ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 269.2 ร้องเพลงถวายอย่างขายหน้า (2)
เจี่ยไทเฮาตรัสเช่นนี้ ทุกคนจึงมองไปยังเงาร่างด้านข้างของนาง เห็นเกล้าผมมวยเป็นทรงวงแหวน ผมดำขลับปักปิ่นทองดอกไม้ไหวประดับเพชร สวมอาภรณ์ของสตรีบรรดาศักดิ์ชั้นในลายนกตระกูลหงส์สูงส่งมีระดับในวังหลัง องเอวแขวนด้วยพู่หยกห้อยระย้า กิริยามีราศี ดวงหน้าเพริศแพร้วงดงาม การแต่งตัวเช่นนี้ ราวกับเทพธิดาสาวใช้ข้างกายเจ้าแม่หวังหมู่ ดอกเหมยในแจกันของเจ้าแม่กวนอิม ทำให้ผู้คนกล้าที่จะมองจากไกลๆ ไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้แม้แต่น้อย
แม้ระยะห่างจะมากโข แต่ทุกคนกลับสัมผัสถึงกลิ่นหอมจางๆ ที่ปลายจมูกได้ ไม่ใช่กลิ่นเครื่องสำอางธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ที่ไทฮองไทเฮาทรงแพ้ มันเหมือนผลไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำในลำธารอันใสสะอาดที่เย็นชุ่มคอ ทำให้จิตใจผู้คนที่ดอมดมสดชื่นเบิกบาน ร่างกายปลอดโปร่ง รับกับบรรยากาศเบื้องหน้าอย่างยิ่ง
คนงามยังไม่ทันเข้าใกล้ กลิ่นหอมก็จู่โจมคนเสียแล้ว
“ขอบพระทัยหวงกุ้ยเฟย” ทุกคนต่างขอบคุณ
“หากทุกท่านสามารถพบกับคู่ที่เหมาะสมเต็มไปด้วยความสุขในงานเลี้ยงนี้ได้ ก็นับว่าเป็นการขอบคุณข้าแล้ว” อวิ๋นหว่านชิ่นคล้ายเอ่ยหยอก ขยับริมฝีปากแดงเรื่อเบาๆ
ฝูงชนหัวเราะพลางค้อมกายขานรับ
บรรดาคุณหนูสูงศักดิ์พากันนั่งลง สายตายังคงแอบมองตามหวงกุ้ยเฟยนางนั้นไป พลางวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบา
“ที่แท้ท่านนี้ก็คือหวงกุ้ยเฟยนี่เอง นับว่าได้เห็นตัวจริงเสียงจริงแล้ว รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ มิน่าเล่าต่อให้เคยเป็นเหม่ยเหรินในวังหลังของหลงชังฮ่องเต้มาก่อน ฝ่าบาทก็ยังไม่ทรงลืมเลือน”
“ก็นั่นน่ะสิ ตอนนั้นได้ยินว่ายามฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ทรงล้มเลิกตำหนักเล็กตำหนักน้อย ข้ายังนึกว่าพูดเล่น คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทขึ้นครองราชย์เกือบจะสองปีแล้ว วังหลังจะมีแค่เพียงหวงกุ้ยเฟยคนเดียวจริงๆ วันนี้ได้มาเห็นก็ไม่แปลกใจ ฝ่าบาทมีหวงกุ้ยเฟยผู้นี้แล้ว ยังจะทรงสนใจสตรีอื่นอันใดอีก” มีคนอิจฉาขึ้นมา
คุณหนูสูงศักดิ์ไม่เห็นด้วย “ที่ฝ่าบาทยกเลิกตำหนักน้อยใหญ่ เป็นเพราะอยากจะบำรุงขวัญขุนนางฝ่ายฮ่องเต้พระองค์ก่อนกระมัง ยามนี้หลงชังฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ที่แดนเหนือแล้ว จะทรงเลือกสตรีใหม่อีกหรือไม่”
“พอได้แล้วกระมัง เจ้าอย่าได้ฝันหวานอยู่เลย จากสติปัญญาของเจ้า ต่อให้เลือกสตรีใหม่อีกครั้ง เรียกตัวให้เจ้าเข้าวังไป เจ้าจะเอาอันใดไปสู้หวงกุ้ยเฟยได้ กระทั่งฉลองพระบาทของฝ่าบาทก็คงจะยังลูบมิได้เลย!”
เรียกเสียงหัวเราะของบรรดาคุณหนูทั้งหลาย หลังจากหัวเราะแล้ว ก็ถอนหายใจกันออกมาอีก ไม่ได้มีเพียงแต่คุณหนูคนนั้นคนเดียว สตรีทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น แต่ละคนก็สู้คนข้างกายไทฮองไทเฮาท่านนั้นไม่ได้เลย
จะว่าไปแล้ว หงจยาฮ่องเต้ก็ทรงกำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นที่เต็มไปด้วยกำลังวังชา รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาสูงใหญ่ คุณหนูในเมืองหลวงคนใดบ้างไม่อยากเป็นชายาสนมในวังหลัง
หากเป็นฮ่องเต้ผู้เมตตากรุณาอย่างเท่าเทียม ก็ยังพอมีหวัง แต่ฮ่องเต้ผู้โปรดปรานชายาสนมเพียงคนเดียวกลับพึ่งไม่ได้ ใครจะรับประกันได้ว่าตัวเองจะสามารถแบ่งของรักกันได้
กษัตริย์ที่มีชายาสนมที่โปรดปรานเพียงคนเดียว สตรีนางอื่นในวังหลังมีกี่คนที่สามารถมีชีวิต มีวันคืนที่ดีได้ตลอดรอดฝั่ง
ยกนิ้วนับๆ ดู พระสนมเฉวียนจากเกาหลีเหนือที่พระเจ้าหย่งเล่อในต้นราชวงศ์หมิงทรงรักใคร่โปรดปรานเพียงผู้เดียว เนื่องจากนางถูกวางยาพิษ สังหารชายาสนมในวังหลังไปหลายร้อยคนภายในคืนเดียว ไม่รู้ว่ามีผู้บริสุทธิ์ตายไปเท่าใด
ฮ่องเต้เฉิงฮว่าในสมัยต่อมา เพื่อให้พระสนมวั่นที่พระองค์โปรดปรานผู้เดียวเบิกบานใจ กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ยังสามารถสังหารตายไปหลายคนได้ พอพระสนมวั่นตายจากพระองค์ไปก่อน ไม่ถึงครึ่งปีพระองค์ก็กลัดกลุ้มตรมใจสิ้นพระชนม์ไป
ยังมีกษัตริย์ที่ไร้เหตุไร้ผลกว่านี้อีก ชายารักสิ้นลมไป ก็ปลงผมออกผนวช ทิ้งบรรดาโอรสธิดาชายาสนมในวังหลังไม่สนใจใยดี
บุรุษที่รักใคร่ลึกซึ้ง กลับเลือดเย็นต่อผู้อื่นอย่างสุดแสน
วันนี้พอได้มาเห็นกิริยาท่าทางของหวงกุ้ยเฟยนางนั้น อีกทั้งไทฮองไทเฮายังให้ความสำคัญและเอ็นดูนางเช่นนี้ บรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ก็ยิ่งพากันส่ายหน้า ช่างเถิด ครอบครัวมั่งคั่งในเมืองหลวงมีถมเถไป จึงตั้งอกตั้งใจหาว่าที่สามีจากตระกูลสูงส่งตำแหน่งดีๆ เงินเดือนอู้ฟู่สักคน
เพียงไม่นาน หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณราวกับคลื่นซัดโถม
เฉินจื่อหลิงที่อยู่ในงานเพียงผู้เดียว หัวเราะพูดคุยกับบรรดาคุณหนูทั้งหลาย สายตาเบนไป กวาดมองเงาร่างหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามโดยไม่ได้ตั้งใจ รอยยิ้มกลับแข็งค้างทันใด สีหน้าแดงก่ำขึ้นช้าๆ จากนั้นก็กำหมัดแน่น กว่าจะสงบลงได้นั้นยากทีเดียว
เป็นอี๋ซื่ออ๋อง
ไม่คิดเลยว่าวันนี้เขาก็มาร่วมงานเลี้ยงหาคู่ด้วยเช่นกัน รู้แบบนี้นางคงไม่มาหรอก เฉินจื่อหลิงย่นจมูกแค่นเสียงเฮอะออกมา
ภายในที่นั่ง อี๋ซื่ออ๋องกลับไม่ได้รู้สึกตัวว่าโดนคนจ้อง เอาแต่แอบพินิจดูหวงกุ้ยเฟยในศาลาริมน้ำอย่างละเอียด
แม้เขาจะยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นสตรีมาก่อน ในจวนที่เมืองเจียงเป่ยมีสนมอยู่มากมาย และมักจะมีขุนนางคนสนิทนำหญิงงามมาถวายให้อยู่บ่อยๆ สาวงามแดนเหนือสะสวยสะคราญเอย เด็กสาวชายแดนผู้เร่าร้อนเย้ายวนเอย เขาล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
ในวัยที่กระฉับกระเฉงพลุ่งพล่าน ทั้งยังเป็นทหาร กำลังวังชาเต็มเปี่ยมมีพลัง ไม่แปลกใจที่เขาจะนอนกับสตรีสองสามคนภายในคืนเดียว เขาก็เคยมีสตรีที่รักใคร่โปรดปรานเช่นกัน ทว่าความรักเช่นนั้น เป็นเพียงเครื่องมืออุ่นเตียงในการปลดปล่อยเท่านั้น เล่นด้วยสักพัก ความสนใจก็ลดลง มอบตำแหน่งให้แล้วก็เลี้ยงดูอยู่ในจวน คนที่ไม่มีตำแหน่งก็โบกมือโยนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต่อ
ไม่ว่าอย่างไร เขายังคงมีอำนาจในการออกความเห็นสำหรับสตรี
สตรีที่นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นสาวสวยที่เต็มไปด้วยเสน่ห์จริงๆ
นางมีความงามสะอาดของสตรีแดนเหนือ และมีความสง่างามของแดนใต้ ที่สูงส่งกว่านั้นก็คือ นางมีดวงตาสองข้างที่ไม่เคล้าโลกีย์ แต่ก็สามารถเอาโลกีย์หมื่นลี้ทั้งหมดเก็บไว้ในสายตา
ทั่วทั้งร่างห่มคลุมด้วยอาภรณ์และเครื่องแต่งกายของวังหลวงดั้งเดิมอย่างมิดชิด ลดกลิ่นอายชาวบ้านของนางลงไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ด้านใน จะต้องมีเสน่ห์จนทำให้คนเฝ้าคะนึงหาเป็นแน่
มิน่าเล่าฝ่าบาทจึงได้ลุ่มหลง
อู๋โยวไม่ควรดูถูกนาง และคิดจะสู้ขึ้น
อี๋ซื่ออ๋องสำรวจศัตรูหัวใจแทนน้องสาวจบก็หรี่ตาลง
เฉินจื่อหลิงเห็นเขาจ้องชิ่นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านบนอย่างไม่มีเหตุผล ก็ยิ่งมีโทสะ ตวาดเสียงเบาว่า “ที่แท้ก็ยังเป็นคนลามกอีกด้วย!”
ขณะนั้นเอง ในที่สุดอี๋ซื่ออ๋องก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ทำศึกมาหลายปี ความตื่นตัวโดยธรรมชาติทำให้เขามองไปตามสายตารุนแรงนั้น จึงได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน
นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กสาวป่าเถื่อนคนนั้น ดวงตาคู่นั้นโกรธแค้นอย่างยิ่ง ถลึงตาใส่ตนราวกับจะกินกัน หากสายตาเป็นมีด บนร่างเขาคงได้โดนแทงหลายร้อยรูแน่แล้ว
วิญญาณร้ายยังไม่หายไป อี๋ซื่ออ๋องขมวดคิ้ว ความรู้สึกยามนี้เหมือนดื่มสุราชั้นดีไม่ทันระวังมีแมลงวันตกลงไป สามคำเท่านั้น ‘มารดามันเถิด’
ทว่า เด็กสาวนางนี้เป็นคุณหนูสูงศักดิ์ดังคาด
“ไปสืบมาหน่อยว่านางมาจากตระกูลใด” อี๋ซื่ออ๋องแอบสั่งการเงียบๆ ผู้ติดตามข้างกายรีบจากไปทันที
เพียงไม่นานก็กลับมา ค้อมกายบอกผู้เป็นนายว่า “เป็นหลานสาวคนรองของตระกูลแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินขอรับ”
อี๋ซื่ออ๋องหนังตากระตุก คนในจวนเฉินที่เมืองหลวงมีไม่มาก แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินอายุอานามมากเกินไป ถอดเกราะวางมือไปนานแล้ว ไม่มีชื่อเสียงบารมีในราชสำนักมากมายแล้วด้วย ยามนี้เลี้ยงชีพวัยเกษียณในจวนไปพลาง สั่งสอนศิลปะการขี่ม้ายิงธนูให้แก่ชนรุ่นหลังในตระกูลไปด้วย
เฉินจ้าวในจวนแม่ทัพกลับหนุ่มแน่นและมีความสามารถ สร้างคุณูปการในการจลาจลที่เยี่ยนหยางก่อน จากนั้นรับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารในเมืองหลวง ยามนี้ทำงานอยู่ในวังหลวง หลังจากฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ ก็เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์
แม้จะมีพี่น้องด้วยก็ไม่เลว แต่ก็ไม่ใช่คนสูงส่งอยู่เหนือคนนับหมื่น ตระกูลแม้จะไม่เลว แต่ในเมืองหลวงที่มีชนชั้นสูงมากมายก็ไม่เรียกได้ว่าสูงค้ำฟ้า เด็กสาวอัปลักษณ์นี่เอาความใจกล้าและความเดือดดาลมาจากไหน จึงได้โมโหถลึงตาใส่ตน
เป็นดังคาด ผู้ติดตามคนนั้นกระซิบบอกต่อว่า “คุณหนูรองเฉินผู้นี้เป็นสหายคนสนิทก่อนที่หวงกุ้ยเฟยจะแต่งงานออกเรือน ยามนี้จึงไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆ”
มิน่าเล่า ที่แท้ก็เป็นคนข้างกายของแม่นางอวิ๋นนี่เอง ความสามารถแค่นี้ ยังคิดจะช่วยคนอื่นล้างแค้นอีก
ในที่สุดอี๋ซื่ออ๋องก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุ คร้านจะไปสนใจสายตาของนาง เห็นว่าเวลาพอสมควรแล้ว จึงถามผู้ติดตามว่า “ทางด้านคุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง”