ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 268.1 ซื่ออ๋องปราบพยศ ครอบครัวสุขสันต์ (1)
ผู้ติดตามทั้งสองนิ่งงัน อี๋ซื่ออ๋องกลับเม้มปาก สาวเท้าเข้าไปหา อาศัยจังหวะที่ไม่มีคนโอบเอวเด็กสาวมาอุ้มขึ้นบ่า
“คุณหนู…” ตงเอ๋อร์ตกใจยกใหญ่
เฉินจื่อหลิงลอยขึ้นกลางอากาศ นางถูกแบกไว้บนบ่าก็ตกใจ พยายามจะกระโดดลงอย่างสุดกำลังพลางกำหมัดแน่นทุบลงแผ่นหลังเขาอย่างแรง “ปล่อยข้านะ! ท่านมันบ้าไปแล้ว…”
“ข้ามิได้ไปล่วงเกินอันใดเจ้า ทั้งยังไม่รู้จักเจ้า เจ้าเห็นข้าก็มาด่ากันเสียยกใหญ่ ใครกันแน่ที่บ้า”
อี๋ซื่ออ๋องเห็นเด็กสาวเรี่ยวแรงมากเสียยิ่งกว่าสตรีบอบบางทั่วไป ก็สัมผัสได้ว่านางมีศิลปะป้องกันตัวอยู่
หรือว่าจะเป็นเด็กสาวในตระกูลแม่ทัพบ้านไหน
เขาขมวดคิ้ว จับมือและเท้านางไว้ ถลกแขนเสื้อนางขึ้นอย่างรวดเร็ว จี้กดจุดชีพจรบนข้อมือนางด้วยความแม่นยำ
เฉินจื่อหลิงรู้สึกแขนเย็นเยียบ ทั่วทั้งร่างเกิดความรู้สึกชาขึ้น นางเพิ่มแรงขึ้น แต่กระทั่งแขนยังยกไม่ขึ้น จึงก่นด่าไปว่า “ท่านคิดว่าท่านจี้สกัดจุดเป็นคนเดียว แล้วเจ๊ทำไม่เป็นหรือไร รีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้”
เป็นสาวเป็นนาง เอ่ยปากด่าคน ปิดปากเบ่งอำนาจ ใบหน้าอบอุ่นสง่างามของอี๋ซื่ออ๋องเขียวคล้ำ น้ำเสียงดุร้ายขึ้น “เช่นนั้นเจ้าเป็นเจ๊บ้านไหนเล่า”
“เกี่ยวอันใดกับท่านล่ะ เร็วเข้า รีบปล่อยข้าลง!” เฉินจื่อหลิงมือเท้าดิ้นขยับไม่ได้ แต่ปากกลับยังขยับได้ นางกัดหัวไหล่ของอี๋ซื่ออ๋องไปอย่างแรง ไม่มีปรานีเลยสักนิด
แมวป่าไม่เชื่องตัวนี้นี่ ต่อให้เป็นทางแดนเหนือสตรีแบบนี้ก็มีไม่มากเช่นกัน อี๋ซื่ออ๋องเจ็บจนเหงื่อเย็นแตกพลั่ก คิ้วขมวดมุ่น ข่มความคิดที่จะโยนเด็กสาวบนบ่าลงพื้น ยิ้มเย็นเอ่ยว่า “ไม่อยากบอกใช่หรือไม่” เขาเดินไปข้างรถม้าสองสามก้าว เลิกม่านเปิดขึ้น แล้วโยนนางเข้าไป
“ท่านจะทำอันใดน่ะ!” เฉินจื่อหลิงถูกโยนไปบนพรม กระดูกแทบจะหลุดจากข้อหมดแล้ว
“บอกข้ามา เจ้ามาจากตระกูลใด” บุรุษนอกรถเอ่ยถามขึ้นเป็นครั้งที่สอง
“แล้วมันเกี่ยวอันใดกับท่าน!” เฉินจื่อหลิงไหนเลยจะรู้ว่าบุรุษคนนี้ใจแคบ จะทำการแก้แค้นโจมตีนางตรงนี้แล้ว เรื่องในวันนี้ไม่อาจให้ท่านปู่รู้ได้ ต่อให้ท่านปู่จะไม่เข้มงวดกับนางแค่ไหน แต่เห็นนางด่าว่าอี๋ซื่ออ๋องเข้า ต้องลงโทษนางไม่เบาแน่ แน่นอนว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรนางก็จะไม่บอกชื่อตระกูลออกไปเด็ดขาด
อี๋ซื่ออ๋องแค่นเสียงเย็น ไม่พูดอะไรให้มากความอีก หันหน้าไปสั่งการกับคนขับรถม้าของจวนซื่ออ๋องว่า “ไปส่งคุณหนูท่านนี้กลับบ้าน หากนางไม่บอกที่อยู่ ก็เคาะประตูถามบ้านทุกหลังในเมืองหลวงจนกว่าจะหาบ้านนางเจอ!”
นี่มันผู้ชายชั่วร้ายชัดๆ! เฉินจื่อหลิงปากอ้าตาค้าง เห็นคนขับรถสะบัดแส้จะควบม้าไปก็ตะโกนขึ้นว่า “อี๋ซื่ออ๋องผู้สูงส่งอย่างท่านรังแกคนเช่นนี้หรือ”
“ยามนี้มาชมกันว่าอี๋ซื่ออ๋องผู้สูงส่งแล้วหรือ เมื่อครู่เพิ่งจะด่าว่าอาศัยกระโปรงมาเลื่อนตำแหน่งอยู่หยกๆ เลยมิใช่หรือไร” อี๋ซื่ออ๋องโบกมือ ส่งสัญญาณให้คนขับรถไม่ต้องสนใจ
“ขอรับ ซื่ออ๋อง!” คนขับรถรับบัญชา บังคับให้ตัวรถขับเคลื่อน แต่ได้ยินเสียงสตรีหวีดร้องตะโกนขึ้นจากห้องโดยสารว่า “ใครก็ได้! อี๋ซื่ออ๋องลักพาตัวเด็กสาวตระกูลดีๆ เข้าแล้ว! อี๋ซื่ออ๋องผู้สูงส่งเป็นโจรลักพาตัว! ลักพาตัวแต่สตรีในตระกูลดีๆ ของเยี่ยจิงด้วย ทุกครั้งที่มาเมืองหลวง พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายรีบซ่อนภรรยาและลูกสาวของท่านไว้ให้ดีๆ นะ! รีบมาตีโจรลักพาตัวเร็ว!”
คนขับรถหน้าถอดสี รีบหยุดรถทันใด เหงื่อเย็นไหลหยดลงแผ่นหลัง ซื่ออ๋องของเขาดูเหมือนสุภาพอ่อนโยน แต่เนื้อแท้แล้วกลับโหดเหี้ยม หลายปีมานี้ที่แดนเหนือมีสนามรบเป็นเพื่อนตลอดทั้งวัน มีซากศพเป็นกองทัพ ฆ่าคนตาไม่กะพริบเหมือนพวกแม่ทัพมากมาย เมื่อครู่ขนาดน้องสาวของตัวเองแท้ๆ ยังตบได้เลย แม่นางน้อยผู้นี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว!
“เจ้าตั้งใจจะตะโกนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หรือ” เป็นดังคาด อี๋ซื่ออ๋องยังไม่เคยเจอสตรีใจกล้าเช่นนี้มาก่อน สีหน้าคล้ายไปกลิ้งในน้ำแข็งมา
“ท่านกล้าตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วทั้งเมืองหลวงส่งข้ากลับบ้าน ข้าก็กล้าปู้ยี่ปู้ยำชื่อเสียงของท่านไปตลอดทางเหมือนกัน! เราไม่ต้องแยกแยะผิดชอบชั่วดีกัน ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องสนใจชื่อเสียงหน้าตา!” เฉินเสิ่นหลิงถลึงตาโตทั้งสองข้าง เหมือนแมวที่กางเล็บขู่
คนขับรถแทบจะไม่กล้ามองผู้เป็นนายตน ครู่ต่อมา เสียง ‘ชิ้งงง’ ก็ดังขึ้นเบาๆ จึงเงยหน้าขึ้น เห็นอี๋ซื่ออ๋องสีหน้าคล้ายเหล็กกล้า ภายในแววตาปรากฏเป็นความโหดเหี้ยม เขาเลื่อนมือลง ดึงดาบพกประจำตัวที่ประดับฝังด้วยอัญมณีออกมาจากเอว ชี้ไปทางสตรีในห้องโดยสารทันที
เฉินจื่อหลิงสีหน้าซีดเผือด “ท่านบ้าไปแล้วหรือ นี่มันเมืองหลวงนะ ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ไม่เหมือนในสนามรบแนวหน้าของท่าน…เดี๋ยวก่อน…หากท่านจะฆ่าก็ต้องคลายจุดให้ข้าก่อน เรามาคุยกันดีๆ ดีกว่า ทำเช่นนี้เรียกว่าสุภาพบุรุษอันใดได้…”
ดาบพกยังไม่ทันหลุดจากฝัก กลางอากาศก็มีนิ้วมือพุ่งไปด้านหน้าจี้กดบริเวณข้อมือเด็กสาวไม่หนักไม่เบา
เฉินจื่อหลิงแค่นเสียงเฮอะ พอแขนขาเป็นอิสระก็กระโดดขึ้น เห็นบุรุษนอกห้องโดยสารเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการดูถูกตนว่า “นึกว่าจะแน่ ดาบยังไม่ทันหลุดจากฝัก ก็ทำเอาเจ้าตกใจเสียจน…สตรีดุร้ายอย่างเจ้า คลายจุดให้เจ้ามือข้าจะสกปรก กลับไปยังต้องล้างดาบอีก อยากจะคุยกับข้าดีๆ อย่างนั้นรึ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าเลย เจ้าเป็นกระบวนท่าหมัดเท้าปักบุปผา ถูกคนรอบข้างเอาอกเอาใจก็คิดว่าตัวเองเก่งกาจคับฟ้า เจอคนที่เก่งกาจเข้าจริงๆ ร้องห่มร้องไห้แทบไม่ทัน คนแบบเจ้า โชคดีแล้วที่เจ้าเป็นสตรี หากเป็นบุรุษล่ะก็ เข้าสนามรบไป ยังไม่ทันจะยกดาบ เกรงว่าคงโดนชาวเหมิงหนูทำเอาขวัญผวาจนฉี่ราดแล้วกระมัง”
เฉินจื่อหลิงถูกว่าจนหน้าแดงหูแดง “เหลวไหล!” พูดจบนางก็กระโดดขึ้น แขนสองข้างยันห้องโดยสารทั้งสองฟากไว้ รองเท้าปักลายยกขึ้นพร้อมกับลมหอมหอบหนึ่ง เตะไปด้านหน้าเข้าหน้าผากอี๋ซื่ออ๋อง
อี๋ซื่ออ๋องเอนกายไปด้านหลังด้วยความว่องไว ยกฝ่ามือเหล็กขวางไว้ สามารถจับรองเท้าปักลายปากนกแก้วสีเขียวมรกตของนางเอาไว้ได้ บีบเสียจนเฉินจื่อหลิงขยับไม่ได้ เห็นนางสีหน้าเขียวคล้ำแล้วจึงได้คลายมือลง อาศัยพละกำลังผลักนางถอยไปด้านหลังทั้งตัว
เฉินจื่อหลิงหอบหายใจหลายเฮือก แหวกม่านออกอย่างแรง ถ่มน้ำลายใส่เขา “ไม่ใช่ว่าข้าสู้ท่านไม่ได้ แต่ที่มันแคบไปต่างหาก ข้าแสดงฝีมือไม่ได้!” กล่าวจบก็ผลักเขาออก แล้วกระโดดลงรถไป
อี๋ซื่ออ๋องลูบน้ำลายบนใบหน้า หัวเราะหยันเสียงเย็น แต่สีหน้ากลับผ่อนคลาย แล้วขึ้นรถไป
คนขับรถกังวลขึ้นมา “ซื่ออ๋อง ผู้ที่สามารถเข้าออกวังหลวงได้เช่นนี้เกรงว่าจะมิใช่สตรีในตระกูลธรรมดาๆ นะขอรับ ท่านหยามเหยียดนางเช่นนี้ เกรงว่าจะ…”
“ข้าใช้ชีวิตมาครึ่งชีวิตแล้ว ยังไม่เคยเห็นสตรีที่โวยวายไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อนเลย ก็เพราะเห็นนางออกมาจากวังหลวงนี่ล่ะ จึงได้ไว้หน้าให้ จะกลัวอันใดไปเล่า ไม่ใช่สตรีของฝ่าบาท ข้าล้วนแหย่ได้ทั้งนั้น” อี๋ซื่ออ๋องขมวดคิ้ว ออกคำสั่งว่า “กลับจวน”
ทางด้านตงเอ๋อร์เพิ่งเห็นคุณหนูถูกอี๋ซื่ออ๋องแบกพาตัวไปเหมือนกับแบกข้าวสาร คิดจะไปเรียกคนมาช่วย กลับนึกได้ว่าคุณหนูตนเป็นคนหาเรื่องก่อน กลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ กำลังเดินไปมาอย่างร้อนรนอยู่ก็เห็นเฉินจื่อหลิงกลับมาพอดี จึงถอนหายใจออกมา ยังไม่ทันจะได้ถามกลับเห็นคุณหนูเดินไปพลางลูบข้อมือไปด้วย ปลายจมูกและดวงตาล้วนแดงก่ำ
ไอ้หยา คงไม่ได้โดนอี๋ซื่ออ๋องตีเอาจนร้องไห้หรอกกระมัง อี๋ซื่ออ๋องผู้นี้นี่ก็จริงๆ เลย ไม่ว่าอย่างไรคุณหนูนางก็เป็นสาวเป็นนาง ไม่ถึงขั้นต้องลงมือทำร้ายกันเลยนี่นา!
ตงเอ๋อร์ร้อนรน “คุณหนูเจ้าคะ อี๋ซื่ออ๋องตีท่านหรือ! ตีตรงไหนเจ้าคะ บาดเจ็บหรือไม่ ให้บ่าวดูหน่อย…เจ็บมากเลยใช่หรือไม่…”
หมัดหนึ่งชกลงที่ใจ! เจ็บเสียยิ่งกว่าชกที่ร่างอีก เฉินจื่อหลิงส่ายหน้า เล่าเรื่องเมื่อครู่นี้ให้ฟังทั้งหมด แล้วเดือดดาลขึ้น “ตงเอ๋อร์ ข้ามันเป็นสตรีดุร้ายและไร้ความสามารถ เจอคนเก่งกาจเข้า ทำได้แค่ตกใจตนฉี่ราดอย่างนั้นหรือ”
ตงเอ๋อร์เห็นคุณหนูไม่ได้โดนชกต่อยก็วางใจลง พอได้ยินแบบนี้อีกก็รีบดึงศักดิ์ศรีของคุณหนูให้กลับมา “คำพูดที่เต็มไปด้วยโคลนของอี๋ซื่ออ๋องท่านก็เชื่อหรือเจ้าคะ! เขาบอกว่าคลายจุดให้คุณหนูทำให้มือเปื้อน แต่แบกคุณหนูอยู่ได้ตั้งนานแหน่ะ!”