เจาะเวลาสู่ต้าถัง - ตอนที่ 20 สอดแนม
เมื่อกลับมายังหอจู๋โหลว ท่านผู้เฒ่าบดรากโสมซานชีแล้วเอาโปะลงบนขาของอวิ๋นเยี่ยทั้งสองข้าง ถึงแม้ใบหน้าจะดูยิ้มแย้ม แต่นัยน์ตาลึกข้างในกลับมีความกังวลเป็นอย่างมาก ชีวิตที่มีความสุขได้ผ่านพ้นไปแล้ว ที่เหลือก็ต้องมาคิดว่าจะใช้ชีวิตในความหิวที่ยาวนานนี้ได้อย่างไร ชาวเหลียวมักจะใช้ชีวิตให้มีความสุขก่อน จากนั้นค่อยเผชิญหน้ากับความลำบากทีหลัง หนุ่มสาวทั่วไปในหมู่บ้านไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้ พวกเขามักคิดว่าท่านผู้เฒ่าจะใช้ความฉลาดของเขาจัดการปัญหาทุกอย่างได้
น่าเสียดายที่คราวนี้ท่านผู้เฒ่าไม่ได้เผชิญหน้ากับถู่อ๋องผู้ใสซื่อที่จะปฏิบัติตามกฎเดิมๆ เมื่อก่อนนั้นสามารถใช้วิธีหลอกล่อต่างๆ เพื่อไม่ให้ถู่อ๋องดึงหมู่บ้านของตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาถู่อ๋องจะแต่งงานกับพี่สาวหรือน้องสาวของตัวเอง สืบต่อเนื่องมาหลายปี พอถึงถู่อ๋องในยุคสมัยนี้ ท่านผู้เฒ่าสามารถต่อกรกับถู่อ๋องได้อย่างสบาย ไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรมาก
ถู่อ๋องบางทีอาจเป็นเพียงแค่สุนัขโง่ๆ ตัวหนึ่ง ขอเพียงแค่มีอาหารอยู่ในปากก็ไม่จำเป็นต้องเห่า แต่ว่าคนตระกูลเฝิงนั้นไม่เหมือนกัน ชื่อเสียงของเฉี่ยนฮูหยินกึกก้องไปทั่วหล้า ความกล้าหาญของเฝิงอั้งไม่มีใครเทียบได้ มีฉายาว่าครอบครองภูเขาทั้งลูกเพียงแค่ธนูดอกเดียว ทั้งหลิ่งหนานมีใครบ้างไม่รู้ ถึงแม้เขาจะมีลูกชายมากมาย แต่ล้วนมีความสามารถกันทุกคน หากจะใช้วิธีขี้โกงแก้ไขปัญหา ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ เสบียงอาหารในที่เก็บของก็มีเหลือไม่มากแล้ว ใครจะไปรู้ว่าพึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแท้ๆ แต่ก็ยังต้องทนหิวอีก
ท่านผู้เฒ่าฝีมือดีมาก ใบไม้ใหญ่สองใบมัดอยู่บนขาของอวิ๋นเยี่ยเหมือนกับมีสนับขาสีเขียวสองอัน ดูสวยและมีประโยชน์ ชาวเหลียวเรียนรู้การสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามจากธรรมชาติ และเปลี่ยนพวกมันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไม่มีตัวอักษร แต่กลับออกแบบเป็นลวดลายที่สวยงาม ลวดลายนี้มีอยู่ทุกที่ บนเสื้อผ้า เครื่องประดับที่อยู่บนหัว บนโอ่งใส่น้ำ บนชามไม้ใส่ข้าว และบนหน้ากากงิ้ว
ก็เหมือนกับภาษาที่ไม่ใช่วิธีสื่อสารที่ดีที่สุด แต่เป็นรอยยิ้มต่างหาก ลวดลายเหล่านี้ก็คือรอยยิ้มของพวกเขา ดึงเด็กคนไหนมาก็ได้หนึ่งคน เขาสามารถบอกได้ว่าลวดลายเหล่านั้นมีความหมายเช่นไร
ท่านผู้เฒ่าแบกของขวัญที่อวิ๋นเยี่ยให้แก่หมู่บ้านไปที่เมืองยงโจว จัดการภาระหน้าที่ในหมู่บ้านเสร็จแล้วก็รีบออกเดินทาง รอไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว การนำเสบียงกลับมาเป็นเรื่องสำคัญ เมืองยงโจวเป็นเมืองที่ถู่อ๋องของต้าถังได้ตั้งชื่อให้เมื่อปีที่แล้ว เมื่อก่อนทุกคนเรียกว่าเมืองผู่ซิ่ง แล้วยังนำป้ายหยกเล็กๆ ไปด้วย ตัวอักษรที่แกะสลักอยู่บนป้ายหยก ท่านผู้เฒ่าไม่รู้จัก เขาได้เรียนรู้ภาษาจีนกลางพร้อมๆ กับถู่อ๋องที่วัดซิ่งหงหลูตอนที่ไปส่งส่วยให้ราชวงศ์สุยในปีนั้น ถู่อ๋องเรียนไม่เก่ง ในฐานะผู้นำที่ฉลาดที่สุดอย่างท่านผู้เฒ่านั้นไม่มีปัญหา ภายในเวลาหนึ่งปีก็สามารถเรียนรู้ภาษาที่ยากที่สุดบนโลกนี้ได้แล้ว เสียดายที่ไม่รู้ตัวอักษร และเขียนไม่เป็น หากเขารู้ตัวอักษร ก็จะเห็นว่าตัวอักษรที่แกะสลักอยู่บนป้ายหยกคือคำว่าผู้นำตระกูลอวิ๋น
ตำหนักนอกเมืองขององค์หญิงอยู่ห่างจากที่นี่ออกไปสามร้อยลี้ อวิ๋นเยี่ยหยุดฝีเท้าของตัวเอง เขามองไปรอบๆ ก่อน ดูว่าความเป็นจริงกับสิ่งที่เขาคิดนั้นห่างไกลกันแค่ไหน หลิวจิ้นเป่าคอยดูแลลูกชายของตัวเองในตำหนักขององค์หญิง เรียกเขามาถามก็จะได้รู้ความจริงทุกอย่างมิใช่หรือ หากหลี่อันหลานหลงใหลในอำนาจ คิดว่าอาศัยตระกูลเฝิงแล้วจะสามารถแต่งตั้งตัวเองขึ้นได้ เช่นนั้นอวิ๋นเยี่ยก็จะพาลูกชายของตัวเองกลับฉางอันทันที คนของตระกูลอวิ๋นทั้งหมดจะต้องออกจากพื้นที่แห่งนี้ นางจะทำอะไรกับพื้นที่ในหลิ่งหนานก็ตามใจนาง ถือเสียว่าเป็นรางวัลที่มีลูกชายให้กับตัวเขา
แต่หากยังมีเหตุผลอื่นๆ อวิ๋นเยี่ยคิดว่าหากเขาจะเป็นโอดิสซีย์สักครั้งก็ไม่ใช่ปัญหา ตระกูลเฝิงรังแกคนมากเกินไป เมื่อก่อนอวิ๋นเยี่ยคิดว่าการที่มือเปื้อนเลือดเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ตั้งแต่ถูกโต้วเยี่ยนซานกล่อม เขาก็ไม่เคยคิดว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกอีกเลย ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ในยุคที่ยุยงให้คนฆ่าฟันกัน
ทองหัววัวมีประโยชน์ต่อราชสำนักเป็นแน่ แต่ว่าไม่มีผลกับคนในหมู่บ้าน แต่เดิมอวิ๋นเยี่ยอยากจะเอามันมาอวดให้ท่านผู้เฒ่าประหลาดใจ แสดงความอิจฉา แต่สุดท้ายกลับได้รับแค่เพียงคำว่า “อ้อ”
ความคิดเห็นเรื่องความร่ำรวยของเขานั้นแตกต่างจากอวิ๋นเยี่ยอยู่บ้าง ก้อนทองพวกนี้สำหรับวัว แกะ เสบียงอาหาร หรือแม้กระทั่งเด็กน้อยที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ข้างนอกนั้นไร้ความหมายต่อพวกเขา หากไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในเมืองฉางอันสักช่วงหนึ่ง เขาไม่มีทางยอมรับความร่ำรวยเหล่านี้ ในคำสั่งสอนของบรรพบุรุษและเทพเจ้า สิ่งของพวกนี้ไม่ใช่ความร่ำรวย เงินสีขาวระยิบระยับสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับผมของหญิงสาวได้ สำหรับก้อนทองสีเหลืองเป็นของที่ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก แต่ว่าการนำมันไปถวายให้องค์หญิง ก็จะสามารถแลกเสบียงมาให้ได้กินพอกันทั้งหมู่บ้าน สำหรับเรื่องนี้ทองก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
เหมิงหลู่พาสหายคนใหม่อย่างอวิ๋นเยี่ยไปที่ป่าสนเพื่อหาของกิน เผาเห็ดทรัฟเฟิลกินไปแล้วเป็นโล เหมิงหลู่กับเหมิงน่ามองอวิ๋นเยี่ยอย่างเห็นใจ แขกที่มาจากแดนไกลช่างน่าสงสาร รสชาติประหลาดเช่นนี้ มีเพียงหมูเท่านั้นที่ชอบกิน ก็ปล่อยให้เขากินอย่างน่าสงสาร เพื่อเป็นการปลอบใจแขก พวกเขาจึงหาเห็ดทรัฟเฟิลมาไว้เยอะๆ…
พวกเขาไม่เคยไปที่ป่ากล้วย อวิ๋นเยี่ยหมดคำจะพูด ที่นั่นมีกล้วยเยอะอย่างกับมหาสมุทร หรือว่ากล้วยไม่ถือว่าเป็นของกิน?
อวิ๋นเยี่ยไม่อยากเป็นคนกินของคนอื่นฟรีๆ จึงนั่งลงกับพื้นแล้ววาดรูปกล้วยมากมาย หลังจากนั้นก็บอกพวกเขาว่าตอนก่อนจะมาที่นี่ได้ผ่านภูเขาลูกนั้นมา
ใครจะคาดคิด สีหน้าของเหมิงหลู่ดูเป็นกังวล ดึงอวิ๋นเยี่ยขึ้นมาจะพาไปจากที่นี่ ในขณะที่อวิ๋นเยี่ยทำท่าทางวาดรูปแผนที่อยู่ที่พื้น จากแผนที่อวิ๋นเยี่ยจึงได้รู้ว่าที่ภูเขาลูกนั้นมีราชาปีศาจที่ชอบไล่แทงท้องคนจนเป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ น่าอนาถเป็นอย่างมาก ว่าแต่ทำไมปีศาจตัวนั้นถึงได้เหมือนกับแรด?
เป็นอย่างที่ว่านายพรานคนหนึ่งได้ไปเจอแรดที่นอหายไปหนึ่งนอ ถูกแรดตัวนั้นใช้นอขนาดใหญ่แทงจนตายแล้วยังถูกเหยียบซ้ำอีก ตอนนี้แรดถูกช้างจัดการไปแล้ว ขอเพียงแค่ไม่ไปยั่วโมโหช้าง ตัดกล้วยพวกนั้นกลับมาก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร
ผู้หญิงชอบหาเรื่องมาให้ เหมิงน่าก็เป็นหนึ่งในนั้น เห็นอวิ๋นเยี่ยหัวเราะเยาะนาง นางจึงรีบลากเหมิงหลู่ไปหาของกินในที่ที่มีราชาปีศาจอยู่ แล้วยังไปชวนหนุ่มสาวคนอื่นไปด้วยกันอีกด้วย ถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่องว่าพูดอะไร แต่ว่านางมีท่าทางตื่นเต้นเอามากๆ
เหมิงหลู่เป็นผู้นำที่ดีจึงคิดถึงความปลอดภัยของทุกคน แต่ว่าถูกเหมิงน่าแย่งชิงอำนาจไป อยากจะไปเกลี้ยกล่อมเหมิงน่า แต่ก็กลัวว่าการแสดงออกที่ง้อเหมิงน่าจะทำให้อวิ๋นเยี่ยหัวเราะเอาได้ สุดท้ายเหมิงหลู่ก็ต้องยอมแพ้หลังจากที่โดนเหมิงน่าเตะไปหนึ่งที
แต่ว่าก่อนออกเดินทางเหมิงหลู่ได้พูดออกมาหนึ่งประโยคด้วยสีหน้าจริงจัง ซึ่งแม้แต่ผู้หญิงที่เอาแต่ใจอย่างเหมิงน่าก็ยอมรับปากอย่างง่ายดาย จากนั้นเหมิงหลู่ได้หยิบธนูขั้นมาด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ที่เอวเหน็บมีดแล้วเดินนำอยู่ข้างหน้าสุด
อวิ๋นเยี่ยดูเป็นคนที่ผ่อนคลายที่สุดในกลุ่ม หลังแบกตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยเห็ดทรัฟเฟิล ไม่หนักเลยแม้แต่น้อย แขนเสื้อกว้างของชาวฮั่นมีไว้เพื่อแสดงความสง่างาม ชุดสีครามของสำนักศึกษาถูกพวกลูกเศรษฐีที่รักความสง่างามแก้ไขไปหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน ในตอนนี้ได้ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ใส่เสื้อผ้าอย่างเรียบง่าย ที่หัวโพกผ้าลินินอย่างชาวเหลียว การที่จะทำให้ดูกลมกลืนนั้นเป็นเรื่องยาก แต่จากการเผชิญความลำบากมานับไม่ถ้วนทำให้เขารู้จักทำใจให้เย็นลง การใช้ชีวิตที่มียศถาบรรดาศักดิ์มาหลายปีทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเอง แล้วยังได้รับการสอนที่ค่อนข้างสาหัสจากจั่งซุน ทำให้ท่าทางของเขาดูมีสง่าราศี
สายตาของพวกสาวๆ แทบจะลุกเป็นไฟ ไม่ได้มีแค่คนเดียวที่เข้ามาพูดจาฉอเลาะอยู่ข้างอวิ๋นเยี่ย แล้วยังมีคนกล้าถึงขนาดลูบหน้าอวิ๋นเยี่ยอีกด้วย จากนั้นก็ทำท่าทางมีความสุขจนแทบจะเป็นลม เหมิงน่ารู้สึกผิดจึงเดินนำหน้าไป เพราะเมื่อคืนนางพึ่งจะเตะอวิ๋นเยี่ยไป แต่ดูก็รู้ว่านางก็อยากจะลูบใบหน้าขาวๆ ของอวิ๋นเยี่ยเช่นกัน
ไม่รู้พวกสาวๆ ใช้เครื่องหอมอะไร แต่ละคนมีกลิ่นหอมฟุ้ง เดินไปหัวเราะไป ถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เล่าได้ออกรสออกชาติ อวิ๋นเยี่ยชอบวิธีการสนทนาเช่นนี้ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นผู้ดี คำพูดห้วนๆ หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย รู้สึกเป็นอิสระเหมือนกับว่าตัวเองอยู่บนก่อนเมฆ
เดินผ่านตรงที่แรดถูกช้างฆ่าตายอวิ๋นเยี่ยชี้ไปที่ซากแรด แล้วชี้มาที่ตัวเองเพื่อจะบอกว่าตัวเองเป็นคนฆ่าแรดตาย พึ่งจะได้รับการชื่นชมจากสาวๆ ก็ถูกเหมิงหลู่ที่อิจฉาจ้องตาเขม่น ดูท่าทางแล้วเหมือนต้องการจะท้าประลองกับอวิ๋นเยี่ย ตัวเองคอยเฝ้าระวังมาตลอดทางแต่กลับเทียบไม่ได้กับชาวฮั่นที่พูดจาฟังไม่รู้เรื่อง หากเจ้านี่รู้จักภาษาเหลียว สาวๆ ในหมู่บ้านจะยังมีเหลือให้ตัวเองอยู่หรือไม่ ตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อว่าคนที่แค่ให้ไปตักน้ำก็เหนื่อยจนจะเป็นจะตายจะสามารถฆ่าราชาปีศาจได้ แต่ว่าซากของราชาปีศาจที่กองอยู่กับพื้นดูจากซากแล้วก็น่าจะถูกฆ่าจริงๆ วีรบุรุษเช่นนี้จะไม่ท้าประลองสักตั้งได้อย่างไรกัน
อวิ๋นเยี่ยยื่นมือออกมาเพื่อจะอธิบายให้เหมิงหลู่เข้าใจ ดังนั้นข้อมือของอวิ๋นเยี่ยจึงมีกำไลที่ร้อยจากเคี้ยวของสัตว์ป่าเพิ่มมาเจ็ดแปดเส้น คนที่อยากจะท้าประลองกับอวิ๋นเยี่ยไม่ได้มีเพียงเหมิงหลู่แค่คนเดียว การยื่นมือออกมานั้นหมายความว่ายอมรับคำท้า ชาวเหลียวรีบส่งของเดิมพันให้อวิ๋นเยี่ยด้วยความพึงพอใจ เนื่องจากอวิ๋นเยี่ยเป็นวีรบุรุษที่สังหารราชาปีศาจได้ เพื่อเป็นการให้เกียรติวีรบุรุษ พวกเขาจะบุกพร้อมกัน ในเมื่ออวิ๋นเยี่ยได้รับกำไลมาแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะคืนให้ พูดง่ายๆ ว่าวีรบุรุษเมื่อมีความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่งต่อสิบก็สู้ได้
ในนาทีนี้แม้แต่ในแววตาเหมิงน่าก็มีความเป็นห่วง คนที่ชาวเหลียวเคารพนับถือที่สุดก็คือวีรบุรุษผู้ที่กล้าประลองหนึ่งต่อสิบ หากฆ่าหมูป่าตายหนึ่งตัวถือว่าเป็นผู้กล้า เช่นนั้นการฆ่าเสือหรือหมีสีน้ำตาล ก็ถือว่าเป็นสมบัติของหมู่บ้าน ตอนนี้มีคนที่ฆ่าราชาปีศาจตายแล้วยังรับคำท้าประลองของคนอีกมากมาย นี่คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ หากหญิงสาวผู้งดงามใช้ความรักทำให้เขาอยู่ที่หมู่บ้านต่อไป ก็จะเป็นผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหมู่บ้าน
อวิ๋นเยี่ยผู้ไม่รู้อะไรยิ้มหน้าบาน ท่าทางกล้าหาญเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้รับการท้าประลอง แต่กำลังรับของขวัญ เก็บกำไลที่ร้อยจากเคี้ยวของสัตว์ป่าไว้ในเสื้อท่าทางมีความสุข แล้วชี้ไปที่ป่ากล้วยอันกว้างใหญ่ที่อยู่ข้างหลังพวกเขา
เหมิงหลู่วางมีดและธนูลงกับพื้น ตะโกนร้องออกมาอย่างฮึกเหิม แล้วเดินข้าไปในป่ากล้วยเป็นคนแรก ในส่วนลึกของป่ากล้วยมีช้างอยู่สิบกว่าตัวกำลังกินกล้วยอย่างสบายใจ ไม่สนใจมนุษย์ตัวเล็กๆ ไม่กี่คนที่อยู่ห่างไกล เนื่องจากป่ากล้วยมีขนาดใหญ่มากเพียงพอกับที่ตัวเองจะกิน
เหมิงน่าคุกเข่าอยู่ที่พื้นปิดหน้าร้องไห้ สาวๆ ก็เป็นเช่นนี้แหละ มีเพียงแค่หนุ่มๆ ที่วิ่งเข้าไปในป่ากล้วย ไม่พูดไม่จาเอาแต่เด็ดกล้วย ปอกเข้าปากตัวเอง
พวกสาวๆ เริ่มได้สติ เหมือนกับคนขอทานค้นพบภูเขาที่เต็มไปด้วยทอง เดินผ่านตัวของอวิ๋นเยี่ยไป เมื่อครู่ก่อนใบหน้างามๆ ของพวกนางที่เหมือนไซซีกำลังอมทุกข์ หากพอได้เห็นกล้วยก็ลืมไปเลยทันทีว่ามีวีรบุรุษยืนอยู่ข้างๆ
วีรบุรุษไม่สำคัญเท่าการกินให้อิ่ม ท่านผู้เฒ่าพูดไว้ว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เสบียงในหมู่บ้านไม่พอกินแล้ว เพื่อให้เสบียงอาหารพอประทังได้ไปถึงฤดูหน้า ทุกคนต้องกินในปริมาณที่จำกัด ตอนเช้ากินได้แค่สามทัพพี ตอนเย็นให้สี่ทัพพี พูดยังไม่ทันจบพวกหนุ่มสาวก็ไม่พอใจ แค่นี้ไม่พอกิน จากการที่เหมิงน่าพยายามต่อรองอย่างยากลำบาก ท่านผู้เฒ่าจึงรับปากอย่างช่วยไม่ได้ พวกหนุ่มสาวนั้นสำคัญมาก ต้องดูแลเป็นอย่างดี ตอนเช้าให้สี่ทัพพี ตอนเย็นให้สามทัพพี เช่นนี้จึงพอใจแก่หนุ่มสาวผู้ใจร้อนทั้งหลาย แค่คิดถึงท่าทางไร้ทางออกของท่านผู้เฒ่า เหมิงน่าก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่มวัยหนุ่มสาว