ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 267.5 ข่าวร้ายจากแดนเหนือ (5)
บรรยากาศหนักอึ้งเล็กน้อย อวิ๋นหว่านชิ่นเรียกได้ว่าไม่ค่อยสบายใจ ไม่อยากคิดมาก จึงเอ่ยเบี่ยงประเด็นทำลายความเงียบขึ้น “โชคดีที่อี๋ซื่ออ๋องมารายงานทันเวลา จึงทำให้ขุนนางเฒ่าพวกนั้นไม่บีบบังคับให้ฝ่าบาทเอาคูเมืองไปแลกเปลี่ยนต่ออีก”
ชูซย่าเบ้ปาก “อี๋ซื่ออ๋องกลับรู้จักขอรางวัลด้วยนะเพคะ ไปกลับครั้งหนึ่ง ได้รับทั้งคนรับใช้ ม้าพันธุ์ดี ป้ายละโทษตายอาญาสิทธิ์ ซ้ำยังส่งคนเข้าวังอีก”
“หมายความว่าอย่างไร” เย่ว์อู่เหนียงขมวดคิ้ว
ชูซย่ามองนายหญิงแวบหนึ่ง แล้วบอกเล่าตั้งแต่ต้นจนจบครบถ้วนกระบวนความ
เย่ว์อู่เหนียงฟังจบ แม้จะถุยน้ำลายออกมาสองคำ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยามากมายอะไรมาก อย่าว่าแต่ฝ่าบาทเลย หากเป็นสามีตัวเอง ตั้งแต่ได้ตำแหน่งปั๋วมา ก็มีคนไม่น้อยอยากจะส่งสตรีมาให้ แต่ว่า นางเชื่อในตัวอวิ๋นหว่านชิ่นยิ่งนัก ตัวนางเองเป็นคนที่เห็นฝ่าบาทกับน้องอวิ๋นตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงตอนนี้ รู้ดีว่าฝ่าบาทมีความรู้สึกเช่นไรต่อน้องอวิ๋น ในสายพระเนตรไหนเลยจะมีคนอื่นได้ นางไม่กังวลว่าจะมีคนอื่นมาแย่งความรักแทนน้องอวิ๋นเลยสักนิด
เฉินจื่อหลิงกลับถอนหายใจ วางขนมลง ดวงตาเข้มขึ้น ถุยออกมาคำหนึ่ง “อี๋ซื่ออ๋องผู้นี้ อยู่ดีไม่ว่าดีก็ส่งสตรีให้คนอื่น สงครามด่านหน้าไม่มีให้ทำแล้วหรือไร”
อวิ๋นหว่านชิ่นเห็นนางท่าทางเคียดแค้นกว่าตนนักก็อดขำออกมาไม่ได้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เฉินจื่อหลิงกลับเหมือนว่าจะโมโหขึ้นมาจริงๆ เวลาที่เหลือ กระทั่งน้ำชาก็กินไม่ลงแล้ว นั่งเงียบงันอยู่ด้านข้างไม่เอ่ยคำใด
พูดคุยกันต่ออีกไม่กี่ประโยค ฉีไหวเอินก็มา เอ่ยขึ้นจากนอกม่านว่า “เหนียงเหนียง ฝ่าบาทตรวจฎีกาที่ห้องหนังสือจนหิวแล้ว ให้มาถามว่าเหตุใดวันนี้จึงยังไม่มาส่งขนมเสียที”
คนผู้นี้ชินเป็นนิสัยทุกวันไปเสียแล้ว ครั้งนั้นนางส่งขนมไปให้คราหนึ่ง ไม่กี่วันต่อมาเขาก็จะให้นางไปส่งด้วยตัวเองอีก ฟ้าผ่าก็ไม่ขยับ ไม่ไปหรือไปช้าก็ยังมาเร่งกันอีกด้วย
เย่ว์อู่เหนียงหัวเราะขึ้น เห็นฝ่าบาทต้องการเรียกตัวอวิ๋นหว่านชิ่นจึงไม่อยู่ต่อ นางกับเฉินจื่อหลิงพากันลุกขึ้นขอตัวลา ออกจากตำหนักฝูชิงไปพร้อมด้วยสาวใช้ของแต่ละคน
ออกจากพระที่นั่งอี้เจิ้งมา อี๋ซื่ออ๋องก็พาผู้ติดตามเดินไปทางประตูเจิ้งหยาง
หน้าประตูเจิ้งหยาง หลังคาหรูหราเขียวชอุ่ม รถคันโตลากด้วยม้าตัวใหญ่สองตัวจอดอยู่นาน คล้ายรออี๋ซื่ออ๋องออกมา
เห็นเงาบุรุษเดินเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ ผ้าม่านรถม้าก็ขยับไหว แล้วเลิกขึ้นมา
อี๋ซื่ออ๋องเดินผ่านยามมา ออกจากประตูวัง เห็นเพียงเงาบอบบางบนศีรษะสวมหมวกปิดหน้าลงจากรถมา เขาหยุดฝีเท้าลง สีหน้าอึมครึมขึ้นไม่น้อย
แม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่แขนเสื้อผ้าไหมลายใบบัวเผยให้เห็นมือเรียวขาวอ่อนนุ่มคู่หนึ่ง อีกทั้งรูปร่างอ้อนแอ้น แค่มองก็รู้ว่าเป็นคุณหนูผู้ลากมากดีที่โดนตามใจเลี้ยงดูมาอย่างดี
ผู้ติดตามข้างกายอี๋ซื่ออ๋องเห็นสตรีนางนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณหนู” แล้วถอยหลังไปหลายก้าว
สตรีนางนั้นไม่ทันได้สังเกตุเห็นสีหน้าของอี๋ซื่ออ๋อง มองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีใครจึงดึงลูกพี่ลูกน้องผู้พี่มาด้านข้างอย่างออดอ้อน แทบอดรนทนไม่ไหวหยั่งเชิงไปว่า “ท่านพี่ ฝ่าบาททรงตกลงหรือไม่”
อี๋ซื่ออ๋องไม่ได้ตอบคำนาง ย้อนถามเสียงเย็นว่า “ครานั้นที่ข้าพาเจ้าเข้าวัง เจ้ากับสาวใช้เจ้าไปเดินเล่นที่สวนหลวงหรือไม่”
นางตกตะลึง อ้ำอึ้งว่า “ท่านพี่เหตุใดจู่ๆ จึงถามเรื่องนี้ขึ้น…”
“พูดมา” อี๋ซื่ออ๋องน้ำเสียงเคร่งขรึม ไม่อนุญาตให้เอ่ยแทรก
สตรีนางนั้นไม่กล้าปิดบังต่อ นางบีบด้านข้างกระโปรงแน่น เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้าก็เดินเล่นพักหนึ่ง…หนึ่งปีผ่านไปแล้ว…จำไม่ได้แล้ว…เหมือนว่าจะเคยไปกระมัง…”
ยังพูดไม่ทันจบ บุรุษตรงหน้าก็ยกฝ่ามือใหญ่ราวใบพัดขึ้น ตบลงบนหน้านางอย่างไร้ปรานี!
หมวกปิดหน้าของสตรีนางนั้นเกือบจะตกลง ฝีเท้าโซเซ ไม่กล้าเชื่อสายตา นางกุมใบหน้าโดยมีผ้าผืนบางกั้น เอ่ยเจือสะอื้นว่า “ทำไมรึ ท่านพี่…”
อี๋ซื่ออ๋องสาวเท้าไปหาสองก้าว กางมือออก บีบคางเล็กแหลมอ่อนนุ่มของนางไว้ กดเสียงต่ำเอ่ยอย่างโหดเหี้ยมว่า “นี่เจ้ากำลังทำอันใด หวงกุ้ยเฟยกับสู่อ๋องเป็นดวงตาของพระองค์ นี่เจ้าอยากจะให้ข้ากับคนทั้งหมดในจวนอี๋ซื่ออ๋องร่วมฝังไปกับเจ้าด้วยรึ”
สตรีนางนั้นได้ยินคำว่า ‘หวงกุ้ยเฟยกับสู่อ๋องเป็นดวงตาของพระองค์’ สีหน้าใต้ผ้าผืนบางก็ตึงเขม็ง ดวงตาโค้งขึ้น ในแววตาเกิดความไม่พอใจและเคียดแค้นชิงชัง ทว่าก็เปลี่ยนไปในพริบตา ร้องไห้ออกมา “ท่านพี่ ข้าเปล่า…”
“เปล่าอย่างนั้นรึ ฝ่าบาททรงทราบตั้งนานแล้ว! หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าข้า ได้ไปหาตัวเจ้ามาหั่นเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นไปนานแล้ว แต่เห็นว่าสู่อ๋องปลอดภัยดี และเจ้าเป็นคนในจวนอี๋ซื่ออ๋อง จึงได้อดทนเอาไว้ในครานี้ เมื่อครู่ในตำหนัก ฝ่าบาททรงตรัสออกมาเป็นนัยๆ แล้วว่าหากมีครั้งหน้า จะให้ทั้งตระกูลข้าไม่ได้ผุดได้เกิด!” อี๋ซื่ออ๋องดวงตาทะมึนดำ จ้องสตรีตรงหน้าเขม็ง “จะให้ข้าต้องย้ำอีกรอบหรือไม่ ข้าปูทางเข้าวังให้เจ้า ไม่ใช่เพื่อให้เจ้ามาแย่งความรักความโปรดปราน แต่หวังให้เจ้าสามารถช่วยข้าโน้มน้าวฝ่าบาทในวังหลัง ให้ฝ่าบาทเปิดศึกกับชาวเหมิงหนู อย่าได้เจรจาต่อรองกัน ก็เหมือนกับเหตุผลที่ข้าต้องปกป้องฝ่าบาท เพราะข้าต้องการสนับสนุนคนที่จะนำทัพ! ข้าเฝ้ารักษาการณ์ที่แดนเหนือก็เพื่อฆ่าล้างบางพวกเป่ยเหรินให้สิ้นซาก แก้แค้นให้กับเสด็จพ่อเสด็จแม่ ทำศึกกับเหมิงหนูไม่อาจหยุดได้เด็ดขาด! หากเสด็จพ่อไม่ทรงโดนธนูของเป่ยเหรินล่ะก็ จะสิ้นพระชนม์ได้อย่างไร เสด็จแม่ก็คงไม่ถึงขั้นคลอดก่อนกำหนดตายได้หรอก! ทว่ายามนี้ เจ้าดูสิว่าเจ้ากำลังทำอันใดอยู่! เจ้าเองตายไปคนเดียวก็แล้วไปเถิด อย่าได้มาลากข้ากับกองทัพของข้าไปด้วย!”
แต่ละถ้อยแต่ละคำโหดร้าย สมกับเป็นทหารที่มีจิตใจโดดเดี่ยว ไร้ซึ่งความปรานีโดยสิ้นเชิง
“ท่านพี่ หากข้าไม่แย่งชิงความโปรดปรานให้ได้มา แล้วจะสามารถโน้มน้าวให้พระองค์ได้อย่างไร!…อวิ๋น…หากหวงกุ้ยเฟยเหนือกว่าข้า ฝ่าบาทจะฟังข้าได้อย่างไร” สตรีนางนั้นร้องห่มร้องไห้หนัก
“นั่นก็ไม่ต้องทำเรื่องพรรค์นั้นกับโอรสของพระองค์! เจ้าอยากเข้าวัง พี่ปูทางให้แก่เจ้า เจ้าอยากได้รับความสนใจจากพระองค์ พี่ก็มีวิธี แต่สิ่งที่เจ้าต้องทำมีเพียงเรื่องเดียว คือสงบเสงี่ยมเจียมตัว เชื่อฟังข้าทั้งหมด อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องจำเอาไว้ว่า หากทำเรื่องที่ข้าไม่ได้อนุญาตพวกนี้อีก อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจ!” อี๋ซื่ออ๋องเอ่ยอย่างเย็นชา กล่าวจบก็ปล่อยมือ ผลักนางออกไม่แรงไม่เบา “ไสหัวกลับไป! ก่อนเข้าวังอย่าได้ปรากฏตัวใกล้ๆ วังหลวงอีก สงบเสงี่ยมเสียบ้าง!”
สตรีนางนั้นโซเซสองสามก้าว รู้สึกว่ารอบกายเขาเย็นยะเยือก ไม่พูดอะไรมากอีก ฝืนร่าเริงขึ้นมา กลับไปขึ้นรถม้า เพียงไม่นานรถม้าก็เปลี่ยนทิศทาง เคลื่อนตัวห่างจากประตูเจิ้งหยางไป
จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนไปไกลแล้ว อี๋ซื่ออ๋องจึงได้จัดรูปลักษณ์และอาภรณ์ให้เรียบร้อย ปรับสีหน้าเป็นดังเดิม เดินออกมาจากกำแพงข้างประตูเมือง ผู้ติดตามสองคนก็เข้าไปหา ในขณะที่กำลังเดินตามผู้เป็นนายขึ้นรถม้าไปนั้นเอง กลับได้ยินเสียงสตรีดังลอยมา ไม่ดังไม่เบามาก ใสกังวาน แฝงไว้ด้วยความดูถูก “ก่อนหน้านี้คิดว่าอี๋ซื่ออ๋องยังหนุ่มยังแน่น ไม่ต้องการอนาคตที่งดงาม ไม่หวงตำแหน่งในเมืองหลวงอันรุ่งเรือง ต้านศัตรูที่เมืองเจียงเป่ยอย่างลำบากเพียงลำพัง ยังนึกว่าจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากๆ คนหนึ่งอีกด้วย ที่ไหนได้ก็เหมือนขุนนางคนอื่นๆ ที่อยากจะอาศัยชายกระโปรงมาเลื่อนตำแหน่ง…ก็แค่คนต่ำทรามคนหนึ่งเท่านั้น”
ผู้ติดตามทั้งสองหันกลับไปมอง เห็นเพียงสตรีนางหนึ่ง มวยผมขึ้นสองข้างเป็นทรงที่ยังไม่ออกเรือน สวมอาภรณ์สีครามตลอดร่าง เท้าสวมรองเท้าหนังแกะ หน้าตางดงามฉลาดเฉลียว ข้างกายมีสาวใช้คนหนึ่ง เพิ่งจะออกมาจากประตูเจิ้งหยาง ดูๆ แล้วไม่เหมือนคนในวัง จึงเดือดดาลขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “นึกไม่ถึงว่าจะกล้าด่าประจานอี๋ซื่ออ๋อง! เจ้าเป็นสตรีบ้านใด”
“ไม่ใช่บ้านของคนต่ำทรามก็พอแล้ว” เฉินจื่อหลิงไม่หันกลับมาสักนิด เดินผ่านพวกอี๋ซื่ออ๋องทั้งสามคนไป ตรงไปยังเกี้ยวของบ้านที่จอดไว้ตรงประตูเมือง
บรรดาคุณหนูในเมืองหลวงต่างเรียบร้อยกันหมดไม่ใช่หรือไร ในเมื่อสามารถเข้าวังได้ ไม่ใช่ราชนิกูลของราชวงศ์ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นสตรีในตระกูลดังที่อ่อนโยนเพียบพร้อม มีการศึกษามีมารยาท จะมีพวกดื้อรั้นปากเสียเช่นนี้ได้อย่างไร!