ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 364-4 บันดำลโทสะเพียงเพรำะหญิงงำมนำง หนึ่ง
เยียหลี่ว์เหยี่ยจ้องเฮ่อเหลียนเผิงครู่หนึ่งแล้วถอน
หายใจ พลางเอ่ยว่า “ช่างมันเถิด เจ้าก็ได้รับบาดเจ็บ
หนัก ลุกขึ้นมารักษาอาการบาดเจ็บให้หายก่อนแล้วข้า
จะค่อยคิดบัญชีกับเจ้า” แม้ว่าเยียหลี่ว์เหยี่ยจะไม่สบ
อารมณ์ต่อเรื่องที่เฮ่อเหลียนเผิงก่อเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ท า
เรื่องอย่างการตัดแขนของตนเองในตอนนี้ จึงโบกมือเป็น
สัญญาณให้เฮ่อเหลียนเผิงลุกขึ้น เฮ่อเหลียนเผิงขอบ
พระทัยในความเมตตาแล้วลุกขึ้น
เยียหลี่ว์เหยี่ยมองไปทางเฮ่อเหลียนเจินที่นั่งอยู่อีก
ด้าน และถามขึ้นว่า “ท่านลุงมีความเห็นเช่นไร”
หลังจากกลับมาเฮ่อเหลียนเจินก็เงียบขรึมไม่พูดไม่
จามาโดยตลอด เมื่อเห็นเยียหลี่ว์เหยี่ยถามตนเองถึงได้
ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าภายใน书呆子
ระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่สิบปี การเปลี่ยนแปลงของม่อ
ซิวเหยาจะท าให้ผู้คนตื่นตะลึงมากถึงเพียงนี้ องค์ชาย ถ้า
หากว่าไม่ก าจัดม่อซิวเหยาผู้นี้ เขาจะต้องกลายเป็นภัยที่
บ่อนท าลายแคว้นเป่ยหรงของพวกเราแน่นอนพ่ะย่ะ
ค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ท่านลุงกล่าวได้
ถูกต้อง ทว่าคนที่ต้องการจะก าจัดม่อซิวเหยาในใต้หล้านี้
มีมากมายนัก แต่มีใครบ้างที่ประสบความส าเร็จ ยาม
นี้ม่อซิวเหยาก็ไม่ใช่ม่อซิวเหยาในปีนั้นอีกแล้ว” ในปีนั้น
ต าหนักติ้งอ๋องยังมีราชวงศ์ต้าฉู่เป็นอุปสรรคขัดขวางอยู่
ดังนั้นพวกเขาถึงได้มีช่องโหว่ให้ลงมือ สบโอกาสใช้ไม้
ตายกับต าหนักติ้งอ๋อง เพียงแต่น่าเสียดายที่งูยักษ์ไม่
สิ้นชีพ ถึงได้ท าให้ม่อซิวเหยาเติบโตจนกลายเป็นศัตรูที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเป่ยหรงในวันนี้ ส่วนต าหนักติ้ง
อ๋องในยามนี้ก็แยกตัวออกจากต้าฉู่แล้ว ม่อซิวเหยาคน书呆子
เดียวก็ช่างเถอะ แต่นี่บวกกับความสามัคคีของคนทั้งน้อย
และใหญ่ในต าหนักติ้งอ๋องด้วย จึงไม่มีจุดอ่อนให้ศัตรู
โจมตีได้เลยแม้แต่น้อย
เฮ่อเหลียนเจินหลุบตาลง พลางเอ่ยว่า “ดูจากวันนี้
จุดอ่อนเดียวของต าหนักติ้งอ๋องก็คือพระชายาติ้งอ๋อง”
“ท่านลุง! ไม่ได้เด็ดขาด!” เยียหลี่ว์เหยี่ยเอ่ยด้วย
ท่าทางเฉียบขาด
เฮ่อเหลียนเจินตะลึง มองเยียหลี่ว์เหยี่ยอย่างไม่
เข้าใจ เยียหลี่ว์เหยี่ยยิ้มเจื่อน เอ่ยอย่างจนปัญญาว่า
“ท่านลุง เรื่องในวันนี้ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ หลังจากนี้
ไม่ต้องวางอุบายกับเยี่ยหลีอีกแล้ว นอกจากว่าม่อซิว
เหยาจะตาย ใครก็ไม่สามารถแตะต้องเยี่ยหลีได้อีก”
พฤติกรรมของม่อซิวเหยาในวันนี้เป็นการบอกกับทุกคน
อย่างชัดเจนว่า ใครที่กล้าแตะต้องเยี่ยหลี แม้ว่าเขา
จะต้องตาย ก็จะฆ่าอีกฝ่ายให้สิ้นซากเช่นกัน โชคดีที่เรื่อง书呆子
ในวันนี้ถือว่าเป็นการตักเตือนอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าวันนี้
ม่อซิวเหยาเจตนาจะฆ่าพวกเขาจริงๆ ถึงแม้ว่าใน
ท้ายที่สุดแล้วม่อซิวเหยาจะใช้พละก าลังจนหมดสิ้น ก็
เกรงว่าก่อนตายพวกเขาทั้งสามคงไม่มีใครหนีรอดไปได้
สักคนเดียว
ผู้มีอ านาจมักชอบพูดว่าไม่เสียดายสิ่งที่ต้องเสียไป
เพื่อแลกบางสิ่งบางอย่างมา แต่สิ่งที่เสียไปทั้งหมดนี้
จะต้องไม่รวมตนเองอยู่ในนั้นด้วยเด็ดขาด ยามนี้หากไม่มี
ชีวิตอยู่แล้ว ฆ่าม่อซิวเหยาได้แล้วอย่างไร ท าลาย
ต าหนักติ้งอ๋องลงได้แล้วอย่างไร ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือ
ผู้อื่นไม่ใช่หรือ?
เฮ่อเหลียนเจินครุ่นคิดด้วยความลังเลอยู่นาน แต่
สุดท้ายก็ถอนหายใจ พลางเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าติ้งอ๋อง
จะมีคนที่รักจนยอมตายกับเขาเหมือนกัน”书呆子
เฮ่อเหลียนเผิงลุกขึ้นเอ่ยกับเยียหลี่ว์เหยี่ย “องค์
ชาย โปรดมีรับสั่งให้กระหม่อมไปค่ายทหารที่ภูเขาหลิง
จิ้วด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยขมวดคิ้ว “เจ้ายังอยากจะจัดการเยี่ย
หลีอยู่หรือ”
เฮ่อเหลียนเผิงเอ่ย “กระหม่อมจะไม่ลงมือกับพระ
ชายาติ้งอ๋องอีก แต่ในยามนี้พระชายาติ้งอ๋องนั่ง
บัญชาการค่ายทหารที่ภูเขาหลิงจิ้วด้วยตนเอง กองทัพ
ทางด้านนั้นของพวกเราจึงจ าเป็นต้องมีคนรักษาการณ์
เช่นกัน พระชายาติ้งอ๋องนั้นเปี่ยมไปด้วยความเฉลียว
ฉลาด ย่อมเต็มไปด้วยแผนการและกลอุบายต่างๆ
กระหม่อมเกรงว่าผู้ที่ตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ที่นั่นจะ…”
เยียหลี่ว์เหยี่ยครุ่นคิดดูแล้วถึงได้พยักหน้า “แบบนี้
ก็ดี เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีแล้วค่อยไป แล้ว
อย่าได้ไปหาเรื่องเยี่ยหลีอีก” ในตอนท้าย เยียหลี่ว์เหยี่ยก็书呆子
ยังคงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน เฮ่อเหลียนเผิงพยักหน้า
เอ่ยว่า “กระหม่อมทราบแล้ว บาดแผลของกระหม่อมไม่
หนักหนา พรุ่งนี้ก็สามารถออกเดินทางได้แล้ว”
“เจ้าไปเถิด” เยียหลี่ว์เหยี่ยโบกมือ ไม่เอ่ยอันใดให้
มากความอีก
ในค่ายทหารกองทัพตระกูลม่อ คุณชายเฟิ่งซานมี
ท่าทางทรงพลังสร้างความกดดันให้กับผู้คน ใบหน้าหล่อ
เหลาที่เต็มไปด้วยโทสะนั้นก าลังถลึงตาใส่ใครบางคนที่
ก าลังพันผ้าพันแผลอย่างเอื่อยเฉื่อย ปากก็เอ่ยวาจา
หยาบคายที่ถ้าหากคนทั่วไปได้ยินคงอดไม่ได้ที่จะปาดคอ
ตนเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความละอายใจไปแล้ว
แต่ท่านติ้งอ๋องที่เพิ่งจะเข่นฆ่าผู้คนมานั้นกลับมี
ท่าทางที่สบายอกสบายใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่เห็นวาจาว่า
กล่าวอย่างมีโทสะของคุณชายเฟิ่งซานอยู่ในสายตาเลย
แม้แต่น้อย และไม่ต้องการให้ผู้อื่นช่วยเหลือเช่นกัน เพียง书呆子
แค่ฉีกผ้าสะอาดที่ใช้พันแผลซึ่งแขวนอยู่ด้านข้างมาพัน
แผลที่แขนรอบหนึ่ง ส าหรับบาดแผลเล็กน้อยนั้น เขาก็
คร้านจะใส่ใจ
“เฟิ่งซาน เจ้ากลายเป็นยายแก่ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน
บ่นจู้จี้อยู่ได้ เจ้าไม่ร าคาญหรือ” เมื่อพันแผลเสร็จ ม่อซิว
เหยาก็เหลือบตาขึ้นมากวาดมองคุณชายเฟิ่งซานแวบ
หนึ่ง พลางเอ่ยอย่างไม่ยินดียินร้าย
คุณชายเฟิ่งซานส าลักอย่างอดมิได้ ตวาดเสียงดัง
ระเบิดโทสะออกมา “ม่อซิวเหยา เจ้ารนหาที่ตายก็อย่า
ลากคนทั้งของต าหนักติ้งอ๋องไปตายด้วยกันกับเจ้าด้วยสิ!
บุกค่ายทหารเป่ยหรงคนเดียว เจ้าที่เป็นติ้งอ๋องมีวรยุทธ์
เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า เจ้าเก่งกาจยอดเยี่ยมแล้วเหตุ
ใดจึงไม่ฆ่าเยียหลี่ว์เหยี่ย เหลยเจิ้นถิง เป่ยหรงอ๋อง
กับม่อจิ่งหลีทิ้งไปเลยเสียเล่า?! หากคนพวกนี้ตายหมดใต้
หล้าก็จะสงบสุข แน่นอนว่าสุดท้ายก็อย่าลืมปาดกระบี่书呆子
เข้าที่ล าคอของตนเองครั้งหนึ่งด้วยล่ะ” เมื่อกล่าวถึง
ตอนท้าย คุณชายเฟิ่งซานก็มีโทสะเสียจนเผยรอยยิ้มชั่ว
ร้ายเย้ยหยันใส่ม่อซิวเหยา
“เสียงดัง น่าร าคาญ” ม่อซิวเหยาเอ่ยอย่างไม่ใส่
ใจ
เฟิ่งจือเหยาอัดอั้น ถือโอกาสหยิบของที่อยู่ข้างมือ
เขวี้ยงไปทางม่อซิวเหยา หลังจากนั้นก็ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น
ยืน “เจ้าอยากจะตายก็ไปตายเสีย! ข้าไม่สนแล้ว!” เอ่ย
จบก็เดินออกไปข้างนอกด้วยความโมโห โชคดีที่ภายใน
กระโจมมีเพียงแค่หานหมิงเย่ว์และหานหมิงซีสองพี่น้อง
ถ้าหากว่าให้แม่ทัพนายกองของกองทัพตระกูลม่อทุกคน
เห็นเข้าล่ะก็ เฟิ่งจือเหยาคงจะหลบหนีข้อกล่าวหาไม่พ้น
อย่างแน่นอน
ม่อซิวเหยาขมวดคิ้ว ยื่นมือรับสิ่งของที่เฟิ่งจือเหยา
โยนใส่เอาไว้ “หยุดนะ เจ้าจะไปไหน”书呆子
“ข้าจะไปภูเขาหลิงจิ้ว!”
“กล้าไปหาอาหลี ข้าจะตัดขาเจ้า” ม่อซิวเหยาเอ่ย
ด้วยน้ าเสียงเย็นยะเยือก “พอแล้ว เรื่องในวันนี้ข้ารู้ดีอยู่
แก่ใจ เพียงแค่ให้บทเรียนกับเยียหลี่ว์เหยี่ยเท่านั้น
หลังจากนี้จะไม่ท าอีกแล้ว พวกเจ้าก็เหนื่อยแล้ว กลับไป
พักผ่อนเถิด” พอเอ่ยจบ ติ้งอ๋องก็โบกมือหมุนกายเดิน
ออกไปจากกระโจมใหญ่อย่างสบายอกสบายใจ ทิ้ง
เฟิ่งจือเหยาที่ได้รับความสะเทือนใจอย่างหนักหน่วงนั่ง
นิ่งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปเนิ่นนานถึงจะรู้สึกตัวขึ้นมา “ม่อซิว
เหยา! ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้แท้ๆ แต่เจ้าดันจะตัดขาข้า?!” สิ่ง
ใดที่เรียกว่ามีภรรยาแล้วไม่สนใจมิตรสหาย? ก็คือสิ่งนี้
อย่างไรเล่า สิ่งใดที่เรียกว่าแทงมิตรสหายสักสองครั้งเพื่อ
ภรรยา? มองติ้งอ๋องก็รู้แล้ว书呆子
หานหมิงเย่ว์กับหานหมิงซีสบตากันแวบหนึ่ง ตบ
บ่าเฟิ่งจือเหยาอย่างเห็นอกเห็นใจแล้วเดินออกไป
เช่นกัน
ภายใต้ค าสั่งเด็ดขาดที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นค า
ข่มขู่ของติ้งอ๋อง ทางค่ายทหารกองทัพตระกูลม่อเกิด
เรื่องอะไรขึ้นบ้างจึงมิอาจลอยไปเข้าหูเยี่ยหลีได้ เยี่ยหลี
พาฉินเฟิงและคนอื่นๆ ไปถึงค่ายทหารที่ภูเขาหลิงจิ้
วในยามค่ าคืน เป็นเพราะภูเขาหลิงจิ้วไม่ใช่สนามรบหลัก
และพึ่งพิงด่านเฟยหงเป็นหลัก เดิมก าลังทหารของ
ต าหนักติ้งอ๋องก็มีไม่มาก จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ได้จัด
ทหารและม้าเอาไว้ที่นี่มากนัก มีเพียงแค่โจวหมิ่น รองแม่
ทัพใต้บังคับบัญชาของจางฉี่หลันน าทหารตระกูลม่อจ าน
วนห้าหมื่นนายบวกกับทหารต้าฉู่แต่เดิมห้าหมื่นนายมา
เฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่นี่เท่านั้น书呆子
ตอนที่ขบวนของเยี่ยหลีเดินทางมาถึงไม่ได้มีการ
แจ้งให้ทราบล่วงหน้า จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีคนออกมา
ต้อนรับ แต่สภาพการณ์รอบนอกค่ายทหารนั้นกลับท า
ให้เยี่ยหลีต้องขมวดคิ้ว ตอนนี้เข้าสู่ช่วงค่ านานแล้ว โดย
ปกติในยามนี้ทหารตระกูลม่อ นอกจากทหารที่
ลาดตระเวนและทหารรักษาการณ์ ทหารคนอื่นๆ ควรจะ
เข้านอนกันหมดแล้ว แต่คนทั้งขบวนของเยี่ยหลียังไม่ทัน
จะได้เข้าใกล้ค่ายทหาร ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดัง
ลอยมาจากด้านใน นี่ไม่ใช่เสียงอึกทึกที่ดังขึ้นเพราะ
ภายในค่ายทหารเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่เป็นเสียงของเหล่า
ทหารที่ก าลังร่ าสุราคุยเล่นกันอยู่ในค่าย ดวงหน้างดงาม
ของเยี่ยหลีพลันเคร่งขรึมลงทันที
ฐานะเดิมของจั๋วจิ้งและคนอื่นๆ นั้นเป็นองครักษ์
ลับ จึงแทบจะไม่เคยพักอาศัยในค่ายทหารมาก่อน ส่วน
ฉินเฟิงเดิมมีฐานะเป็นทหารในหน่วยเฮยอวิ๋นฉี วินัยของ书呆子
หน่วยเฮยอวิ๋นฉีนั้นเคร่งครัดมากกว่าทหารตระกูลม่อ
ทั่วไป จึงไม่เคยพบเจอกับสภาพการณ์เช่นนี้ คนทั้งคู่จึงมี
สีหน้าไม่น่าดูขึ้นมาอยู่บ้าง ทว่าอวิ๋นถิงกับเฉินอวิ๋นสอง
คนนี้ล้วนมาจากกองทัพทหาร อวิ๋นถิงกระแอมไอ เอ่ย
เสียงเบาว่า “พระชายา นี่ไม่น่าจะเป็นเหล่าทหารกล้า
ของกองทัพตระกูลม่อ แต่เป็นทหารของต้าฉู่ที่พวกเรา
รวบรวมได้จากแต่ละพื้นที่ หลังจากที่ยึดดินแดนที่สูญเสีย
ไปของต้าฉู่กลับคืนมาได้พ่ะย่ะค่ะ” อวิ๋นถิงเคยอยู่ใน
กองทัพต้าฉู่มาก่อน แม้ว่ามู่หรงเซิ่นจะเป็นผู้ที่มีวินัยทาง
การทหารที่เข้มงวด แต่ก็มักจะหน้าไว้หลังหลอก เบื้อง
หน้าแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติตาม แต่เบื้องหลังกลับต่อต้าน
และยิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่วินัยทหาร
หละหลวมเสียจนสุดจะทนมากมาย ทหารต้าฉู่เหล่านี้ถูก
แคว้นเป่ยหรงโจมตีพ่ายแพ้ยับเยิน ถ้าหากไม่ใช่ว่า
กองทัพตระกูลม่อรวบรวมพวกเขาเอาไว้ ก็แทบจะไม่ต่าง
อะไรกับโจรร้ายที่คอยระรานผู้อื่นไปทั่ว เมื่อเกิด书呆子
เหตุการณ์แบบนี้ขึ้น อวิ๋นถิงจึงไม่รู้สึกประหลาดใจแต่
อย่างใด
เยี่ยหลีก็เข้าใจหัวใจของเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ค่าย
ทหารที่ภูเขาหลิงจิ้วนั้นต่างมีกองทัพตระกูลม่อและ
กองทัพต้าฉู่ที่แยกกันจัดการดูแล เหล่าทหารที่รอดมาได้
ของต้าฉู่เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นก าลังการสู้รบหรือว่าด้าน
อื่นๆ ล้วนเทียบกับทหารตระกูลม่อไม่ได้ ไม่แน่ว่าจะมีคน
ปล่อยปละละเลย ตั้งใจท าให้แย่ลง เดิมโจวหมิ่นก็เพิ่งจะ
เข้ารับหน้าที่ เกรงว่าการควบคุมพวกเขาเหล่านั้นคงจะ
ค่อนข้างตึงมือเช่นกัน
เยี่ยหลีข่มโทสะในใจเอาไว้ เอ่ยเรียบๆ ว่า “เข้าไป
ดูกันเถิด”
เมื่อเห็นขบวนของพวกเขาปรากฏขึ้นที่หน้าประตู
ใหญ่ ทหารรักษาการณ์ที่ก าลังเล่นทายหมัดด้วยความ书呆子
สนุกสนานก็จ าหน้าที่ของตนเองได้เสียที จึงรีบลุกขึ้นยืน
ถามด้วยน้ าเสียงเฉียบขาดว่า “ผู้มาเยือนคือใคร”
เยี่ยหลีถามเสียงเข้มว่า “แม่ทัพโจวอยู่ที่ใด”
ทหารรักษาการณ์ผู้นั้นเห็นว่าในกลุ่มคนผู้มาเยือน
มีสตรีเยาว์วัยหน้าตางดงามมาด้วยคนหนึ่ง ก็อดรู้สึก
เหยียดหยามในใจอยู่หลายส่วนไม่ได้ จึงโบกมือไปมา
พลางเอ่ยว่า “สถานที่ส าคัญอย่างค่ายทหาร ให้สตรีเช่น
เจ้ามาถามได้อย่างนั้นหรือ ยังไม่รีบไปอีก”
“บังอาจ!” ฉินเฟิงเอ่ยเสียงเข้ม “พระชายาติ้งอ๋อง
มาเยือน ยังไม่รีบให้แม่ทัพโจวออกมาต้อนรับอีก”
ทหารรักษาการณ์นายนั้นตะลึงค้างไปทันที เมื่อ
พิจารณามองเยี่ยหลีและอีกหลายคนแวบหนึ่งแล้วก็
หัวเราะเสียงดังขึ้นมา “เจ้าพูดว่านางคือพระชายาติ้งอ๋อง
หรือ แม่หนูที่ร่างกายอ่อนแอต้านลมยังไม่ได้ถึงกับกล้า
ปลอมตัวเป็นพระชายาติ้งอ๋อง ช่างกล้าหาญนัก! ข้าว่า书呆子
พวกเจ้าเป็นสายลับของแคว้นเป่ยหรงเสียมากกว่า?” มิ
อาจไม่กล่าวได้ว่า ชื่อเสียงและบารมีของพระชายาติ้ง
อ๋องนั้นเป็นที่เลื่องลือ แต่คนที่เคยพบเยี่ยหลีกลับมีไม่
มาก อีกทั้งรูปร่างภายนอกของเยี่ยหลีก็ดูหลอกตามาก
เกินไป หากมองในยามค่ าคืนแล้วก็เหมือนกับธิดาจาก
ตระกูลใหญ่ที่ร่างกายบอบบางมิอาจต้านทานลมได้คน
หนึ่งจริงๆ
“ถ้าหากว่านางคือพระชายาติ้งอ๋อง ข้าจะไม่ใช่ติ้ง
อ๋องไปแล้วหรือ” ทหารที่รักษาการณ์คนหนึ่งเอ่ยยิ้มๆ
อย่างล าพองใจ
“บังอาจ!” ฉินเฟิงมีสีหน้าเดือดดาลขึ้นมาทันที
ทหารรักษาการณ์หลายคนยังไม่ทันได้เห็นการเคลื่อนไหว
ที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร คนที่กล่าววาจาเมื่อครู่นี้ก็ถูกเขา
จับเหวี่ยงกระแทกเข้ากับหน้าประตูค่ายข้างๆ และ
กระอักเลือดออกมาเสียแล้ว คนคนนั้นเงยหน้าขึ้นมอง书呆子
ด้วยความหวาดผวา กระบี่ที่มีประกายวาววับเล่มหนึ่ง
พลันพาดอยู่บนล าคอของเขา ฉินเฟิงเอ่ยเสียงเย็น “มี
ความกล้าไม่น้อยเลย เจ้าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วใช่
หรือไม่”
คนอื่นๆ ก็ถูกเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้
ท าให้สะดุ้งตกใจเช่นกัน ร้องเสียงสูงด้วยความตื่น
ตระหนกขึ้นมา กระทั่งสัญญาณและกลองศึกที่ใช้ใน
ขณะที่ข้าศึกบุกก็ลืมจนหมดสิ้น เยี่ยหลีและคนอื่นๆ ที่ยืน
มองอยู่ขึงขมวดคิ้วเป็นปมมากกว่าเดิม
ในไม่ช้าภายในค่ายทหารก็คึกครื้นขึ้น ทหาร
มากมายวิ่งมาอย่างร้อนรน ทว่าแต่ละคนล้วนมีลักษณะ
ท่าทางไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเห็นว่าทหารที่อยู่
หน้าประตูไม่ใช่ฝ่ายศัตรู แต่เป็นบุรุษและสตรีหลายคน ที่
รูปร่างหน้าตาโดดเด่น ก็พากันตะลึงค้างไป ไม่รู้ว่าควรจะ
ท าเช่นไรดี จนกระทั่งแม่ทัพที่มีอาการเมาอ้อแอ้นายหนึ่ง书呆子
เดินเข้ามา องครักษ์ที่เฝ้าเวรยามประตูค่ายหลายคนถึง
ได้รีบก้าวเข้าไปรายงาน “รายงานท่านแม่ทัพ คนเหล่านี้
ปลอมเป็นพระชายาติ้งอ๋อง คิดจะบุกเข้ามาในค่ายทหาร
…”
“อะ อะไรนะ บังอาจ…” ในขณะที่แม่ทัพผู้นั้น
ก าลังจะมีโทสะ หยกสีหมึกชิ้นหนึ่งก็ถูกยื่นมาด้านหน้า
เขา จั๋วจิ้งเอ่ยเสียงเย็นว่า “เห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่”
แม่ทัพนายนั้นเบิกตากว้างทันที เมื่อเห็นตัวอักษร
ติ้งที่เต็มไปด้วยพลังไม่ธรรมดาบนหยกสีหมึก ขาก็อ่อน
ยวบอย่างอดมิได้ “พระ…พระชายาติ้งอ๋อง?”
เยี่ยหลีก้าวขึ้นมาด้านหน้า เอ่ยขึ้นขณะที่มองไป
ทางเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าเป็นใคร? รายงานตัวมา
แม่ทัพโจวอยู่ที่ใด”
แม่ทัพรีบตอบทันที “ข้าน้อย…ข้าน้อยมีนามว่าซุน
เย่าอู่ เดิมเป็นแม่ทัพเมืองลั่วโจวแห่งต้าฉู่ โจวหมิ่น…ค่าย书呆子
ทหารของแม่ทัพโจวอยู่ไกลออกไปจากสถานที่แห่งนี้สิบลี้
พ่ะย่ะค่ะ” ที่แท้ นับตั้งแต่โจวหมิ่นกับซุนเย่าอู่ผู้นี้ได้รับ
ค าสั่งให้รักษาการณ์ร่วมกัน กองทัพตระกูลม่อและทหาร
ที่เหลือรอดเหล่านี้ก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันอย่าง
สมานฉันท์ได้ เหล่าทหารที่เหลือรอดพวกนี้ถูกชาวเป่ย
หรงโจมตีจนมีสภาพน่าเวทนาเกินกว่าที่จะทนดูได้ อยู่ใน
สนามรบก็แทบจะไม่มีประโยชน์อันใด ถ้าหากไม่ได้เป็น
กังวลว่าพวกเขาจะเร่ร่อนอยู่ด้านนอกแล้วท าร้าย
ชาวบ้าน ก็เกรงว่าคงจะให้พวกเขาถอดเกราะกลับบ้าน
เกิดไปท านาตั้งนานแล้ว
โจวหมิ่นก็เพิ่งจะเข้ามารับผิดชอบหน้าที่นี้ด้วยตัว
คนเดียว บารมีและชื่อเสียงจึงยังไม่มากพอ กองทัพ
ตระกูลม่อทั้งบนและล่างที่มีกฏระเบียบเด็ดขาดยังดี
หน่อย แต่ทหารที่เหลือรอดของต้าฉู่พวกนี้ เขากลับ
จัดการไม่อยู่ ภายใต้ความจนปัญญา โจวหมิ่นจึงไม่ได้书呆子
หวังว่าพวกเขาจะท าอะไรได้อยู่แล้ว เพียงแค่ให้พวกเขา
ตั้งค่ายห่างไปสิบลี้หลังสนามรบ ส่วนตนเองก็น าทหาร
กองทัพตระกูลม่อจ านวนห้าหมื่นไปรักษาการณ์อยู่ที่แนว
หน้าเพื่อเฝ้าระวังชาวเป่ยหรง เพราะว่าอยู่ใกล้กับด่านเฟ
ยหงมาก และที่ด่านเฟยหงก็มีทหารจ านวนสองแสนนาย
ของหยวนเผยเฝ้ารักษาการณ์อยู่ จึงไม่รู้สึกล าบากใจมาก
นัก
สภาพการณ์เช่นนี้ท าให้เยี่ยหลีมีโทสะไม่น้อย ถ้า
ไม่ใช่ว่าเยี่ยหลียืนยันที่จะมาภูเขาหลิงจิ้ง ไม่แน่ว่าใน
อนาคตตอนที่ทั้งสองกองทัพเริ่มรบทัพจับศึกกัน สถานที่
แห่งแรกที่จะเกิดปัญหาก็คือสถานที่แห่งนี้
“ข้าน้อยไม่ทราบว่าพระชายาจะมาเยือน จึงไม่ได้
ออกไปท าการต้อนรับได้ พระชายาโปรดอภัยให้ข้าน้อย
ด้วย เชิญพระชายาไปพักผ่อนข้างในค่ายก่อนชั่วครู่
ข้าน้อยจะส่งคนไปเชิญท่านแม่ทัพโจวให้มาที่นี่เดี๋ยวนี้พ่ะ书呆子
ย่ะค่ะ” ซุนเย่าอู่ท าศึกเป็นเช่นไรนั้นมิอาจทราบได้ แต่
ความสามารถในการประจบสอพลอนั้นเชี่ยวชาญเป็น
อย่างมาก เยี่ยหลีไม่สบอารมณ์ ก าลังจะปฏิเสธแล้วมุ่ง
หน้าไปยังค่ายทหารของโจวหมิ่น แต่ก็มีเสียงฝีเท้าม้าดัง
อย่างเป็นระเบียบครู่หนึ่งมาจากที่ห่างไกล ชั่วประเดี๋ยว
เดียวชายวัยกลางคนที่น าอยู่ด้านหน้าก็ควบม้าเข้ามา
หยุดอยู่ที่หน้าประตู และพลิกตัวลงจากม้า เดินมาถึง
ด้านหน้าเยี่ยหลี ยกชุดเกราะขึ้น และคุกเข่าลงกับพื้น
“ข้าน้อยโจวหมิ่น คารวะพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”