กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1072.4 นั่งดูไฟโหมลามทุ่งหญ้าริมชายฝั่ง
ที่ใต้หล้าไพศาลมี “สถานการณ์ไม่พ่าย” เกี่ยวกับเฉาสืออยู่
หลายปีมานี้ในอาณาเขตของหรู่โจวก็มีคนเป็ นเจ้ามือเริ่มเปิด การเดิมพัน
จูโหม่วเหรินออกไปข้างนอกมาครั้งนี้ เหตุผลครึ่งหนึ่งก็เพื่อเรื่อง นี้ ถึงอย่างไรก็อยู่ว่างไม่มีอะไรท าอยู่แล้ว หาเงินเล็กๆ น้อยๆ มาใช ้ก็ดี เหมือนกัน
หากว่าเกิดโชคร ้ายขึ้นมาก็ไม่เป็ นไร คนที่เปิดโต๊ะเดิมพันคือ สถานรับฝากเงินแห่งหนึ่งของหรู่โจว เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า
จูโหม่วเหรินนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงเอ่ยว่า “ข้าออกเดินทางไกล ครั้งนี้ได้เจอกับสวีซวี่หยวนผู้นั้นแล้ว เจอกันที่เกาะซั่วต่าวของ ทะเลสาบเหลยเจ๋อ ดื่มเหล้าเคล้านารีด้วยกันไปมื้อหนึ่ง”
ใต้หล้ามืดสลัวมี “แผ่นดินจมดิ่ง” ของมณฑลโบราณแห่งหนึ่งที่ ได้กลายมาเป็ นทะเลสาบใหญ่ยักษ์ มีเกาะอยู่สี่แห่งจึงได้ชื่อว่า “สี่ มณฑลเล็ก’ มีหูจวินสองท่านเฝ้ าพิทักษ์ดูแล
คนหนึ่งในนั้นคือหวังซิ่งที่มีฉายาว่า “ไท่อี๋” ขีดเส้นแบ่งอาณา เขตกับเหลยอวี่สตรีเจ้าของทะเลสาบที่ร่างจริงคือฉิวอย่างชัดเจน ต่างคนต่างได้ครอบครองน่านน้าไปคนละครึ่ง
่
หวังซิ่งกับเหลยอวี่ ผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคาซึ่งอายุขัยในการฝึ ก ตนยาวนานอย่างมากสองคนนี้ต่างก็เป็ นหนึ่งในตัวสารองสิบคนของ ใต้หล้าใหม่ล่าสุด
เพียงแต่ว่าเกี่ยวกับชื่อเรียกของทะเลสาบยักษ์กลับไม่เคยมีการ กาหนดเสียที หวังซิ่งตั้งชื่อน่านน้าของตัวเองที่แบ่งออกเป็ นสองส่วน
ว่าทะเลสาบกานหูและทะเลสาบคุนหู
เหลยอวี่ไม่สนใจเขตอิทธิพลของอีกฝ่าย เพียงแค่ตั้งชื่อทะเลสาบ ยักษ์อีกครึ่งหนึ่งของตัวเองว่าเหลยเจ๋อ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของหวังซิ่งตั้งอยู่บนเกาะหมู่ซาน ศาล บรรพจารย์สร ้างอยู่บนเกาะเทียนฉือ ชีวิตในการฝึกตนชอบเลี้ยงห่าน มากที่สุด มักจะพักอยู่ริมแม่น้าซินอันเสมอ
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเหลยอวี่ตั้งอยู่ที่ยอดเขาเหมยเฟิ ง สร ้างคฤหาสน์หลบร ้อนไว้ที่ภูเขาหลงซาน
หลินเจียงเซียนยิ้มถาม “เป็ นอย่างไร?”
จูโหม่วเหรินวิจารณ์ว่า “เป็ นคนที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง ตอนนั้น จัดงานเลี้ยงสุราบนเกาะซั่วต่าว นอกจากเหลยอวี่เจ้าของทะเลสาบ แล้วยังมีหยางชิงแห่งหอโส่วซาน เจ้าสวีซวี่หยวนผู้นี้ตั้งท่าชัดเจนว่า จะกินรวบ แล้วก็ไม่ปิดบังความคิดของตัวเองแม้แต่น้อย ไม่ถูกหยาง ชิงฆ่าตายก็ถือว่าเขาโชคดีดวงแข็งมากแล้ว”
่
จงเซวี๋ยเฉวียนหัวเราะหยัน “ถึงกับกล้าหาเรื่องหยางชิงแห่ง “เสิ่น โหลว” ไอ้หมอนี่ไม่รู ้จักกลัวตายบ้างเลยหรือไร?”
ซ่งเยว่กลับถามอย่างใคร่รู ้ว่า “สวีเหมียนกับสวี่อิงหนิงต่างก็อายุ มากกันแล้ว ได้ยินมาว่าสวีซวี่หยวนอายุยังไม่ถึงพันปี พวกเขาเป็ น พี่สาวน้องชายกันแท้ๆ จริงหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็ นพี่สาวน้องชายกันแท้ๆ จริงแท้แน่นอน”
จูโหม่วเหรินกดเสียงลงต่า “พวกเราไม่สงสัยบ้างเลยหรือว่าพ่อ แม่ของพวกเขาสามคนคือใคร?”
จงเซวี๋ยเฉวียนเอ่ยเสียงเบา “แค่เคยได้ยินมาว่าบิดาของพวกเขา คือผู้ฝึกตนใหญ่คนหนึ่งที่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ในช่วงเวลาสั้นๆ ถูก เจ้าลัทธิท่านหนึ่งของป๋ ายอวี้จิงสั่งสอนไปรอบหนึ่ง ขอบเขตจึง ถดถอย ถึงได้ปิดบังชื่อแซ่ ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยตัวตน?”
จูโหม่วเหรินใช ้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “ขอบเขตถดถอยหรือไม่ ข้า ไม่รู ้ ข้ารู ้แค่ว่าผู้อาวุโสท่านนี้เลื่อมใสเจ้าลัทธิท่านนั้นของป๋ ายอวี้จิ งมาก รู ้สึกมาโดยตลอดว่าวิธีการปกครองใต้หล้าของเจ้าลัทธิอีกสอง ท่านใจอ่อนเกินไป พูดมากเกินไป แล้วก็เพราะเจ้าลัทธิทั้งสองท่าน พูดง่ายเกินถึงได้เป็ นเหตุให้ใต้หล้ามืดสลัวมีแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน เช่นนี้”
ชีฮูหยินยิ้มเอ่ย “มิน่าเล่าถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวสองคนว่าอย่างนั้น ที่ แท้ผู้อาวุโสท่านนี้ก็มีไฟโทสะสุมอยู่ในอกนี่เอง”
่
จงเซวี๋ยเฉวียนพูดจาไร ้ความย าเกรง เขาเอ่ยอย่างโผงผางว่า “ให้กาเนิดลูกสาวที่ได้ดิบได้ดีตั้งสองคนแล้ว ไฉนถึงต้องให้กาเนิด บุตรชายที่ฝึ กตนมาเกือบพันปี ถึงเพิ่งจะเป็ นหยกดิบด้วยนะ? ให้ ความส าคัญกับบุรุษ ดูแคลนสตรีอย่างนั้นหรือ?”
หากจะพูดถึงความโชคดีที่มหาศาลเทียมฟ้ า ใต้หล้ามืดสลัวก็
เห็นพ้องต้องกันว่ามีอยู่สี่คน
นักพรต “ซานชิง” ที่เจ้าลัทธิลู่รับลูกศิษย์แทนอาจารย์ เดินขึ้น สวรรค์ในก้าวเดียว กลายเป็ นลูกศิษย์ปิดส านักของมรรคาจารย์เต๋า ทุกวันนี้ดูแลกิจธุระระบบสายเต๋าของป๋ ายอวี้จิงอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี
สวีเจวี้ยนผีที่เป็ นคู่บาเพ็ญเพียรกับเจาเกอ แน่นอนว่าต้องเป็ น อันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย สานักต้าเฉากับภูเขาเหลี่ยงจิง ทุกวันนี้ ได้ร่วมมือกันสร ้างสานักเบื้องล่างแล้ว พอถึงเวลานั้นสวีเจวี้ยนก็จะ กลายเป็ นเจ้าส านักของสานักทั้งสี่แห่ง
คาวิจารณ์ประโยคหนึ่งจากนักพรตซุนที่มีต่อเรื่องนี้ถือว่าพูดเข้า เป้ าพอดี ใต้หล้าไม่มีความแค้นยาวนานของสานักใดที่แก้ไขไม่ได้ ด้วยงานแต่งงาน”
โจรขโมยข้าวสารหวังหยวนลู่ โชคดีได้กราบเจ้าแห่งถ้าปี้เซียว เป็ นอาจารย์
่
ตามถ้อยคาที่เอ่ยอย่างเป็ นกลางของนักพรตซุน ก็คือ “เจ้าคนโง่ ที่มที่อรนหาเรื่องใส่ตัวพลิกฟ้ าสร ้างความปั่นป่วน ทาเรื่องน่าอาย วัน หน้าคิดอยากตายก็ยากแล้ว
ผู้ฝึกกระบี่สวีซวี่หยวน
มีผู้ฝึกตนหญิงฝาแฝดคู่หนึ่งที่ครั้งนี้จับมือกันติดอันดับตัวสารอง สิบคนของใต้หล้า พี่สาวสวีเหมียน คือเจ้าของถ้าสวรรค์ชิงหนี คือ บรรพจารย์สายขุนนางหญิงประทินโฉม น้องสาวสวี่อิงหนิง คือ เจ้าของพื้นที่มงคลเทียนหร่าง คือบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสายมือ แดงม้วนม่าน และสวีซวี่หยวนก็คือน้องชายแท้ๆ ของพวกนาง นอกจากนี้เล่าลือกันว่าสวีซวี่หยวนยังเป็ นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการ บันทึกชื่อของหวังซิ่ง ไท่อี๋” นักพรตชานอินด้วย และยิ่ง เป็ นพี่น้อง ต่างแซ่ที่สาบานตนกับคนอีกสองคน ได้แก่หลัวอี้ “ฮว่อกวาน” ฮ่องเต้ ผู้บุกเบิกแคว้นของราชวงศ์เหิงหยางและอู่สี่ “เจออินโหว” แห่งแคว้น โย่วซานเพ่ยโจว
พี่สาวแท้ๆ สองคน ผู้ถ่ายทอดมรรคาหนึ่งคน พี่น้องสองคนที่ สาบานตนต่อกัน คนทั้งห้านี้ต่างก็ติดอันดับตัวสารองสิบคนของใต้ หล้ามืดสลัวทั้งสิ้น
นี่จึงเป็ นเหตุให้คนผู้นี้ที่อยู่ในใต้หล้ามืดสลัว มีวลีติดปากอยู่สอง ประโยค หนึ่งประโยคเป็ นเจ้าอารามซุนที่มอบให้ อีกหนึ่งประโยคเจ้า อารามซุนบอกว่าเจ้าลัทธิลู่เป็ นคนพูด
่
“สวีซวี่หยวนที่ไร ้ที่พึ่ง” “คุณชายสวีที่พยายามยืนอยู่ด้วยลาแข้ง ของตัวเอง”
ใต้หล้ามืดสลัวเคยชินกันมานานแล้ว คนที่น่าสนใจและเรื่องราว ที่น่าสนุกทั้งหลาย ขอแค่นักพรตซุนไม่เปิดปากพูดประโยคเป็ นธรรม สักหนึ่งหรือสองประโยค ต่อให้คนอื่นจะพูดสักกี่พันกี่หมื่นคาก็มักจะ
รู ้สึกว่าไม่ได้รสชาติดั้งเดิมเสมอ
จูโหม่วเหรินสะดุ้งโหยง พูดสั่งสอนด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าหนู พูดจาระมัดระวังหน่อย!”
และเวลานี้เอง ลมปราณมหาศาลขุมหนึ่งก็เหมือนไอเมฆหมอกที่ ล้อมวนไปทั่วภูเขายาซาน
ชีฮวาเจียนหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย ถลึงตาใส่ศิษย์น้องที่ปากไร ้ หูรูดอย่างดุดัน
ซ่งเยว่ก็ยิ่งรู ้สึกว่าลมหายใจติดขัด
หลินเจียงเซียนยิ้มบางๆ “ในเมื่อกล้าให้กาเนิด ยังจะต้องกลัวคน อื่นนินทาอีกหรือ?”
ภาพบรรยากาศที่ราวกับทัณฑ์สวรรค์อันน่าครั่นคร ้ามซึ่งปก คลุมไปทั่วภูเขายาซานยิ่งเข้มข้นมากกว่าเดิม
่
หลินเจียงเซียนหรี่ตากล่าว “หากผู้อาวุโสยังไม่ถอยดวงจิตเมล็ด งาของตัวเองออกไปจากยาซาน ก็อย่าโทษหากข้าจะมอบของขวัญ ตอบแทนกลับคืนไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจินถงล่ะ”
ครู่หนึ่งต่อมา ยาซานก็กลับคืนมาฟ้ าใสอากาศปลอดโปร่งอีก ครั้ง
เห็นได้ชัดว่าดวงจิตของผู้ฝึกตนใหญ่ท่านนี้ได้ถอยออกไปจาก อาณาเขตของราชวงศ์ชื่อจินแล้ว
จูโหม่วเหรินถอนหายใจ “น้องจงเอ๋ยน้องจง เจ้าเจอกับปัญหา ใหญ่เข้าให้แล้ว หายนะที่มาเยือนโดยไม่ทันคาดฝันครั้งนี้ โชคดีที่มี หลินซือนั่งบัญชาการณ์อยู่ที่ยาซาน”
เต้ากวานผู้อาวุโสที่เป็ นคนรุ่นเดียวกับอู๋โจวผู้นี้มีเวทคาถาที่เป็ น ฝีมือกันกรุอยู่สองสามบทที่เรียกได้ว่าน่าตะลึงพรึงเพริด วิชาหนึ่งใน นั้นก็คือสามารถทาให้พื้นดินกลายมาเป็ นหนองน้าได้ในชั่วพริบตา
และยังสามารถสร ้างศาลาริมน้าระเบียงรับลมขึ้นมา หากนักพรต เข้าไปอยู่ข้างในนั้นสุดท้ายจะถูกหลอมให้กลายเป็ นกระบี่อาคมแห่ง ห้วงธุลีแดงหมื่นจัง
แน่นอนว่าคนผู้นี้เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ด้วยการผสานมรรคา กับดินอวยพร ด้วยฝี มืออันยิ่งใหญ่ เห็นแล้วต้องถอนหายใจด้วย ความทึ่ง “ม่านแดงปกคลุมทั่วทั้งมณฑล”!
่
เมื่อประมาณพันปีก่อน นักพรตแห่งจู้โจวที่อายุขัยก าลังจะถึง ขีดจ ากัด วางแผนอย่างยากล าบากมาพันกว่าปี การปิดด่านผสาน มรรคากลับอยู่ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
แล้วก็เพราะการกระทาเช่นนี้ไปสร ้างความวุ่นวายอลหม่านให้กับ สภาพแวดล้อมของในมณฑล ขัดต่อกฎระเบียบที่ป๋ ายอวี้จิงตั้งไว้ ถึง
ได้ถูกสหายรักอวี๋โต้วพกกระบี่มาเยือน
เจ้าลัทธิอวี๋โต้วที่สวมชุดคลุมอาคมถือกระบี่เซียนไว้ในมือชัดให้ นักพรตที่เพิ่งจะเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ ขอบเขตถดถอยกลับไปที่ เซียนเหรินโดยตรง
ขณะเดียวกันถ้าสวรรค์ชิงหนีและพื้นที่มงคลเทียนหร่างที่เดิมก็ เชื่อมโยงถึงกันอยู่แล้วก็ติดร่างแหไปด้วย ถูกกระบี่หนึ่งของอวี๋โต้วสะ บั้นความเชื่อมโยงที่มีต่อกัน จากนั้นยังออกคาสั่งให้ปิดภูเขาของทั้ง ในพื้นที่มงคลและถ้าสวรรค์
หากจะพูดกันถึงความยุติธรรม พูดถึงการไร ้ความเห็นแก่ตัว อวี๋ โต้วเรียกตัวเองว่าเป็ นที่สอง ใต้หล้ามืดสลัวก็ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเอง ว่าเป็ นที่หนึ่ง
แต่ว่าเรื่องพวกนี้ล้วนเป็ นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อนแล้ว อีก ทั้งเต้ากวานแห่งจู้โจวท่านนั้น การที่เขาผสานมรรคาสาเร็จแล้ว ขอบเขตถดถอยกลับในเสี้ยววินาที เป็ นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลา ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ถูกซ่อนเร ้นอาพรางไว้อย่างดี
่
จงเซวี๋ยเฉวียนหันหน้าไปมองอาจารย์
หลินเจียงเซียนกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “รักษาบาดแผลเรียบร ้อย แล้วเจ้าก็ลงจากภูเขาไปเยือนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจินถง เดินเล่น อยู่ที่นั่นสักรอบแล้วค่อยกลับมาที่ยาซาน”
พวกจ้าวเฮ้อชงนั้นยังพูดง่าย ถึงอย่างไรก็เคยชินกันแล้ว
แต่กู่แย่นเกอที่เป็ นคนนอกกลับอึ้งค้างไร ้คาพูด
จงเซวี๋ยเฉวียนกลืนน้าลาย กุมหมัดรับคาสั่ง
หลินเจียงเซียนกล่าว “กู่แย่นเกอ ระหว่างที่เจ้าอยู่ที่ยาซาน พวก เรามาประลองฝีมือกันสองครั้ง”
กู่แย่นเกอมีสีหน้าสดใส กุมหมัดเอ่ยเสียงหนักจริงจัง “ผู้เยาว์ น้อมรับคาสั่งสอนจากหลินซือ!”
จูโหม่วเหรินโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ไม่ถือว่าผิด ต่อค าไหว้วานของคนงาม การมาเยือนยาซานครั้งนี้ คุณความชอบ สมบูรณ์เต็มเปี่ยม
อันที่จริงเขาบังเอิญเจอกับกู่แย่นเกอกลางทาง เพราะจุดหมาย คือสถานที่เดียวกันถึงได้เดินทางมาด้วยกัน น่าเสียดายที่ตลอด เส้นทางนี้ได้พูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น
่
นี่ไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาไม่ดี ฝี มือไม่มากพอ แต่เป็ นเพราะดู เหมือนกู่แย่นเกอจะไม่ชอบผู้ชาย เขาจะยังมีวิธีอะไรได้อีกเล่า ให้เขา กลายร่างไปเป็ นผู้หญิงหรือ?
เขาที่เป็ นผู้นาของเต้ากวานในหรู่โจว เคยเป็ นจ้วงหยวนหลาง แห่งราชวงศ์เจียกานหรู่โจว แน่นอนว่ามีความสามารถดีเยี่ยม จากนั้นก็ถูกพวกคนที่มา “จับลูกเขยใต้กระดานรายชื่อ’ จับตัวไป เป็ นราชบุตรเขย
และเขาก็คือผู้ที่เลื่อมใสผู้ที่เป็ นที่ภาคภูมิในที่สุดในโลกมนุษย์ ผู้ สูงศักดิ์เต็มเมืองหลวง แต่ข้ากลับเดียวดายล าพัง ดูสิดู เขียนได้ดี ขนาดไหน จูโหม่วเหรินมักจะรู ้สึกว่าบทกวีครึ่งหนึ่งของป๋ ายเหย่เขียน ขึ้นมาเพื่อตนโดยเฉพาะ
คนทั้งกลุ่มออกมาจากลานประลองยุทธด้วยกัน เปลี่ยนสถานที่ ไปดื่มเหล้ากัน ส่วนซ่งเยว่นั้นถูกศิษย์พี่หญิงชีฮวาเจียนพาไปแช่ตัว ในอ่างยา
กู่แย่นเกอถาม “ผู้อาวุโสจูสนิทกับนักพรตซุนแห่งอารามเสวียน ตูหรือไม่?”
จูโหม่วเหรินตอบค าถามอย่างระมัดระวัง “ถือว่ารู ้จักกัน แต่ไม่ได้ สนิทกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ”
่
“แม่นางแย่นเกอมีบุญคุณความแค้นส่วนตัวกับอารามเสวียนตู แห่งฉีโจวหรือ? หรือว่ามีเรื่องอยากจะขอร ้องเจ้าอารามซุนที่ไม่ค่อย ชอบต้อนรับแขกผู้นั้น?”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากเอ่ยขอบคุณเจ้าอารามซุนสักค า เพียงแต่ว่าเมื่อหลายปีก่อนดูเหมือนเจ้าอารามซุนจะไม่อยู่ในอาราม ไม่มีวาสนาได้พบกันเสียที คาดว่าทุกวันนี้เจ้าอารามซุนก็น่าจะจ าข้า ไม่ได้แล้ว บุ่มบ่ามไปเยี่ยมหาถึงที่ฉีโจว กลัวก็แต่ว่าไปถึงอาราม เสวียนตูแล้วจะต้องกินน้าแกงปิดประตูอยู่ดี”
จูโหม่วเหรินโล่งอก เขาเปลี่ยนคาพูดใหม่ดั่งคนที่ขับเรือตาม กระแสลมทันที “แม้จะบอกว่าข้ากับเจ้าอารามซุนไม่ได้สนิทกันมาก นัก แต่เจ้าอารามชุนก็เคยเชิญข้าไปดื่มเหล้าที่นั่น สมกับคาโบราณ ว่าไว้จริงๆ ไปเร็วไม่สู้ไปได้จังหวะบังเอิญ หากแม่นางแย่นเกอยินดี ช่วงนี้ก็สามารถติดตามข้าไปเป็ นแขกที่อารามเสวียนตูได้”
กับเจ้าอารามซุน จะไม่สนิทหรือจะสนิทกันมากก็ได้
หลินเจียงเซียนสีหน้าไร ้อารมณ์ คร ้านจะเปิดโปงค าคุยโวของ เพื่อนรัก
ซุนไหวจงไม่มีมิตรภาพอะไรกับจูโหม่วเหริน อย่างมากสุดก็แค่ ดีกว่าคนรู ้จักที่ปกติแค่พยักหน้าทักทายกันเล็กน้อยเท่านั้น
่
สาหรับผู้ฝึ กตนบนยอดเขาแล้ว สองฝ่ ายเจอหน้ากันบ่อยครั้ง จริงๆ แต่หากจะให้คิดกันจริงๆ ก็มีความสัมพันธ ์ที่ธรรมดา ธรรมดา อย่างมาก
หนึ่งเพราะทั้งสองไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน จูโหม่วเหรินชอบ ความมีรสนิยมมีอารมณ์สุนทรี นักพรตซุนกลับไม่ยินดีจะพูดจา
สุภาพไพเราะมากที่สุด
นอกจากนี้ทุกครั้งที่จูโหม่วเหรินไปเป็ นแขกที่อารามเสวียนดูก็ ล้วนจ าเป็ นต้องไปทั้งนั้นทุกครั้งที่เจ้าอารามซุนรู ้สึกว่าดื่มเหล้าของ บ้านตัวเองจนเบื่อแล้วก็มักจะเรียกสหายจูแห่งหรู่โจวไปดื่มเหล้า ด้วยกันเสมอ
นอกจากนี้ก็เพราะทุกครั้งที่เจ้าอารามผู้เฒ่าได้เจอกับจูโหม่วเห รินก็มักจะดึงแขนของอีกฝ่ ายเอาไว้ พูดโน้มน้าวด้วยความหวังดีว่า ไม่สู้สหายกลับไปใช ้ชื่อเดิมว่า ‘จูต้าจ้วง” ดีกว่าไหม?
เจ้ามักจะชอบหาความแปลกใหม่ให้ตัวเองลาบากอยู่เสมอ นี่ก็มี แบบส าเร็จรูปให้แล้วไม่ใช่หรือ ไฉนต้องขี่ลาไปหาลาด้วยเล่า?
จูโหม่วเหรินหรือจะตอบตกลง?
หากไม่เป็ นเพราะบุคคลอันดับสิบเอ็ดที่แน่นอนไม่มีทางเอาชนะ บุคคลอันดับที่ห้าที่ต่อให้ฟ้ าผ่าก็ไม่สะเทือนได้ จูโหม่วเหรินก็นึก อยากจะกดหัวของอีกฝ่ ายแล้วถามดังๆ ว่า เจ้าบอกข้าผู้อาวุโสมาให้