กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1025.1 ควงจันทร ์ที่เหน็ดเหนื่อยช่างชวนให้คน สงสาร
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1025.1 ควงจันทร ์ที่เหน็ดเหนื่อยช่างชวนให้คน สงสาร
วันที่สองเดือนสองของปีนี้
แคว้นเล็กที่มีชื่อว่าอวิ๋นเหยียนซึ่งตั้งอยู่ภาคกลางของใบถงทวีป ได้เปิดการประชุม “ศาลบรรพจารย์” ซึ่งเป็ นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่
ต่อให้ทอดตามองไปทั่วทั้งทวีป มองไปทั่วประวัติศาสตร ์บนภูเขา ของใบถงทวีป ความยิ่งใหญ่อลังการของการประชุมครั้งนี้ก็เป็ นสิ่งที่ ไม่เคยมีเกิดขึ้นมาก่อน
แคว้นอวิ๋นเหยียนไม่ใช่แคว้นใต้อาณัติของราชวงศ์ใหญ่แห่งใด ลักษณะชัยภูมิและอาณาเขตอาจยังใหญ่ไม่เท่าจังหวัดหนึ่งของ ราชวงศ์ต้าเฉวียนด้วยซ้า จึงเป็ นเหตุให้ถูกเรียกว่าเป็ นดินแดนฝ่ ามือ มาโดยตลอด
ทั้งเป็ นเมืองแห่งน้าส้มสายชู แล้วยังผลิตหมึก ในอาณาเขตของ แคว้นไม่มีพรรคจวนเซียน มีแค่กองกาลังในยุทธภพที่ไม่เป็ นโล้เป็ น พาย พูดถึงแค่ท่าเรืออวี่หลินนอกเมืองหลวงที่พอจะเรียกว่าเป็ น ท่าเรือตระกูลเซียนได้อย่างถูไถแห่งนั้นก็ยังถูกราชวงศ์สกุลฉินอวิ๋น เหยียนสร ้างขึ้นมาชั่วคราวเพื่อการประชุมในครั้งนี้ แล้วก็เพราะเป็ น การกระทาที่ตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็ นคนอ้วน เมื่อปรากฏอยู่ใน สายตาของเซียนซือบนภูเขาที่แท้จริง รูปลักษณ์ทัศนียภาพต่างๆ
นับตั้งแต่ท่าเรือไปจนถึงเมืองหลวงจึงกลับกลายเป็ นว่าเผยความ ยากจนแร ้นแค้นไปทั่วทุกหนแห่ง
เหมือนสตรีตระกูลยากจนที่จ่ายเงินหมดกระเป๋ าซื้อเครื่องประทิน โฉม นั่งลงตรงข้ามโต๊ะเครื่องแป้ งแล้วถูชาดเต็มใบหน้า ฝื นคลี่ยิ้ม กว้างสดใสให้กับแขกสูงศักดิ์ที่มาเยือนถึงบ้าน
ตอนนี้ผ่านไปแค่เดือนกว่าก็มีการเปิดประชุมติดต่อกันถึงสาม ครั้งแล้ว
ท่ามกลางม่านราตรี เรือข้ามฟากขนาดมหึมาลาหนึ่งมาจอด เทียบท่าที่ท่าเรืออวี๋หลินเรือข้ามฟากบนภูเขาที่อยู่ใกล้เคียงต่างพา กันทิ้งระยะห่างจากเรือใหญ่โตมโหฬารลานี้คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้ เจตนา
มีเทพเซียนสวมชุดคลุมอาคมสีขาวหิมะคนหนึ่งนั่งดื่มเหล้าอยู่ บนราวรั้วเพียงลาพังคล้ายกาลังดื่มรสชาติแห่งความคิดถึงบ้านเกิด
เฉาฉิงหล่างเพิ่งจะอ่านตาราในห้องเสร็จ เขาจึงเดินมาผ่อน คลายอารมณ์ที่ดาดฟ้ าเรือ เห็นเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ก็เอ่ยทักทายเสียง เบา “หมี่อันดับหนึ่ง”
หมี่อวี้คืนสติ หันหน้ากลับมายิ้มให้ ก่อนจะหยิบเหล้าอีกกา ออกมาจากชายแขนเสื้อ“เป็ นผลผลิตของเมืองหลวงแห่งนี้ ดูเหมือน จะชื่อว่าเหล้าอี้จิ่ว รสชาติจืดไปหน่อย ดื่มแค่ให้พอหายอยากไป ก่อน”
อันที่จริงที่บ้านเกิดในอดีต เหล้าหมักตระกูลเซียนที่ผ่านภูเขา ห้อยหัวเข้ามายังก าแพงเมืองปราณกระบี่นั้น ส่วนใหญ่มักจะมีราคา แพงมาก แพงกว่าที่ไพศาลหลายเท่าตัว และตอนนั้นหมี่อวี้ก็ช่าง เลือกสุราที่ดื่มอย่างมาก
รอกระทั่งมาถึงใต้หล้าไพศาล กลับกลายเป็ นว่าไม่ว่าเหล้าอะไร หมื่อวี้ก็ดื่มได้หมดเหล้าในตลาดหรือเหล้าหมักของหมู่บ้านชนบทก็ ดื่มได้อย่างมีความสุข
เฉาฉิงหล่างรับกาเหล้ามา พยักหน้าเอ่ย “ในต ารามีบันทึกไว้ว่า เหล้าอี้จิ่วของที่แห่งนี้ใช ้ลูกเดือยในการหมัก ราคาถูกทั้งยังเป็ นของดี รสจืดหน่อยก็เป็ นเอกลักษณ์อีกอย่าง แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะ ทาให้คนดื่มเหล้ารู ้สึกเต็มอิ่มหรือพอใจในการดื่มได้”
หมื่อวี้ยิ้มเอ่ย “ไม่เสียแรงที่เป็ นลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจของใต้ เท้าอิ่นกวาน ความรู ้หลากหลาย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้าใจ”
เฉาฉิงหล่างยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “บังเอิญน่ะ เพิ่งจะอ่านเจอจาก บันทึกส่วนตัวของปัญญาชนเล่มหนึ่ง เป็ นความรู ้สดใหม่ที่เอามาใช ้ ทันทีหลังจากเพิ่งเรียนมา”
แคว้นอวิ๋นเหยียนคือดินแดนแห่งกลิ่นหอมของตารานับแต่ โบราณ บัณฑิตของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็ นตระกูลขุนนางหรือตระกูลคนมี เงินทั่วไป ล้วนจะต้องโยนตาราที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายด้านไปให้ เด็กๆ ในตระกูลตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งจะอ่านออกเขียนได้ เมื่อเป็ น
เช่นนี้ แม้ว่าเด็กจะยังอายุน้อย แต่กลับมีความเข้าใจอย่างพร่าเลือน ต่อค าว่า “ผู้แต่ง” หรือคาว่า “ตาราดี” แล้ว วันหน้าเมื่อต้องศึกษาเล่า เรียน เด็กเล็กก็จะอาศัยความทรงจานี้เลือกหัวข้อของต าราก่อนแล้ว ค่อยอ่านตารา ทาให้สิ่งที่ดีอยู่แล้วดียิ่งขึ้นไป เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ ผลลัพธ์เป็ นเท่าตัว
ในประวัติศาสตร์ของแคว้นอวิ๋นเหยียนแห่งนี้ พวกขุนนางแม่ทัพ ที่มีชื่อเสียงและพวกเซียนชื่อพวกปรมาจารย์ทั้งหลาย ล้วนไม่มีค่าพอ ให้พูดถึง แต่กลับมีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ค าอธิบายค าศัพท์โบราณ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนคาสารบัญที่มีชื่อเสียงอยู่มากมาย
หมี่อวี้ถามอย่างใคร่รู ้ “เป็ นลูกศิษย์ของใต้เท้าอิ่นกวาน รู้สึก กดดันหรือไม่?”
เฉาฉิงหล่างตอบ “อันที่จริงข้ายังดี บางทีเผยเฉียนอาจจะคิด มากกว่าข้าหน่อย”
ในเมืองหลวงของแคว้นอวิ๋นเหยียนไม่มีโรงเตี้ยมตระกูลเซียนที่ เข้าท่าเข้าทีสักแห่งเดียว ดังนั้นเซียนชื่อจากแต่ละฝ่ ายที่มาเข้าร่วม การประชุมต่างก็ต้องไปพักอยู่ในจวนที่ว่าการที่ทางราชสานักจัดหา ให้ ถึงขั้นที่ว่ายังต้องไปขอพักในเรือนส่วนตัวของพวกแม่ทัพอัคร เสนาบดีด้วย ก่อนหน้านี้ขุนนางของกรมพิธีการและศาลหงหลต่างก็ ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้จนหัวหูแทบไหม้ แต่สุดท้ายก็พอจะรับมือผ่านไป ได้ ไม่เกิดเรื่องตลกหรือเรื่องน่าอายที่วุ่นวายอลหม่านอะไร
แม้ว่าจะต้องเข้าพักในที่ว่าการแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในนามของศาลหง หลู ทว่าด้านในกลับมีจักรวาลอีกแห่ง ที่แท้หลิวโยวโจวที่อยู่ในห้อง แห่งนี้ก็เลือกเอา “เปลือกหอย” คู่หนึ่งที่ค่อนข้างถูกตาถูกใจมาจาก ในบรรดาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขนาดจิ๋วมากมายที่สามารถพกติด ตัวได้สะดวกจากวัตถุจื่อชื่อหลายชิ้น เอามาใส่ไว้ในห้องแห่งนี้ พอ เข้าประตูมาแล้วจึงกลายเป็ นสถานที่งดงามที่มีหอหยกระเบียงสลัก เสลา เสียงนกคลอเคล้ากลิ่นหอมของบุปผา
ในเรื่องของการกินอยู่และพักอาศัย หลิวโยวโจวไม่เคยปฏิบัติ แย่ๆ กับตัวเอง เพียงแต่ว่าเขาทั้งสามารถพิถีพิถัน แล้วก็สามารถ กล้อมแกล้มให้ผ่านไป อาหารเลิศรสหายากแน่นอนว่ากินจนชิน ร ้านอาหารแบบบ้านๆ และร ้านอาหารข้างทางก็กินได้อย่างมีความสุข เช่นกัน
ครั้งนี้มายังเมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน ไม่ถึงครึ่งเดือน หลิวโยว โจวก็ไปกินอาหารที่เหลาสุราขนาดใหญ่และร ้านอาหารเล็กๆ กับหลิ่ว สุ้ยอวี๋มาเกินสิบกว่าร ้านแล้ว
ในห้องโถงของพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หลิวสุ่ยอวี๋เอนกายนอน อยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ยืดขายาวทั้งสองข้างออกมา ยิ้มเอ่ยว่า “น่า เสียดายที่ไม่ได้เจอกับฮ่องเต้สกุลเหยาผู้นั้น แล้วก็ไม่ได้เจอหวงอีอวิ๋ นด้วย”
คนหนึ่งคือจักรพรรดิหญิงของราชวงศ์ต้าเฉวียน อีกคนหนึ่งคือ เจ้าประมุขสกุลเย่ผูซานและผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ต่างก็เป็ น สาวงามที่มีชื่อเสียงอย่างมากของใบถงทวีป
สตรีหน้าตาดีมักจะต้องสงสัยใคร่รู ้ในรูปโฉมของสตรีงดงามคน อื่น ต้องได้เห็นใกล้ๆในระยะประชิดก่อนถึงจะยอมถอดใจ จากนั้นก็จะ พึมพ าในใจสองสามประโยค ท านองว่าพอใช ้ได้ ก็ไม่ได้แย่ ก็แค่นี้เอง …
นางมองไปนอกประตู เจ้าเด็กหน้าเหม็นหลิวโยวโจวผู้นี้มีเงิน จริงๆ พูดถึงแค่ต้นจื่อเถิง (หรือต้นวิสทีเรีย) ในลานบ้านที่เล่าลือกัน ว่าเหวยเซ่อเป็ นคนปลูกกับมือตัวเองก็มีรูปร่างเหมือนฉิวที่นอน ทอดตัวซึ่งถูกย้ายมาปลูกที่นี่
ปัญหาก็คือลาพังแค่เลี้ยงต้นจื่อเถิงต้นเดียวนี้ อีกทั้งในพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมก็ไม่มีคนมาอยู่อาศัยเป็ นประจ า จ าเป็ นต้องมีคนมา คอยดูแลพืชพรรณล้าค่าหายากซึ่งรวมถึงต้นจื่อเถิงต้นนี้และสัตว์ปีก แปลกตาทั้งหลาย
นี่ก็เป็ นค่าใช ้จ่ายเงินเทพเซียนก้อนใหญ่อีกก้อนแล้ว
อันที่จริงรูปโฉมของหลิวโยวโจวก็ไม่เลว นิสัยก็ดี หากไม่เป็ น เพราะนางไม่มีนิสัยเป็ นวัวแก่ที่ชอบเคี้ยวหญ้าอ่อนก็คงยอมแต่งกับ เขาจริงๆ
ในห้องนอกจากปรมาจารย์หญิงที่มีหวังจะเลื่อนเป็ นขอบเขต ปลายทางมากที่สุดของธวัลทวีปอย่างหลิ่วสุ้ยอวี๋แล้ว ยังมีสตรีที่เป็ นผู้ ฝึกยุทธขอบเขตเก้าเช่นเดียวกันอีกคนหนึ่งแต่อายุน้อยกว่าหลิ่วสุ้ ยอวี๋ นางเพิ่งมาถึงใบถงทวีปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็คืออวี้เจวี้ยนฝูที่เป็ น ตัวแทนของสกุลอวี้แห่งทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
นางได้รับบาดเจ็บมาจากใต้หล้าเปลี่ยวร ้างไม่น้อย เวลานี้สีหน้า จึงยังขีดขาวอยู่
หลิ่วสุ้ยอวี๋ไม่ได้ถามรายละเอียด รู ้แค่ว่าคนกลุ่มหนึ่งที่มีอวี้เจวี้ยน ฟูและเฉาสือเป็ นหนึ่งในนั้น ได้ไปต่อสู้ “ตะลุมบอน กับลูกกระต่าย แห่งเปลี่ยวร ้างที่อายุไม่มากเหมือนกัน แต่ฝีมือกลับไม่ธรรมดา พูดได้ แค่ว่าเอาชนะมาอย่างทุลักทุเล
อวี้เจวี้ยนฟูกล่าว “ได้ยินว่าเย่อวิ่นอวิ๋นเลื่อนเป็ นขั้นคืนความจริง ของขอบเขตปลายทางแล้ว”
หลิ่วสุ้ยอวี๋สอดนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน ชูขึ้นสูง ยึดอกตั้ง ทาท่าผ่อน คลายกล้ามเนื้อเสียงข้อต่อกระดูกนิ้วลั่นดังกร็อบ หัวเราะร่าเอ่ยว่า “นางยังเป็ นเทพธิดาขอบเขตหยกดิบด้วยนะ พวกเราต่างก็เป็ นผู้ฝึก ยุทธเต็มตัว จะเปรียบเทียบกับคนเขาได้อย่างไร อิจฉาไม่ไหวหรอก”
อวี้เจวี้ยนฟูคลี่ยิ้ม ก็จริงนะ หากผู้ฝึกลมปราณควบฝึกวรยุทธไป ด้วย พูดถึงแค่เรื่องของอายุขัยก็ได้เปรียบมากกว่าจริงๆ
หลิวโยวโจวไม่เคยตอบสนองต่อ “ภาษาสัญญาณลับในยุทธ ภพ” ของสตรีที่ซุกซ่อนความนัยเอาไว้อยู่แล้ว หาไม่แล้วก็ง่ายที่จะ วางตัวไม่ถูก ไม่สู้เงียบเฉยไปดีกว่า
หลิ่วสุ้ยอวี๋หันมามองหลิวโยวโจว “คุณชายหลิว เป็ นเพราะเจ้า เลยนะ มีเทพธิดากี่มากน้อยที่เป็ นฝ่ ายขอมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ หรือไม่ ก็คิดพลิกแพลงหาเหตุผลมาเยี่ยมเยือน? พูดถึงแค่พวกคนที่อยู่เรือน หลังติดกัน ตอนกลางวันหากไม่ดีดพิณก็เล่นหมากล้อม ตอน กลางคืนยังไกวชิงช ้าหัวเราะคิกคัก เจ้าลองว่ามาสิว่าพวกนาง ต้องการอะไรกันแน่?”
หลิวโยวโจวคลี่ยิ้ม “ท่านน้าหลิ่ว นอกจากฝึ กบาเพ็ญตนแล้ว พวกเทพธิดามีความสามารถมากมายก็ถือเป็ นเรื่องดีดั่งการปักบุ ปผาลงบนผ้าแพร”
อวี้เจวี้ยนฝูคิดว่าจะกลับไปที่พักแล้ว หลิ่วสุ้ยอวี๋กลับพูดขึ้น กะทันหันว่า “น้องอวี้ เจ้ารู ้หรือไม่ว่าอันที่จริงคุณชายหลิวของพวก เรามีคนที่ชอบแล้วนะ”
หลิวโยวโจวหน้าแดงก่า รีบโบกมือปฏิเสธเป็ นพัลวัน แต่กลับไม่ ได้ผล จึงใช้สองมือกุมหมัดเขย่าอย่างแรงขอร ้องท่านน้าหลิ่ว
อวี้เจวี้ยนฟูลุกขึ้นยิ้มเอ่ย “เอาเป็ นว่าไม่ใช่ข้าก็แล้วกัน” หลิ่วลุ้ยอวี๋กล่าว “พอจะมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่บ้าง” อวี้เจวี้ยนฟูถามอย่างประหลาดใจ “หมายความว่ายังไง?”
คงไม่ใช่ว่าเจ้าหลิวโยวโจวผู้นี้ไปถูกใจสตรีสกุลอวี้คนใดหรอก นะ?
หลิวโยวโจวกระแอมสองสามที มือหนึ่งแอบส่งสัญญาณบอกเป็ น นัยกับท่านน้าหลิ่วว่า ค่าปิดปาก สามารถพูดคุยกันได้!
หลิ่วสุ้ยอวี๋เหลือบตามอง คุณชายหลิวขี้เหนียวเสียจริง คิดว่าไล่ ขอทานอยู่หรือไร
หลิวโยวโจวเห็นท่าไม่ดีก็รีบเปลี่ยนสัญญาณมือใหม่ เพิ่มราคา มากกว่าเดิมไปอีกหนึ่งเท่าตัว
หลิ่วสุ้ยอวี๋ถึงได้เปลี่ยนคาพูดใหม่ว่า “อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวอะไร หรอก วกไปวนมาไม่ได้มีความหมายอะไร ไม่พูดดีกว่า”
อวี้เจวี้ยนฟูคิดแล้วก็ถามอย่างสงสัย “คงไม่ใช่เผยเฉียนหรอก นะ?”
หลิ่วสุ้ยอวี๋แผดเสียงหัวเราะดังลั่น “ข้าไม่ได้เป็ นคนพูดนะ เงิน ต้องจ่ายตามเดิม”
หลิวโยวโจวถอนหายใจ ทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เลียนแบบ ท่านน้าอวี๋ วางท่าเป็ นหมูตายที่ไม่กลัวน้าร ้อนลวก จะเป็ นจะตายก็ไม่ สนใจแล้ว
อวี้เจวี้ยนฟูมองหลิวโยวโจวด้วยสายตาเวทนา กลั้นขา “เจ้าคิด อะไรอยู่ ท าไมถึงได้ชอบเผยเฉียนล่ะ?”
หลิวโยวโจวใจฝ่ อ แต่แสร ้งท าเป็ นเยือกเย็น “ก็ไม่ได้ชอบเสีย หน่อย”
อวี้เจวี้ยนฟูยิ้มเอ่ย “ปากแข็งกับข้าทาผายลมอะไร ดูท่าทางขี้ ขลาดโง่เขลาของเจ้านี่สิขาดก็แค่ไม่ได้แกะสลักค าว่าชอบไว้บน หน้าผากเท่านั้นแหละ”
เพราะนางกับหลิวโยวโจวรู ้จักกันมานานมากแล้ว ปกติเวลา พูดคุยกันจึงไม่มีข้อห้ามอะไร
ปีนั้นอยู่บนซากปรักสนามรบของเกราะทองทวีป?
หลิวโยวโจวเคยเห็นการถามหมัดหลายครั้งระหว่างนางกับ เฉาสือมากับตาตัวเอง
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็ นใต้หล้าไพศาลหรือใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง สองคา ว่าแข็งแกร่งที่สุดของแต่ละขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ น้าหนักสูงมากยิ่ง กว่าเดิมแล้ว แน่นอนว่าโชคชะตาบู๊ที่ได้รับมาก็เพิ่มมากยิ่งกว่าเดิม
ตอนที่อวี้เจวี้ยนฟูยังเป็ นเด็กสาวก็เคยถามคาถามที่น้อยคนนัก จะให้ความสนใจจากบรรพบุรุษบ้านตนและผู้อาวุโสอย่างโจวเสินจือ
ภูเขาห้อยหัวมีประตูใหญ่บานหนึ่งที่เชื่อมโยงใต้หล้าไพศาลเข้า กับก าแพงเมืองปราณกระบี่ และกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็เชื่อมต่อ อยู่กับใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง นี่ถือว่าใต้หล้าสองแห่งถูกเส้นเส้นหนึ่ง เชื่อมโยงไว้ด้วยกันหรือไม่?
ก็เหมือนอย่างอุตรกุรุทวีปที่มีลาน้าจี๋ตู๋เก่าที่มีเส้นทางแม่น้าไหล เข้าสู่มหาสมุทรทางทิศตะวันออกและตะวันตกสองด้าน อย่างน้อยใน เรื่องของอาณาเขตก็เท่ากับแบ่งอุตรกุรุทวีปออกเป็ นสองส่วน แต่ก็ยัง เป็ นอุตรกุรุทวีปแห่งหนึ่งอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
ทาไมหมื่นปีที่ผ่านมาสองใต้หล้าถึงได้ต่างคนต่างมีผู้ฝึกยุทธที่ แข็งแกร่งที่สุดอยู่ตลอด?
และปีนั้นผู้อาวุโสโจวกับอวี้พ่านสุ่ยก็มิอาจให้คาตอบที่แน่ชัดแก่ นางได้
เพราะรักและเอ็นดูอวี้เจวี้ยนฟูอย่างมาก เซียนกระบี่ใหญ่หนึ่งใน สิบคนของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางในอดีตอย่างโจวเสินจือยังเคย ตั้งใจไปขอความรู ้ในเรื่องนี้กับรองเจ้าลัทธิคนหนึ่งของศาลบุ๋นที่สนิท สนมกันอย่างมาก แต่กลับถูกอาจารย์ท่านนั้นใช ้คากล่าวของลัทธิ ขงจื๊อที่เกี่ยวพันกับ “ระบบสืบทอดดั้งเดิม” มาตัดบทอย่างขอไปที อีก ทั้งอีกฝ่ ายยังพูดด้วยท่าทางจริงจัง แต่ท าสีหน้าสนุกสนานท านองว่า “ข้ากาลังพูดเหลวไหลส่งเดชอยู่ ใครเชื่อคนนั้นก็โง่” อีกด้วย
ดังนั้นโจวเสินจือจึงได้แต่ยกถ้อยคาเอ่ยอ้างของอีกฝ่ ายมาบอก ต่ออวี้เจวี้ยนฟู พูดคุยเรื่องเหตุผลลี้ลับที่ไม่สอดคล้องกับความจริงกับ นาง สุดท้ายเซียนกระบี่ผู้อาวุโสก็จาต้องเอ่ยประโยคหนึ่งเพิ่มไปว่า แค่ฟังไปก็พอ มิอาจคิดเป็ นจริงเป็ นจัง
หลังจากนั้นมาก็เป็ นอวี้ฟานสุ่ยที่จู่ๆ ก็เป็ นฝ่ ายมาหาอวี้เจวี้ยนฟู บอกว่ามีการคาดเดาอย่างหนึ่งเพราะไปสืบข่าวมาจากสหายรักบน ภูเขาคนหนึ่ง แต่มิอาจแน่ใจได้ว่าเป็ นจริงหรือเท็จ
คาตอบมีแค่แปดคาเท่านั้น แบ่งแยกเส้นทางยึดครอง บังคับเก็บ ค่าเช่า
แม้บรรพจารย์อวี้พ่านสุ่ยจะไม่ได้บอกว่าสหายบนภูเขาคนนั้นคือ ใคร แต่อวี้เจวี้ยนฟูเดาว่าเกินครึ่งน่าจะเป็ นซิ่วหู่ผู้นั้น เพราะถึง อย่างไรก็มีแค่ซิ่วหู่ที่สามารถทาให้บรรพจารย์เผยสีหน้าซับซ ้อน เป็ น อารมณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างมาก คล้ายกับบนหน้าผากแกะสลักคาว่า “ข้าผู้อาวุโสต้องซวยแค่ไหนถึงโชคดีได้รู ้จักซิ่วหูj?”
นี่ก็คือสาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทาให้อวี้เจวี้ยนฟูไปเยือนก าแพง เมืองปราณกระบี่ซึ่งถูกเก็บซ่อนอ าพรางไว้
คาตอบนั้นของบรรพจารย์ยังพร่าเลือนเกินไป
พออวี้เจวี้ยนฟูไปถึงกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็เคยไปที่กระท่อม หลังนั้นเป็ นการส่วนตัว สอบถามต้นตอของเรื่องนี้จากเซียนกระบี่ ใหญ่ผู้อาวุโส
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่ได้รังเกียจที่นางไม่รู ้ฟ้ าสูงแผ่นดินต่า แต่กลับไม่ได้ให้ค าตอบที่ชัดเจน เพียงแค่พูดกลั้วหัวเราะกับแม่นาง น้อยสองประโยค
“ก่อนหน้านี้ เฉาสือก็เคยถามคาถามเช่นนี้ เขาอาศัย ความสามารถของตัวเองหาค าตอบจนได้
“เป็ นการทดสอบแบบเดียวกัน แม้ว่าตอนนี้ขอบเขตของเจ้าจะสูง กว่า เรื่องที่เฉาสือท าได้มานานแล้ว แต่เจ้ากลับไม่มีทางท าได้ ถ้า อย่างนั้นก็เปลี่ยนมาเป็ นการทดสอบที่ง่ายกว่าเดิมหน่อย เพียงแค่ ต้องถามหมัดเอาชนะเจ้าเด็กแซ่เฉินนั่นให้ได้
ดังนั้นภายหลังจึงมีการถามหมัดสองครั้งระหว่างอวี้เจวี้ยนฟูกับ เถ้าแก่รอง
จากนั้นร ้านตระกูลเยี่ยนก็มีตราประทับชิ้นหนึ่งที่ตัวอักษรสามตัว ด้านใต้เป็ นค าว่าห่านป่าชนก าแพง
อวี้เจวี้ยนฟูมักจะรู ้สึกว่าเจ้าหมอนั่นกาลังหยอกล้อและพูดกระทบ ตนอยู่
แม้ว่าบนสนามรบของเกราะทองทวีป เผยเฉียนจะพูดรับรอง อย่างเป็ นมั่นเป็ นเหมาะว่าอาจารย์พ่อของนางไม่มีทางเป็ นคนที่ชอบ พูดจากระทบกระเทียบคนอื่นอย่างแน่นอนก็ตาม!
หลิ่วสุ้ยอวี๋ลุกขึ้นยืน เอ่ยหยอกเย้าว่า “คุณชายหลิว อวี้เจวี้ยนฟู กับเผยเฉียนสนิทสนมกันมาก ถือเป็ นสหายรักที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ พูดคุยกันได้หมด หากเจ้าสามารถพูดโน้มน้าวให้อวี้เจวี้ยนฟูช่วยพูด แทนเจ้าได้ ข้าว่าก็มีลุ้นนะ อย่างน้อยก็น่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง”
หลิวโยวโจวหน้าบาง สีหน้าของเขาเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความ อ่อนใจ หวังเพียงว่าท่านน้าหลิ่วอย่าได้เอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก เด็ดขาด เดิมทีก็เป็ นเรื่องที่ไม่มีมูลอยู่แล้ว หากถูกนางเอาไปเผยแพร่ ต่อให้เขามีร ้อยปากก็อธิบายไม่ได้ การประชุมศาลบรรพจารย์ที่ปลา และมังกรปะปนกันครั้งนี้ ทางฝั่งของสานักกระบี่ชิงผิงมีคนมาร่วม ประชุมด้วยไม่น้อยเลยจริงๆ
อวี้เจวี้ยนฟูไม่เห็นเป็ นจริงเป็ นจัง นางเชื่อว่าหลิวโยวโจวเองก็ไม่ มีความกล้านี้เช่นกัน
พอหลิ่วสุ้ยอวี๋จากไป เพื่อคลี่คลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน หลิวโยวโจวจึงพูดจา คุยโวอย่างไม่ละอายว่า “อวี้เจวี้ยนฟู ช่วงนี้ ความสามารถในการวาดภาพของข้าเพิ่มพูนขึ้นแล้ว เอ่ยประโยคที่ ไม่เกินจริงสักคาก็คืออยู่ห่างจากขอบเขตชานาญเข้าขั้นอีกไม่ไกล แล้ว ไปจะพาเจ้าไปดูผลงานที่ภาคภูมิใจที่ข้าสะบัดน้าหมึกอย่างลื่น ไหลเต็มอารมณ์สักหน่อย”
อันที่จริงหลิวโยวโจวไม่ใช่คนที่ฉายประกายเฉียบคม กลับกันยัง ชอบเป็ นพวกไม้ประดับเสียมากกว่า มีเพียงเรื่องของการวาดภาพที่ เขามีความมั่นใจในตัวเองอย่างล้นเหลือจนคล้ายคนหลงตัวเอง
อวี้เจวี้ยนฟูลังเลเล็กน้อย นึกเรื่องลับบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “ดูภาพวาดแล้วจะคุยกับเจ้าเรื่องหนึ่ง”
หลิวโยวโจวถามอย่างประหลาดใจ “เรื่องอะไร พูดมาตรงๆ ได้ เลย บอกไว้ก่อนนะว่าเว้นจากเรื่องยืมเงินแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรข้าก็ ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”
คุณชายหลิวแห่งธวัลทวีปตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ มีความเข้าใจ ในตัวเองมากถึงเพียงนี้ นอกจากมีเงินและเชี่ยวชาญด้านการวาด ภาพแล้ว ข้าคนนี้ก็ไม่มีข้อดีอะไรอีก