กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1028.1 อย่าหวังว่าจะท าให้จิตแห่งมรรคาของข้า วุ่นวาย
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1028.1 อย่าหวังว่าจะท าให้จิตแห่งมรรคาของข้า วุ่นวาย
เมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน ในลานบ้านที่ตั้งอยู่ในตรอกเก่าโทรม หลังหนึ่งของอาเภอหย่งเจีย
นักพรตวัยกลางคนที่บอกว่าตัวเองจับปีศาจจึงผ่านมาทางนี้สูด จมูกดมกลิ่น ยิ้มเอ่ย “ก่อนหน้านี้อยู่ในตรอกนอกเรือน ผินเต้าก็ได้ กลิ่นหอมของยาสมุนไพรแล้วถึงได้หยุดเดินหากผินเต้าเดาไม่ผิด หนึ่งในนั้นต้องมีอูโถวกับขิงใช่ไหม ทาไม เจ้าเป็ นหมอชาวบ้านด้วย หรือ?”
หนิงจี๋กล่าวอย่างเขินอายว่า “ไหนเลยจะกล้าบอกว่าตัวเองเป็ น หมอ ก็แค่ว่าระหว่างที่หนีหลบภัยบังเอิญได้ต ารายาหลายเล่มมาจาก ร ้านยาที่ถูกทิ้งร ้างแห่งหนึ่ง ระหว่างเดินทางก็ศึกษามาด้วย ไม่กล้า พูดว่าเรียนรู ้ได้อย่างผิวเผินด้วยซ้า”
นักพรตกล่าว “หากไม่ถือสา ก็เอามาให้ข้าดูหน่อย”
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นยืน ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “มีอะไรให้ต้องถือสากันเล่า นักพรตอู๋รอสักครู่ข้าจะไปหยิบมาเดี๋ยวนี้”
ท่านปู่อายุมากแล้ว นอนหลับไม่สนิทนัก เด็กหนุ่มจึงเดินย่องเข้า ไปในห้อง หยิบเอากล่องไม้จางมู่ที่ทาขึ้นเองมาเบาๆ กลับมาที่ลาน บ้านก็มอบให้กับนักพรตอู๋ที่พูดจาสุภาพไพเราะ
เฉินผิงอันรับกล่องไม้มาแล้วก็ไม่ได้รีบร ้อนเปิดออก ยิ้มเอ่ยว่า “ผินเต้าขอเดาก่อนแล้วกัน ตารายาที่บรรจุอยู่ในกล่อง ผู้ที่เรียบเรียง ส่วนใหญ่น่าจะเป็ นสายของพรรคฮว่อเสินที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงสาม ร ้อยปีล่าสุดมานี้”
เด็กหนุ่ มตื่นตระหนก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง “นักพรตอู๋คือเทพเซียนที่รู ้อนาคตล่วงหน้าได้จริงๆ หรือ?!”
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มกล่าว “แพทย์และหมอสายนี้เชี่ยวชาญ การใช ้ขิงและฟู่ จื่อร่วมกัน ดูจากยาสมุนไพรที่เจ้าเอามาตากแห้งก็ เดาได้ไม่ยาก ไม่ได้ลี้ลับอย่างที่เจ้าคิด ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคาถา เซียน”
หนิงจี๋กระจ่างแจ้งทันใด แม้ว่านักพรตอู๋ท่านนี้จะ “เปิ ดโปง จุดอ่อนของตัวเอง” แต่หนิงจี๋กลับยิ่งเคารพนับถือท่านเซียนแห่งลัทธิ เต๋าที่ไม่เคยแสร ้งโอ้อวดฝีมือผู้นี้ยิ่งกว่าเดิม
หากไม่เป็ นเพราะลู่เฉินช่วยเปิดเผยความลับให้ฟัง เฉินผิงอันก็ คงจินตนาการไม่ออกเลยว่า เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งตรงหน้าผู้นี้ก็คือ ปลาที่หลุดลอดหว่างแหซึ่งสามารถทาให้ศาลบุ๋นระดมก าลังใหญ่โต เพื่อตามหาไปทั่วทุกหนทุกแห่งได้
เฉินผิงอันสัพยอกถาม “เจ้าถึงกับรู ้จักพรรคฮว่อเสินด้วยหรือ?”
หนิงจี๋พยักหน้า ตอบอย่างเขินอายว่า “มักจะไปขายยาสมุนไพร ให้ที่ร ้านประจา นานวันเข้าจึงเคยได้ยินค าพูดบางอย่างจากพวกหมอ ที่อยู่ที่นั่น”
เฉินผิงอันยิ้มพลางเปิดกล่องออก หยิบตาราพวกนั้นขึ้นมา คิดดู แล้วเด็กหนุ่มที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่มานานหลายปีผู้นี้ก็คงจะอาศัย ต ารายาพวกนี้จึงทั้งสามารถรักษาโรคช่วยเหลือตัวเอง แล้วก็ สามารถเก็บยาสมุนไพรไปขายแลกเงินมาได้
แต่ว่าตาราพวกนี้คือตาราเย็บเข้าเล่มด้วยด้ายซึ่งเป็ นการ จัดพิมพ์หนังสือของพ่อค้าหนังสือในตลาด การพิมพ์จึงหยาบและ ไม่ได้คุณภาพ ตัวอักษรก็มักจะมีค าผิดเยอะ ต ารายาไม่เหมือนกับ หนังสือเบ็ดเตล็ดทั่วไป หากผิดไปหนึ่งตัวอักษรความหมายก็อาจจะ คลาดเคลื่อนไปมหาศาล
“สุภาษิตว่าไว้ หากคัดลอกตาราหลายครั้ง คาว่าอวี๋ก็จะเขียน เป็ นหลู ค าว่าซวีก็จะเขียนเป็ นหู่”
เฉินผิงอันเปิดหน้าหนังสือเร็วๆ ยิ้มกล่าวว่า “ความหมายก็คือ ตาราเล่มหนึ่ง ไม่ว่าต้นฉบับจะดีแค่ไหน หากมีการคัดลอก การ จัดพิมพ์มากเข้าก็ง่ายที่จะเกิดข้อผิดพลาด ตัวอักษรผิด ขาด สลับ ตาแหน่ง เป็ นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ วันหน้าหากมีโอกาสก็พยายามหา ต้นฉบับที่ดีๆ มาลองเทียบเคียงกันดู เอาอย่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
อักษรของสานักเลขาธิการที่ตรวจสอบความถูกต้องของตัวอักษร แก้ไขข้อผิดพลาดอย่างละเอียด หลีกเลี่ยงไม่ให้โลกรุ่นหลังยิ่งสืบ ทอดต่อกันไปอย่างผิดๆ”
หนิงจี๋พยักหน้ารับอย่างแรง จดจ าไว้ในใจเงียบๆ แล้ว เพียงแต่ พอเด็กหนุ่มคิดถึงเงินเก็บน้อยนิดส่วนนั้นของตนก็เริ่มกลัดกลุ้ม ขึ้นมาอีก ไม่รู ้ว่าวันเดือนปีใดตนถึงจะสามารถมีเงินซื้อตาราที่ผู้คน เรียกขานกันว่าฉบับสมบูรณ์แบบมาได้
เฉินผิงอันพูดชวนคุย “อูโถวนั่นเจ้าเก็บมาตอนฤดูใบไม้ผลิ อันที่ จริงสมุนไพรแบบเดียวกัน หากเวลาและสถานที่ที่เก็บแตกต่างกันก็จะ มีชื่อเรียกและฤทธิ์ยาที่ไม่เหมือนกันหลักการข้อนี้ไม่ตรวจสอบให้ดี ไม่ได้ เหมือนอย่างอูโถวนี้ หากอยู่ในแคว้นหวงถิงซึ่งเป็ นอาณาเขต ของสู่โบราณ รวมถึงหลงโจวต้าหลีที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งเปลี่ยน ชื่อเป็ นฉู่โจวฤทธิ์ยาจะดีกว่าที่อื่น อีกทั้งทุกปีให้เก็บตอนเดือนเก้า และเอามาตากแดดไว้จะดีที่สุด ทว่าที่ฉู่โจวแห่งนั้นมันมีชื่อเรียกอีก อย่างหนึ่งว่าหนีฟูจื่อ ในเมื่อน้าและดินของสถานที่หนึ่งเลี้ยงดูคนของ สถานที่หนึ่ง ถ้าอย่างนั้นสมุนไพรที่ต้องมีข้อพิถีพิถันของธาตุดิน มากที่สุด แน่นอนว่าก็ต้องเป็ นหลักการเดียวกันนี้”
ดวงตาหนิงจี๋เป็ นประกายเจิดจ้า “นักพรตอู๋ เมื่อก่อนข้าแค่เคยได้ ยินชื่อหลงโจวต้าหลีวันหน้าจะต้องไปเยือนสถานที่เหล่านั้นดูให้ได้”
“เด็กหนุ่มเลือดลมพลุ่งพล่าน ปณิธานสูงส่งยาวไกล ต้องอ่าน ตาราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้”
เฉินผิงอันพยักหน้า วางตาราพวกนั้นกลับไปไว้ในกล่องไม้จางมู่ ส่งคืนให้กับเด็กหนุ่มยิ้มเอ่ยว่า “เส้นทางชีวิตคนอีกยาวไกล ต้องหาที่ พักเท้า แล้วยังได้ดื่มน้าหนึ่งกระบวยดับกระหาย ก็คือการผูกบุญ สัมพันธ ์ ผินเต้าก็จะพูดนอกเรื่องกับเจ้าอีกสักสองสามประโยคแล้ว กัน นับแต่โบราณมาสายของส านักแพทย์ก็มีการแบ่งแยกออกไปไม่ น้อย ระหว่างพวกเขาหากทะเลาะกันขึ้นมาจะด่ากันแรงมาก แต่ บัณฑิตด่าคนอื่นไม่ได้อยู่ที่ว่าเสียงดังหรือเบาส่วนใหญ่แล้วยิ่งเป็ นคา สุภาพเท่าไรก็จะยิ่งเจ็บแสบมากเท่านั้น”
เฉินผิงอันใช ้ฝ่ ามือกดกล่องไม้จางมู่ “อันที่จริงทางแยกที่ว่านั้น ไม่ได้อยู่ที่ตารา แต่อยู่ที่คน อยู่ที่ความต่างของสภาพอากาศใน สถานที่ที่คนใช ้ยาพักอาศัย แล้วก็อยู่ที่การสืบทอดความรู ้และความ เข้าใจส่วนบุคคลของคนที่ใช ้ยา หนิงจี๋ เจ้าเองก็ถือว่าเป็ นคนที่เคย อ่านตารายามาหลายเล่มแล้ว ถ้าอย่างนั้นผินเต้าจะถามเจ้าข้อหนึ่ง พวกหมอของแต่ละสายทะเลาะกันเช่นนี้ สรุปแล้วใครผิดใครถูกกัน แน่?”
เด็กหนุ่มตั้งใจครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ทาท่าจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูด
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “มีอะไรก็พูดมาตรงๆ ได้เลย ไม่ใช่การสอบ ในสนามสอบ และผินเต้าก็ไม่ใช่ขุนนางผู้คุมสอบ เจ้าเองก็ไม่ใช่ บัณฑิตที่เข้าสอบ ผินเต้าไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ เจ้าก็ไม่ใช่เด็ก นักเรียน ไม่ได้มีความหมายด้านการทดสอบใดๆ พวกเราก็แค่คุยเล่น กันเท่านั้นเอง ไม่ต้องตื่นเต้น”
ตัวอักษรและคาพูดเป็ นทั้งสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์ ขณะเดียวกันไยจะไม่ใช่อุปสรรคและเส้นแบ่งเขตอย่างหนึ่ง ด้วยเล่า
หนิงจี๋เกาหัว ลังเลอยู่พักใหญ่ “นักพรตอู๋ จะเป็ นไปได้หรือไม่ว่า ไม่มีการแบ่งแยกถูกผิด มีแค่ดีกว่ากับถูกมากกว่า?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “สรุปแล้วคาตอบจะเป็ นอะไร วันหน้าเจ้าก็ ค่อยๆ ค้นหาไปแล้วกันแต่สรุปก็คือการศึกษาเล่าเรียนสามารถเถียง กับคนอื่นจนหน้าแดงก่าได้ แต่การวางตัวเป็ นคนควรจะสงบเยือกเย็น และปล่อยวางสักหน่อย”
เด็กหนุ่มท าท่าครุ่นคิดตาม
นักพรตยิ้มเอ่ยสัพยอก “โอ้โห ถึงกับฟังหลักการเหตุผลใหญ่ ประเภทนี้เข้าใจด้วยหรือ?”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถึงอย่างไรก็จาเอาไว้ก่อน วันหน้าค่อยๆ คิดไป”
นักพรตลูบหนวดพยักหน้า เอ่ยชื่นชมว่า “เป็ นเด็กที่สั่งสอนได้”
หลังจากได้พูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กับนักพรตอู๋ท่านนี้ สภาพ จิตใจของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนมาเป็ นนิ่งสงบโดยไม่ทันรู ้ตัว
ก็เหมือนกับว่าในสภาพหัวใจของเด็กหนุ่มมีสถานที่เพิ่มมาหนึ่ง แห่ง มีชื่อว่าหลงโจวต้าหลี ราวกับว่าห่างออกไปไกลบนเส้นทางหัวใจ
ยังมีร ้านหนังสืออยู่อีกหลายร ้าน ด้านในวางต ารายาเอาไว้หลายเล่ม เพียงแต่ว่าราคาไม่ถูก…กาลังรอคอยให้เด็กหนุ่มที่ออกเดินทางไกล ไปพบเจอกัน และบนเส้นทางที่เด็กหนุ่มยังไม่ได้ออกเดินทางสายนี้ ดู เหมือนว่าข้างทางจะมีหมอหลายคนยืนเถียงกันหน้าแดงหูแดง น้าลายสาดกระเซ็น น่าสนใจอย่างมาก…บนเส้นทางยังมีน้าเสียงทุ้ม นุ่มอบอุ่นที่คล้ายพูดประโยคเดิมซ้าๆ ว่าเป็ นคนควรจะสงบเยือกเย็น และปล่อยวางสักหน่อย…
เพียงแต่ว่าภาพเหตุการณ์และสภาพจิตใจที่เกิดการกล่อมเกลา ไปเงียบๆ เช่นนี้ เวลานี้เด็กหนุ่มยากจนที่ชื่อว่าหนิงจี๋กลับไม่รู ้ตัวเลย แม้แต่น้อย
นักพรตกล่าว “ได้พบเจอกันก็คือวาสนา ตอนที่อายุยังน้อยผิน เต้าออกจากบ้านเดินทางไกล ท่องไปทั่วสารทิศ นอกจากจะตั้งแผงดู ดวงแล้ว บางครั้งก็เป็ นหมอพเนจรเหมือนกัน วันนี้จะสอนตารับยา สองสามบทให้เจ้า มีชื่อว่ายากลับซ ้ายกลับขวา น้าแกงบารุงพลังชื่ยา อื่นเชี่ยวส่าน (ยารักษาโรคหวัดร ้อน) ซื่อหนีทัง (ยาต้มที่รักษาอาการ เจ็บป่ วยจากความเย็น) และยังมียาจื่อเซวี่ย (ยารักษาโรคจากความ ร ้อนและการสะสมของพิษในร่างกาย โดยเฉพาะในระบบไตและปอด) โลภกินเยอะย่อมเคี้ยวไม่ละเอียด ตอนนี้สอนเจ้าแค่นี้ก่อนแล้วกัน วัน หน้าหากมีวาสนาได้พบกันใหม่…ก็ค่อยว่ากันวันหน้า”
เด็กหนุ่มได้ยินแล้วก็พลันหน้าแดงก่า ตื่นเต้นสุดขีด ใช ้ภาษา ทางการที่ติดสาเนียงท้องถิ่นพูดเสียงสั่นว่า “นักพรตอู๋ ข้ารู ้จักแค่ซื่อ
หนีทังอย่างเดียว ในต าราบอกไว้ว่ามีสรรพคุณในการขับไล่ความเย็น ฟื้นฟูพลังหยาง”
นักพรตหัวเราะ พูดพึมพากับตัวเองว่า “ตารับยาพวกนี้ล้วนต้อง คบค้ากับเงินทองไม่มากก็น้อย ในเมื่อเจ้ารู ้ถึงสรรพคุณของซื่อหนีทัง แล้ว ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะสอนวิชาการอบความร ้อนที่หลังที่แทบไม่ ต้องใช ้เงินให้กับเจ้าก็แล้วกัน วันหน้าเมื่อไปยังสถานที่ที่ในภูเขามี กลิ่นอายมลพิษค่อนข้างเข้มข้น ก่อนจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรก็ก่อ ไฟในบ้านไว้เตาหนึ่งก่อน รอกระทั่งเจ้ากลับลงจากภูเขามาแล้วก็ให้ หันหลังเข้าหาเตาไฟ อบความร ้อนให้กับแผ่นหลัง หลักการนี้ เหมือนกันการรมหญ้าอ้ายฉ่าว แค่ให้ปลายจมูกมีเหงื่อผุดก็พอ จะ ช่วยสะสางเส้นชีพจรให้ปลอดโปร่ง ฟื้นคืนพลังหยาง”
นักพรตยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ผินเต้าไม่สนเรื่องทางโลกมานานแล้ว แล้วก็ไม่ให้ความส าคัญกับทรัพย์สินเงินทอง เงินขาวทองเหลืองล้วน เป็ นของนอกกาย แน่นอนว่าไม่ได้โลภอยากได้เงินเก็บน้อยนิดนั่น ของเจ้า แต่หากเจ้ารู ้สึกไม่ดี รู ้สึกเหมือนติดค้างข้าก็ไม่เป็ นไร วันนี้ จากลากันแล้ว วันหน้าเจ้าก็แค่มีใจเมตตา ท าความดีให้มาก มีกรอบ ประเมินความดีและความผิดพลาดในใจตัวเองให้ชัดเจน แล้วค่อยๆ ตอบแทนคืนกลับไปให้กับโลกใบนี้ ก็ถือว่าได้ชดใช ้หนี้น้าใจครั้งนี้ แล้ว”
เด็กหนุ่มไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พอคิดครู่หนึ่งเขาก็ยังพยักหน้ารับ แรงๆ
เฉินผิงอันถาม “ที่เจ้ามีกระดาษหมึกและพู่กันไหม?”
หนิงจี๋พยักหน้า “มีทุกอย่างเลย!”
ในขณะที่เด็กหนุ่มวิ่งกลับเข้าไปในห้องเพื่อไปหยิบกระดาษ นักพรตก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังตรอกเล็กนอกบ้าน ตรงก าแพงมีสตรีผู้ หนึ่งที่ร่างเปล่งวูบหายไป นักพรตหัวเราะ แสร ้งท าเป็ นไม่รู ้
เซวียหรูอี้กระตุกมุมปาก เอ่ยเสียงเบาว่า “หลอกลวงผู้คน แสร ้ง ท าเป็ นลึกลับเก่งกาจมีความหมายอะไร”
ก่อนหน้านี้นางสัมผัสได้ว่านักพรตออกจากเรือนมาอย่างลับๆ ล่อๆ กลางดึก ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีอะไรท าอยู่แล้วจึงสะกดรอยตาม นักพรตมาจนถึงอ าเภอหย่งเจีย อยากรู ้ว่าเขาคิดจะไปเป็ นโจรเด็ดบุป ผาหรือเป็ นวิญญูชนบนชื่อคานกันแน่ คิดไม่ถึงว่าอ้อมไปอ้อมมาอยู่ หลายตลบ นักพรตจะมาพบเด็กหนุ่มผู้นั้น
และเวลานี้เอง ข้างหูของเซวียหรูอี้ก็มีน้าเสียงที่เปี่ ยมไปด้วย เหตุผลชอบธรรมดังขึ้น “แม่นางท่านนี้ เจ้าเข้าใจนักพรตอู๋ของพวก เราผิดแล้ว”
ในใจของเซวียหรูอี้ตกตะลึงอย่างหนัก แต่กระนั้นนางก็ยังไม่ กระโตกกระตาก ได้ยินแล้วก็แค่หันหน้าไปมอง เห็นนักพรตยากจน คนหนึ่งที่สวมชุดคลุมเต๋าทาจากผ้าฝ้ าย อายุน้อยๆ แต่กลับท าตัว ประหลาดไม่สมฐานะ
นางถาม “เจ้าคือ?”
นักพรตกระแอมให้ลาคอชุ่มชื้น “เสี่ยวเต้าแซ่ลู่ แม่นางสามารถ เรียกว่านักพรตลู่ได้ ไม่ได้ชมตัวเองหรอกนะ เพียงแต่อาชีพอย่างการ ตั้งแผงดูดวงนี้ นักพรตอู๋ที่อยู่ในบ้านยังถือเป็ นเด็กรุ่นหลังของเสี่ยว เต้าด้วยซ้า ดังนั้นข้าจึงมีแต่แข็งแกร่งกว่าไม่มีด้อยกว่า นอกจากนี้ การใช ้หญ้าท านาย วิชาฝูหลวน จับยามดอกเหมย ฯลฯ ไม่มีอะไรที่ ข้าไม่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเรื่องการ “ตั้งกว้า” ที่เป็ นวิชาที่ถนัดมาก ไม่ว่าจะเป็ นการโยนเหรียญทองแดง อ่านตัวอักษรฟังเสียงนก แยกแยะเสียงลม คงเป็ นเพราะผินเต้ามีความศรัทธาจากใจจริง จึง เชื่อมโยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่มีใครไม่ตอบรับ”
เซวียหรูอี้เดาตัวตนของอีกฝ่ ายไม่ออกจึงฝื นนิสัยอดทนฟัง นักพรตสู่ผู้นี้พูดจาหน้าไม่อาย
ไม่รู ้ว่าคิดไปเองหรือไม่ นางถึงได้รู ้สึกว่านักพรตที่บอกว่าตัวเอง แซ่ลู่ผู้นี้พูดจาสุภาพไพเราะ หัวไวพูดคล่อง ดูกวนโอ้ยน่าเตะยิ่งนัก
ใช่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็ นคนประเภทเดียวกันกับอู๋ตี มิน่าเล่าถึงได้ สนิทสนมกันได้
เซวียหรูอี้เป็ นคนละเอียดอ่อน นางสังเกตการแต่งกายของอีก ฝ่ายอย่างละเอียดมาก่อนแล้ว
นักพรตหนุ่มปักปิ่นไม้ รวบผมเป็ นมวยไท่จี๋ สวมชุดคลุมเต๋าที่ทา จากผ้าฝ้ าย ตรงเอวห้อยถุงสีดาไว้ใบหนึ่ง แล้วยังสะพายห่อผ้าฝ้ ายใบ หนึ่ง
สังเกตเห็นว่านางเหลือบมองถุงสีดาของตัวเอง นักพรตหนุ่มก็ยิ้ม เอ่ยว่า “สหายเก่าแก่คนหนึ่งที่เคยเป็ นเจ้าหน้าที่ในเรือนจามอบให้ เห็นของแล้วก็คิดถึงคน จึงเก็บรักษาไว้เป็ นอย่างดี นับแต่โบราณมา แพทย์และเต๋าก็ไม่แยกบ้านกัน เยี่ยมเยือนเขียนตามหาเต๋า ถุงดา ท านายชะตาหาเงิน (เปรียบเปรยถึงนักพรตที่ใช ้การทานายดวงหา เลี้ยงชีพ)”
เซวียหรูอี้แสร ้งทาเป็ นตกใจ ถามว่า “นักพรตดูฮวงจุ้ยเป็ นด้วย หรือ? ดูออกว่าเรือนที่พักอาศัยของคนเป็ นดีหรือร ้าย แล้วก็ดูออกว่า เรือนของคนตายดีหรือไม่ดี?”
ลู่เฉินส่ายหน้า “เสี่ยวเต้าไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มากนัก”
สองค าว่า “มากนัก” ถูกเน้นเสียงเป็ นพิเศษ
เซวียหรูอี้ยิ้มเอ่ย “ไม่เชี่ยวชาญก็ช่างเถิด เดิมที่ยังคิดจะเชิญให้ ท่านนักพรตไปช่วยดูที่บ้านข้าให้เสียหน่อย”
ลู่เฉินขยับสายผูกห่อผ้า ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ปิดบังแม่นาง ด้านในนี้ บรรจุหวงจิงตากแห้งไว้หลายจิน คุณภาพดีมาก ประเด็นส าคัญคือยัง เป็ นของดีราคาถูก เดิมทีก็มีประโยชน์อยู่แล้วหากแม่นางดูของออกก็ สามารถซื้อไปได้ อย่างมากเสี่ยวเต้าก็แค่ขึ้นเขาไปอีกรอบเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีนักพรตคนหนึ่งที่อยู่ในวัดภูเขาโบราณชื่อว่าวัดเฉวียน เจียวบอกกับเสี่ยวเต้าว่าขอแค่ใช ้หวงจิงได้ถูกวิธีก็สามารถบินทะยาน ขึ้นฟ้ าได้เลยทีเดียว”
ลู่เฉินมองผีสาวที่ป้ วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ไม่ไปไหน
ไม่ว่าจะชายหรือหญิงในโลกมนุษย์ผีหรือคน เซียนหรือภูติ ยิ่งมี ชีวิตอยู่มานาน เรื่องราวในอดีตก็ยิ่งมีมาก
บริเวณใกล้เคียงกับด่านรัก พานพบคนงามหนึ่งพันปี อยากพบ คนงามก็หนึ่งพันปีนี่นะ
เซวียหรูได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะพรืด กินหวงจิงแค่ไม่กี่จินก็จะ บรรลุมรรคาบินทะยานได้อย่างนั้นหรือ?
เรียนรู ้จากใครไม่เรียน ดันเรียนรู ้เอาอย่างอู๋ตี ชอบหลอกฟัน ก าไรจากคนใกล้ชิดนักใช่ไหม?
เพียงแต่ว่าในใจของเซวียหรูอี้ก็อดคาดเดาไม่ได้ว่า หรือว่านัก ต้มตุ๋นหนุ่มแซ่ลู่ผู้นี้ก็คือคนที่อู๋ตีต้องการตามหาในเมืองหลวง แคว้นอวี้เซวียนแห่งนี้?
ดูจากอายุของทั้งสองฝ่ าย คงไม่ใช่ลูกนอกสมรสที่อู๋ตีมาไข่ทิ้งไว้ ข้างนอกหรอกนะ?
เพียงแต่ว่าหน้าตาของคนทั้งสองก็ไม่เหมือนกันเลยนี่นา
ลู่เฉินรู ้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แม่นางเซวียผู้นี้คิดอะไรของ นางกันอยู่นะ
รูปโฉมของเฉินผิงอันแค่ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ แต่ผินเต้าน่ะ คู่ควรกับค าว่าหล่อเหลารูปงามเชียวนะ
เซวียหรูอี้ยิ้มถาม “นักพรตอู๋ชอบปลูกต้นไม้ในลานบ้าน นักพรต ลู่ก็ชอบขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรหรือ?”
“แค่บางครั้งเท่านั้น แค่บางครั้งเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรรักษาโรค ช่วยเหลือคนก็เกี่ยวพันกับความเป็ นความตาย หากใช ้ได้ดีก็สามารถ รักษาคนใกล้ตายให้หายเป็ นปกติได้ เปิดร ้านข้างด่านประตูผีได้เลย หากใช ้ได้ไม่ดีก็คือสามนิ้วฆ่าคน ความอาฆาตลึกล้าดุจคมมีด มีหรือ จะกล้าไม่ระมัดระวังให้ดี”
ลู่เฉินยิ้มบางๆ “แม่นางอาจจะไม่รู ้ หนึ่งในบรรพจารย์สายอาชีพ นี้ของพวกเราเคยตั้งกฏไว้ว่า ต้องเรียนรู ้ศาสตร ์นับแต่โบราณตราบ จนปัจจุบัน ต้องมีความรู ้สูงเทียมฟ้ า คนที่ความสามารถไม่ใกล้เคียง เซียน ใจไม่ใกล้เคียงพุทธะย่อมมิอาจประทังชีพด้วยการเป็ นแพทย์ ได้”
นางหัวเราะเยาะ “หากอิงตามค ากล่าวของเจ้า วงการการแพทย์ ในใต้หล้าจะมีหมอที่พันกับความเป็ นความตาย หากใช ้ได้ดีก็ สามารถรักษาคนใกล้ตายให้หายเป็ นปกติได้ เปิ ดร ้านข้างด่าน ประตูผีได้เลย หากใช ้ได้ไม่ดีก็คือสามนิ้วฆ่าคน ความอาฆาตลึกล้า ดุจคมมีด มีหรือจะกล้าไม่ระมัดระวังให้ดี”
ลู่เฉินยิ้มบางๆ “แม่นางอาจจะไม่รู ้ หนึ่งในบรรพจารย์สายอาชีพ นี้ของพวกเราเคยตั้งกฏไว้ว่า ต้องเรียนรู ้ศาสตร ์นับแต่โบราณตราบ จนปัจจุบัน ต้องมีความรู ้สูงเทียมฟ้ า คนที่ความสามารถไม่ใกล้เคียง
เซียน ใจไม่ใกล้เคียงพุทธะย่อมมิอาจประทังชีพด้วยการเป็ นแพทย์ ได้”
นางหัวเราะเยาะ “หากอิงตามค ากล่าวของเจ้า วงการการแพทย์ ในใต้หล้าจะมีหมอผ่านมาตรฐานได้สักกี่คนกันเล่า?”
สีหน้าของนักพรตหนุ่มฉายความละอายใจ “เสี่ยวเต้าพูดไม่เก่ง มิอาจเถียงสู้แม่นางได้เลย”
ในเมื่ออู๋ตีมาที่นี่ก็เพื่อตีสนิทกับเด็กหนุ่มคนนั้น เซวียหรูอี้ก็คร ้าน จะอยู่พูดเปลืองน้าลายกับคนแซ่ลู่ในตรอกอีกต่อไป หมุนตัวกลับได้ก็ เดินจากไปทันที
ในขณะที่นางหมุนตัวกลับ ลู่เฉินก็ตะโกนว่า “แม่นางเซวียโปรด หยุดก่อน”
เซวียหรูอี้หันกลับมา สังเกตเห็นว่าไม่รู ้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ในมือของ นักพรตหนุ่มถึงกับมีหญ้าอ้ายฉ่าวสดใหม่สองต้นที่คล้ายจะยังมี น้าฝนเกาะอยู่เพิ่มมา
นางขมวดคิ้วน้อยๆ ของในมือของอีกฝ่ายมาจากไหนกัน?
ลู่เฉินยื่นส่งหญ้าอ้ายฉ่าวมาให้ ยิ้มกล่าวว่า “ตอนกลางวันของ วันที่ห้าเดือนห้า มอบหญ้าอ้ายฉ่าวให้หนึ่งคู่ เทศกาลตวนอู่ของปีนี้ แม่นางเซวียสามารถแขวนมันไว้หน้าประตูได้จะช่วยให้สงบสุข ปลอดภัย”
เซวียหรูอี้ยิ้มตาหยี “ยังไม่พูดถึงข้อพิถีพิถันตามประเพณี ท้องถิ่นของการแขวนหญ้าอ้ายฉ่าว ขอถามนักพรตแค่เรื่องเดียว แขวนไว้หน้าประตูจะสามารถขับไล่ผีสิ่งชั่วร ้ายได้หรือ?”
เห็นเพียงนักพรตพยักหน้ารับอย่างแรง “ได้แน่นอน!”
เซวียหรูอี้หัวเราะเสียงเย็น ตบะในการหลอกเอาเงินคนยังสู้อู๋ตี ไม่ได้เลย จะดีจะชั่วอู๋ตีก็รู ้ว่าตนเป็ นผี เจ้าคนแซ่ลู่ผู้นี้ยังห่างชั้นอีก ไกลนัก
ผีสาวลอยจากไป ลู่เฉินจึงสะบัดข้อมือ หญ้าอ้ายฉ่าวสองต้นใน มือหายวับไปโผล่อยู่หน้าประตูเรือนผีแห่งนั้น อ้ายฉ่าวลอยอยู่กลาง อากาศ ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ประตูใหญ่ด้วยความเร็วที่ตาเปล่า มองไม่เห็น หากเทพเซียนพสุธามาเห็นภาพนี้เข้าก็น่าจะประมาณ การณ์ได้ว่าหญ้าอ้ายฉ่าวจะติดลงบนประตูใหญ่หลังพระอาทิตย์ขึ้น ในวันตวนอู่แน่นอน
ลู่เฉินเอาสองมือทาบไปบนหัวกาแพงที่ไม่สูง ส่งเสียงร ้องเบาๆ กดลมปราณลงสู่จุดตันเถียนแล้วพลิกตัวปืนเข้าไปในบ้าน กางแขน สองข้างออก พลิ้วกายลงพื้นยืนนิ่ง
นักพรตสะบัดชายแขนเสื้อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความลาพองใจ วิชาตัวเบาของผินเต้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
เซวียหรูอี้ที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่งเห็นภาพนี้เข้าก็ ร ้องเพ้ยหนึ่งที