กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1026.1 อยากขอให้ชิงตี้ปกครองตลอดไป
ปีก่อนปีนี้ปีหน้า วสันต์มาวสันต์จาก ดอกไม้บานดอกไม้ร่วงโรย ล้วนมีตงจวิน (เทพแห่งดวงอาทิตย์หรือเทพที่ควบคุมฤดูใบไม้ผลิ) เป็ นผู้ควบคุม
เด็กหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งเดินอยู่บนถนนหลวงนอกเมืองหลวง เพียงล าพัง มือสองข้างถือเต้าหู้เหม็นเสียบไม้ไผ่เอาไว้ก าใหญ่ กินจน ปากเปรอะเลอะไปด้วยน้ามันพริก
เด็กหนุ่มเคี้ยวเต้าหู้เหม็นคาใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็พลันเงยหน้ามองม่าน ฟ้ า แก้มพองป่อง จุ๊ปากเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “ได้ข่าวดีจากเจินเห ริน บนฟ้ าของโลกมนุษย์ไร ้ข้อกังขา”
จากแต่เดิมที่ภาพปรากฏการณ์บนฟ้ ามีแค่ดวงดาวบางตา ทันใด นั้นทางช ้างเผือกก็ทอประกายเจิดจ้า คล้ายกับว่าดวงจันทร ์ได้ถอย ออกไปชั่วคราวเพื่อให้ลาธารสวรรค์เข้ามาแทนที่ ทว่าภาพ เหตุการณ์ผิดปกตินี้เกิดขึ้นแค่ชั่วพริบตาก็หายวับไป
เชื่อว่ากองโหราศาสตร ์ของแต่ละแคว้นต่างก็จับได้ถึงภาพความ ผิดปกตินี้ และหากไม่ผิดไปจากที่คาด อีกไม่นานเรื่องราวก็จะวุ่นวาย เละเป็ นโจ๊กหม้อหนึ่ง ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะเป็ นคืนที่ใครก็มิอาจข่มตา หลับได้ลง
ชุยตงซานเบ้ปาก “ขอบเขตสิบสี่คนใหม่ล่าสุด สาเร็จได้แบบ นี้น่ะหรือ?”
คาดว่าซิ่วไฉเฒ่าน่าจะช่วยเทพเซียนผู้เฒ่าอวี๋ไปไม่น้อย หาไม่ แล้วจากการอนุมานของชุยตงซาน โอกาสในการผสานมรรคาของฝู ลู่อวี๋เสวียนต้องเป็ นหลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาแล้ว
เขายกเต้าหู้เหม็นในมือขึ้น เขียนอักษรคาว่า “ข่าว” (ลมปราณ ลมหายใจ) ลงไปกลางอากาศ
ชุยตงซานดึงมือกลับมา กินเต้าหู้เหม็นหลายไม้หมดไปอย่าง รวดเร็วแล้วโยนไม้เสียบทิ้ง เอามือข้างที่ว่างออกมา สะบัดชายแขน เสื้อสีขาวหิมะที่ถูกเขาเรียกว่า “จุดซ ้อมคนโง่
เซียนดินโอสถทองที่อยู่ด้านในถูกสลัดออกมา ก็คือนักพรตหลง โจวแห่งอารามหวงฮวานครเซิ่นจิ่ง หลิวเม่า
ภูเขาสายน้ายาวไกล ค่าคืนยาวนาน ยังอยู่ห่างจากจุดหมายใน การเดินทางมาครั้งนี้อีกระยะทางหนึ่งซึ่งไม่ถือว่าใกล้ ต้องหาคนมา คุยแก้เบื่อเสียหน่อย
หลิวเม่าที่ถูกสะบัดออกจากชายแขนเสื้อหยุดยืนนิ่ง แม้จะไม่ แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหนแต่เขาก็ไม่กล้าถามมาก
ชุยตงซานยกมือขึ้น “กินเต้าหู้เหม็นไหม?”
หลิวเม่าส่ายหน้า “ไม่ชอบกิน”
ชุยตงซานบ่น “ถูกประคบประหงมจนเคยตัว ผิวหนังบอบบาง ก็ คือความดัดจริต”
หลิวเม่าไม่กล้าโต้เถียง
หากจะบอกว่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นมีอุบายลึกล้ายากจะคาดเดา ถึงอย่างไรเส้นสายความคิดบางอย่างก็ยังมีร่องรอยให้เสาะหา พูดคุย กันก็แค่เปลืองสมองหน่อยเท่านั้น ทว่าเจ้าสานักชุยตรงหน้าที่บอกว่า ตัวเองคือลูกศิษย์ของอีกฝ่ ายก็คือคนบ้าที่ไร ้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ต่อ ให้เฉินผิงอันจะพูดจามีนัยแอบแฝง อีกทั้งยังไม่น่าฟัง แต่ถึงอย่างไร เฉินผิงอันก็ไม่มีทางสาวหมัดซ ้อมตนอย่างไร ้สาเหตุ แต่ชุยตงซาน กลับทาได้ อีกทั้งแค่พูดไม่เข้าหูคาเดียวก็มักจะประเคนทั้งหมัดและ เท้าให้หลิวเม่าเสมอ แถมยังพูดเสียไพเราะว่าการเปิดสติปัญญาต้อง อาศัยการผลักดัน
ชุยตงซานเคี้ยวเต้าหู้เหม็น โคลงศีรษะเอ่ย “อร่อยจัง อร่อยจัง เลิศรส เลิศรส”
หลิวเม่าเดินตามไปข้างกายเขาเงียบๆ จ าต้องยอมรับว่า ปิดด่าน สร ้างโอสถครั้งนี้ ตนมีความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่หากไม่มีเด็ก หนุ่มชุดขาว “ยื่นเท้าเข้าแทรก’ ตอนที่กาลังปิดด่าน หลิวเม่าก็ไม่คิด ว่าตัวเองจะสามารถ “สร ้างโอสถระดับสาม” ได้ภาพบรรยากาศของ ห้องโอสถที่ก่อนหน้านั้นไม่กล้าคาดหวัง เรียกได้ว่าเป็ นความยินดีที่ ไม่คาดฝันโดยแท้ ไอสีม่วงลอยกรุ่น ห้องโอสถดั่งนครแห่งตารา เต็ม ไปด้วยชั้นวางและตารานับหมื่นเล่ม
บนภูเขาต่างก็พูดกันว่าโอสถระดับหนึ่งรอเป็ นบินทะยานได้เลย ยกตัวอย่างเช่นจ้าวเทียนไล่เทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ ฮว่อหลง เจินเหรินแห่งยอดเขาพาตี้ และยังมีเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีปที่บอกว่า ตัวเองคือเจ้ายอดเขาเจ็ดสิบสองแห่ง ต่างก็อยู่ในอันดับนี้ ทว่าผู้ฝึก ตนใหญ่ขอบเขตบินทะยาน ในอดีตตอนที่สร ้างโอสถ โอสถมักจะ ส าเร็จออกมาเป็ นระดับสองมากกว่า เป็ นเหตุให้โอสถระดับสามยังคง เป็ นผลลัพธ ์ที่เซียนดินมากมายปรารถนาแม้ในยามหลับฝัน
เพื่อให้เป็ นค่าตอบแทน หลิวเม่าจาเป็ นต้องให้ความช่วยเหลือ เจ้าส านักคนแรกของสานักกระบี่ชิงผิงผู้นี้ทาเรื่องหนึ่งให้สาเร็จ นั่น คือสร ้างเครื่องตรวจจับแผ่นดินไหวซึ่งสามารถท านายการ เปลี่ยนแปลงของภูเขาสายน้าใบถงทวีปได้อย่างแม่นยา
หลิวเม่าจะไม่ตอบตกลงก็ไม่ได้ เพียงแต่ว่าวีรกรรมยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไยจะไม่ใช่เรื่องงดงามที่หลิวเม่าเคยคิดถึง ทว่าอาศัยแค่กาลังของ ตัวเองแค่คนเดียวกลับเป็ นได้แค่หอเรือนกลางอากาศไปตลอดกาล กันเล่า?
ขุยตงชานถามชวนคุย “พู่กันจีจวี้ที่ผ่านการแก้ไขให้ดีขึ้นจาก เจ้า แม้แต่ข้าได้เห็นก็ยังรู ้สึกชื่นชอบ เส้นทางการค้าชุดที่สอง ฮ่องเต้ ของพวกเจ้าหาคนซื้อคนถัดไปได้แล้วหรือ?”
หลิวเม่าตอบไปตามสัตย์จริง “ความคิดของฮ่องเต้ ไม่มีใครล่วงรู ้ ได้”
ก่อนหน้านั้นราชวงศ์ต้าเฉวียนที่ยากจนจนแทบไม่มีข้าวสาร กรอกปากหม้อได้สร ้างกองงานห้องหนังสือขึ้นมาใหม่ เหยาจิ้นจือ คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนาสร ้างโรงผลิตไว้ที่สะพานดอกบัวซึ่งอยู่ ใกล้กับสานักเป่ าเฉวียนของกรมคลังและที่ว่าการคลังสินค้า อยู่ห่าง จากอารามหวงฮวาไปแค่ไม่กี่ก้าว คราวก่อนฮ่องเต้เสด็จมาเยือน อารามด้วยพระองค์เอง ได้พูดคุยกับหลิวเม่าไปครั้งหนึ่ง หลังจาก ฮ่องเต้กลับวังไปได้ไม่นานเท่าไร หลิวเม่าก็มีต าแหน่งขุนนางที่ สถานะสูงศักดิ์อีกทั้งยังพอจะได้กุมอานาจที่แท้จริงอยู่บ้างเพิ่มมา และ ยังมีสถานะของผู้ถวายงานลับซึ่งทางานให้กับกรมอาญาด้วย ภายใต้ การช่วยเหลือของหลิวเม่า เพียงไม่นานกองห้องหนังสือก็กลายเป็ น ต้นไม้เขย่าเงิน เป็ นอ่างรวมสมบัติให้กับทางราชส านัก
หลักๆ แล้วก็คือสร ้างพู่กันจีจวี้ที่ “เชื้อพระวงศ์ผลิต” ทุกวันนี้ ส่งไปขายทางไกลให้กับจวนเซียนบนภูเขาและแคว้นต่างๆ มากมาย ล่างภูเขาทั้งเหนือและใต้ของในทวีป เรียกได้ว่าได้ก าไรเป็ นกอบเป็ น กา ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็ นดั่งไฟไหม้ลามขนคิ้วให้กับสกุล เหยาต้าเฉวียนได้
ชุยตงซานยิ้มกล่าว “สิ่งของที่มีราคาสิบตาลึงเงินขายออกไปได้ ในราคาหนึ่งเหรียญเงินเกล็ดหิมะ อาจารย์ฟานแห่งส านักการค้าและ จางจื่อแห่งร ้านผ้าห่อบุญเห็นเข้า เกรงว่าก็น่าจะต้องน้าลายไหลเลย กระมัง”
หลิวเม่าทาท่าจะพูดแต่ไม่พูด สุดท้ายก็อดทนข่มกลั้นเอาไว้
ขุนนางผู้มีคุณความชอบมากที่สุดก็ไม่ใช่อาจารย์ของเจ้าหรอก หรือ?
พู่กันจีจวี้ชุดแรก สกุลเหยาต้าเฉวียนไม่ต้องหาคนซื้อแล้วจริงๆ เพราะส านักกุยหยกได้สั่งจองพู่กันจีจวี้ล่วงหน้าถึงสามหมื่นด้าม เป็ น การค้าที่ผูกติดกับกระดาษจดหมายลั่วเหมยซึ่งทาขึ้นด้วยกรรมวิธีลับ ของพื้นที่มงคลถ้าเมฆาสกุลเจียง พู่กันจีจวี้ด้ามหนึ่งที่กล่าวอ้างว่า “เชื้อพระวงศ์ผลิต” ราคาหนึ่งเหรียญเงินเกล็ดหิมะ ซึ่งก็เป็ นเงินถึง หนึ่งพันตาลึงเต็มๆ! ทว่า ในความเป็ นจริงแล้วต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช ้ ในการท าพู่กันมีราคาแค่ประมาณเจ็ดแปดต าลึงเงินเท่านั้น อย่างมาก หากเพิ่มลายเมฆหรืออักษรมงคลเข้าไป คิดค่าแรงของช่างฝีมือใน ส่วนนี้ไปด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเกินสิบตาลึงเงิน
ก็ไม่แปลกที่ตอนนั้นพอหลิวเม่าได้ยินราคาแล้วถึงกับเดาะลิ้น
ราคาที่ทางราชสานักกาหนดไว้นี้ออกจะใจดาเกินไปหน่อยจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็เป็ นเงินที่ได้มาจากเซียนซือบนภูเขาและเหล่าชน ชั้นสูงของแคว้นต่างๆ ไม่ได้หลอกเอาเงินจากคนยากจน อีกอย่าง นักพรตเจ้าอารามอย่างหลิวเม่าก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานะของ องค์ชายราชวงศ์ก่อนอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน หลิวเม่าเพิ่งจะสร ้างโอสถทองได้ส าเร็จ กลายเป็ นเทพเซียนพสุธาใน ต านาน ส าหรับการช่วงชิงบนวิถีทางโลกประเภทนี้ เขาย่อมไร ้ความ สนใจอีกต่อไป หรือควรจะพูดว่าเป็ นเพราะสถานการณ์บีบคั้น เขาจึง
จ าต้องรักษาตัวรอดเอาไว้ก่อน รู ้ที่จะเลือกบางอย่างและสละบางอย่าง ทิ้งไป
ชุยตงซานกินเต้าหู้เหม็นที่เหลืออยู่จนหมดแล้วขว้างไม้เสียบ พวกนั้นทิ้งไปเหมือนขว้างอาวุธลับ ปากก็ตะโกนว่าสวบๆๆ
จากนั้นก็เรอเสียงดัง ชุยตงซานบิดหมุนข้อมือ ในมือก็มีวัตถุชิ้น หนึ่งที่ทาจากไม้ไผ่เพิ่มมา เขาพูดกลั้วหัวเราะว่า “หลงโจวเซียนจ่าง เจ้าทาเจ้านี่เป็ นหรือไม่?”
หลิวเม่าพยักหน้า ความรู ้ของเขากว้างขวาง แน่นอนว่าต้องรู ้จัก “กระบอกไม้ไผ่ประเภทนี้ ในหมู่ชาวบ้านเรียกภาษาบ้านๆ ว่าอวี๋กู่ ใน ลัทธิเต๋าก็มีค าเรียกขานว่าเต้าถ่ง มีความต่างจากอวี๋กู่อยู่บ้าง เล็กน้อย ในอดีตพวกปัญญาชนบางส่วนของราชวงศ์ต้าเฉวียนก็ ชอบเอาของประเภทนี้ออกมาเล่น ตีอวี๋กู่พลางขับร ้องบทเพลง หรือไม่ก็ท่องบทกวีเต้าเต๋อหวงถิง ตอนที่หลิวเม่ายังเป็ นองค์ชาย ของต้าเฉวียนก็ขึ้นชื่อว่าเป็ นคนที่มีรสนิยมคนหนึ่งเช่นกัน
ชุยตงซานเคาะเต้าถึงของตัวเองไป จงใจเคาะจังหวะให้ผิดเพี้ยน ทาให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างหลิวเม่าฟังแล้วรู ้สึกหนวกหู
ต้องรู ้ว่าหลิวเม่าเป็ นโรคย้าคิดย้าทา ดังนั้นจึงอดกลั้นได้ค่อนข้าง ลาบาก ตอนนั้นเฉินผิงอันแค่วางหนังสือผิดต าแหน่งในห้องหนังสือ ของอาราม หลิวเม่าก็อึดอัดสุดขีดแล้ว
บนทางหลวงที่เงียบสงัดสายนี้ ชุยตงซานกระโดดพลางร ้อง โหยหวนเหมือนผีคร่าครวญไปตลอดทาง พร ้อมกับเอ่ยหยอกเย้า หลิวเม่าไปด้วย “สกุลเกาต้าสุยของแจกันสมบัติทวีปมีโชคชะตา แคว้นนานหนึ่งพันสองร ้อยปี หนึ่งพันสองร ้อยปีเชียวนะ ก็เพราะว่า อาณาเขตของแจกันสมบัติทวีปเล็กนิดเดียว ไม่ว่าใครก็ดูแคลน หา ไม่แล้วหากแพร่ออกไปย่อมท าให้คนตกใจตายได้เลย ใน ประวัติศาสตร ์ของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมีราชวงศ์สักกี่แห่งที่ อายุยืนได้ถึงขนาดนี้? สกุลเกาต้าสุยอยู่ใกล้กับราชส านักต้าหลี ถ้า อย่างนั้นเจ้ารู ้หรือไม่ว่าสถานที่ที่มังกรลุกผงาดของพวกเขาคือที่ ใด?”
หลิวเม่าตอบ “เขตอี้หยาง จากบันทึกในตาราประวัติศาสตร ์คน ในท้องถิ่นชอบเล่นเครื่องดนตรีอวี๋กู่”
ชุยตงซานยกนิ้วโป้ งให้หลิวเม่า เอ่ยยว่า “ไม่มีความรู ้ที่มี ประโยชน์ แต่กลับรู ้เรื่องมากมาย”
หลิวเม่าเงียบงัน
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “หากมีโอกาส ข้าจะต้องช่วยแนะนาเจ้าให้ได้ รู ้จักกับโอรสสวรรค์ของต้าสุยในทุกวันนี้ และยังมีอวี๋ลู่ที่มาจาก ราชวงศ์สกุลหลูด้วย พวกเจ้าสามคนมีชาติกาเนิดคล้ายคลึงกัน สิ่งที่ ประสบพบเจอก็คล้ายกัน เป็ นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมยากกันได้เลย มา รวมตัวอยู่ด้วยกันต้องมีเรื่องให้คุยกันแน่ หากดื่มเหล้าจนเมา ต่างคน
ต่างพูดถึงเรื่องที่เจ็บปวดใจกุมหัวร่าไห้ ร ้องคร่าครวญ คงทาให้คน ข้างๆ ที่มองดูอยู่รู ้สึกเจ็บปวดเสียใจตามไปด้วยได้อย่างแน่นอน”
คนหนึ่งคือรัชทายาทแคว้นล่มสลาย บนร่างแบกรับโชคชะตาบู๊ ของครึ่งแคว้น กลายเป็ นสุนัขไร ้บ้านที่แม้แต่แช่สกุลก็มิกล้าเก็บ รักษาไว้ อวี๋ลู่ อวี๋ลู่ ก็คืออวี่หลูที่แปลว่าสกุลหลูที่เหลืออยู่
เกาเซวียนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของต้าสุย คุณสมบัติในการฝึกตน ดีเยี่ยม วาสนาลึกล้า หาไม่แล้วเกาเซวียนก็ไม่มีทาง “ซื้อ” ปลาหลีสี ทองและข้องราชามังกรใบหนึ่งไปจากมือของหลี่เอ้อในถ้าสวรรค์หลีจู ได้ ปีนั้นเพียงแค่เพราะลงนามสัญญาเป็ นพันธมิตรกับสกุลซึ่งต้าหลี เกาเซวียนจึงจาต้องใช ้สถานะตัวประกันไปขอศึกษาต่อที่สานักศึกษา หลินลู่บนภูเขาพือวิ๋นเขตหลงเฉวียน เพราะถูกอบรมสั่งสอนให้เป็ น รัชทายาทผู้สืบทอดมานานแล้ว ดังนั้นทั้งๆ ที่หากขึ้นเขาฝึกตนก็จะ เป็ นเทพเซียนที่มีอายุขัยยืนยาวได้ กลับจาต้องนั่งบนบัลลังก ์มังกร เป็ นฮ่องเต้เพราะติดขัดที่กฎซึ่งทางศาลปุ่ นกาหนดไว้ สะบั้นอายุขัย ของตน แทบไม่ต่างไปจากการ “รนหาที่ตายด้วยตัวเอง” เลย
ส่วนหลิวเม่าที่อยู่ข้างกายผู้นี้ก็โชคไม่ดี ชะตาชีวิตมีอุปสรรค มากมาย จ าต้องเดินไปบนเส้นทางการฝึกตน
หากเป็ นไปได้ล่ะก็ เชื่อว่าหลิวเม่าต้องยินดีเอาผลสาเร็จบนมหา มรรคาในอนาคตมาแลกเปลี่ยนเป็ นชุดคลุมมังกรเพื่อให้ได้เป็ น ฮ่องเต้ที่มีชีวิตบนโลกมนุษย์แค่หกสิบปีอย่างแน่นอน
ต่างคนต่างมีสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ทว่ามิอาจได้สมดังใจ ปรารถนา หลิวเม่าเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนเจ้าสานัก ชุยช่วยแนะน าให้แล้ว” ชุยตงซานเก็บกระบอกไม้ไผ่ใบนั้นสอดกลับเข้าไปไว้ในชาย แขนเสื้อ ยกมือนวดคลึงปลายคาง
ปีนั้นอาจารย์แม่หนิงเหยาเข้ามาในถ้าสวรรค์หลีจูเคยเจอกับการ ลอบสังหารที่อันตรายซึ่งไม่รู ้ต้นสายปลายเหตุ
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังสืบเสาะไปไม่ถึงต้นตอ นี่ก็คือเรื่องกลัดกลุ้มใจ ที่ชุยตงซานจะต้องหงุดหงิดงุ่นง่านทุกครั้งที่นึกถึง
เจ้าตะพาบเฒ่าอาจจะเดาได้แล้ว แต่จงใจไม่พูดออกมา ฉีจิ้งชุน ก็อาจจะเดาได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้บอกอาจารย์ของตนเช่นกัน
อาจารย์ต้องเป็ นคนที่เก็บมาใส่ใจที่สุด ทว่าผ่านมานานหลายปี ขนาดนี้กลับไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครแม้แต่คาเดียว
อวี๋กู่แห่งอี้หยาง แคว้นหวงถึงใต้อาณัติของราชวงศ์ต้าสุย
ชุยตงซานทอดถอนใจ เกาหัวอย่างแรง
เด็กหนุ่มชุดขาวที่หางตาของหลิวเม่าเหลือบไปเห็นมีมาดที่โดด เด่นไม่เหมือนใคร
เหมือนคนผ่อนคลายเกียจคร ้าน ประหนึ่งเรือนร่างของเจินเหริน ที่ถูกละทิ้งไว้ บางคราวก็เหม่อลอย บางคราวก็คล้ายก าลังครุ่นคิด อะไรอยู่
ชุยตงซานเขย่งปลายเท้ามองไปยังทิศไกล เอ่ยว่า “สหายหลง โจว พวกเราต้องรีบเดินทางกันแล้ว”
หลิวเม่าพยักหน้า หลังจากสร ้างโอสถทอง ผู้ฝึ กลมปราณก็ สามารถหดย่อพื้นที่ข้ามผ่านภูเขาแม่น้าประหนึ่งข้ามร่องคันนาหรือ คูคลองได้แล้ว
บอกตามตรง หากไม่เป็ นเพราะพอกลายเป็ นเซียนดินก็ถูกชุยตง ซานกักไว้ในชายแขนเสื้อ บางครั้งถึงจะมีโอกาสถูกสะบัดให้ออกมา สูดอากาศข้างนอกอย่างในคืนนี้ หาไม่แล้วหลิวเม่าก็อยากหาสถานที่ เงียบๆ สักแห่งมาศึกษาและฝึกฝนวิธีการร่ายใช ้วิชาอภินิหารต่างๆ ของเซียนดินอยู่นานแล้ว
หดย่อพื้นที่เดินผ่านภูเขาและแม่น้า เหยียบย่างความว่างเปล่าไล่ ตามตะวันจันทราบินทะยานขึ้นฟ้ าไปหาตะวันขาว
เพียงแต่ว่าชุยตงซานทั้งไม่ได้หดย่อพื้นที่ แล้วก็ไม่ได้ทะยานลม เหยียบย่างไปกลางอากาศ แต่ใช ้วิธีการห่วยแตกที่หลิวเม่าไม่รู ้ว่าควร จะหัวเราะหรือร ้องไห้ดี วิชาขี่ม้า ควบทะยานไปเบื้องหน้า คือเวท คาถาบนภูเขาที่ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตล่างใช ้กันบ่อย
หลิวเม่าเห็นชุยตงซานแปะนามของเทพยุคโบราณบางท่านลง บนหน้าผากตัวเองด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง แปะ ยันต์อักษรสีชาดลงบนขา พอลุกขึ้นยืนก็สะบัดข้อมือแล้วกระโดด แรงๆ สองสามที
จากนั้นชุยตงซานก็สะบัดเอายันต์ม้าแผ่นหนึ่งออกมาจากชาย แขนเสื้อสีขาวหิมะที่เป็ นราวกับ “หีบร ้อยสมบัติ” พอมันหล่นลงพื้นก็ กลายเป็ นม้าพันธ ์ดีที่ทั้งตัวเป็ นสีขาวหิมะ “สหายหลงโจว มัวยืนอึ้งอยู่ ทาไม รีบขึ้นหลังม้าสิ นี่คือม้าจ้าวเย่อกี้ชื่อจื่อที่มักจะกล่าวถึงใน นิยายยุทธภพบ่อยๆ เชียวนะ! หัวถึงหางยาวจั้งกว่า กีบเท้าถึงสันหลัง ยาวแปฉื่อ เลิศล้าไม่ธรรมดา สามารถเดินทางตอนกลางวันได้พันลี้ ตอนกลางคืนได้แปดร ้อยลี้ เจ้าและข้าขอบเขตต่าต้อย ได้แต่อาศัย สิ่งของนอกกายมาช่วยเร่งการเดินทางแล้ว ในเมื่อเวทคาถาไม่มาก พอก็ต้องเอาเงินมาผสมแล้วล่ะ”
ระหว่างที่พูด เด็กหนุ่มชุดขาวก็กระโจนไปข้างหน้า แผดเสียง หัวเราะตะโกนลั่น “ขี่เมฆทะยานหมอกโบยบินไป”
หลิวเม่าขี่ยันต์ม้าตัวนั้น หนึ่งคนหนึ่งม้าควบไปบนทางหลวงเร็ว ราวกับสายฟ้ าแลบร่างทั้งร่างพร่าเลือนคล้ายผ้าต่วนสีขาวผืนหนึ่งที่ ถูกลากยาว
ชุยตงซานห้อตะบึงไปตลอดทาง สองมือโบกตวัดรัวเร็ว “แคว้นอวิ๋นเหยียน ฮ่า เส้าอวิ๋นเหยียน เซียนกระบี่เส้าของพวกเรา ควรมาเดินเที่ยวที่นี่จริงๆ”
หลิวเม่าถึงได้รู ้ว่าที่แท้ตนมาถึงแคว้นอวิ๋นเหยียนแล้ว
หลังจากนั้นซุยตงชานก็เข้าไปในอาเภอแห่งหนึ่ง เป็ นพื้นที่ชาน เมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน สถานที่แห่งนี้อยู่ในอาณาเขตของ อาเภอชื่อเซี่ยนซึ่งลาพังแค่มือปราบก็มีมากถึงหกคนแล้ว ชุยตงซาน เก็บสิ่งของมหัศจรรย์บนร่างลงไป ก่อนจะเก็บยันต์ม้าไปจากหลิวเม่า แล้วจึงเดินไปตามถนนอย่างชินทาง สุดท้ายก็พาหลิวเม่ามาถึงร ้าน หนังสือแห่งหนึ่งที่ปิ ดร ้านแล้ว เป็ นร ้านที่มีรูปแบบคือข้างหน้าเป็ น ร ้านค้าด้านหลังเป็ นเรือนพัก