เจาะเวลาสู่ต้าถัง - ตอนที่ 43 ตลาดกลางคืนแห่งเมืองฉางอัน
กลยุทธ์ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่พวกเราคิดกัน เรื่องราวการประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์ล้วนแต่เป็นเรื่องพื้นฐาน ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานห้าพันปีของพวกเขา คุณจะค้นพบว่าพวกเขาเป็นเพียงหยดน้ำเล็กๆ ที่สาดกระเซ็นไปตามคลื่นแม่น้ำใหญ่ วิธีการปฏิบัติตัวต่างๆ ในสังคมได้ก่อตัวเป็นแม่น้ำสายยาว ตราบใดที่เวลา สถานที่ และโอกาสที่เหมาะสม ต่อให้เป็นกลยุทธ์ที่ตรงไปตรงมา ก็สามารถทำให้เกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงได้
เมื่อทำเรื่องที่ดีก็ต้องมีการเฉลิมฉลอง วันนี้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความราบรื่น ยกเว้นตอนที่ถูกสุนัขน้ำตาลสะบัดหยดน้ำกระเด็นใส่หน้า เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรให้บ่นแล้ว แต่งกายเรียบร้อยรอให้ฟ้ามืดเพื่อที่จะเข้าเมืองฉางอัน ไปฟังบทเพลงซิวซือ ซินเย่วกับน่ารื่อมู่บอกว่านั่นเป็นบทเพลงของนางฟ้าบนสวรรค์ สามารถทำให้จิตวิญญาณของคนโบยบินไป
ซ่านอิงไม่ยอมไปกับอวิ๋นเยี่ย เขาโกรธมากที่อวิ๋นเยี่ยโกหกเขา ต่อให้อวิ๋นเยี่ยพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรเขาก็ยังคงเอาแต่ส่ายหัว แม้ว่าจะยกหนี้ให้เขาสามพันเหรียญก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งต้ายาที่สวมหมวกทรงแหลมได้ปรากฏตัว เจ้าเด็กนี่ก็กลายเป็นสัตว์สี่เท้ารีบวิ่งไปเตรียมรถม้าทันที ไม่แม้แต่จะหันไปมองอวิ๋นเยี่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ดีที่เสี่ยวยาใส่เสื้อผ้าผู้ชายออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนพี่อวิ๋น ทำให้อวิ๋นเยี่ยทำตัวสนิทสนมได้ เมื่อจัดวางกระเป๋าเสร็จ ในรถม้าก็ไม่มีที่นั่งสำหรับอวิ๋นเยี่ยแล้ว ตง หนาน ซี เป่ย พาซือซือไปด้วย เสี่ยวอู่ขึ้นมานั่งอัดบนรถม้าจนไม่มีที่ว่าง ตี๋เหรินเจี๋ยก็อยากจะอัดเข้าไปด้วยแต่กลับถูกเตะออกมา จึงต้องไปนั่งบนเพลากับอวิ๋นเยี่ยเพื่อบังคับรถม้า
หลิวจิ้นเป่าและองครักษ์สามคนขี่ม้าอยู่รอบๆ เพื่อรักษาความปลอดภัย รถม้าวิ่งไปทางฉางอันท่ามกลางแสงตะวันยามอัสดง ฉางอันได้ยกเลิกข้อห้ามในการเดินทางตอนกลางคืนลงแล้ว ถ้าหากรู้สึกชอบก็สามารถเดินเล่นไปจนถึงเช้าได้โดยไม่มีใครให้ความสนใจ เพียงแต่ว่ามีอู่โหวเดินตรวจตรามากกว่าเมื่อก่อน แล้วก็แข็งขันมากกว่าเดิม
พึ่งจะเข้าเมืองฉางอันก็เห็นอู่โหวใช้รถลากคนเมาหนึ่งคันรถเอาไปกองไว้ที่ซุ้มข้างประตูเมือง ใช้ฟางข้าวสาลีมาคลุมแทนผ้าห่ม ในกลุ่มนั้นมีคนแต่งกายดีดูมีสกุล แต่ตอนนี้ทำได้แค่นอนกอดกับผู้ชายร่างใหญ่ที่แต่งกายมอซอ
ตี๋เหรินเจี๋ยรู้สึกน้อยใจ ในบรรดาเด็กน้อยแปดคนเขาคือคนที่ขี้เหร่ที่สุด ที่เหลือมีแต่คนที่รูปร่างหน้าตาดี จึงทำได้เพียงเข้าใกล้อวิ๋นเยี่ยเพื่อหาความสบายใจ
อวิ๋นเยี่ยถือพัดในมือเดินอยู่ข้างหน้าสุดเพื่อเปิดทาง เด็กน้อยทั้งแปดคนพากันเดินตามอย่างใกล้ชิด พวกหลิวจิ้นเป่าก็เตะตูดพวกคนเจ้าเล่ห์ที่พยายามเดินเข้าใกล้กลุ่มของพวกเขา เดินได้พร้อมเพรียงกันเป็นอย่างมาก
ไม่ได้เข้าฉางอันมาหลายวัน ถนนจูเชวี่ยเริ่มเปิดร้านทำกิจการแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการเจาะช่องเล็กๆ ตรงกำแพงเพื่อขายพวกน้ำชาและขนม แต่ก็ถือว่ามีการพัฒนาไปอย่างมาก แต่ต้องรู้ไว้ว่าการทำรูช่องบนกำแพงตามใจชอบจะต้องถูกเนรเทศไปไกลถึงหมื่นพันลี้ แต่ตอนนี้พวกอู่โหวที่เดินไปเดินมาทำราวกับว่ามองไม่เห็น บางครั้งก็เอาหัวมุดเข้าไปเพื่อขอบะหมี่เย็นสักชาม
บนท้องถนนไม่โล่งอีกต่อไป ทั้งสองข้างทางถูกแขวนด้วยโคมไฟ บนโคมไฟได้เขียนชื่อร้านขนาดใหญ่ว่าเปี้ยนอี้ฟาง ดูเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมากภายใต้แสงสีแดงสลัว
กลิ่นหอมละมุนพัดผ่านมา เมื่อหันไปมองจึงได้พบว่ามีหญิงสาวใส่หมวกทรงแหลมเดินเรียงแถวผ่านมามากมาย เพียงแค่หันไปมองก็ถูกองครักษ์ร่างใหญ่เดินเข้ามาจัดการทันที พวกเขาถูกหลิวจิ้นเป่าผลักออกไป เมื่อเห็นว่าหลิวจิ้นเป่าดุร้ายใส่ตัวเองจึงได้เดินจากไปด้วยความไม่พอใจ
เดินเข้าไปในตลาดทางด้านตะวันตก ฝูงชนเดินขวักไขว่กันไปมา แม้ว่าจะไม่ถึงขึ้นไหล่ชนกันแต่ก็มีคนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสายทีเดียว เด็กน้อยทั้งแปดคนถือขนมอยู่ในมือ เหมือนกระรอกน้อยที่เอาแต่กิน บนใบหน้าเต็มไปด้วยคราบขนม ทำเอาพวกผู้หญิงที่รักเด็กมองด้วยความเอ็นดู
พระภิกษุเดินถือบาตรมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา เสี่ยวยาผู้มีน้ำใจได้วางเหรียญทองแดงลงไปในบาตร เสี่ยวอู่ไม่ยอมจึงหยิบเหรียญคืนมาจากในบาตร แล้วนำขนมที่เหลือมอบให้แต่พระภิกษุ พระภิกษุไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงได้แต่อวยพรให้นายน้อยทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียน มีคู่สมรสที่ดี พรที่เรียบง่ายเช่นนี้กลับได้รับความชื่นชมจากพวกเขา ทันใดนั้นในบาตรก็เต็มไปด้วยเหรียญ แม้แต่คนขี้เหนียวอย่างเสี่ยวอู่ก็ใส่ไปหนึ่งเหรียญ
เมื่อเห็นพระภิกษุ อวิ๋นเยี่ยก็คิดถึงพระภิกษุผู้แข็งแกร่งที่ถูกพระภิกษุนำตัวไป ทำไมจึงรีบกลับหลังจากที่อยู่ที่วัดเทียนจู๋เพียงสองปี ในประวัติศาสตร์เขาอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสิบห้าปี มันไม่เป็นไปตามความปรารถนาของเขา หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจึงต้องรีบกลับมา แต่อย่างไรก็ขอให้เป็นข่าวดีแล้วกัน
“พี่อวิ๋น ท่านก็กินด้วยสิ” เสี่ยวยายื่นขนมเค้กหนึ่งชิ้นไปที่ปากของอวิ๋นเยี่ย อ้าปากกัดไปหนึ่งคำ รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว กลิ่นหอมของนมคละคลุ้งอยู่ในปาก แป้งก็นุ่มหวานมีกลิ่นหอม เป็นขนมเค้กที่ไม่เลวเลย
เดินมาจนเหนื่อยแล้วจึงได้หยุดพักอยู่ที่ร้านเล็กๆ ชั่วคราว พวกเด็กๆ พากันถือนมเปรี้ยวเย็นไว้ไม่ยอมปล่อย ขวดโหลสีดำมันวับจนส่องเห็นใบหน้า บนปากขวดโหลมีก้านอ้อเสียบอยู่ วิธีการดื่มไม่ได้แตกต่างกับยุคปัจจุบัน
เสียงอันไพเราะของแตรไม้ไผ่ได้ดังขึ้นผสมผสานกับจังหวะของกลองเจี๋ยกู่ ชายสองคนที่สวมชุดหนังเริ่มเต้นที่หน้าประตูร้าน สะบัดไหล่ส่ายเอวหมุนเป็นวงกลม อวิ๋นเยี่ยมองท่าทางเหล่านี้รวมกันแล้วรู้สึกว่าไม่น่าสนใจ แต่ชาวถังที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่คิดเช่นนั้น ชายหนุ่มที่คาดแถบสีแดงบนหน้าผากได้เต้นตามอยู่ด้านข้าง จนกระทั่งชาวหูเหล่านั้นคุกเข่าบนพื้นแล้วหมุนอย่างบ้าคลั่งเขาจึงได้หยุดเต้น การเต้นที่ใช้เข่าเคลื่อนไหวบนพื้นเป็นท่าทางที่ยากเกินกว่าที่พวกเขาจะเลียนแบบได้
ผู้ชายเต้นยังพอทน ผู้หญิงขี้เหร่ผมสีน้ำตาลสี่คนปรากฏตัวในชุดที่เปิดหน้าท้อง ทำเอาคนรอบๆ พากันผิวปากถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนางต้องปิดจมูกก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะฟันสีเหลืองทั้งปากทำให้สะดุดตาอย่างมากเมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟที่มีความสว่างนั่นเอง เอวของพวกนางไม่ได้เรียวเล็ก มีก้อนไขมันสะสมที่เอวเต็มไปหมด ดูไม่น่ามอง แต่ก็ยังมีคนน้ำลายไหลอยู่ อย่างเช่นหลิวจิ้นเป่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
แต่ว่าพวกนางทุ่มเทเป็นอย่างมาก พยายามที่จะสั่นไขมันเหล่านั้นเหมือนสิงโตทะเลที่ร่างกายสามารถสั่นกระเพื่อมเป็นวงกลมได้ พยายามอดทนไม่ให้อาหารที่พึ่งกินเข้าไปอ้วกออกมา
เมื่อเต้นระบำเสร็จก็ยังมีหน้าถือกระปุกมาขอรางวัล ชาวถังมีความคิดที่เหมือนกัน เพียงครู่เดียวก็แตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง เหลือเพียงนางระบำไม่กี่คนที่กำลังทำความสะอาดสถานที่อย่างเศร้าใจ แขกต่างเดินทางมาไกลก็จริง และถึงแม้ว่าพวกนางจะเต้นได้ไม่สวยแต่ทำไปก็เพื่อประทังชีวิต เช่นนั้นแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าเศร้าสลดหรอก อวิ๋นเยี่ยหยิบพวงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้เสี่ยวยา ให้นางตบรางวัลแก่นักเต้นที่น่าสงสารเหล่านั้น
เห็นหนุ่มน้อยเดินมาให้รางวัลสาวเต้นรำก็ต้อนรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มทันที เสียงเหรียญดังกระทบกัน เสี่ยวยาโยนเหรียญลงไปในกระปุกแล้ว ทว่าก้นของกระปุกได้หลุดออกมา เหรียญทองแดงจึงตกลงไปที่พื้นกระจายอยู่สี่ห้าเหรียญ ชายชราที่เป็นหัวหน้าเอามือทาบที่หน้าอกของตัวเอง แสดงความนับถือเสี่ยวยาเป็นการขอบคุณที่ให้รางวัลแก่เขา
เสี่ยวยาเดินหน้าเชิดกลับไปที่นั่งของตัวเอง นักเต้นที่อายุน้อยที่สุดผูกเชือกสีเส้นเล็กๆ ไว้กับผมของเสี่ยวยา บ่นพึมพำออกมาหนึ่งประโยค คิดว่าน่าจะเป็นคำอวยพรที่เป็นมงคล
คำเดียวที่จะมอบให้แก่บทเพลงที่ไม่ได้ถูกเรียบเรียงให้เรียบร้อยอย่างซิวซือคือคำว่ายุ่งเหยิง เลียนแบบเสียงต่างๆ ของธรรมชาติจากนั้นก็เอามาแสดงผ่านเครื่องดนตรี แต่แสดงออกมาได้ไม่ดี เสียงต่างๆ ผสมกันทำให้กลายเป็นเสียงที่หนวกหูไปแทน นอกจากจะทำให้บรรยากาศครึกครื้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์ในด้านอื่นอีก
พระจันทร์ลอยอยู่บนท้องฟ้า ดวงดาวลดน้อยลง ไม่รู้ว่ามีความหมายอะไรหรือไม่ ตอนที่หลิวจิ้นเป่าอุ้มตี๋เหรินเจี๋ยที่อายุน้อยที่สุดขึ้นมาและเตรียมที่จะผลักชายฉกรรจ์อยู่ตรงหน้าเพื่อเปิดทาง ก็ได้ไปโดนที่จมูกของเขา
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าดูเ**้ยมโหด เขาชักดาบออกมา พบว่ามีเด็กกำลังหลับอยู่ในอ้อมแขนของหลิวจิ้นเป่า จึงได้สบถออกมาเบาๆ ว่า “อยากตายหรืออย่างไร หากไม่ใช่เพราะเจ้ากำลังอุ้มเด็กอยู่ วันนี้เจ้าก็ต้องไปที่ศาลต้าหลี่แล้ว”
อวิ๋นเยี่ยเห็นต้วนหงมองมาที่ตัวเองเหมือนจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก เกิดเรื่องใหญ่แล้ว หันหลังอยากจะวิ่งหนี แต่ได้ยินเสียงของหลี่ซื่อหมินดังมาว่า “เราจำได้ว่าเจ้ายังอยู่ในช่วงถูกกักบริเวณ เราจำผิดหรือว่าเจ้าจงใจขัดคำสั่ง”
วิ่งหนีไม่ทันแล้วจึงหันกลับไปทำความเคารพคนตรงหน้า “กระหม่อมตั้งใจขัดคำสั่งเอง ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษ แต่ช่วยไว้หน้าข้าต่อหน้าเด็กๆ ด้วยเถิด”
“ศักดิ์ศรีของเจ้าสำคัญมากอย่างนั้นหรือ ศักดิ์ศรีของเราเคยถูกเจ้าทำลายไปหมดแล้ว ลิ้นของเฉิงเสวียนอิงถูกเจ้าตัดให้สุนัขกิน เจ้ายังจะให้เราเห็นแก่หน้าเจ้า ช่างไร้ยางอาย”
ข้างหลังหลี่ซื่อหมินยังมีกลุ่มหนุ่มสาวติดตามมา หลี่ไท่ยักคิ้วเยาะเย้ยอวิ๋นเยี่ย หลานหลิงสะบัดผมหยอกล้อเล่นกับเสี่ยวยา เพราะว่านางกับเสี่ยวยาแต่งตัวเหมือนกัน
จากนั้นจึงต้องเดินตลาดกลางคืนเป็นเพื่อนหลี่ซื่อหมินต่อ ตลอดทางได้ยินคำพูดเสียดสี คำด่าไม่ว่างหู หนักสุดคือให้อวิ๋นเยี่ยจ่ายเงินให้เวลาลูกสาวของเขาซื้อของ ตอนที่หลานหลิงถือตุ๊กตาตัวใหญ่กว่านางมาให้อวิ๋นเยี่ยจ่ายเงินให้ หลี่ซื่อหมินยิ้มออกมา มองดูตลาดกลางคืนที่ครึกครื้นแล้วหันไปถามอวิ๋นเยี่ยว่า “เจ้าคิดว่าการสั่งห้ามไม่ให้เดินทางตอนกลางคืนดีหรือไม่”
“ไม่ดีฝ่าบาท ผังเมืองฉางอันเดิมทีเตรียมไว้สำหรับทำสงคราม รูปแบบถนนทั้งแนวนอนและแนวตั้ง แท้จริงแล้วการจัดวางเช่นนี้ก็เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกองทัพทหาร พื้นที่ฉางอันหนึ่งร้อยสิบตารางกิโลเมตรมีป้อมปราการหนึ่งร้อยสิบแห่ง ในฐานะเมืองทหารการวางผังเช่นนี้ถูกต้องแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นเมืองหลวง การวางผังเช่นนี้นั้นถือว่าไม่เหมาะสม กระหม่อมไม่กล้าจินตนาการว่าหากทหารของศัตรูมาถึงฉางอันจะมีจุดจบอย่างไร”
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง การจัดวางระเบียบเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองหลวง การสั่งห้ามไม่ให้เดินทางในตอนกลางคืนสามารถใช้ได้ในขอบเขตที่จำกัด แต่ว่าไม่ว่าอย่างไรก็เปลี่ยนผังเมืองไม่ได้ ซ้ำยังต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่าเดิม เจ้าบอกว่าฉางอันเป็นเมืองทหาร นั่นก็ไม่ผิด ต้าถังมีกองกำลังทหารทั้งหมดหกส่วนล้อมรอบเมืองฉางอัน ขนาดทำเช่นนี้ทหารของศัตรูก็ยังเข้าใกล้เมืองได้ ต่อให้ฉางอันแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ข้าถือว่าคนเป็นกำแพงเมือง ไม่ได้ถือว่ากำแพงเมืองที่สูงชันนั้นเป็นที่พึ่ง การใช้คนเป็นกำแพงจะทำให้ทุกอย่างคงอยู่ตลอดไป แต่การใช้เมืองเป็นที่พึ่งสักวันก็ย่อมมีวันร่วงโรย เรายังไม่เคยได้ยินเมืองที่ไม่มีวันล่มสลาย
เดิมทีเมืองลั่วหยางเจริญรุ่งเรือง แต่ด้วยกำลังทหารของเราทำให้หวังซื่อชงยอมจำนนมอบเมืองให้แต่โดยดี น่าเสียดาย ในตอนนี้เรายังพอมีแรงอยู่ แต่ไม่สามารถแสดงให้ใครเห็นได้ เสียดายจริงๆ”
ในยุคต่อมาจะมีผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งที่เป็นกังวลเพราะว่าศัตรูของตัวเองตายไปหมดแล้ว ในเมื่อไม่มีศัตรู ก็สร้างศัตรูขึ้นมา มีเพียงการต่อสู้ที่ไม่วันสิ้นสุดจึงจะทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังของตัวเองและคุณค่าของการดำรงอยู่ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นต่างก็เป็นผู้มีคุณธรรม เมื่อไม่มีศัตรูก็รู้สึกเบื่อหน่าย ตอนนี้หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก แต่ว่าเขาจะเลิกเบื่อหน่ายหลังจากที่โจมตีจนเกาลี่พ่ายแพ้ไป