กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1030.4 เขียนอย่างใจเย็น
ลู่เฉินอธิบายให้เด็กหนุ่มฟัง “หมัดนี้มีความเป็ นมาที่สาคัญ มีผู้ เฒ่าคนหนึ่งแซ่ซุย เป็ นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อสายหย่าเซิ่ง เขาอ่านต ารา มาเยอะมาก มีวันหนึ่งอ่านเจอเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร ์จากใน ตารา บอกว่ายุคบรรพกาล บนพื้นดินอากาศแห้งแล้งยาวนานหลาย ปี ชาวบ้านมิอาจใช ้ชีวิตได้ มีเทพพิรุณหญิงท่านหนึ่งสงสารปวง ประชา ยอมท าผิดกฎสวรรค์โปรยฝนมาให้โลกมนุษย์โดยพลการ ผลคือถูกสรวงสวรรค์ลงโทษ กักร่างทองของนางไว้บนแท่นบูชาเทพ เจ้า เฆี่ยนตีนางทั้งวันทั้งคืน กระทั่งทุบร่างทองของนางให้แตกสลาย จากนั้นนางถูกเนรเทศลงมายังโลกมนุษย์ เล่าลือกันว่าในพระราช โองการที่จักรพรรดิแห่งสวรรค์เป็ นผู้ออกคาสั่ง มีคากล่าวที่ว่า “กรรม ใดใครก่อ ผู้นั้นต้องรับกรรม” ผู้เฒ่าแซ่ชุยอ่านมาถึงตรงนี้โทสะก็อัด แน่นอยู่ในหน้าอก โกรธเกรี้ยวไม่รู ้จะระบายอย่างไร พอดีเป็ นช่วงเข้า สู่ฤดู นอกห้องมีฝนใหญ่เทกระหน่า เขาจึงออกไป แล้วถึงได้มีหมัดนี้”
หนิงจี๋เงยหน้ามองฟ้ าตามจิตใต้สานึก ถามว่า “เจ้าลัทธิลู่ มีเรื่อง นี้อยู่จริงหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มกล่าว “ผินเต้าเกียจคร ้าน เวทคาถาไม่ได้เรื่อง ไม่กล้า เดินลุยน้าข้ามไปยังกาลเวลาของเมื่อหมื่นปีก่อน ดังนั้นจึงไม่กล้าพูด ว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ”
เด็กหนุ่มจากตรอกหนีผิงแห่งถ้าสวรรค์หลีจูและชายใจหญิงที่ เป็ นช่างเตาเผา บวกกับชุยเฉิงที่ไปอยู่เรือนไม้ไผ่ของภูเขาลั่วพั่วใน ภายหลัง เชื่อว่าคนทั้งสามคงคิดไม่ถึงว่า พวกเขาจะถูกเชื่อมโยงเข้า ด้วยกันด้วยวิธีการที่ประหลาดเช่นนี้
ฝนใหญ่ที่ชัดโครมๆ เหมือนเทพเจ้าสาดน้าหมึกลงมายังโลก มนุษย์ มาเยือนอย่างรวดเร็วแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
หลังจากที่จ้าวซู่เซี่ยปล่อยหมัดไปสิบกว่าหมัดแล้วก็เหนื่อยจน หมดแรง เขาหยุดพักเล็กน้อย ทาลมหายใจให้มั่นคง แล้วจึงเดินนิ่งลง ไปจากภูเขา กลับไปที่โรงเรียน
จากนั้นลู่เฉินก็พาหนิงจี๋ไปที่ภูเขาแห่งอื่น มีชื่อว่าสระอูหนี ปลา ในสระแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่น ปลาตะเพียนและปลาหนีชิวของที่นี่ บนร่างจะต้องมีเส้นสีทองอยู่หนึ่งเส้น
และนี่ก็เป็ นสถานที่สาหรับขอฝนในทุกครั้งที่เจอกับภัยแล้งใหญ่ พวกผู้เฒ่าผู้มีความรู ้และได้รับความเคารพในชุมชนซึ่งอายุมากแล้ว จะต้องถือศีลอยู่ในศาลบรรพชนก่อนสามวันจากนั้นจะขึ้นเขามาขอ ฝนที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วไม่รอให้กลุ่มคนลงจากภูเขากลับไปถึงหมู่บ้าน ก็จะมีลางว่าฝนจะตกแล้ว ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
หนิงจี๋ถาม “นักพรตลู่ เทพพิรุณที่ถูกเนรเทศจากบนสวรรค์ให้ มาอยู่ในโลกมนุษย์ ปีนั้นคงไม่ใช่ว่ามาอยู่ที่นี่หรอกนะ?”
ลู่เฉินยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้ก็ไม่แน่ ใครจะรู ้ได้เล่า เรื่องเล่าลือในหมู่ ชาวบ้านท้องถิ่นและอักขรานุกรมท้องถิ่นที่ขอแค่เนื้อหามีการพูดถึง เผ่าพันธ ์เจียวหลงบางตัวผ่านที่ทางมาก็ไม่เคยกล่าวถึงเทพพิรุณท่าน นั้นเลย”
ตอนบ่ายโรงเรียนเริ่มสอนยามเว่ย (เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง) กระทั่งช่วงกลางยามเซิน (บ่ายสามถึงห้าโมงเย็น กลางยามเซินคือ ประมาณสี่โมงเย็น) นักเรียนก็จะได้เลิกเรียนกันแล้ว
ตลอดทั้งวันใช ้เวลาไปประมาณสามชั่วยามครึ่ง นอกจากคาบ เรียนประจ าวันแล้ว ทุกเดือนทางโรงเรียนยังมีคาบเรียนประจ าเดือน สามคาบ ช่วงบ่ายของบางวันก่อนเลิกเรียนครึ่งชั่วยาม นับตั้งแต่ยาม เชินมา โดยทั่วไปแล้วเฉินผิงอันจะสอนเด็กนักเรียนให้อ่านตาราที่ไม่ เคยอ่านและสอนฝึกตัวอักษรเพิ่มเติม นอกจากที่เด็กนักเรียนจะต้อง เรียนจากต าราเรียนแล้วก็ไม่จ าเป็ นต้องท าการบ้าน เฉินผิงอันจะเอา ตาราหลากหลายประเภทสิบกว่าเล่มซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของ เสียงดนตรี หินทอง ฮวงจุ้ยการพยากรณ์ กฎเกณฑ์และระบบระเบียบ ฯลฯ มาให้พวกนักเรียนได้ลองอ่านด้วยตัวเอง หากมีปัญหาก็ สามารถถามอาจารย์ได้ว่าตัวอักษรที่อ่านไม่ออกคืออะไร หรือ ความหมายของบางประโยคเป็ นเช่นไร
และเฉินผิงอันก็จะเอาของบางอย่างที่เป็ นรูปธรรมออกมาวางบน โต๊ะ ไม่ว่าจะเป็ นเทียบอักษรจารึกทั้งหลายที่สามารถหาซื้อได้ตาม ร ้านขายหนังสือที่มีการจัดพิมพ์หนังสือเป็ นของตัวเอง ตราประทับ
หลายชิ้นที่ตัวเขาแกะสลักเอง เครื่องกระเบื้อง ฯลฯ เพื่อให้พวกเด็ก ๆ ได้มีภาพจาที่ชัดเจนมากที่สุด เข้าใจว่าอะไรคืออะไร
และหากถึงช่วงฤดูของการท าเกษตร โรงเรียนก็จะสอนแค่เฉพาะ คาบเช ้าเท่านั้น
อาจารย์ผู้สอนหนังสือก็มักจะลงไปช่วยท าไร่ท านาด้วย จึงมีคน แก่บางคนที่รวมกลุ่มกันลับหลัง เอ่ยหยอกล้อกันท านองว่าอาจารย์ เฉินผู้นี้ทาเกษตรขึ้นมาก็ช่างมีฝีมือดีจริงๆ เก่งกว่าสอนหนังสือเยอะ เลย
เพื่อแย่งน้ากัน ระหว่างหมู่บ้านช่วงบนกับหมู่บ้านตอนล่างจึง มักจะมีการทะเลาะเบาะแวังกันเป็ นประจ า ตะลุมบอนตีกันก็ยังมี แต่ ขอแค่ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย ทางอ าเภอจะไม่ให้ความสนใจ
หมู่บ้านที่โรงเรียนตั้งอยู่ คนทั้งหมู่บ้านแซ่เฉินกันแทบทั้งหมด พวกเขากับหมู่บ้านอู๋ซีที่ใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ทางเข้าพื้นที่ราบระหว่าง ภูเขาแย่งน้ากันดุเดือดที่สุด ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งจะต่อยตีกันไป อย่างรุนแรงรอบหนึ่ง ชายฉกรรจ์แทบทุกคนของสองหมู่บ้านล้วนเข้า ร่วมกันหมด เพราะมีบิดาของเด็กนักเรียนในโรงเรียนคนหนึ่งอยู่ใน คนกลุ่มนี้ด้วย ชายฉกรรจ์ที่มองดูคล้ายทิ่มที่อเงียบขรึม ยามลงมือ ขึ้นมากลับอามหิตนัก คาดว่าทางฝั่งของหมู่บ้านอู๋ซีก็คงจะรู ้ไส้รู ้พุง กันดี คนหลายคนจึงรุมซ ้อมเขา เฉินผิงอันที่เดิมทีแค่เอาสองมือสอด ไว้ในชายแขนเสื้อนั่งยองมองดูเรื่องครึกครื้นอยู่ไกลๆ เห็นชายฉกรรจ์ ผู้นั้นถูกคนใช ้ไม้หาบฟาดจนล้มลงไปกลิ้งกับพื้น ก็ได้แต่วิ่งเหยาะๆ
เข้าไป หาจังหวะเหมาะท่ามกลางท่อนไม้และด้ามจอบที่ฟาดกระหน่า ลงมาเข้าไปประคองชายฉกรรจ์ที่กาลังล้มให้ลุกขึ้นหนีมาด้วยกัน
พวกสตรีในหมู่บ้านอู๋ซีไม่รู ้ว่าเพราะรู ้สึกว่าอาจารย์สอนหนังสือ คนนี้กวนโอ้ยน่าเตะหรือรู ้สึกว่าบุรุษที่สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวสวม รองเท้าผ้าไม่เหมือนกับชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่เห็นมาจนเอียน ถึงได้ พากันหัวเราะคิกคักพุ่งมาขวางทาง โชคดีที่อาจารย์สอนหนังสือ คล้ายทาน้ามันไว้ใต้รองเท้าจึงเผ่นหนีได้เร็ว กลับเป็ นชายฉกรรจ์คน นั้นที่พอได้พัก หายใจหายคอก็แค่ผงกศีรษะให้กับอาจารย์สอน หนังสือ ชาวบ้านในหมู่บ้านชนบท พูดจาเกรงใจตามมารยาทไม่เป็ น จึงแค่ยิ้มกว้าง ในดวงตาของชายฉกรรจ์นิสัยชื่อมีแต่คาขอบคุณ จากนั้นก็ใช ้ภาษาท้องถิ่นด่ามารดาคนของหมู่บ้านติดกันไปหลายคา ก่อนก้าวยาวๆ ย้อนกลับไปยัง “สนามรบ” อีกครั้ง
อาจารย์ผู้เฒ่าสองคนที่อยู่ในหมู่บ้านอู๋ซีได้ยินเรื่องนี้เข้าก็ก่นด่า บนโต๊ะสุราไม่หยุด ไร ้อารยธรรมสิ้นดี มันสมควรแล้วหรือ! เพื่อเงินค่า เรียนน้อยนิด เจ้าเด็กนี่ก็ช่างหน้าไม่อายจริงๆ
ตอนนั้นด้านนอก “สนามรบ’ นักพรตได้พาเด็กหนุ่มนั่งยองอยู่ ข้างทาง แทะเมล็ดแตงพลางชมงิ้วไปด้วย
ลู่เฉินยิ้มเอ่ย “บนภูเขากับล่างภูเขาล้วนเป็ นเหมือนกัน เรื่อง สาคัญที่สุดก็หนีไม่พ้นสองเรื่อง สู้ได้ไหว เผ่นได้เร็ว”
หนิงจี๋คิดเป็ นร ้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ จึงอดไม่ไหวถามว่า “นักพรตลู่ อาจารย์เฉินไม่ใช่ผู้ฝึกตนหรอกหรือ?”
ลู่เฉินตอบ “เขาก าลังเอาอย่างใครบางคนอยู่น่ะสิ”
ตอนนี้หนิงจี๋ไม่ท าตัวห่างเหินกับเจ้าลัทธิลู่แล้ว จึงชักถามต่อว่า “ใครบางคนคือใคร?”
ลู่เฉินยิ้มบางๆ กล่าว “เขากับเฉินผิงอัน ก็เหมือนเฉินผิงอันกับ เจ้า ส่วนคนผู้นี้จะเป็ นใครกันแน่ ตอนนี้เจ้ายังไม่จาเป็ นต้องรู ้”
ในอาณาเขตของจังหวัดเหยียนโจวแห่งนี้มีประเพณีอย่างหนึ่ง นั่นคือหมู่บ้านชนบทบางแห่งมักจะให้ทางศาลบรรพชนประจ าตระกูล ออกเงินจ้างคณะงิ้วมาเต้นระบาม้าไม้ไผ่ พวกเขาจะเอาไม้ไผ่มาสาน เป็ นโครงรูปม้า ด้านนอกแปะทับด้วยกระดาษหลากสีสัน จากนั้นตรง คอม้าจะผูกกระพรวนห้าสี ตีฆ้องตีกลองเพื่อให้เป็ นนิมิตหมายอันดี ครึกครื้นอย่างยิ่งพวกเด็กๆ จะตามไปด้านหลังขบวนม้าไม้ไผ่ บรรยากาศสนุกสนานเฮฮาไม่ต่างจากวันปีใหม่ นอกจากนี้ก็มักจะมี สองหมู่บ้านที่ชายและหญิงในหมู่บ้านแต่งงานเชื่อมสัมพันธ ์กัน ต่าง ฝ่ ายต่างคล้ายคนในครอบครัวเดียวกัน เดือนหนึ่งของทุกๆ ปี ต่อให้ จะอยู่ห่างไกลกันมาก แต่ก็จะทาเหมือนการแวะไปเยี่ยมญาติ ไปจุด ประทัด จุดธูปคารวะในศาลบรรพชนของอีกฝ่ ายจากนั้นก็กินข้าว ด้วยกันหนึ่งมื้อ อย่างหมู่บ้านที่อยู่ตรงกลางก็เป็ นญาติดองผ่านการ แต่งงานกับหมู่บ้านใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ ทุก ครั้งที่แย่งน้ากับหมู่บ้านอู๋ซีซึ่งมีคนเยอะกว่า หรือมีข้อพิพาทขัดแย้ง
กัน ตกเป็ นรองถูกรังแก คืนนั้นก็จะมีคนในหมู่บ้านไปจุดคบเพลิงไว้ที่ ยอดเขา วันที่สองหมู่บ้านที่ดองเป็ นญาติกันก็จะมีคนกลุ่มใหญ่มา รวมตัวกันฟ้ ายังไม่ทันสว่างก็เตรียมเสบียงที่ต้องกินใช ้ในวันนั้นไว้ เรียบร ้อย แล้วพากันยกขบวนมาที่นี่ไม่พูดพร่าทาเพลงก็ตรงไปที่ ศาลบรรพชนของหมู่บ้านอู๋ซีทันที
ลู่เฉินเคยพาเด็กหนุ่ม “ออกเดินทางไกล” ไปข้างนอก ได้เห็น การตั้งและการเคลื่อยย้ายศิลาก าหนดเขตแดนของอ าเภอและจังหวัด บางแห่งกับตาตัวเอง เด็กหนุ่มเองก็เคยไปอยู่ในยุคสมัยบางยุคมที่วัน พระจันทร ์เต็มดวงแรกของทุกเดือนจะมีผู้เฒ่าอายุมากถือไม้ระฆังใบ ใหญ่ เดินป่ าวร ้องบทอบรมสั่งสอนชาวบ้านไปตลอดทาง ส่วนใหญ่ เนื้อหาจะกระชับเรียบง่าย มีแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น ไม่เกินสามสิบ ตัวอักษร นักพรตลู่ก็จะอธิบายถึงกฎหมายประกาศคาสั่งของแต่ละ แคว้น รวมไปถึงข้อดีข้อเสียของขนบธรรมเนียมและกฎระเบียบในแต่ ละท้องถิ่นให้เด็กหนุ่มฟังอย่างคร่าวๆ
ในโรงเรียนมีเด็กนักเรียนอยู่คนหนึ่งที่มักจะโดนตีเป็ นประจา ครอบครัวเขาถือเป็ นครบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะในหมู่บ้าน
ตัวเด็กน้อยเองไม่ได้พูดอะไร กลับไปถึงบ้านก็ไม่เคยฟ้ องพ่อแม่ แต่คาดว่าพ่อแม่คงเห็นมือที่บวมแดงของลูกตัวเองจึงไม่พอใจทันที ปรี่มาหาอาจารย์เฉินที่ลงมือไม่รู ้จักหนักเบาต าหนิด้วยความไม่พอใจ ทั้งยังป่ าวประกาศว่าหากยังตีเด็กแบบนี้อีก วันหน้าก็จะไม่ให้เขามา เรียนอยู่ที่นี่อีกแล้ว อาจารย์ท่านนั้นไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้าตอบ
ตกลง ผลคือเท้าหน้าของสองผัวเมียเพิ่งจะเดินพ้นไป เด็กคนนั้นก็ แอบมาที่โรงเรียน ใบหน้าแดงก่า อาจารย์เฉินลูบศีรษะของเขา ยิ้ม เอ่ยประโยคหนึ่งว่า หากวันหน้าเจ้ายังท าผิด อาจารย์ยังจะตี เหมือนเดิม แต่จะตีเบาหน่อย เด็กน้อยยิ้มกว้าง เกาหัว ไม่ได้พูดอะไร
ทุกวันหลังเลิกเรียน เฉินผิงอันมักจะไปตกปลาที่ริมลาธารเป็ น ประจ า แล้วก็จะให้จ้าวซู่เซี่ยเข้าครัว เปิดเตาเล็กๆ ทาอาหารมื้อค่ากิน กัน
มักจะมีเด็กนักเรียนหลายคนที่ปกติไม่ฉลาดเรื่องเรียนหนังสือ แล้วก็คล้ายว่าจะไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าใดนักที่ปลุกความกล้าไปตก ปลากับอาจารย์ มีคนหนึ่งที่ตัวสูงมากแต่ไม่ชอบสวมรองเท้า ฝีมือ การตกปลาของเขาไม่เลว เพียงไม่นานก็ใช ้หญ้าหางสุนัขร ้อยปลา ในล าธารเข้าด้วยกันเป็ นพวง ก่อนจะจากไป คงเป็ นเพราะอยากจะ แอบเอาไปใส่ไว้ในข้องปลาของอาจารย์ แต่บางทีอาจจะหน้าบาง ไม่ กล้าทาแบบนี้ เขาจึงจงใจโยนไปไว้ใกล้ๆ ข้องปลาแล้วชักเท้าวิ่งหนี
เฉินผิงอันเองก็ไม่เกรงใจ โยนปลาพวงนั้นใส่ไว้ในข้องปลา ผล คือเช ้าวันที่สอง เด็กน้อยไม่ยอมส่งการบ้าน ก็ยังโดนตีอยู่ดี แม้จะเจ็บ แต่กระนั้นก็ยังยิ้มกว้าง
ดังนั้นเด็กน้อยจึงโดนเขกมะเหงกซ้าไปอีกที เจ็บจนต้องยกมือ กุมหัว อาจารย์ตีหน้าเคร่ง กดเสียงต่าเอ่ยสั่งสอนไปหนึ่งประโยค ฝีมือในการตกปลามีไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นปลาแต่ละชนิดที่วาดไว้บน หน้าหนังสือล้วนจ าได้แล้วหรือ? เด็กน้อยส่ายหน้าอย่างเขินอาย บอก
ตามตรงอย่างไม่โกหกว่าตัวเองรู ้จักปลาที่วาด แต่อ่านตัวอักษรที่ เขียนไว้ข้างๆ ไม่ออกอาจารย์ด่าขาๆ ว่า กินได้แต่จาไม่ได้อย่างนั้น หรือ ท าไมตอนตกปลาหัวไวนัก อ่านตัวอักษรไม่กี่ตัวที่อยู่นิ่งไม่ขยับ บนหน้าหนังสือยังจะยากกว่าตกปลามากมายที่ว่ายวนอยู่ในน้าได้ หรือ?
คาบเรียนในวันนั้น เด็กชายจึงเอาแต่จ้องภาพวาดและตัว อักษรบนหน้าหนังสือ ไม่สนของอื่นอีก เฉินผิงอันเห็นเขาเหม่อลอยก็ ไม่สนใจ
และยังมีเด็กผู้ชายที่อายุน้อยคนหนึ่งมักจะอั้นจี่ตอนเรียนไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้าเปิดปากบอกกับอาจารย์ จึงฉี่รดกางเกงในห้องเรียน
พอถูกจับได้คนทั้งห้องก็หัวเราะครีนเสียงดัง อาจารย์จึงบอกเป็ น นัยให้ทุกคนเงียบ พาเด็กน้อยไปซักกางเกงที่ลาธารด้วยตัวเอง บอก เขาว่าวันหน้าต้องใจกล้ากว่านี้หน่อย ตอนอยู่ในห้องเรียนให้ยกมือ ขึ้น จากนั้นใช ้สายตาส่งสัญญาณให้อาจารย์ ไม่ต้องพูดอะไร อาจารย์จะหาข้ออ้างให้เขาออกมาจากห้องเรียนเอง
มีเด็กคนหนึ่งตอนเรียนมักจะเบื่อหน่ายไม่มีความสุข ท าหัวลู่ไหล่ ตก อาจารย์ถามว่าเขาเป็ นอะไร เด็กน้อยจึงบอกว่าเมื่อวานเขาพูด หลักการเหตุผลกับพ่อแม่ แต่กลับถูกตบปากมาอย่างแรง
เฉินผิงอันจึงถามเด็กน้อยว่าเจ้าพูดหลักการเหตุผลอะไร เด็ก นักเรียนที่เอาหลักการเหตุผลในตาราซึ่งเพิ่งเรียนรู ้มาไปใช ้ให้เกิด
ประโยชน์จึงเล่าให้ฟังอย่างอึกอัก เฉินผิงอันกลั้นข า เอ่ยปลอบใจเขา ไปสองสามค า
วันนี้ขณะที่กาลังสอน เด็กๆ ทุกคนต่างก็สังเกตเห็นว่าอาจารย์ที่ เวลาปกติมักจะคลี่ยิ้มน้อยๆ คล้ายจะมีรอยยิ้มมากกว่าทุกวัน
มีเด็กประถมคนหนึ่งที่เงียบขรึมพูดน้อย เขาพักอยู่ในหมู่บ้านบน ภูเขาเพียงล าพัง ค าว่าหมู่บ้าน อันที่จริงก็มีคนอยู่ไม่กี่ครัวเรือน เท่านั้น ดังนั้นทุกวันหลังจากเลิกเรียน เขาจะต้องเดินทางไกลหลายลี้ แต่ไม่ว่าอากาศจะเลวร ้ายแค่ไหน ต่อให้ฝนตกกระหน่า เด็กคนนี้ก็ไม่ เคยมาเรียนสาย เฉินผิงอันรู ้ว่ามีทางภูเขาเลียบลาธารช่วงหนึ่งที่แคบ มาก หากฝนตกแรงก็มักจะมีน้าป่าไหลบ่า หากไม่ทันระวังตกลงไปใน น้า เขาแทบไม่อยากจะคิดภาพ ดังนั้นทุกครั้งที่มีฝนตกแล้วตรงกับ ช่วงที่เด็กคนนี้ต้องมาเรียนหรือเลิกเรียนพอดี ก็จะให้จ้าวซู่เซี่ยแอบ คุ้มครองไปส่ง
มีครั้งหนึ่งเพิ่งจะสอนคาบเรียนประจาเดือนเสร็จ เฉินผิงอันก็ยิ้ม เอ่ยกับเด็กคนนั้นว่าให้ขึ้นเขาไปด้วยกัน เด็กน้อยที่เดิมทีไปมา รวดเร็วราวกับบิน พอมีอาจารย์ที่ถือไม้เท้าไม้ไผ่ เขียวเดินอยู่ข้าง กาย นั่นอาจจะเป็ นครั้งที่เขาเดินได้ช ้าที่สุดแล้ว ม่านราตรีมาเยือนก็ มาถึงหน้าประตูบ้านของเขา เด็กน้อยท าท่าจะพูดแต่กลับเงียบไปอยู่ หลายครั้ง คงเพราะอยากจะเชิญให้อาจารย์ไปนั่งในบ้าน กินข้าว ด้วยกันสักมื้อ แต่ที่บ้านยากจนเกินไปก็เลยไม่กล้าเปิดปาก เฉินผิง อันจึงยิ้มเอ่ยว่าคงต้องทาหน้าหนาขอข้าวจากเจ้ากินสักมื้อแล้ว ใน
ห้องที่มืดสลัว กินข้าวกับคนครอบครัวนี้มื้อหนึ่ง ยังได้ดื่มเหล้าต้มอีก เล็กน้อย อาจารย์สอนหนังสือจากมาพร้อมความเมามาย ผลคือเด็ก น้อยแอบเดินมาส่งเขาเป็ นระยะทางที่ไกลมาก
ช่วงนี้เฉินผิงอันเริ่มรวบรวมบทนาและบทส่งท้ายของกวีกับ บทความแต่ละประเภทมาไว้ด้วยกัน
และเฉินผิงอันก็เตรียมกระดาษ พู่กันและหมึกเอาไว้แล้ว ใน บรรดานี้ก็มีกระดาษแดงที่สามารถเขียนคากลอนวันปี ใหม่และ อักษรฝูได้ ก่อนที่โรงเรียนจะปิ ดวันปี ใหม่เขาคิดว่าจะเอาไปมอบ ให้กับพวกเด็กนักเรียนที่เขียนตัวอักษรได้ดีหรือไม่ก็เด็กที่ขยันตั้งใจ เรียนตลอดเวลาหนึ่งปีมานี้
นอกจากนี้ทุกคืนเฉินผิงอันจะต้องผ่าไม้ เหลาแผ่นไม้ไผ่จน รวบรวมได้มากถึงสามสี่ร้อยแผ่น แต่ละแผ่นจะเขียนกลอนลงไปบท หนึ่ง หรือไม่ก็เขียนชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของคากล่าวบางอย่าง อย่าง หลังนี้ก็เช่นคาว่าชา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผู้ไม่หลับนอน
แผ่นไม้ไผ่และป้ ายไม้พวกนี้ อาจารย์สอนหนังสือท่านนี้เขียนที ละขีดทีละเส้นลงไปอย่างใจเย็น