ไม่กล้ามาดูถูกแล้ว เหตุใดต้องทำอ้อมโลกส่งตัวเข้ามาที่ตำหนักฉือหนิงก่อนด้วยเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่าอี๋ซื่ออ๋องคิดอยากจะให้นางสาวตนได้เข้าวังหลัง เกรงว่าฝ่าบาทจะใช้ราชโอการที่ไม่รับสนมมาปฏิเสธ ไม่มีที่ว่างให้ลง จึงได้อ้อมค้อมเช่นนี้
อีกนัยหนึ่ง ปฏิเสธไปก็ไม่ดี อี๋ซื่ออ๋องผู้นี้เป็นคนที่มีความสามารถ
ซย่าโหวซื่อถิงเอ่ยถามว่า “พระชายาอี๋หยางอ๋องมาจากตระกูลโด่งดัง บ้านเดิมในเมืองหลวงจนถึงตอนนี้ล้วนเรียกได้ว่ามีชีวิตชีวา ที่แท้ที่บ้านยังมีลูกสาวอีกหรือ”
“เป็นญาติห่างๆ ของทางเสด็จแม่ กระหม่อมก็เพิ่งจะสืบพบข่าวคราวน้องสาวเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ใจเกิดสงสารจึงได้เก็บนางมาเลี้ยง พี่ชายเป็นดั่งบิดา เรื่องการแต่งงานของนาง กระหม่อมย่อมต้องเป็นกังวลอยู่แล้ว” อี๋ซื่ออ๋องเอ่ยเป็นระเบียบแบบแผนด้วยความเคารพ
ซย่าโหวซื่อถิงไตร่ตรองอยู่พักหนึ่งก็เลิกคิ้วเล็กน้อย คล้ายพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ “เจ้าพูดเช่นนี้ เรากลับนึกขึ้นมาได้แล้ว ตอนเราขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เจ้านำทัพออกจากเมืองหลวงไป ปีนั้นก็พาน้องสาวของเจ้านางนั้นเข้าเมืองมาด้วยกระมัง”
อี๋ซื่ออ๋องฉงน “พ่ะย่ะค่ะ…ฝ่าบาทจำได้อย่างไร”
ซย่าโหวซื่อถิงยังเอ่ยขึ้นอีกว่า “ปีนั้นเจ้าเข้าออกวังมารับรางวัลบ่อย น่าจะมีหลายครั้งที่พาน้องสาวเจ้ามาด้วยกระมัง”