ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 364-1 บันดำลโทสะเพียงเพรำะหญิงงำมนำง หนึ่ง
เฮ่อเหลียนเผิงเห็นว่าหน่วยกิเลนมาถึงแล้ว อีกทั้ง
ตนเองก็ได้รับบาดเจ็บหนัก จึงรู้ว่าวันนี้คงจะเอาเปรียบ
อะไรไม่ได้ หลังจากที่เอ่ยให้ถอยก็รีบลอยตัวไปจากหุบ
เขาแห่งนั้น โดยไม่สนใจความเป็นความตายของกลุ่มคน
ที่เขาพามาด้วย เมื่อมีหน่วยกิเลนเข้าร่วมด้วย คนพวกนี้
ไม่ทันได้ใช้แรงอะไรก็จะถูกทุกคนจัดการเก็บกวาดจน
หมด
ฉินเฟิงมองไปยังทิศทางที่เฮ่อเหลียนเผิงจากไป
พลางเอ่ยด้วยความเสียใจว่า “เสียดายที่ปล่อยให้เฮ่อ
เหลียนเผิงหนีไปได้”
หลินหานที่ตามอยู่ด้านหลังเขามองชาวเป่ยหรงที่
บ้างก็ตาย บ้างก็บาดเจ็บเหล่านั้นพร้อมเอ่ยว่า “เฮ่อ
เหลียนเผิงช่างตัดสินใจได้โหดเหี้ยมนัก คนมากมายขนาด书呆子
นั้นบอกว่าส่งมาตายก็ส่งมาตายจริงๆ” คนหลายสิบคน
เมื่อหลายวันก่อน กับคนอีกเป็นร้อยคนในวันนี้ บทเฮ่อ
เหลียนเผิงจะทิ้งขึ้นมาก็ทิ้งอย่างไม่นึกเสียดายเลยสักนิด
ต้องรู้ว่าคนเหล่านี้ไม่เหมือนกับทหารธรรมดาทั่วไปของ
แคว้นเป่ยหรง ทุกคนล้วนได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษมา
เป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ว่าในมือเฮ่อเหลียนเผิงจะมี
ยอดฝีมือ แต่ก็น่าจะมีจ านวนไม่มาก เมื่อมองจากมุมนี้ก็
สามารถเห็นถึงการปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่แตกต่าง
กันของเยี่ยหลีและเฮ่อเหลียนเผิง นับตั้งแต่สร้างหน่วย
กิเลนขึ้นมาก็เป็นเวลาหลายปี คนที่สิ้นชีพหรือได้รับ
บาดเจ็บทั้งหมดรวมกันแล้วไม่เกินร้อยกว่าคน ส่วนเฮ่อ
เหลียนเผิงที่แสดงฝีมือตามใจชอบครั้งสองครั้งก็ใช้คนห
ไปแล้วนึ่งร้อยกว่าคน เห็นได้ชัดว่าเฮ่อเหลียนเผิงไม่ได้
มองคนพวกนี้เป็นไม้ตายยอดเยี่ยมในมือ หรือ
ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง อย่างมากสุดก็เป็นเพียง
ทหารไร้ค่าระดับสูงที่จะเป็นหรือตายก็ไม่มีค่าอะไร书呆子
เป็นธรรมดาที่จั๋วจิ้งที่อยู่ใกล้ที่สุดเมื่อครู่จะเห็นทุก
อย่างชัดเจนมากสุด จึงเอ่ยเสียงขรึมว่า “ถึงจะไม่
สามารถฆ่าเขาได้ แต่ในระยะหนึ่งถึงสองเดือนนี้ เฮ่อ
เหลียนเผิงไม่มีทางท าอะไรได้แน่ พระชายาต้องการจะส่ง
คนไปหรือไม่…”
เยี่ยหลีส่ายศีรษะ เอ่ยว่า “เฮ่อเหลียนเผิงวรยุทธ์ไม่
อ่อนด้อย ถึงจะเทียบกับท่านอ๋องไม่ได้ แต่ก็คงไม่ด้อยไป
กว่าเหรินฉีหนิง ยิ่งไปกว่านั้น เขามีฐานะเป็นถึงแม่ทัพ
แห่งแคว้นเป่ยหรง ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บ ข้างกายจะต้องมี
คนคอยอารักขาปกป้องอย่างแน่นอน ไม่จ าเป็นต้องส่ง
คนของเราไปรนหาที่ตายอย่างเสียเปล่า ไปที่ภูเขาหลิงจิ้ว
กันก่อนเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา” ทุกคนรับค า ทิ้งคน
บางส่วนเอาไว้จัดการสนามรบ ส่วนคนที่เหลือก็คุ้ม
กันเยี่ยหลีไปยังภูเขาหลิงจิ้ว书呆子
แน่นอนว่าข่าวคราวที่เยี่ยหลีถูกเฮ่อเหลียนเผิง
ขวางทาง ไม่สามารถปิดบังม่อซิวเหยาได้ แม้ว่าเยี่ยหลีจะ
ไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่สีหน้าม่อซิวเหยากลับไม่น่ามองเป็น
อย่างมาก กระทั่งเฟิ่งจือเหยาและหานหมิงซีที่พูดมาก
ที่สุดก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่ามเอ่ยปาก เดี๋ยวจะพาลท าให้ม่อซิว
เหยาหงุดหงิดแล้วหาเหาใส่หัวตัวเองเสีย แต่กลับเห็นม่อ
ซิวเหยาแค่นเสียงเบาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ หยิบกระบี่
เพลิงอัคคีที่อยู่ข้างกายขึ้นมาแล้วเดินออกไปจากค่าย
ทหาร เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นล้วนมองกันอย่างอึ้งๆ ผ่าน
ไปครู่หนึ่งหานหมิงซีถึงได้เอ่ยถามด้วยท่าทางมึนงงว่า
“เขา…เขาจะท าอะไรหรือ?”
เฟิ่งจือเหยากระพริบตาปริบๆ เอ่ยล้อเล่นว่า “คง
จะไม่ได้ไปฆ่าเฮ่อเหลียนเผิงหรอกกระมัง?”
หานหมิงเย่ว์ที่นั่งอยู่ข้างกายหานหมิงซีผงกศีรษะ
เอ่ยว่า “เขาจะไปฆ่าเฮ่อเหลียนเผิงจริงๆ ไม่แน่ว่ารวมถึง书呆子
เยียหลี่ว์เหยี่ยกับเฮ่อเหลียนเจินด้วย” แม้ว่าเฟิ่งจือเหยา
จะไม่เชื่อมั่นในตัวหานหมิงเย่ว์มานานแล้ว แต่ส าหรับ
ความสามารถและเรื่องอุบายในการวางแผนนั้นยังคง
เชื่อถืออยู่หลายส่วน คราแรก ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะว่าซู
จุ้ยเตี๋ย หานหมิงเย่ว์จะเป็นถึงขั้นนี้ได้อย่างไร? เมื่อได้ยิน
เขากล่าวเช่นนี้ เฟิ่งจือเหยาก็กระโดดลุกขึ้น เอ่ยเสียงดัง
ด้วยความตื่นตะลึงทันที “เขาบ้าไปแล้ว? นั่นคือทัพใหญ่
ที่มีทหารหลายแสน ถ้าหากว่าเขาไปคนเดียวแล้ว
สามารถสังหารทัพใหญ่ของแคว้นเป่ยหรงได้ เช่นนั้นพวก
เราจะท าสงครามกันอีกท าไม?”
พละก าลังของมนุษย์นั้นมีวันหมด แม้ว่าม่อซิวเหยา
จะมีวรยุทธ์เป็นหนึ่งในใต้หล้า สามารถรับมือหนึ่งต่อสิบ
หนึ่งต่อร้อยได้ หรือว่าเขาจะยังสามารถรับมือหนึ่งต่อพัน
หนึ่งต่อหมื่นได้อีก? คิดจะบุกเข้าไปฆ่าเฮ่อเหลียนเผิงและ书呆子
เยียหลี่ว์เหยี่ยในค่ายทหารตรงๆ เฟิ่งจือเหยายังคงมอบ
ค านั้นให้เช่นเดิม รนหาที่ตาย!
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ในที่สุดเฟิ่งจือเหยาก็
ทะยานตัวขึ้นสูงและพุ่งออกไปด้านนอก พลางตะโกนว่า
“ม่อซิวเหยา ชาติที่แล้วข้าติดค้างเจ้า ทหาร! รวบรวม
ทหารและม้า!”
ภายในกระโจมใหญ่ เหลือเพียงแค่หานหมิงซีและ
หานหมิงเย่ว์สองพี่น้อง หานหมิงซีมองไปทางหานหมิง
เย่ว์ พลางเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “พี่ใหญ่ ม่อซิว
เหยาตั้งใจจะไปฆ่าเฮ่อเหลียนเผิงจริงๆ หรือ” ถึงแม้ว่าจะ
ฆ่าก็ไม่ถึงกับต้องบุกค่ายทหารแคว้นเป่ยหรงเลยนี่ หา
โอกาส รอตอนที่เฮ่อเหลียนเผิงอยู่คนเดียวหรือออกจาก
ค่ายทหารก็ได้ ด้วยวรยุทธ์ของม่อซิวเหยา จะมีเฮ่อ
เหลียนเผิงสักกี่คนก็สามารถฆ่าได้หมด书呆子
หานหมิงเย่ว์ยิ้มเจื่อน เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าสามารถ
คิดได้ ติ้งอ๋องจะคิดไม่ได้ได้อย่างไร?”
หานหมิงซีไม่เข้าใจ “เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงท า
เช่นนี้?”
“ผ่านวันนี้ไป ขอเพียงแค่ม่อซิวเหยาไม่ตาย เกรง
ว่าในใต้หล้านี้คงไม่มีใครกล้ามีเจตนาคิดร้ายต่อเยี่ยหลีอีก
แล้ว” หานหมิงเย่ว์ทอดถอนใจ เขาเคยนึกว่าเขาทุ่มเท
ความรู้สึกทั้งหมดให้กับซูจุ้ยเตี๋ย จนถึงขั้นแอบรู้สึกว่าม่อ
ซิวเหยาไม่เข้าใจในความรัก แต่มาถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะ
เข้าใจว่า ม่อซิวเหยาไม่ได้ไม่เข้าใจในความรัก เพียงแต่
ไม่ได้พบกับคนคนนั้นเท่านั้นเอง สิ่งที่ม่อซิวเหยาท า
เพื่อเยี่ยหลี หานหมิงเย่ว์ยอมรับว่าตนเองท าไมได้ เขายื่น
มือออกไปตบไหล่น้องชายที่ไม่ได้สติเล็กน้อย จากนั้น
หานหมิงเย่ว์ก็หมุนตัวเดินออกไป书呆子
ภายในกระโจม ในที่สุดหานหมิงซีที่เงียบอยู่นานก็
หัวเราะเจื่อนๆ หว่างคิ้วมีประกายแห่งความปล่อยวาง
พาดผ่าน สิ่งที่ม่อซิวเหยาท าได้นั้น เขาไม่มีวันที่จะท าได้
ตลอดกาล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถ แต่เป็นเรื่อง
ของอุปนิสัยใจคอ เขาไม่สามารถกระท าเรื่องพวกนี้เพื่อ
คนคนหนึ่งได้ แม้ว่าเขาจะ…รักนาง…
ในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นวันที่ท าให้ทหารกล้าของ
แคว้นเป่ยหรงยากที่จะลืมเลือนไปชั่วนิรันดร์ แน่นอน ถ้า
หากว่าพวกเขามีชีวิตที่เป็นนิรันดร์น่ะนะ
เพราะว่าสองสามวันมานี้ทั้งสองทัพล้วนไม่มีการสู้
รบกัน ทั้งภายในและภายนอกค่ายทหารก็สงบเงียบอย่าง
หาได้ยาก แต่ในสภาพการณ์ที่เงียบสงบเช่นนี้ เหล่าทหาร
ที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูค่ายกลับท าได้เพียงแค่
มองบุรุษผมขาวในอาภรณ์สีขาวราวกับหิมะเหินร่างเข้า
ไปด้านในราวกับเมฆก้อนหนึ่ง ขณะที่ทหารเฝ้าประตูยัง书呆子
ไม่ทันจะมีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
นี้ ก็รู้สึกเพียงว่าล าคอเย็นเยียบ แล้วนัยน์ตาเย็นชาสีแดง
สดคู่หนึ่งของบุรุษในอาภรณ์สีขาวก็เป็นภาพสุดท้ายที่
พวกเขาได้เห็นขณะที่อยู่บนโลกใบนี้
ม่อซิวเหยาบุกเข้ามาในค่ายทหาร และอาศัย
จังหวะช่วงที่ทหารเป่ยหรงยังไม่ทันได้ตั้งตัว บุกเข้าไปยัง
ทิศทางที่ตั้งกระโจมผู้น าทัพสูงสุดในค่ายทหาร วิชาตัว
เบาของเขาสูงส่ง ตลอดทางมีผู้สิ้นชีพและได้รับบาดเจ็บ
จากปราณกระบี่เพลิงอัคคีไปนับไม่ถ้วน กระทั่งทหาร
เคราะห์ร้ายที่ไม่ทันระวังตัวจนกลายเป็นบันไดให้เขา
เหยียบก็ถูกพละก าลังใต้ฝ่าเท้าท าให้สะเทือนจนตายจาก
การที่เลือดออกทั้งเจ็ดทวาร ทันใดนั้นภายในค่ายทหารก็
วุ่นวายโกลาหล ทหารกล้าจ านวนนับไม่ถ้วนทะลักมายัง
ทิศทางที่ม่อซิวเหยาอยู่ ทหารที่เพิ่งจะรู้สึกตัวก็รีบเล็งธนู
ยิงไปทางเขา แต่ลูกธนูธรรมดาจะยิงถูกร่างของม่อซิว书呆子
เหยาได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น หากตัวเขาลอยอยู่กลาง
อากาศก็ยังไม่เท่าไร แต่เมื่อแตะลงบนพื้นดิน ธนูที่ถูกยิง
ออกไปจะยิงถูกม่อซิวเหยาหรือว่าคนของฝ่ายตนเองนั้นก็
พูดได้ยากแล้ว
ทันใดนั้น เงาร่างในอาภรณ์สีขาวก็โผล่ไปมาทั่วทุก
สารทิศกลางค่ายทหาร ทุกแห่งที่ไปเยือนล้วนมีโลหิตเจิ่ง
นองราวกับสายธาร ภายใต้คมกระบี่เพลิงอัคคีไร้ซึ่ง
ผู้รอดชีวิต ทุกคราที่ร่ายร ากระบี่ออกไปจะต้องมีประกาย
เงาโลหิตพุ่งกระจายออกมา ความองอาจเช่นนี้ แม้จะ
เป็นทหารกล้าของแคว้นเป่ยหรงที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ
ความกล้าหาญ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดผวา กลัวว่าถ้าไม่
ทันระวังสัมผัสถูกจะสิ้นชีพไร้ซึ่งลมหายใจ
เมื่อภายในค่ายทหารเกิดความวุ่นวายโกลาหล
อย่างนั้น เยียหลี่ว์เหยี่ยที่นั่งอยู่ในกระโจมหลักกลางค่าย
ทหารจะไม่รู้ได้อย่างไร? เยียหลี่ว์เหยี่ยที่ก าลังโกรธเป็น书呆子
ฟืนเป็นไฟ เพราะเฮ่อเหลียนเผิงกลับมาพร้อมบาดแผล
กลับได้ยินเสียงอึกทึกและเสียงอาวุธดังลอยมาจากนอก
กระโจม จึงอดไม่ได้ที่จะบันดาลโทสะ ประจวบกับที่
ทหารด้านนอกเข้ามารายงานว่ามีคนบุกค่ายทหารด้วย
ความตกใจจนท าอะไรไม่ถูก เยียหลี่ว์เหยี่ยจึงยิ้มเย็น “ข้า
อยากจะเห็นว่าใครกันที่ใจกล้าบุกเข้ามาในค่ายทหาร
แคว้นเป่ยหรงเช่นนี้” พูดจบก็น าเฮ่อเหลียนเจินกับเฮ่อเห
ลียนเผิงที่เพิ่งจะพันแผลเสร็จเดินออกไป พอออกไปถึง ก็
เห็นว่าม่อซิวเหยาในอาภรณ์สีขาวจับกระบี่พุ่งเข้ามา
กระบี่วิเศษสีด านิลเรียบง่ายแบบโบราณในยามนี้กลับเต็ม
ไปด้วยกลิ่นอายท าลายล้างรุนแรงที่บีบคั้นผู้คน
“ม่อซิวเหยา!?”
เยียหลี่ว์เหยี่ยทั้งตกตะลึงทั้งมีโทสะ ชั่วขณะหนึ่งไม่
เข้าใจว่าเจ้าคนชั่วร้ายผู้นี้วิ่งแจ้นมาท าอะไรที่ค่ายทหาร
แคว้นเป่ยหรงในตอนนี้? หรือว่าม่อซิวเหยาจะตระหนัก书呆子
ขึ้นมาได้กะทันหันว่า ขอเพียงแค่ฆ่าเขาทิ้งก็สามารถ
จัดการแก้ไขเรื่องศึกสงครามในครั้งนี้ได้แล้ว?