กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1029.1 ดอกท้อดอกหลีท่ามกลางสายลมวสันต์และ สุราหนึ่งจอก
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1029.1 ดอกท้อดอกหลีท่ามกลางสายลมวสันต์และ สุราหนึ่งจอก
โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในชนบท ภูเขาและสายน้าอิงแอบแนบ ชิดกัน บริเวณใกล้เคียงมีล าธารไหลริน น้าเจอกับหินก็กระทบเกิด เป็ นลูกน้าแตกกระเซ็น ต้นชางผูสีเขียวขจีขึ้นเป็ นพุ่มกอ
เฉินผิงอันที่เป็ นร่างจริงเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย ในมือถือพัด ใบลาน หลับตาท าสมาธิ
เส้นทางภูเขาคดเคี้ยวถึงสุดขอบเมฆขาว สองฝากลาธารยาวคือ ทัศนียภาพแห่งวสันตฤดู
จ้าวซู่เซี่ยหยุดการเดินนิ่ง มานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใต้ชายคาที่อยู่ข้าง กัน
จ้าวซู่เซี่ยเหลือบตามองอาจารย์พ่อที่นอนโบกพัด อยู่ดีๆ ก็นึกถึง ประโยคหนึ่งของอาจารย์จู อายุขัยในโลกสั้นยาวไม่เท่ากัน ไม่มีใคร อยู่ค้าฟ้ า ฝึกอบรมบ่มเพาะตนเอง จึงจะสามารถคงอยู่ตลอดกาล
เฉินผิงอันยังคงหลับตา แต่ปากกลับเอ่ยว่า “หากอยากหัวเราะก็ หัวเราะเถอะ ไม่ต้องกลั้นไว้ แต่บอกไว้ก่อนว่าเรื่องวันนี้อย่าให้แพร่ไป ถึงภูเขาลั่วพั่วล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้หมี่ลี่น้อยได้ยิน”
จ้าวซู่เซี่ยพยักหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ หลุดเสียงหัวเราะออกมา ถือว่าไว้หน้าอาจารย์พ่อของตัวเองอยู่บ้าง
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู ้สึกว่าน่าสนใจจริงๆ เพราะเรื่องแบบนี้มาเกิดกับ ตัวอาจารย์พ่อ ต่อให้จ้าวซู่เซี่ยจะมีนิสัยเรียบง่ายเป็ นคนซื่อแค่ไหนก็ ยังนึกอยากข าอย่างห้ามไม่อยู่
ที่แท้เมื่อตอนกลางวันก็มีมารดาของเด็กนักเรียนคนหนึ่งใน โรงเรียน แค่มองก็รู ้ว่าเป็ นสตรีที่นิสัยเผ็ดร ้อน นางมาถึงที่นี่ ยืนอยู่ หน้าประตูได้ก็เริ่มแผดเสียงตะเบ็ง บอกให้ลูกของตนกลับบ้านไปกับ นาง ไม่ให้เรียนหนังสืออยู่ที่นี่แล้ว
ตอนนั้นอาจารย์พ่อถามหาสาเหตุ สตรีกลับไม่สนใจ เอาแต่ ตะโกนเรียกชื่อเล่นของลูกตัวเอง เด็กน้อยลุกขึ้นยืนอย่างขลาดกลัว และดูเหมือนว่าจะอับอายอย่างมาก ขณะเดียวกันก็น้อยใจมากด้วย
สตรีคนนั้นดึงแขนของเด็กน้อย แล้วยังบอกให้อาจารย์พ่อควัก เงินคืนค่าเล่าเรียนมาอันที่จริงข้าเล่าเรียนก็น้อยกว่า ‘ราคาตลาด” อยู่แล้ว เทียบกับโรงเรียนที่อยู่ติดกันแล้วก็ถูกกว่าไม่น้อย
อาจารย์พ่อไม่โกรธ แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรกับสตรีผู้นั้น เพียงแค่ คิดอยากจะพูดคุยกับเด็กคนนั้นสองสามคา
ผลคือไปทาให้สตรีโมโหเข้า นางจึงเริ่มเอื้อมมือมาผลักมาดัน อาจารย์พ่อแค่ยกมือขวางเอาไว้ สตรีก็เริ่มโวยวายอย่างไร ้เหตุผล ทักทายมาบนหน้าอาจารย์พ่ออย่างจัง
ย้อนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองพบเจอมาวันนี้ เฉินผิงอันก็รู ้สึกอยากขา เหมือนกัน “นี่น่าจะเป็ นดั่งคากล่าวในตาราที่ว่าปัญญาชนไม่ได้รับ ความนับถือกระมัง”
จ้าวซู่เซี่ยถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์พ่อ เนื้อหมักสิบเส้น เป็ นค่าเรียน คือพิธีการในการกราบอาจารย์เข้าเรียนที่ปรมาจารย์ มหาปราชญ์กาหนดขึ้นด้วยตัวเองจริงๆ หรือ?”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือ อริยะสอนหนังสือก็ ต้องการเงินด้วยหรือ?
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มตอบ “จริงแท้แน่นอน”
จ้าวซู่เซี่ยอดกลั้น แต่ก็ยังกลั้นไม่ไหว ถามว่า “อาจารย์พ่อ ทาไม ท่านถึงปล่อยให้สตรีผู้นั้นพาเด็กไปล่ะ?”
เฉินผิงอันลืมตาขึ้น ครุ่นคิดแล้วก็เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ในเมื่อ ขวางไม่อยู่แล้วยังจะมีอะไรอีก คงให้ข้าไปจิกข่วนแข่งกับนางไม่ได้ ไม่ใช่การถามหมัดที่ใครชนะคนนั้นก็มีสิทธิ์มีเสียงสักหน่อย”
จ้าวซู่เซี่ยหัวเราะปากกว้าง
สุดท้ายเด็กคนนั้นก็กลายเป็ นเด็กนักเรียนคนแรกที่ออกจาก โรงเรียนชนบทแห่งนี้
โรงเรียนเพิ่งจะเปิดมาได้แค่ไม่กี่วัน พูดว่าเริ่มต้นได้ไม่ดีก็ไม่ได้ เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ได้ยินมาว่าสตรีลิ้นยาวที่ชอบพูดจาส่งเดชคนนั้น ช่วงนี้คอยเอา แต่สาดน้าสกปรกใส่โรงเรียนและอาจารย์พ่อเป็ นประจ า คว้าลมจับ เงา ไม่ว่าค าพูดไม่น่าฟังอะไรก็กล้าพูดหมด
แม้เฉินผิงอันที่อยู่ที่นี่จะจงใจเก็บขอบเขต วิชาอภินิหารและภาพ ปรากฏการณ์ทั้งหมดเอาไว้จนแทบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ธรรมดา ทั่วไป ดังนั้นก่อนหน้านี้การส่งเสียงเรียกหลายครั้งของจ้าวซู่เซี่ย เฉิน ผิงอันจึงไม่ได้ยินจริงๆ และครั้งนั้นที่อวี๋ฮุ่ยถึงผู้ฝึกตนหญิงของศาล ลมหิมะบังเอิญพลิ้วกายผ่านมายังที่แห่งนี้ เข้าใจผิดคิดว่าเฉินผิงอัน แกล้งหลับอยู่บนเก้าอี้หวาย แสร ้งท าเป็ นมองเมินนางก็เข้าใจเฉินอิ่ นกวานผิดไปแล้วจริงๆ ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ ต่อให้ตอนนั้นเฉินผิงอัน จะแค่ถลึงตาใส่ก็น่าจะข่มขู่ให้สตรีบ้านป่ าที่อาละวาดไร ้เหตุผลผู้นั้น กลัวได้
น่าสนใจส่วนน่าสนใจ ตลกส่วนตลก แต่จ้าวซู่เซี่ยก็ยังถอน หายใจ รู ้สึกได้รับความไม่เป็ นธรรมแทนอาจารย์พ่อ สามารถติดตาม อาจารย์พ่อมาเล่าเรียนวิชาอยู่ที่นี่ได้ ถือเป็ นความโชคดีที่ยิ่งใหญ่ ปานใดกัน? ได้ยินมาว่าทุกวันนี้สถานศึกษาและสานักศึกษาของลัทธิ ขงจื๊อหลายแห่งล้วนคาดหวังอยากให้อาจารย์พ่อไปช่วยสอน แต่ กลับถูกอาจารย์พ่อปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม
เฉินผิงอันโบกพัดใบลานเบาๆ หัวเราะกับตัวเอง “จาได้ว่าปีนั้น ตอนที่เจอกับเว่ยเซี่ยนครั้งแรกคือสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าเมืองหู เอ๋อร ์ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนแคว้นต้าเฉวียน ตอนอยู่ในโรงเตี๊ยม ฮ่องเต้ผู้
บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยนท่านนี้ของพวกเรามีไหวพริบเฉียบแหลม อย่างยิ่ง เพิ่งจะได้เจอกับเว่ยเซี่ยน ข้าจาได้ว่าประโยคที่สองที่เว่ยคอ แข็งเอ่ยก็คือโพล่งออกมาว่า “เจ้าขุนเขาช่างมีกลิ่นอายเผด็จการ เข้มข้นนัก” เฮอะ เจ้าคิดว่ายังไง? เว่ยเซี่ยนนอกจากคอแข็งแล้ว สายตาในการมองคนก็ยิ่งสุดยอด พวกหลป๋ ายเซี่ยง สุยโย่วเปียนอยู่ ไกลเกินกว่าจะเทียบชั้นเว่ยเซี่ยนได้ติด”
ถึงอย่างไรจ้าวซู่เซี่ยก็ไม่ใช่ศิษย์พี่หญิงเผยเฉียน ยิ่งไม่ใช่ศิษย์พี่ เล็กชุยตงชาน จึงต่อค าไม่ถูก
ทันใดนั้นบรรยากาศพลันชะงักค้าง จากนั้นจู่ๆ เฉินผิงอันก็เอ่ย สองประโยคที่มีการเว้นหยุดห่างกันเล็กน้อย
“เจอกับเรื่องที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ก็จงยอมรับมันอย่างสงบ”
“ฟ้ าใสแสงจันทร ์สายลม ในที่สุดก็สาดส่องพัดผ่าน”
จ้าวซู่เซี่ยไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ แต่กลับสัมผัสได้ว่าอาจารย์ พ่อในคืนนี้คล้ายจะค่อนข้าง…โล่งใจ ผ่อนคลายมากเป็ นพิเศษ?
เฉินผิงอันพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า “จดหมายฉบับนั้น เจ้าเอาไป ส่งที่ภูเขาลั่วพั่วเถอะจ าไว้ว่าเลือกภูเขาสายน้าที่เงียบสงบสักหน่อย แล้วใช ้ท่าเดินนิ่งไปตลอดทาง ระหว่างทางก็ลองสัมผัสกับความ แตกต่างของร่างกายผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าไปให้ดี ไปถึงภูเขาลั่วพั่ว แล้วก็ไม่ต้องรีบร ้อนกลับมา ให้พ่อครัวเฒ่าช่วยป้ อนหมัด สถานที่ให้ เป็ นชั้นสองของเรือนไม้ไผ่ก็แล้วกัน รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี
แล้วค่อยว่ากัน หากรู ้สึกว่าถามหมัดได้สะใจก็ให้เขาป้ อนหมัดหลายๆ ครั้งหน่อยได้ ทางที่ดีที่สุดคือให้แอบเรียนท่าเดินต่างๆ มาจากจูเห ลี่ยนให้มากหน่อย ไอ้หมอนี่ชอบเก็บออมฝีมือ ข้าเดาว่าเขาต้องมีสุด ยอดวิชากันกรุอยู่อีกไม่น้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา เจ้าเองก็ เป็ นมือกระบี่ จูเหลี่ยนก็เป็ นเวทกระบี่ ไปถึงชั้นสองสามารถท าหน้า หนาให้เขาแสดงฝี มือให้ดูได้ หากเจ้าสามารถถือโอกาสฝ่ าทะลุ ขอบเขตหกบนเรือนไม้ไผ่ก็ทาได้เหมือนกัน การกินอยู่ของข้าที่นี่ เจ้าไม่ต้องสนใจแล้ว เป็ นกังวลกับเรื่องนี้ไม่สู้กังวลเรื่องที่ตัวเองก็อายุ มากปูนนี้แล้วยังเป็ นชายโสดอยู่ยังดีกว่า”
จ้าวซู่เซี่ยเพิ่งจะเลื่อนจากขอบเขตสี่เป็ นขอบเขตห้าอยู่ใน โรงเรียนแห่งนี้ เพราะล้วนอยู่ในขอบเขตของการหล่อหลอมร่างกาย ระดับความยากในการฝ่ าทะลุขอบเขตจึงสู้ขอบเขตสามไปขอบเขตสี่ ขอบเขตหกไปขอบเขตเจ็ดไม่ได้
เมื่อครู่นี้นักพรตอู๋ตีที่อยู่ในบ้านของตรอกเก่าโทรมอาเภอ หย่งเจียได้สอบถามพิสูจน์เรื่องหนึ่งกับลู่เฉินว่า เวทกระบี่สูงต่าของจู เหลี่ยน เมื่อเทียบกับสุยโย่วเปียนแล้วเป็ นเช่นไร
ลู่เฉินยิ้มหน้าทะเล้น ตอบมาแค่สองคาว่า ไม่ต่า
ส่วนเทียบกับสุยโย่วเปียนแล้วมีแต่สูงไม่มีต่านั้น เป็ นเพราะใน สายตาของเจ้าลัทธิลู่อย่างเขา พรสวรรค์ด้านเวทกระบี่ของจูเหลี่ยน คู่ควรกับค าว่า “ไม่ต่า” แต่ตอนนั้นลู่เฉินไม่ต้องการอธิบายอย่าง ละเอียด
ต้องรู ้ว่าลู่เฉินเคยเขียนตารากระบี่อยู่เล่มหนึ่ง นอกจากนี้แล้วเขา ยังได้ขอยืมพื้นที่อิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากเจ้านครกวอเจี่ย เส้าเซี่ยงใน นครอวี่ชูของป๋ ายอวี้จิง สร ้างห้องหนังสือส่วนตัวขึ้นมา ตั้งชื่อว่า “เรือนพิศพันกระบี่”
เจ้านครหลักรองทั้งสองท่านนั้นต่างก็เป็ นเซียนกระบี่ใหญ่ลัทธิ เต๋าที่มีจานวนไม่มากในบรรดาเต้ากวานของป๋ ายอวี้จิง
และจูเหลี่ยนก็เคยหลุดปากพูดว่าครั้งแรกที่ตนเองออกท่องยุทธ ภพก็ได้พกกระบี่เดินทางไกล หากจะบอกว่าจูเหลี่ยนไม่รู ้เรื่องเวท กระบี่เลย ให้ตายอย่างไรเฉินผิงอันก็ไม่เชื่อ
คนสี่คนในภาพวาดของพื้นที่มงคลดอกบัว จนถึงทุกวันนี้ก็ดู เหมือนว่ามีเพียงจูเหลี่ยนเท่านั้นที่ไม่เคยรับลูกศิษย์ผู้สืบทอดมาก่อน ต้องรู ้ว่าจูเหลี่ยนเป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแล้ว หากไม่พูดถึง สุยโย่วเปียนที่หันไปฝึกตนเพราะต้องการเปลี่ยนเป็ นเซียนกระบี่หญิง มานานแล้ว เว่ยเซี่ยนและหลูป๋ ายเซี่ยงที่ออกแรงในด้านการหลอม เรือนกายบนวิถีวรยุทธมากยิ่งกว่า ทุกวันนี้ก็เพิ่งจะเป็ นขอบเขตเดิน ทางไกลกันเท่านั้น จ้งชิวที่เป็ นคนบ้านเกิดเดียวกันก็เช่นเดียวกัน มี เพียงจูเหลี่ยนที่มาอยู่ภูเขาลั่วพั่วนานหลายปีขนาดนี้ที่ความสนใจ ส่วนใหญ่คือการใช ้สถานะของผู้ดูแลช่วยท ากิจธุระต่างๆ แทนเจ้า ขุนเขาหนุ่มมากกว่า ทุกวันง่วนอยู่กับสารพัดเรื่อง แต่มีแค่เรื่องการ เรียนวรยุทธเท่านั้นที่ไม่สนใจ เฉินผิงอันไม่รู ้แล้วว่าเขาคิดอย่างไรกัน แน่ ดังนั้นถึงได้มีการนัดถามหมัดที่เมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยน
ระหว่างคนทั้งสอง เลือกวันที่หิมะตกหนัก ทั้งสองฝ่ ายไม่ต้องออมแรง แค่ถามหมัดกันให้สาแก่ใจตัดสินสูงต่ากัน
หากดูตามวันเวลาในการ “เรียนวรยุทธ” เจ้าเรียนมานานกว่าข้า เฉินผิงอันถึงหกสิบปีขอบเขตวรยุทธของข้าเฉินผิงอันสูงกว่าเจ้าหนึ่ง ขั้น นี่เรียกว่าต่างคนต่างอาศัยความสามารถของตัวเอง ถึงเวลานั้น ใครถูกซัดจนหมอบ คนนั้นก็อย่าได้โทษคนบ่นฟ้ า
จ้าวซู่เซี่ยผงกศีรษะตอบตกลง
ก็จริงนะ เวลาสามสิบปีหลังจากครั้งแรกที่อาจารย์พ่อเดินทาง ออกจากบ้านเกิด เวลาแทบทั้งหมดล้วนอยู่กับการเดินทางไกลและ การไปเยือนต่างถิ่นต่างแดน ไม่ถึงคราวที่ให้เขาต้องมาคอยดูแล ชีวิตประจ าวันของอาจารย์พ่อหรอก
จาได้ว่าจูเหลี่ยนเคยเอ่ยประโยคหนึ่งบอกว่า เมื่อพวกเรามิอาจ รับผิดชอบต่อตัวเองได้ก็ยากที่จะมีคุณสมบัติพอไปรับผิดชอบคนอื่น
ส่วนเรื่องของการส่งจดหมายที่คิดขึ้นมาได้กะทันหันนี้ ที่แท้ตอน กลางวันเฉินผิงอันเพิ่งเขียนจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง คิดว่าจะให้เฉินหลิง จวินเอากลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วในคราวหน้าที่เขามาเที่ยวเล่นที่นี่ ให้เขา ส่งต่อไปยังสานักกระบี่ชิงผิง คนที่รับจดหมายคือเฉาฉิงหล่าง
ในจดหมายเฉินผิงอันแนะนาลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจที่ไม่ว่า มองอย่างไรก็สบายหูสบายตาผู้นี้ว่า นอกจากจะยุ่งอยู่กับเรื่องการขุด
เจาะลาน้าใหญ่แล้ว ให้หาเวลาว่างไปที่ส านักศึกษาเทียนมู่ ลองไปฟัง การบรรยายในห้องเรียนของเวินอวี้รองเจ้าขุนเขาดูบ้าง
เรื่องพวกนี้ รวมไปถึงความเห็นแก่ตัวบางอย่าง เฉินผิงอันไม่เคย ปิดบังจ้าวซู่เซี่ย
จ้าวซู่เซี่ยถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์พ่อ ดูเหมือนว่าท่านจะ เคารพนับถือเจ้าขนเขาเวินของส านักศึกษาเทียนมู่มาก?”
เฉินผิงอันหยุดคิดไปครู่หนึ่งเพราะต้องใคร่ครวญหาคาศัพท์ที่ เหมาะสม ก่อนจะเอ่ยเนิบช ้าว่า “จะว่าอย่างไรดีล่ะ เวินอี้มีภาพลักษณ์ ที่ใกล้เคียงกับ…บัณฑิตในอุดมคติสาหรับในใจข้ามากที่สุด ทั้งมี ความหยิ่งในศักดิ์ศรีมีท่วงทานองอันมีชีวิตชีวา มีกลิ่นอายของ บัณฑิตที่ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็ นใครได้อย่างเป็ นธรรมชาติ เปี่ยมไป ด้วยพลังอันฮึกเหิม ขณะเดียวกันก็เอาการเอางาน ปณิธานสูงส่งยาว ไกล ความคิดละเอียดรอบคอบ ทาอะไรมั่นคงอีกทั้งยังมีความเห็นอก เห็นใจอย่างแรงกล้าต่อคนที่อ่อนแอกว่าดังนั้นในความเห็นข้าแล้ว เวินอวี้คู่ควรกับคาเรียกขานว่า “ผู้รอบรู ้ที่บริสุทธิ์”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ก็เหมือนอย่างที่อาจารย์ข้าบอก “ผู้ที่มีความ ตั้งใจแน่วแน่และปฏิบัติตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ คือวิญญูชน” เวินอวี้ก็คือ วิญญูชนผู้เที่ยงตรงประเภทนี้”
คงเป็ นเพราะถูกบรรยากาศที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ จิตใจอาจารย์พ่อกระตุ้นไปด้วย จ้าวซู่เซี่ยจึงเอ่ยหยอกล้ออย่างที่หา
ได้ยาก “แล้วถ้าเจ้าขุนเขาเวินเทียบกับอาจารย์หลิวแห่งสานักกระบี่ ไท่ฮุยล่ะ?”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด โบกพัดใบลานเบาๆ ท่วงท่าผ่อน คลายสบายอารมณ์ ยิ้มจนตาหยี “ไม่ค่อยเหมือนกัน ข้าอยู่กับเซียน สุราหลิวแล้วค่อนข้างเป็ นตัวของตัวเอง อยู่กับเจ้าขุนเขาเวิน ค่อนข้างจะระมัดระวังตัวมากกว่ากระมัง”
จ้าวซู่เซี่ยตกตะลึงอยู่บ้าง มรสุมคลื่นลมลูกใหญ่แบบไหนบ้างที่ อาจารย์พ่อไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่เขาถึงกับรู ้สึกระมัดระวังตัวยาม ที่อยู่ร่วมกับคนคนหนึ่งน่ะหรือ?
แม้ว่าจ้าวซู่เซี่ยจะไม่อยู่ในภูเขาลูกใดของภูเขาลั่วพั่ว แต่ ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วก็วางไว้ตรงนั้น ไม่ว่าใครก็พูดจา อย่างไร ้ความกริ่งเกรง ข่าวบางอย่างล้วนส่งต่อถึงกันราวกับว่าไม่มี ใครที่เป็ นคนนอกวงสังคม ดังนั้นเขาจึงรู ้ดีว่าทุกครั้งที่อาจารย์พ่อ ออกจากบ้านเดินทางไกลแล้วกลับมายังภูเขาลั่วพั่วอีกครั้งก็เหมือน จะพกพาเอาเรื่องเล่าใหญ่เท่ากระบุงกลับมาด้วย พอกลับมายังบ้าน เกิด ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวที่เป็ นดั่งคลื่นโหมซัดขยายแผ่เป็ นวงกว้างแค่ ไหน ไม่ว่าจะเจอมากับตัวหรือมองดูอยู่ด้านข้าง ก็มีน้อยครั้งนักที่เขา จะพูดถึงใครบางคนซ้าให้คนอื่นฟัง พูดถึงแค่เรื่องที่อาจารย์พ่อมา เปิดโรงเรียนสอนหนังสืออยู่ที่นี่ อยู่กับจ้าวซู่เซี่ยก็ได้พูดถึงเวินอวี้มา หลายครั้งแล้ว
ครั้งแรกที่เฉินผิงอันได้พบกับเวินอวี้ก็คือตอนอยู่บนเรือข้ามฟาก เฟิงยวนของบ้านตัวเอง แม้ว่าจะเพิ่งพบกันครั้งแรก ทั้งสองฝ่ายพูดคุย กันไม่มาก แต่เฉินผิงอันกลับไม่เคยปกปิดความเลื่อมใสที่ตัวเองมีต่อ วิญญูชนสานักศึกษาผู้นี้ต่อจ้าวซู่เซี่ยเลย
ยกตัวอย่างเช่นเวินอี้มีสมมติฐานอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเตรียมจะใช ้ พรรคบนภูเขาบางแห่งเป็ นตัวอย่าง เงื่อนไขข้อแรกก็คือจานวนคนใน ศาลบรรพจารย์จะต้องเป็ นเลขคี่ ก่อนหน้านี้ยังมีการประชุมภายในที่ ขนาดเล็กยิ่งกว่าเอามาใช ้ตัดสินมติประชุมบางอย่างที่สาคัญว่าควร จะเอาขึ้นเป็ นวาระการประชุมหรือไม่ จานวนคนต้องเป็ นเลขคี่ เหมือนกัน เพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ที่จานวนเห็นด้วย และเห็นต่างมีเท่ากัน เมื่อเป็ นเช่นนี้ ไม่ว่ามติการประชุมใดๆ ที่ถูกยก มาพูดถึง ใช่หรือไม่ใช่ ล้วนจะสามารถผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่า เป็ นการประชุมสองครั้งที่มีการแบ่ง “เล็กใหญ่” หรือในนอก หากว่ามี ผู้ที่คัดค้านอยู่ตลอดก็สามารถเสนอให้เอาความคิดที่ไม่เห็นด้วยของ ตัวเองบันทึกลงในเอกสารแล้วเก็บเอาไว้ เพื่อนามาใช ้ในการพลิก อ่านและตรวจหาหลักฐานยามที่ต้อง “ตรวจบัญชี” ในอนาคต ขณะเดียวกันก็แต่งตั้งตาแหน่งที่คล้ายคลึงกับ “ขุนนางผู้บันทึก ประวัติศาสตร ์” ที่มีหน้าที่คล้ายคลึงกับการจดบันทึกกิจวัตรประจ าวัน ไว้ด้วย
เฉินผิงอันยื่นสองนิ้วประกบกันวาดเป็ นวงกลมแล้วดันขึ้นเบาๆ “เวินอี้กล่าวว่าวิถีทางโลกทั้งแห่งกาลังอยู่ในทิศทางของการหมุนวน
เป็ นเกลียว ลวดลายเหมือนเขาแพะที่วนขึ้นสู่ด้านบน ไม่เพียงแต่ อาศัยการเป็ นผู้นาเปิ ดทางของผู้แข็งแกร่งบางคนเท่านั้น ยังต้อง อาศัยระบบที่มั่นคงและยืดหยุ่น เขาคิดว่าความดีเลวของวิถีทางโลกมิ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็กอย่างเดียวตลอดไปได้ ต้องมีคนมากกว่านั้นที่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ช่วงเวลาระหว่าง นี้พวกเราก็สามารถแก้ไขความผิดพลาดได้ตลอดเวลา ไม่กลัวว่าจะ ท าผิดแต่กลัวว่าจะผัดวันประกันพรุ่ง เอาการไร ้ความผิดพลาด ภายนอกซึ่งมาจากการไม่ทาอะไรเลยมาปกปิ ดการบริหารงานที่ ละเลย ต้องให้การทาความผิดและแก้ไขความผิดในทุกครั้งกลายมา เป็ นขั้นบันไดขนาดเล็กในการเดินขึ้นสู่ที่สูงของวิถีทางโลก นานวัน เข้าก็กลายเป็ นเส้นทางที่ทุกคนสามารถเดินได้ เมื่อเป็ นเช่นนี้ก็ เหมือนว่าส านักศึกษาได้น าเสนอเอกสารต้นฉบับ เอกสารร่างที่มี หลักฐานให้สืบเสาะตามหาให้กับทางโลกก่อน จากนั้นก็อาศัยการ ร่วมกันตัดสินใจหลายๆ ครั้งซึ่งยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งพบเจอกรณี ตัวอย่างจากการพลิกเปิ ดอ่านมากเท่าไร ก็จะยิ่งสามารถพบเจอ ปัญหาได้มากเท่านั้น การแก้ไขข้อผิดพลาดก็เหมือนกาตรวจสอบ คาผิด เอกสารต้นฉบับก็จะยิ่งมีแนวโน้มเข้าใกล้ตาราฉบับสมบูรณ์ แบบมากขึ้น สุดท้ายวิถีทางโลกก็จะมั่นคง แต่ว่าระหว่างขั้นตอนนี้ จะต้องยุ่งยากล าบากมากอย่างแน่นอน”