กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1007.4 เปิดศึก
ก่อนหน้านี้ดวงจิตของลู่เหว่ยเคยไปที่หน้าประตูจวนแห่งหนึ่งซึ่ง ไม่ได้ปิดประตู ด้านในมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนพื้น กาลังถือพู่กันเขียน หนังสือด้วยท่าทางรอบคอบระมัดระวัง
ก็คืออิ๋นลู่รองเจ้านครของนครเซียนจานแห่งเปลี่ยวร ้าง ถูกอิ่นก วานหนุ่มกักหนึ่งจิตหนึ่งวิญญาณ ร่างจริงขอบเขตถดถอยเป็ นหยก ดิบ “ร่างแยก” นี้จึงถูกเฉินผิงอันกักขังไว้ในห้อง ตามข้อตกลง หาก เขียนตัวอักษรไม่ครบหนึ่งล้านตัว อีกทั้งยังต้องรับประกันคุณภาพ ของเนื้อหา หาไม่แล้วชั่วชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ “ออกนอกประตู” ไปอีกเลย
นี่จึงเป็ นเหตุให้ช่วงเวลานี้ “อิ๋นลู่” ผู้นี้เค้นสมองครุ่นคิดแทบตาย เพื่อจะได้เขียนเรื่องราวเกร็ดประวัติและเรื่องลับๆ ทั้งหลายของใต้หล้า บ้านเกิดที่เคยได้ยินมาลงไป กว่าจะรวบรวมได้ครบห้าแสนค าได้ก็ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
นี่ทาให้รองเจ้านครท่านนี้ต้องถอนหายใจเฮือกๆ อยู่ทุกวัน เขียน หนังสือเป็ นเรื่องที่ยากจริงๆ
อิ๋นลู่คารวะตามขนบลัทธิเต๋อย่างเข้าท่าเข้าที “สหายลู่ ได้เจอกัน อีกครั้งแล้ว”
อุตส่าห์ได้ออกมาสูดอากาศทั้งที แต่กลับรู ้สึกเหมือนเดินอยู่บน แผ่นน้าแข็งบางๆ ผู้ฝึกลมปราณกลุ่มที่ยืนอยู่บนพื้น หากอิ๋นลู่เดาไม่ ผิดก็คือพวกตาแก่หนังเหนียวสกุลลู่ของแผ่นดินกลางไพศาลแล้ว
ลู่เหว่ยได้แต่แสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยิน จะแสดงท่าทีตอบกลับเผ่าปีศาจเปลี่ยวร ้างอย่างมีมารยาทจริงๆ ก็คงไม่ได้กระมัง
ลู่เหว่ยมาจากสายหลักของสกุลลู่ ลู่ฮุยลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่เป็ น หนึ่งในผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินต้าหลีกลับไม่ใช่ทายาทสายตรงที่สืบ ทอดมาจากต้นตระกูลของสกุลลู่ เพียงแต่ว่าฝ่ ายหลังไม่เหมือนกับไท เฮาหนันจานที่อาศัยไข่มุกหลิงซีทาให้ได้รู ้ความจริงมากมายจนถึง ทุกวันนี้ลู่ฮุยก็ยังถูกปิดหูปิดตา ตอนที่อยู่ในถ้าสวรรค์หลีจู ลู่เหว่ยลง เดิมพันไว้ที่สกุลซึ่งต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังช่วยประคับประคอง เฉาห้างและหยวนเซี่ยหยกคู่ผู้กอบกู้ความรุ่งโรจน์ให้กับต้าหลีใน ภายหลังอย่างลับๆ แล้วก็เพราะหนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊คู่นี้ได้กลายมาเป็ นเทพ ทวารบาลที่ถูกแปะภาพไว้หน้าประตูทุกครัวเรือนในหนึ่งทวีป จึงเป็ น เหตุให้ลู่เหว่ยได้รับ “ส่วนแบ่ง” ก้อนใหญ่อย่างไม่ขาดสาย คอขวด ขอบเขตเซียนเหรินเกิดลางว่าจะคลายตัวออก หากไม่เป็ นเพราะไป เยือนเมืองหลวงต้าหลีมารอบหนึ่ง ต้องการเป็ นผู้ไกล่เกลี่ยให้แทนลู่ เจี้ยง แต่ไม่ทันระวังทาพลาดในตอนท้าย เดิมทีเซียนเหรินลู่เหว่ยก็ น่าจะสร ้างคุณูปการได้อย่างสมบูรณ์แบบ หวนกลับมายังสกุลลู่ แผ่นดินกลางก็คงได้ปิดด่านแสวงหาขอบเขตบินทะยานไปแล้ว
เรื่องน่าอายในบ้านไม่เอาไปแพร่งพรายข้างนอก ตอนนั้นลู่เหว่ย ที่อยู่ในวังหลวงต้าหลีไม่ว่าในใจจะมีความอัดอั้นสะสมมานานจนถึง ขั้นหากไม่พูดออกมาก็จะรู ้สึกไม่สบายใจ หรือว่ามีแผนการอย่างอื่น ก็ล้วนได้ระบายความทุกข์ใจออกมาให้เฉินผิงอันฟังทั้งหมด ตามคา กล่าวของเซียนเหรินท่านนี้ตระกูลลู่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ ระหว่างสาย หลักกับสายรอง รวมไปถึงภายในสายหลักเองก็มีความขัดแย้ง เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่การช่วงชิงผลประโยชน์ กันเท่านั้น ยังมีการแบ่งแยกบนมหามรรคาที่ลี้ลับอีกมากมาย ดังนั้น การประชุมศาลบรรพชนของตระกูลสกุลลู่สิ้นสุดลง กับการแยกย้าย กันออกไปทาเรื่องของใครของมันนอกศาลบรรพชน ส าหรับคนนอก ที่เหมือนมองดอกไม้อยู่ในม่านหมอกแล้วส่วนใหญ่มักจะมีความ ขัดแย้งกันเองอยู่เสมอ
ลู่เสินที่ถูกเมินยังคงมีสีหน้าเป็ นปกติ เพียงแค่พูดเรื่องของตัวเอง ต่อไปว่า “อยากจะขอความรู ้จากเจ้าขุนเขาเฉินสักหน่อย ไม่ทราบว่า ตราประทับสายฟ้ าหกเต็มที่แกะสลักอักขระกลับหัวชิ้นนั้นมาจาก ฝีมือของบรรพบุรุษท่านใดในตระกูลของข้า?”
ตามทาเนียบวงศ์ตระกูลสกุลลู่ คนอย่างลู่เหว่ยนี้ต้องเรียกลู่เฉิน ว่าท่านปู่น้อย
ผลคือลู่เหว่ยกลับต้องมาถูกตราประทับที่มีความเป็ นไปได้อย่าง มากว่าลู่เฉินจะสร้างขึ้นกับมือตัวเองกักขังจนดวงวิญญาณเกือบแตก
กระเจิง ได้แต่สร ้างเนื้อหนังมังสาขึ้นมาใหม่จากตะเกียงต่อชะตาดวง หนึ่ง แล้วเริ่มต้นฝึกตนใหม่อีกครั้ง
เฉินผิงอันแกล้งถามทั้งที่รู ้ดี “บรรพบุรุษท่านใด? ท าเนียบวงศ์ ตระกูลสกุลลู่หนาขนาดนั้น ข้าเป็ นแค่คนนอกที่เพิ่งเคยมาเป็ นแขกที่ สกุลลู่เป็ นครั้งแรกจะรู ้ได้อย่างไรว่าเจ้าประมุขลู่พูดถึงใคร?”
หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย “เด็กหนุ่ม” มีรูปโฉมเป็ นสตรี วัยกลางคน นางถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาโดยตรง
แม้ว่าจะเป็ นคนสกุลเดียวกัน นางกลับไม่ไว้หน้าลู่เสินที่เป็ น ประมุขตระกูลเลยแม้แต่น้อย
นี่แสดงให้เห็นว่าที่บอกว่าภายในตระกูลสู่สานักหยินหยางมี ภูเขาตั้งเรียงราย แต่ละคนต่างมีกองก าลังของตัวเองก็ไม่ใช่ค าลวง เลย
และนางเองก็มีคุณสมบัติมากพอที่จะไม่ไว้หน้าลู่เสินจริงๆ เพราะ สกุลลู่มีสายหนึ่งที่มีความส าคัญไม่แพ้ให้กับสายผู้พิศฟ้ าเลยแม้แต่ น้อย
ขารับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือนครเฟิ งตู รับประกันว่า คนและผีจะอยู่กันคนละเส้นทาง มืดกับสว่างมีความแตกต่าง ดังนั้น “ขุนนางแห่งผืนดิน” สกุลลู่สายนี้กับนครเฟิ งตูและศาลเทพอภิบาล เมืองของใต้หล้าล้วนมีความสัมพันธ ์ควันธูปที่ดีต่อกัน
และนางก็เป็ นบรรพจารย์ของสายนี้พอดี
ลู่เสินเป็ นฝ่ายพูดถึงสองครั้ง แต่เฉินผิงอันกลับไม่สนใจสักครั้ง
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่นั่งอยู่บนพื้นยังจงใจพูดยุแยง “ขนาดนี้แล้วยังทนได้อีกหรือ ตะพาบเฒ่าหรือ? ต่างก็พูดกันว่าตีคน ไม่ตบหน้า ถูกผู้เยาว์คนหนึ่งหมิ่นเกียรติถึงเพียงนี้ไม่ควรต้องถลก ชายแขนเสื้อซัดกันหนักๆ สักรอบหรือไร”
เซี่ยโก่วร ้องโอ้ยติดๆ กันอีกหลายที่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยัง บาดเจ็บสาหัสอยู่ นางยื่นมือไปนวดคลึงหัวเข่าแล้วก็ตัวสั่นเยือก ทันใด ร ้องโหวกเหวกว่าเจ็บๆๆ ขาหักแล้ว ขาหักแล้ว
ผู้เฒ่าร่างผอมสูงที่ลักษณะคล้ายปัญญาชนคนหนึ่งรู ้สึกเดือด ดาลในใจยิ่งนัก เมื่อไหร่กันที่แผ่นดินบรรพบุรุษสกุลลู่ของข้าตกต่า ถึงขั้นถูกคนนอกเอามาล้อเลียนเล่นสนุกและยังก่อกวนได้เช่นนี้?
ต่อให้เจ้าลัทธิศาลบุ๋นหรือพวกผู้อานวยการมาเป็ นแขกที่สกุลลู่ ของข้าก็ไม่ใช่ว่าต้องรักษามารยาทในทุกขั้นตอน ความเคารพนับ ถือที่ควรมีก็ไม่เคยขาดแม้แต่น้อยหรอกหรือ?!
เฉินผิงอันขยับเท้าเดินไปริมขอบของหอดูดาว กระทืบเท้าเบาๆ ก้อนอิฐครึ่งก้อนถูกเหยียบร่วงลงพื้น ดวงตาจับจ้องเจ้าประมุขสกุลลู่ “หากไม่เป็ นเพราะสหายอย่างลู่ไถ วันนี้ข้าคงต้องไปเยือนป้ อมจือห ลันดูสักรอบ ขอยืมต าราสองสามเล่มจากพวกเจ้าแล้วถึงจะยอมจาก ไป”
คราวก่อนเฉินผิงอันได้เอ่ยเตือนลู่เหว่ยไปแล้ว บอกว่าให้น า ความไปแจ้งกับสกุลลู่แผ่นดินกลางว่าวันหน้าอย่าได้วางแผนอะไร กับต้าหลีอีก
แล้วยังพูดกับลู่เหว่ยอย่างเปิดเผยชัดเจนว่าการปรากฏตัวของ เจ้าสู่เหว่ยก็เท่ากับว่าสกุลลู่เป็ นฝ่ ายถามกระบี่ก่อน เขาเฉินผิงอันกับ ภูเขาถั่วทั่วก็ได้รับกระบี่อย่างเป็ นทางการแล้ว
สาหรับผู้ฝึกตนบนภูเขา อันที่จริงนี่ถือเป็ นการฉีกหน้าแตกหัก กันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ได้ยินคนนอกคนหนึ่งพูดถึงลู่ไถ
พวกผู้เฒ่าหลายคนต่างก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์
เพียงแค่เพราะลู่ไถคือคนทรยศ คือลูกหลานอกตัญญูที่มาจาก สายหลักผู้นี้ที่เกือบจะพาหายนะทาลายล้างมาให้กับคนทั้งตระกูล แล้ว
เป็ นเหตุให้กลางอากาศเหนือหอดูดาวเกิดบ่อโบราณที่คล้าย ห้อยกลับหัว ปากบ่อหันลงมาด้านล่าง มืดฟ้ าบังดิน ตอนนั้นพวกผู้ พิศฟ้ าทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่บนหอดูดาวลาพังแค่คนที่ขอบเขต ถดถอยในทันทีก็มีถึงสามคนแล้ว และระดับความล้าค่าของผู้พิศฟ้ า สกุลลู่ทุกคนก็ไม่ใช่สิ่งที่โลกภายนอกจะจินตนาการได้เลย หากไม่ เป็ นเพราะตอนที่เพิ่งเริ่มเกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติ ลู่เสินเจ้าประมุข ได้ใช ้สมบัติหนักสองชิ้นที่ตั้งบูชาไว้ในศาลบรรพชนทันทีทันใด
สามารถสกัดขวางไม่ให้บ่อลึกนั้นร่วงดิ่งลงมาเอาไว้ได้ เกรงว่าแม้แต่ ป้ อมจือหลันที่มิอาจปล่อยให้เกิดปราณขุ่นมัวได้แม้แต่เศษเสี้ยว ก็คง ติดร่างแหเดือดร ้อนไปด้วย
เหมือนถูกคนเปิดบาดแผล ในที่สุดผู้เฒ่าร่างผอมสูงก็ทนไม่ไหว ตวาดกร ้าวอย่างดุดัน “เจ้าคนที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะโชคช่วย ช่างบังอาจยิ่งนัก ถึงกับกล้ามาพูดจาสามหาวที่นี่!”
เซี่ยโก่วกระโดดพรวดขึ้นมา “เจ้าโจรเฒ่า ใครให้เจ้ายืมความ กล้าถึงได้บังอาจพูดจาไร ้ยาเกรงกับคุณชายของเสี่ยวโม่บ้านข้า เช่นนี้?!”
พริบตานั้นลู่เสินก็ตวัดชายแขนเสื้อวาดวงกลมไว้เบื้องหน้า ตัวเอง กลางอากาศมีกระจกแปดทิศที่ส่องรัศมีแสงเรืองรองโผล่มา ทันที
แสงกระบี่สีขาวเส้นหนึ่งพลันกระแทกลงที่ภาพยันต์แปดทิศนี้ แสงไฟสาดกระเซ็นไปทั่ว กระจกแปดทิศเริ่มเกิดรอยร ้าวเส้นหนึ่ง ผิวหน้าของกระจกเกิดรอยร ้าวและยิ่งส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ
ตรงหน้าประตูป้ อมจือหลันมีคนหนุ่มท่าทางเกียจคร ้านคนหนึ่ง เดินออกมาจากในภาพเทพทวารบาล ขยี้ตาคล้ายกับยังไม่ทันตื่นดี
ผลคือถูกเซี่ยโก่วใช ้กระบี่ที่ถืออยู่ในมือแทงทะลุหน้าท้อง ปักร่าง เขาไว้กับประตูใหญ่ส่วนเซี่ยโก่วก็ถูกคนหนุ่มที่ปล่อยให้กระบี่ยาวฟัน ร่างยื่นมือมาคว้า พลิกตัวนางกดเข้ากับบนประตู
เด็กสาวยิ้มกว้าง
คนหนุ่มคล้ายจะรู ้สึกสมใจ แต่จู่ๆ ร่างกลับกระเด็นไปด้านหลัง สองนิ้วประกบกันทามุทรา เบื้องหน้าปรากฏแสงกระบี่พร่างพราว หลายกลุ่ม ถูกหดย่อไว้ในพื้นที่หนึ่งจิ้ง หากไม่เป็ นเพราะถูกเวทลับ สยบพลานุภาพของแสงกระบี่เอาไว้ ป้ อมจือหลันก็คงพังยับไปแล้ว
ผู้ฝึกตนหนุ่มถอนหายใจ หยุดฝีเท้า ที่แท้กายธรรมร่างนี้ก็ถูก ปราณกระบี่จานวนนับไม่ถ้วนที่มองไม่เห็นฟันจนกลายเป็ นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยไปแล้ว
และเขาก็คือจิตหยินที่ออกจากช่องโพรงของลู่เสิน โชคดีที่ไม่ใช่ จิตหยางกายนอกกาย
ลู่เสินถาม “เจ้าขุนเขาเฉิน นี่คือคิดจะเปิดศึกอย่างนั้นหรือ?”
เฉินผิงอันเก็บ “อิ๋นลู่” ไปไว้ในชายแขนเสื้อ แล้วหันมาพูด กับเซี่ยโก่ว “ไปกันเถอะ”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่นั่งยองอยู่บนหัวกาแพงป้ อมจือหลัน ร้องอ้อรับค า กลายร่างเป็ นแสงกระบี่ที่พุ่งขึ้นจากพื้นดิน ไล่ตามเสี่ยว โม่จากไป
ผู้เฒ่าร่างผอมสูงที่ยังอกสั่นขวัญผวาเช่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย “ช่างเป็ นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงนัก!”
สตรีที่คล้ายกลัวว่าใต้หล้าจะเกิดเรื่องใหญ่ไม่มากพอพยักหน้า เอ่ยคล้อยตาม “นั่นสิ นั่นสิ ความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงก็หนีไม่ พ้นเช่นนี้เอง”
ลู่เสินเพียงแค่เงยหน้ามองไปยังหอดูดาวที่พังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียดถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที
ระหว่างทางที่คนทั้งสามหวนกลับไปยังม่านฟ้ า เซี่ยโก่วบ่นที่อุ่น มือยังไม่ทันร ้อน ยังไม่สาแก่ใจมากพอ
เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย?”
เพราะเสี่ยวโม่สังเกตเห็นว่าดูเหมือนคุณชายที่อยู่ข้างกายจะ เหม่อลอยอยู่ตลอด
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มกล่าว “ไม่มีอะไร ก็แค่แบ่งสมาธิไปเท่านั้น”
เมื่อหมื่นปีก่อน ข้างกองไฟบนยอดเขาแห่งนั้น
ลาพังแค่ “นักพรต” ที่ดวงจิตดวงหนึ่งซึ่งออกเดินทางไกลของ เฉินผิงอันคาดเดาสถานะได้ก็มีปรมาจารย์มหาปราชญ์ มรรคาจารย์ เต๋า พระพุทธเจ้า
ผู้ฝึกบ าเพ็ญตนคนแรกของโลกมนุษย์ หลันฉี ผีตนนั้น ผู้นาแห่ง วิถีกระบี่ อูจู้ (สมัยโบราณหมายถึงพวกพ่อมดหมอผี ภายหลัง หมายถึงคนที่เชี่ยวชาญการทานายบวงสรวง) ปฐมบรรพบุรุษสานัก การทหาร
เฉินชิงตู หลี่เซิ่ง ป๋ ายเจ๋อ อาจารย์ซานซานจิ่วโหว
สตรีผู้หนึ่งที่สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา นางยกมือขึ้นแกว่งของที่เพิ่ง หลอมส าเร็จในมือ “ดูสิ คอยดูไปเถอะ จะต้องมีประโยชน์มากอย่าง แน่นอน!”
ผู้ฝึกตนหนุ่มที่อยู่ด้านข้างยื่นมือออกไป ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอข้า ดูหน่อย”
บัณฑิตวัยกลางคนเรือนกายก าย า สองมือก าเป็ นหมัดยันไว้บน หัวเข่าหลับตาลง เดี๋ยวก็พยักหน้าเดี๋ยวก็ส่ายหน้า
ด้านข้างมีอูจู้ผู้นั้นนั่งอยู่ พูดจาเหมือนร ้องเพลง กาลังปรึกษา เรื่องจังหวะทานองกับปรมาจารย์มหาปราชญ์ในอนาคตผู้นั้น
จอมปราชญ์น้อย หลี่เซิ่งในอนาคต ในมือถือกิ่งไม้วาดวงกลมลง บนพื้น
ป๋ ายเจ๋อนั่งยองอยู่ด้านข้าง เท้าคางด้วยมือข้างเดียว มองจอม ปราชญ์น้อย ‘จรดพู่กัน
นักพรตรูปโฉมเป็ นเด็กหนุ่มคนหนึ่งตรงเอวห้อยเถาน้าเต้าชิ้น หนึ่ง มือหนึ่งทามุทรานิ้วมือสลับสับเปลี่ยนไม่หยุด มืออีกข้างแบฝ่ า มือออกมา เพ่งมองเส้นลายมืออย่างตั้งใจ
สตรีผู้หนึ่งที่รูปโฉมงามล้ายืนอยู่ด้านหลังบุรุษร่างแกร่งกายา สองมือวางทับซ ้อนกันอยู่บนศีรษะของบุรุษ ผงกปลายคางไปทางเด็ก
หนุ่ม ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “อย่าเอาแต่หาเรื่องเขาสิ น้าเต้าตันผู้นี้ใจแคบ ที่สุด แล้วก็เจ้าอารมณ์ที่สุดแล้ว
บุรุษหัวเราะเสียงดังกังวาน ‘จะกลัวเขาไปไย รอให้วิชาหมัดเท้า ของข้าประสบความสาเร็จเมื่อไหร่ก็สามารถซ ้อมเขาได้ด้วยมือเดียว เลยล่ะ
สตรีหัวเราะดุจกิ่งบุปผาส่ายไหว เด็กหนุ่มเพียงแค่กระตุกมุมปาก เอ่ยแค่สองค าว่า “เจ้าโง่’
ชายร่างก าย าร ้องเอ๊ะ “ต่อยกันสักรอบไหมล่ะ?”
คิดไม่ถึงว่าคนรักของเขาจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
บุรุษที่เพิ่งจะขยับก้นยกขึ้นได้แต่วางลงอย่างขุ่นเคือง บ่นเสียง เบาว่า “ไม่รู้จักห้ามข้าบ้างเลย
นางนั่งลงด้านข้าง อิงแอบแนบไหล่ของเขา เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ต่อยแพ้คนเขาก็ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน
คนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ห่างทุกคนมาไกลมาก เรือนกายพร่าเลือนมี เมฆหมอกบดบัง มองไม่เห็นใบหน้า คนผู้นี้เพียงแค่เอากระบี่วางพาด หัวเข่า ดีดนิ้วเบาๆ หนึ่งที จากนั้นเอียงศีรษะน้อยๆ เงี่ยหูฟังเสียงกระบี่
ชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มอ่อนโยน บนศีรษะปักปิ่น กาลังเพิ่มท่อนไม้ ใส่ลงไปในกองไฟ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่รูปโฉมงดงามอย่างถึงที่สุดนอนอยู่บนพื้น ยก ขาไขว่ห้าง สายตาของเขาเป็ นประกายเจิดจ้าเหม่อมองไปบนท้องฟ้ า
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคิ้วหนาตาโตคนหนึ่งที่อยู่ข้างกัน หากใช ้สายตา ของคนยุคหลังมามองดูก็น่าจะแค่ถือว่ารูปโฉมได้สัดส่วนกระมัง เขา พูดกับเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นด้วยน้าเสียงที่จริงจัง ไม่ใช่หยอกล้อ “เจ้าทาแบบนี้ ไม่ค่อยน่ามองนัก วันหน้าระวังว่าจะหาคนรักไม่ได้”
ชายหนุ่มยกนิ้วโป้ งชี้ไปที่ตัวเอง “พูดถึงรูปโฉมก็ต้องให้หน้าตา อย่างข้าเฉินชิงตูนี่แหละ แบบเจ้านี่ไม่ได้จริงๆ”
เด็กหนุ่มที่หน้าตางดงามกลอกตามองบน เขาหยิบตาราเต๋าที่ แกะสลักลงบนแผ่นไม้ไผ่ม้วนหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ ชูขึ้นสูง เงย หน้ามอง
ผู้ฝึกกระบี่สามคน กวนจ้าว หยวนเซียง หลงจวิน กับบรรพบุรุษ ใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ในภายหลังและชูเซิง ทุกคนถึงกับมานั่งดื่มเหล้า ร่วมกัน อีกทั้งดูท่าแล้วความสัมพันธ ์จะไม่เลวอีกด้วย
หลงจวินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หากเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวแห่งชายหาดลั่ว เป่าผู้นั้นมาอยู่ที่นี่ด้วยก็ดีน่ะสิ เหล้าที่เขาหมักจึงจะอร่อย”
บรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่กลั้นขา ยื่นนิ้วชี้ไปที่นักพรตเด็ก หนุ่ม “เลิกพูดถึงได้แล้ว อยู่ดีไม่ว่าดีก็ตีกัน แต่ก็เอาชนะท่านผู้นี้ของ พวกเราไม่ได้ ได้ยินมาว่าสหายปี้เซียวก าลังโมโหอย่างหนักเลยนะ ทิ้งถ้อยคาอามหิตเอาไว้บอกว่าฝากไว้ก่อนเถอะ”
ชูเซิงยิ้มเอ่ยสัพยอก “หากไม่ตีกันได้ก็อย่าตีกันเลย เอาอย่าง จอมปราชญ์น้อยของพวกเรา ใช ้เหตุผลกันให้มากๆ หน่อย”
มีคนผู้หนึ่งพลันถามว่า “เจ้าว่าวันหน้า เมื่อเวลาผ่านไปนาน มากๆ…ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งพันปี สองสามพันปีให้หลัง วิถีทางโลกจะ เป็ นเช่นไร?”
ผู้นาแห่งวิถีกระบี่ที่แทบจะไม่เคยเปิดปากพูดกับใครผู้นั้นทาท่า จะพูดแต่ก็หยุดไปอยู่หลายครั้ง ราวกับว่าอยากจะเปิดปากพูดสักครั้ง อย่างที่หาได้ยาก แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่เอ่ยอะไร
เฉินชิงตูยิ้มตาหยี สอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย พึมพาเสียงเบา “ต่างก็มีอิสระกันมากกระมัง สามารถขึ้นเขาไปฝึกตน ปกป้ องพวก คนที่ฝึกตนไม่ได้”
บรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ในอนาคตมีสีหน้าสดใส พลันยืด อกเอ่ยว่า “ต้องเป็ นอย่างนี้แน่อยู่แล้ว!”
บัณฑิตร่างใหญ่กายายกนิ้วโป้ งให้เขา
บุรุษวัยกลางคนที่หลับตามาโดยตลอดลืมตาขึ้นยิ้มบางๆ “ข้าได้ ยินมากับหูว่าตถาคตกล่าวเช่นนี้”
ได้ยินประโยคนี้ก็เกิดความเงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะ หัวเราะครืนเสียงดัง
นี่ก็คือบนพื้นแผ่นดินของโลกมนุษย์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อน
และพวกเขากาลังจะเปิดศึกกับสรวงสวรรค์เพื่อโลกมนุษย์ทั้งใบ