เจาะเวลาสู่ต้าถัง - ตอนที่ 24 ชนเผ่าเกาชังซวยแล้ว
เขาปลอบใจโหวเจี๋ยครั้งแล้วครั้งเล่า ให้คำมั่นสัญญาว่าตัวเองจะไม่มีทางพูดออกไป แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตสีดำขาวของเสี่ยวอู่ที่กะพริบอยู่ข้างๆ ก็รู้ว่าเรื่องนี้คงจะไม่จบลงง่ายๆ
โหวเจี๋ยก็รู้เหมือนกัน เขาเชิญเสี่ยวอู่ออกไปคุยกันที่ต้นไม้ ไม่รู้ว่าลงนามไปแล้วกี่ฉบับ สรุปก็คือเสี่ยวอู่ที่เดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ยิ้มหน้าบาน แต่โหวเจี๋ยกลับมีสีหน้าหดหู่
อวิ๋นเยี่ยและหลี่กังยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกัน เหล่าเฉียนก็พาตัวเองมาหายใจหอบรายงานกับอวิ๋นเยี่ย บอกว่าประราชโองการของฝ่าบาทมาถึงแล้ว ต้องให้อวิ๋นเยี่ยไปรับพระราชโองการที่บ้าน เว่ยเจิงเป็นผู้ประกาศพระราชโองการ คนที่มาด้วยยังมีเฮ่อหลานเซิงจยา แต่เขาไม่รู้เนื้อหาข้างในของพระราชโองการ
ได้ยินว่าฝ่าบาทมีพระราชโองการ สีหน้าของเสี่ยวอู่ก็ซีดเซียวขึ้นมา ความสุขของเมื่อกี้ถูกโยนทิ้งออกไปนอกกลีบเมฆทันที ถึงแม้จะกังวล แต่นางก็ยังยืดหยันกับบ้านไปกับอวิ๋นเยี่ย
เมื่อไปถึงประตูบ้านก็เห็นองครักษ์ของตระกูลเฮ่อหลานใส่ชุดเกราะยืนอยู่ ตะโกนเรียกเฮ่อหลานอู่ตัวอยู่หน้าบ้านตระกูลอวิ๋นไม่หยุด หลิวจิ้นเป่า ตงอวี๋และเหล่าองครักษ์ก็ยืนอยู่ที่ประตู เหล่าเจียงและคนอื่นๆ ก็เอะอะโวยวายพร้อมที่จะสู้ แต่ละคนล้วนแต่อยู่ในอาการตื่นเต้น หมู่บ้านของตระกูลอวิ๋นเงียบสงบมานานเกินไป กว่าจะได้เจอกับเรื่องที่ต้องใช้กำลังแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่โอ้อวดสักหน่อยคงไม่ได้การ
ที่ตลาดยังคงคึกคัก มีผู้คนไปๆ มาๆ คนที่ขี้ขลาดตาขาวก็เอาแต่ทำการค้าขายของตัวเองตามกฎระเบียบ คนที่กล้าหาญหน่อยก็พากันยื่นหน้าออกมาดูความครึกครื้น ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ฮูหยินใหญ่จับดาบตัดขาคนไปหลายคน คำพูดติดปากของคนในหมู่บ้านตระกูลอวิ๋นก็เปลี่ยนไป หากกล้าก่อความวุ่นวายจะตัดขาเจ้าให้ขาด ประโยคนี้ฟังดูมีอำนาจ พวกหัวขโมยและพวกคนหลอกลวงต้มตุ๋นต่างพากับหนีออกไปให้ไกลจากหมู่บ้านตระกูลอวิ๋น แม้แต่คนที่มาเที่ยวก็ยังไม่กล้าพูดอะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านตระกูลอวิ๋น
เฮ่อหลานเซิงจยาก็สวมชุดเกราะเหมือนกัน นั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมกับถือหอกม้าอยู่ในมือ เห็นอวิ๋นเยี่ยพาเสี่ยวอู่ขี่รถม้าข้ามถนนหินมา เขาก็ตะโกนจากระยะไกลว่า “อวิ๋นเยี่ย หากวันนี้เจ้าไม่คืนขาสองข้างให้ข้า เรื่องนี้ไม่มีวันจบแน่”
อวิ๋นเยี่ยกระซิบข้างหูเหล่าเฉียนเบาๆ เหล่าเฉียนจึงวิ่งไปที่แผงขายหมูในตลาด ไปเอาขาหมูมาสองขา เอามาวางไว้ข้างหน้าม้าของเฮ่อหลานเซิงจยา เห็นว่าตาของเฮ่อหลานเซิงจยากำลังจะลุกเป็นไฟ เขาก็รีบวางขาหมูอีกข้างลงอย่างรวดเร็วแล้วพูดกับเฮ่อหลานเซิงจยาว่า “ท่านโหวให้เอามาแค่สองข้าง แต่เหล่าฮั่นเอามาเพิ่มเองข้างหนึ่ง เจ้ารับมันไว้เถอะ ขาหมูข้างนี้จะต้องหักเงินของเหล่าฮั่น”
อวิ๋นเยี่ยยิ้มและมองไปที่เฮ่อหลานเซิงจยาที่กำลังโมโห เจ้านี่มันโง่จริงๆ หากไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนจัดการโต้วเฟิ่งเจี๋ย เจ้าจะมีโอกาสได้แต่งงานกับองค์หญิงหย่งจยาหรือ ไม่รู้จักบุญคุณแล้วยังมาสร้างความวุ่นวายที่นี่อีก ดูเหมือนว่าองค์หญิงหย่งจยาอาจจะต้องเป็นม่ายอีกครั้ง
ฆ่าราษฎรคือความผิดร้ายแรง แต่ฆ่าพวกคนชนชั้นสูงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และแน่นอนว่าเจ้าย่อมต้องเป็นคนชนชั้นสูงเช่นกัน หลี่ซื่อหมินนั้นสนับสนุนความเกลียดชังที่มีต่อพวกคนชั้นสูง เพราะมักจะมีพฤติกรรมที่ต่ำช้า ไม่เหลียวแลใคร ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกคนชั้นสูงของต้าถังต้องตกอยู่ในอันตราย จนถึงตอนนี้ กลยุทธ์นี้ได้ดำเนินการสำเร็จลุล่วง
เว่ยเจิงเดินออกมาจากจวน เดินเข้ามาอยู่ระหว่างทั้งสองคนอย่างไม่ได้ตั้งใจ และพูดกับอวิ๋นเยี่ยว่า “ฝ่าบาทกักบริเวณเจ้าสามเดือน นอกจากเขาอวี้ซันแล้วก็ไม่ให้ไปที่อื่น รับพระราชโองการซะ”
อวิ๋นเยี่ยโค้งคำนับรับพระราชโองการมาจากมือของเว่ยเจิงและพูดเบาๆ ว่า “กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ” เก็บพระราชโองการใส่ไว้ในแขนเสื้อ แล้วก็ยิ้มให้กับเฮ่อหลานเซิงจยา จากนั้นก็เชิญเว่ยเจิงเข้าไปนั่งในบ้าน
มาถึงห้องรับแขกเว่ยเจิงก็พูดว่า “อวิ๋นโหว เจ้าสร้างปัญหาแบบนี้ต่อไปแล้วเมื่อไหร่มันจะจบสิ้น ผู้หญิงของตระกูลอู่คือลูกสาวของเขา เจ้าทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ไปแย่งคนเขามา ในแง่หลักการเจ้ากำลังเสียเปรียบ”
“เว่ยกง หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าอาจจะทำให้เรื่องมันแย่กว่านี้ก็ได้ เสี่ยวอู่เป็นลูกศิษย์ของข้า ข้าจะทนดูนางตกลงไปในกองไฟอย่างไม่แยแสได้อย่างไร แค่ตัดขาของเขาแต่ไม่ได้ตัดหัวของเขา ข้าก็อับอายมากพอแล้ว บางทีพวกขุนนางชั้นสูงในฉางอันอาจจะกำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่ ตอนนี้ยังมาใส่ชุดเกราะถือหอกม้าอยู่หน้าบ้านข้า เขารนหาที่เอง จะว่าข้าไม่ได้”
เว่ยเจิงตกใจ เขายืนขึ้นและพูดว่า “ไม่ได้นะอวิ๋นโหว หากพวกเจ้าต่อยตีกันท่ามกลายผู้คนมากมายเช่นนี้ มันทำให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายเกินไป ถึงตอนนั้นเกรงว่าแค่การกักบริเวณก็คงไม่พอ”
“ข้าเห็นว่าคนของตระกูลอู่ก็อยู่ที่นี่ ขอแค่เขาบอกว่าต่อไปการแต่งงานของเสี่ยวอู่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลของเขาอีก ข้าก็จะยอมปล่อยเขาไป มิเช่นนั้น วันนี้ก็อยู่มันซะที่นี่เลย ตอนนี้ตระกูลอวิ๋นเป็นแม่ทัพ เป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือหลิ่งหนาน ดังนั้นหากตระกูลอวิ๋นมีสิ่งของพวกหน้าไม้สามขา เว่ยกงก็อย่าได้แปลกใจ”
นิสัยหัวแข็งของอวิ๋นเยี่ย เว่ยเจิงก็รู้ดีอยู่แก่ใจ บางทีตอนนี้อาจจะกำลังเล็งหน้าไม้สามขาไปที่เฮ่อหลานเซิงจยาอยู่ก็ได้ แค่ออกคำสั่ง ประตูของตระกูลอวิ๋นก็จะกลายเป็นนรกซิวหลัว ถึงตอนนั้น ฮ่องเต้ก็ทำอะไรอวิ๋นเยี่ยไม่ได้ แค่ไม่ก่อกบฏ หลี่ซื่อหมินก็ไม่มีทางแตะต้องอวิ๋นเยี่ย อย่างมากก็แค่ส่งตัวไปหลิ่งหนาน การถูกส่งไปหลิ่งหนาน สำหรับคนอื่นแล้วมันคือการข่มขู่ แต่สำหรับอวิ๋นเยี่ยมันคือโอกาสที่ดีที่สามีภรรยาจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา มีใครในราชสำนักที่ยังไม่รู้เรื่องขององค์หญิงโซ่วหยางกับอวิ๋นเยี่ยล่ะ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทให้งานหนักแก่ข้า ชายหนุ่มสองคนทะเลาะกัน ข้ายังต้องมาเป็นคนกลาง โลกนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ คนอายุน้อยอย่างพวกเจ้าคนหนึ่งโหดเ**้ยม อีกคนหนึ่งเก่งกาจ จั่งซุนชงบุกเข้าไปในเมืองจยาซือ ค้นหาอยู่เป็นเวลาสามวัน ว่ากันว่าเลือดนองราวกับแม่น้ำ ตอนที่เฉิงฉู่มั่วทำการบุกเข้าเมืองหลวงของชนเผ่าเกาชัง ถูกยิงจนกลายเป็นเม่น แต่เขาก็ยังเป็นคนแรกจากแปดร้อยคนที่ปีนเข้าไปในเมือง ราชาแห่งชนเผ่าเกาชังที่มีนามว่าจูเหวินไท่ถอดชุดเกราะและทิ้งบ้านเมืองหลบหนีไป ผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งของการสู้รบอย่างหลี่หวยเหรินจึงควบม้าไปบนดินแดนที่รกร้างกว่าสองวันสองคืนเพื่อตามจับรัชทายาทของชนเผ่าเกาชัง ณ ตอนนี้ ชนเผ่าเกาชังไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
ชนเผ่าเซวียเหยียนถัวนอนไม่หลับ อี๋หนานเค่อหันได้ส่งทูตมาที่ฉางอันต่อเนื่องถึงสามครั้ง ขอยอมจำนน ตอนนี้ราชสำนักไม่มีเวลามาจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเจ้า จะทำลายหรือปล่อยชนเผ่าเซวียเหยียนถัวไป เรื่องนี้ช่างทำให้ข้าปวดหัวจริงๆ เจ้าคุยกับตระกูลอู่ดีๆ อย่าลงไม้ลงมืออะไร”
อวิ๋นเยี่ยมองบน จั่งซุนชงไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ ลูกน้องของเขาคงจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก เขาถึงได้ลงมือฆ่าคนเอง สำหรับเฉิงฉู่มั่ว เขาก็เป็นแค่คนโง่คนหนึ่ง ตำแหน่งขุนนางก็ถูกลดลงเหลือแค่แปดร้อยคน ยังจะคิดเรื่องที่จะได้แต่งตั้งเป็นโหว อาศัยเกราะที่แข็งแรงของตัวเอง บุกเข้าโจมตีเมืองท่ามกลางสายฝนลูกธนู โชคดีที่ไม่เจอเข้ากับหินกลิ้ง มิฉะนั้นก็คงจะตายไปแล้ว
ส่วนหลี่หวยเหรินที่ฉลาดขึ้นมาหน่อย คงถูกไอ้สองคนนั้นบังคับ เขาถึงได้ออกไปตามล่ารัชทายาทจนไม่สนใจชีวิต ไล่จับรัชทายาทก็ถือว่าไม่เสียประโยชน์อะไร แต่ว่าทำไมถึงไม่ได้ยินข่าวของหลี่เฉิงเฉียน ตีให้ตายอวิ๋นเยี่ยก็ไม่มีทางเชื่อว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับหลี่เฉิงเฉียนได้
เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับหลี่เฉิงเฉียน มันคงจะไม่ใช่ชัยชนะครั้งใหญ่ แต่เป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ไม่รู้ว่าคนในกองทัพจะต้องถูกตัดหัวกี่คน เหล่าหนิว เหล่าเฉิง หลี่จี หัวของพวกเขาก็คงจะไม่ปลอดภัย
“รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง” ไม่สนใจพวกคนโง่ที่อยู่นอกประตู รีบถามถึงความเคลื่อนไหวของรัชทายาททันที
เว่ยเจิงจิบชา ลูบเคราและพูดด้วยความพึงพอใจว่า “การเดินทางของรัชทายาทในครั้งนี้ พูดได้ว่าทำตามกฎระเบียบ คำพูดคำจาเป็นไปตามแบบแผน เหล่าหนิวและเหล่าเฉิงต่างพากันบอกว่ารัชทายาทก้าวหน้า รู้การสู้รบ พูดได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของกองทัพ กองทัพกว่าเจ็ดหมื่นคนกวาดล้างทุ่งหญ้า มือขวาของรัชทายาทตามไปตลอด รัชทายาทไม่ได้นั่งรถม้า แต่ขี่ม้าไปกับกองทัพตลอด แล้วยังได้กำไรที่ไป่เฉิงจึ รายงานทหารบอกว่า ขวัญกำลังใจของกองทัพก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้ามผ่านเมืองปีศาจไปได้ในคราวเดียว
ครั้งนี้สำนักศึกษาของเจ้าก็มีหน้ามีตา ตักน้ำในทะเลทรายด้วยผ้าน้ำมัน คิดออกมาได้อย่างไรกัน ด้วยเหตุที่แหล่งน้ำถูกปนเปื้อนไปหมดแล้ว มีแต่วัวตาย ม้าตาย แกะตาย กลิ่นเหม็นไปทั่ว มันดื่มไม่ได้ตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่ศิษย์ในสำนักศึกษาของเจ้าคิดการขุดบ่อทรายและใช้ผ้าน้ำมันตักน้ำขึ้นมาดื่ม ทำให้เหล่าทหารได้มีน้ำดื่มล่ะก็ หากไม่เช่นนั้นมันคงจะเกิดเรื่องใหญ่”
ได้ยินอย่างนี้เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แค่หลี่เฉิงเฉียนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็คือการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว ทำตามกฎระเบียบคือคำเปรียบเปรยที่ดีที่สุด ไม่ค่อยมีขุนนางคนไหนที่ชอบฮ่องเต้ที่มีความคิดในหัวกว่าสามพันความคิด ในสายตาของเหล่าทหารผ่านศึก แค่ประพฤติตัวตามกฎระเบียบก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนอื่นๆ ค่อยๆ เรียนรู้เอาได้ มีที่ไหนที่พอฮ่องเต้ไม่มีอะไรทำก็มักจะเข้าไปอยู่ในค่าย
วันนี้เว่ยเจิงพูดมากเป็นพิเศษ เล่าเรื่องการโจมตีชนเผ่าเกาชังให้อวิ๋นเยี่ยฟังอย่างละเอียด จากคำบรรยายของเขา ดูเหมือนว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนเซวียเหยียนถัวได้กลายเป็นที่ดินแดนเลี้ยงสัตว์ของต้าถังไปแล้ว
เหล่าทหารหวงแหนวัวและแกะเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนกับแต่ก่อนที่เห็นวัวเห็นแกะก็ฆ่าฟัน ตอนนี้รู้แล้วว่าวัวและแกะมีค่าแค่ไหน ข้างหลังของกองทัพตามมาด้วยกลุ่มพ่อค้าจำนวนนับไม่ถ้วน สิ่งของที่เหล่าทหารยึดมาได้ หลังสิ้นสุดสงครามพวกเขาเอามันไปเปลี่ยนเป็นเงินให้เร็วที่สุด ถึงแม้จะมีเพียงแผ่นกระดาษ แต่สามารถส่งเป็นเงินให้กับตระกูลของตัวเองได้โดยผ่านไปรษณีย์ของเหอเซ่า เป็นเงินจริงๆ ไม่หลอกลวง ถึงแม้ว่าไปรษณีย์ของเหอเซ่าจะเปิดเร็วกว่าที่อื่นๆ ตั้งสามปี แต่ป้ายของร้านเก่าก็ได้แขวนไว้แล้ว ครั้งนี้ทำเงินได้ไม่น้อย ไม่แปลกใจที่สองสามวันนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้านั้นมาหาเงินจากพวกเศรษฐีสักเท่าไหร่ วันที่น่ารื่อมู่คลอดลูกเขาก็แค่มาหาเงินนิดหน่อยแล้วก็ไป รูปร่างที่อ้วนท้วนนอกจากอ้วนขึ้นกว่าเดิมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เป้าหมายของเว่ยเจิงสำเร็จแล้ว เขาก็ต้องขอตัวกลับบ้านตามธรรมชาติ ตอนนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาด เฮ่อหลานเซิงจยาก็คงจะวิ่งหนีไปตั้งนานแล้ว ที่เอะอะโวยวายอยู่ตั้งนานก็แค่ต้องการให้อวิ๋นเยี่ยออกไปนอกบ้านไม่ได้ จะได้ไม่มีเวลาออกไปหาเรื่องเขา
ช่างมันเถอะ ผู้ชายที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยสีเขียว เสียอารมณ์ให้กับเขามากเกินไปก็ไร้ค่า พระราชโองการบอกแค่ว่าไม่ให้อวิ๋นเยี่ยเข้าไปในเมืองฉางอันเป็นเวลาสามเดือน ดูจากพระราชโองการนี้ก็รู้ว่าหลี่ซื่อหมินไม่ได้จะจัดการกับชนเผ่าเซวียเหยียนถัว กองทัพก็คงจะกลับมาในไม่ช้า ไม่นานเกินรอ น่าจะราวสามเดือนพอดี ถึงตอนนั้นพวกเพื่อนๆ ก็จะกลับมา หากถึงตอนนั้นยังไม่อนุญาตให้อวิ๋นเยี่ยเข้าไปในเมืองฉางอัน เขาก็คงจะขาดอากาศหายใจตายทั้งเป็น
นี่เป็นสัญญาณที่หลี่ซื่อหมินบอกผ่านมาทางเว่ยเจิง สิ้นสุดการโต้แย้ง การโจมตีชนเผ่าเซวียเหยียนถัวก็สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เปิดประตูชนเผ่าเกาชัง ถนนธุรกิจก็ถูกเปิด ชนเผ่าเซวียเหยียนถัวก็คงไม่กล้าสร้างความวุ่นวายอีก หากกองทัพยังอยู่ข้างนอกอีกสักหนึ่งวัน ใจของเขาก็จะรู้สึกไม่สบายใจต่อไปอีกหนึ่งวัน ให้พวกเขากลับมาแล้วค่อยแยกย้ายกันไปดีกว่า กลับบ้านไปทำไร่ทำนา รอให้พลังฟื้นฟู แล้วค่อยไปหาเรื่องดินเเดนเกาลี่ต่อ นี่คือสิ่งที่หลี่ซื่อหมินคิด
ตอนที่ส่งเว่ยเจิงออกจากประตูไป หน้าประตูก็กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้คนหลายคนในตลาดไม่พอใจเป็นอย่างมาก ดูถูกพฤติกรรมขี้ขลาดตาขาวของตระกูลอวิ๋นเป็นที่สุด
“สามเดือน อวิ๋นโหว สามเดือนเดี๋ยวก็ผ่านไป พี่น้องที่แสนดีของเจ้าก็จะกลับมาแล้ว”
เว่ยเจิงแสยะยิ้มให้อวิ๋นเยี่ย ชายเฒ่าคนนี้ย่อมไม่ใช่คนโง่