กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1031.3 พบเจอในยุทธภพบอกกล่าวถึงความ ยากล าบาก
กู้ช่านเรียกเรือยันต์ลาหนึ่งออกมา ถ่อเรือออกจากเกาะกงหลิ่ว บนเกาะกงหลิ่วที่เป็ นที่ตั้งศาลบรรพจารย์ของสานักเจินจิ้ง เซียนเห รินหลิวเหล่าเฉิงกับหันเชี่ยวเช่อผู้ฝึกตนหญิงแห่งนครจักรพรรดิขาว กาลังนั่งหันหน้าเข้าหากัน
เพียงแต่ว่าเรือนกายของสตรีอายุน้อยที่บอกว่าต้องขายชีวิต ให้กับกู้ช่านหนึ่งร ้อยปีกลับหายไปจากหน้าประตูแล้ว มองข้ามตรา ผนึกค่ายกลที่หลิวเหล่าเฉิงจัดวางด้วยตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง นางมา โผล่บนเรือยันต์ของกู้ช่าน มองคนหนุ่มชุดลัทธิขงจื๊อที่นั่งขัดสมาธิ อยู่บนหัวเรือ ยิ้มเอ่ยว่า “ส านักของใต้หล้าไพศาลมีข้อพิถีพิถันเยอะ กว่าบ้านเกิดของข้ามากนัก มีองค์กรสารพัดอย่างวุ่นวาย จะจ าก็จ า ได้ไม่หวาดไม่ไหว”
กู้ช่านถาม “อาจารย์อาหญิงของข้าคงไม่ได้พูดไม่เข้าหูกับเจ้า ส านักหลิวค าเดียวก็ตีกันหรอกกระมัง? ไม่ได้บอกให้เจ้าคอยอยู่ห้าม พวกเขาที่นั่นหรือ มาทาอะไรที่นี่”
นางคลี่ยิ้มหวาน “ตีกันหรือ? จะตีกันอย่างไร ตีกันที่ไหน?”
กู้ช่านพูดเสียงเรียบ “หลิงเยี่ยน คาพูดล้อเล่นที่ไม่ตลก หากไม่ ควรพูดก็อย่าพูด”
นางเบ้ปาก ถึงอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็ยังเข้าข้างหันเชี่ยวเช่ออยู่ หลายส่วน
ผู้ฝึกตนหญิงจากเปลี่ยวร ้างที่เรียกตัวเองว่าเป็ นสาวใช ้ของกู้ช่า นอย่างภาคภูมิใจผู้นี้มีฉายาว่า “ขุนเซียว” ทุกวันนี้ใช ้นามแฝงว่าหลิง เยี่ยน เป็ นชื่อที่กู้ช่านช่วยตั้งให้เมื่อไม่นานมานี้นางพอใจอย่างมาก
ตอนที่อยู่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง นางมีชื่อว่าจื่ออู่เมิ่ง เป็ นนามแฝง เช่นเดียวกัน คนที่ช่วยตั้งให้คราวก่อนก็คือโจวมี่มหาสมุทรความรู ้
นางขยับเท้าเดินจากท้ายเรือมายังหัวเรือ นั่งลงข้างกายกู้ช่าน เอียงศีรษะไปบนไหล่ของเขา ครู่หนึ่งต่อมา นางที่แอบร่ายวิชาลับ เฉพาะก็รู ้สึกหมดสนุก จึงกลับมานั่งตัวตรงเหลือบมองไปยังเป้ า กางเกงของกู้ช่านแล้วนินทาในใจไม่หยุด ใจแข็งเป็ นหินเชียวนะ ไม่มี อารมณ์วาบไหวกระเพื่อมขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตอนอยู่ในพื้นที่ลับบนเกาะกงหลิ่วซึ่งเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ของหลิวเหล่าเฉิง นางแต่งกายเหมือนสาวใช ้ทั่วไปในตระกูลเศรษฐี ล่างภูเขา แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาสวมชุดของนักพรตหญิง รูปโฉม งดงามโดดเด่น
เสื้อตัวบาง ชายแขนเสื้อพลิ้วไสวราวเมฆสีมรกต เอวอ่อน อ้อนแอ้น คิ้วตาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
นางถาม “กู้ช่าน เจ้าท าได้อย่างไร?”
กู้ช่านกล่าว “ในสถานที่ที่สร ้างอารมณ์รักใคร่มากมายอย่าง กระโจมผ้าปักหงส์หลวนกลับหัวหาง รักแห่งหมอนและผ้าห่ม อารมณ์ สุนทรีของปลาและน้า ฯลฯ เมื่อเข้าไปอยู่ข้างในนั้น แค่มองทุกอย่าง เป็ นกระดูกขาวก็พอ รักษาหนึ่งเดียว กาจัดสองความชั่วร ้าย สังหาร สามอสุภะ ขับไล่ห้าผี สยบหกอารมณ์เจ็ดปรารถนา”
นางทิ้งตัวนอนหงาย “ติดตามเจ้านี่น่าเบื่อจริงๆ”
ยังสู้เปิงเลอะเจินจวินปากหวานคนนั้นไม่ได้เลย จะดีจะชั่วยามที่ อีกฝ่ ายมองนางก็ยังต้องทาจิตแห่งมรรคาให้สงบมั่นคงอยู่บ้าง แล้วยัง รู ้จักพร่าพูดคาหวานไร ้ความจริงใจ เรือนกายเจ็ดชื่อ ค้าฟ้ ายันดิน ยอมตายแต่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ในฐานะหนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้ าที่โจวมี่ตั้งใจคัดเลือกมา อันที่ จริงรูปโฉมเดิมของนางคือสตรีสวมหน้ากาก สะพายพิณไว้ด้านหลัง แทบไม่เคยมีใครได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
รูปโฉมทั้งหลายที่มีในเวลานี้ แน่นอนว่าจาแลงออกมาตามใจ ชอบหลังจากที่นางถอดหน้ากากชิ้นนั้นแล้ว อีกทั้งยังไม่เหมือนกับ เวทอาพรางตาทั่วไป ขอแค่นางยินดี หน้าตาเรือนร่าง การแต่งกาย และบุคลิกของนางที่ปรากฏในสายตาของคนบนโลกก็จะเป็ นเหมือน คนที่พวกเขาคิดถึงคานึงหา ทั้งภาพลักษณ์ภายนอกทั้งจิตวิญญาณ ภายในล้วนแทบจะรวมตัวจริงได้ทั้งหมด
ดังนั้นตอนที่อยู่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ครั้งแรกที่เจียงซ่างเจินเห็นผู้ ฝึกตนหญิงที่ไม่รู ้ว่าเป็ นน้าหรือเป็ นพี่สาวคนนี้ ความรู ้สึกแรกก็คือ ช่างดูแลตัวเองได้ดีนัก เรือนร่างสุดยอด กลมเกลี้ยงอิ่มเอิบเสียจริง
เพียงแต่ว่าภาพปรากฏการณ์แห่งมรรคกถาที่จาแลงออกมาใน ฟ้ าดินเล็กของนางตอนนั้นกลับน่าขนพองสยองเกล้าอย่างถึงที่สุด ต่อให้เป็ นคนที่บ้าตัณหาอย่างเจียงซ่างเจินก็ยังเหมือนถูกน้าเย็นๆ ราดหัว
ที่แท้ด้านหลังของจื่ออู่เมิ่งก็มีศพที่เป็ นผีแขวนคอตายนับไม่ถ้วน ลอยอยู่ ขึ้นไปไม่ถึงฟ้ าลงมาไม่ถึงดิน ได้แต่ลอยล่องไปช ้าๆ หนึ่งใน วัตถุแห่งชะตาชีวิตของนางคือพัดที่ทาจากผ้าไหมเล่มหนึ่งที่วาดภาพ สตรีไว้หลายพันคน พวกนางล้วนมีชีวิตชีวาเหมือนจริง ส่งผ่าน อารมณ์ความรู ้สึกผ่านทางคิ้วตา พวกนางซุบซิบกันเบาๆ อยู่ใน ภาพวาด น่าเสียดายที่แม้จะมีใบหน้าของหญิงงาม แต่เรือนร่างกลับ เป็ นกระดูกขาว และจื่ออู่เมิ่งที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่ พิณโบราณของนางก็ คือกระบี่บิน จิงกวน” ซึ่งหนึ่งในวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่ บินเล่มนี้ก็คือถักทอดินแดนแห่งฝันขึ้นมา นางสามารถนิมิตแม่น้าอู๋ ติ้งที่ใกล้เคียงกับความจริงอย่างยิ่งขึ้นมาสายหนึ่ง และยังสามารถทา ให้แม่น้าแห่งกาลเวลาในขอบเขตที่แน่นอนหรือควรพูดว่าแม่น้าอู๋ติ้ง ทั้งสายเข้าสู่สภาวะชะงักงัน
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่นครจักรพรรดิขาว เพียงหันเชี่ยวเชื่อเห็น นาง ในใจก็รู ้สึกไม่ชอบขึ้นมาทันที
เหตุผลเรียบง่ายยิ่ง นังหนูผู้นี้หน้าตาดีเกินไปแล้ว!
อย่ามาท าร ้ายให้กู้ช่านต้องจมสู่ห้วงรักของชายหญิงเด็ดขาด หากบอกว่าสตรีผู้นี้จะมาเป็ นคู่รักของกู้ช่านครึ่งทาง หันเชี่ยวเซ่อ กลับไม่ถือสานัก คนอย่างกู้ช่าน หากข้างกายไม่มีสตรีห้อมล้อมสัก กลุ่มสองกลุ่มต่างหากถึงจะอยุติธรรมส าหรับเขา
นางทนกับการที่กู้ชานไม่คุยด้วยไม่ได้มากที่สุด จึงหาเรื่องมา ชวนคุย “สานักเจินจิ้งแห่งนี้เป็ นแค่สานักเบื้องล่างของสานักกุยหยก ใบถงทวีปกระมัง เจ้ารู ้หรือไม่ว่ามีกี่องค์กร? ยี่สิบกว่าเชียวนะ เบื้อง ล่างผู้ฝึ กตนที่เป็ นผู้คุมกฏของศาลบรรพจารย์ยังมีอีกตั้งเจ็ดแปด องค์กร บรรพจารย์ที่ดูแลเงินก็เหมือนจะมีที่ว่าการอีกเกือบ…สิบแห่ง? ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆฝ่ ายผลิตและควบคุมกับกองควบคุมพิธีการของ สานักเจินจิ้งต่างกันตรงไหน แล้วยังมีกองจัดการการเงินกับกองการ ขนส่ง ฝ่ ายคลังสมบัติอะไรนั่นอีก ก็ล้วนดูแลเงินเทพเซียนน้อยนิด แค่นั้นไม่ใช่หรือ ยังจะต้องแยกกันด้วยหรือไร?”
กู้ช่านท าเป็ นไม่ได้ยิน เพียงแค่หลับตาหายใจเข้าออกท าสมาธิ ช ้าๆ ฝึกวิชาน้าบทหนึ่งเงียบๆ
ผู้ฝึกตนหญิงที่นอนอยู่บนหัวเรือยกขาไขว่ห้าง แกว่งขาข้างหนึ่ง เบาๆ พลางถามชวนคุย “ได้กลับมาเยือนสถานที่แห่งเดิมอีกครั้ง รู ้สึก เช่นไร?”
กู้ชานยิ้มบางๆ พูดด้วยสีหน้าเป็ นธรรมชาติ “สุราลงทัณฑ์ขมดื่ม ยาก”
จื่ออู่เมิ่งกระตุกมุมปาก “ในที่สุดก็ยอมเลิกเป็ นคนใบ้แล้วสินะ?”
กู้ช่านเอ่ยต่ออีกว่า “พูดถึงแค่ฝ่ ายผลิตและควบคุมกับกอง ควบคุมพิธีการซึ่งคล้ายคลึงกับที่ว่าการของบนภูเขา อันที่จริงก็เรียบ ง่ายมาก จะยกตัวอย่างให้ฟังแล้วกัน ฝ่ ายหนึ่งสามารถตัดสินใจได้ว่า จะวางเก้าอี้กี่ตัวไว้ในศาลบรรพจารย์ ส่วนอีกฝ่ ายหนึ่งตัดสินใจว่า ใครจะมีคุณสมบัตินั่ ง แน่ นอนว่ากองควบคุมพิธีการยังต้อง รับผิดชอบดูแลท าเนียบหยกทองของพรรคจวนเซียนแห่งหนึ่งด้วย ดังนั้นผู้ฝึกตนที่ทางานอยู่ที่นี่จึงถือเป็ นขุนนางที่ดี สูงศักดิ์กว่าผู้ฝึก ตนของฝ่ายผลิตและควบคุมอยู่หลายส่วน”
จื่ออู่เมิ่งกระจ่างแจ้งในฉับพลัน “หากพูดแบบนี้ ข้าก็เข้าใจแล้ว ค่อนข้างน่าสนใจนะ”
กู้ชานยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็ นอักษรจงหรือ เป็ นพรรคเล็กอย่างพรรคห้าเกาะ คนเยอะก็มีการจัดการแบบคนเยอะ คนน้อยก็มีการบริหารของคนน้อย กลัวก็แต่ว่าองค์กรจะซับซ ้อน ขุน นางมากเกินจาเป็ น และยิ่งกลัวว่าเมื่อคนเยอะแล้ว แต่ละคนจะกินอิ่ม ว่างงาน ดึงดันจะหาเรื่องมาทาให้จงได้ เพราะดูเหมือนว่ามีเพียงทา แบบนี้ถึงจะไม่ผิดต่อยศและตาแหน่งของตัวเอง แบบนี้จะยุ่งยากมาก แล้ว”
จื่ออู่เมิ่งไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไร ตอนที่อยู่ในใต้หล้า เปลี่ยวร ้าง นางมักจะไปไหนมาไหนเพียงล าพัง ปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ อย่างหย่างจื่อและเฟยเฟยต่างก็เคยจะมาดึงตัวนางไปเป็ นพวก แต่ เพราะนางมียันต์คุ้มกันแผ่นนั้นอยู่ติดกาย ดังนั้นต่อให้จื่ออู่เมิ่งจะแอบ ขโมยแม่น้าอู๋ติ้งมาแล้วเอามันมาหล่อหลอม หย่างจื่อและเฟยเฟยก็ ได้แต่ฝืนใจยอมรับ พวกนางกังวลว่าการกระทานี้ของนางเป็ นเพราะ ได้รับคาสั่งมาจากมหาสมุทรความรู ้โจวมี่อย่างลับๆ
นางพลิกตัวกลับมา เท้าคางด้วยมือข้างเดียว ใช ้นิ้วจิ้มไปที่แขน ของกู้ช่าน “ไหนลองเล่ามาสิว่าท าไมจะต้องต่อสู้กับเฉาสือให้ได้ด้วย ทั้งที่รู ้ว่าต้องแพ้อย่างแน่นอน เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? อีกอย่าง เจ้าเป็ น ผู้ฝึ กลมปราณคนหนึ่ง จะไปงัดข้อกับผู้ฝึ กยุทธเต็มตัวอย่างเขา ท าไม”
เกี่ยวกับ “เจ้านาย” คนนี้ อันที่จริงจื่ออู่เมิ่งรู ้เรื่องเกี่ยวกับเขาน้อย มาก นอกจากจะรู ้ว่าเขาเป็ นศิษย์น้องของฟู่ จิ้นที่เดินทางไปด้วยกัน เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวแล้ว เกี่ยวกับบ้านเกิดของกู้ช่าน อย่างมากนางก็ได้แค่อาศัยการฟังบท สนทนาระหว่างหันเชี่ยวเซ่อกับหลิวเหล่าเฉิงจึงรู ้ว่าตอนอายุยังน้อย กู้ช่านเคยมาฝึกตนอยู่นี่นานหลายปี ระหว่างนั้นคล้ายจะเคยเป็ นลูก ศิษย์ปิดสานักของผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของส านักเจินจิ้งที่มีฉายาว่า สกัดคงคาเจินจวิน ทะเลสาบชูเจี่ยนถือเป็ นสถานที่ที่ทาให้เขาโด่งดัง ร่ารวย นอกจากนี้แล้วนางก็ไม่รู ้อะไรอีก แม้แต่ก่อนหน้านี้ที่กู้ช่านไป
พบกับผู้ฝึกตนหญิงโอสถทองห่วยๆ คนหนึ่งก็ยังไม่ยินดีพานางไป ด้วย แค่โยนนางไปไว้ข้างกายหันเชี่ยวเช่อ ให้นางคอยห้ามคนตีกัน? จะห้ามอย่างไร แม้นางจะเป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบก็จริง แต่หัน เชี่ยวเชื่อกับหลิวเหล่าเฉิงเป็ นขอบเขตเซียนเหรินทั้งสองคน ทั้งยัง ไม่ใช่พวกคนปกติทั่วไปของบ้านเกิดที่เคยตายด้วยน้ามือนาง แต่นาง ก็ไม่ถือว่าไปเป็ นเทพทวารบาลอย่างเสียเที่ยวใช่ว่าจะเสียเวลาไป ทั้งหมด ไม่พูดถึงหันเชี่ยวเซ่อที่เห็นตนในสายตาเป็ นกู้ช่านอย่างไม่มี อะไรให้ต้องสงสัย ในสายตาของหลิวเหล่าเฉิง นางก็ได้เห็นสตรีคน หนึ่งและคัดลอกมาไว้เรียบร ้อยแล้ว เพียงแต่ว่ารูปโฉมของสตรีคนนั้น พร่าเลือน ปรากฏขึ้นเพียงวูบเดียวก็จางหายไป
กู้ช่านกล่าว “ไม่มีเหตุผลอะไร ก็แค่เกลียดขี้หน้าเฉาสือเท่านั้น”
จื่ออู่เมิ่งแสร ้งทาเป็ นตกใจ “ข้ายิ่งประหลาดใจเข้าไปอีก ไม่ว่าจะ มองอย่างไร เฉาสือก็ไม่น่าจะเป็ นคนน่ารังเกียจนี่นา ก็เหมือนอย่าง ข้าที่รู ้สึกว่าหากได้ผูกสมัครเป็ นคู่บาเพ็ญเพียร กับเขาก็ถือว่าข้าอาจ เอื้อมแล้ว พูดจริงนะ ขอแค่เฉาสือยินดี ข้าก็พร ้อมจะพาตัวไปนอน ข้าง หมอนเขาเลย พูดแบบนี้เจ้าคงไม่โกรธกระมัง?”
ในที่สุดกู้ช่านก็ลืมตาขึ้น คล้ายรู ้สึกว่าคาพูดประโยคนี้ของนาง ไม่ใช่ค าพูดไร ้สาระ
ใบหน้าของจื่ออู่เมิ่งพลันเปลี่ยนมาเป็ นทั้งอายทั้งโกรธ “กู้ช่าน เจ้ายังใช่ผู้ชายอยู่อีกไหม?!”
กู้ช่านเพียงแค่มองตรงไปข้างหน้า สีหน้าไร ้อารมณ์ สองมือวาง ทับซ ้อนกันไว้ตรงหน้าท้อง ลมเย็นพัดโชยผ่านใบหน้า เส้นผมตรง จอนหูของคนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่ปักปิ่ นหยกสีหมึกปลิวไสว เล็กน้อย ยิ่งขับให้กู้ช่านดูล่องลอยพ้นโลกีย์ เขากล่าวว่า “ค าพูดไม่ น่าฟังเอามาพูดกันก่อน อย่างน้อยภายในร ้อยปีก็อย่าได้ชอบข้า ร ้อย ปีให้หลัง ใช ้หนี้กันเสร็จสิ้นเจ้าและข้าก็สามารถเดินไปทางใครทาง มันได้แล้ว”
จื่ออู่เมิ่งพลันเก็บสีหน้านั้นลงไป ทอดถอนใจอย่างเศร ้าสร ้อย สายตาเปลี่ยนมาเป็ นเคืองขุ่น ใบหน้าของนางแปรเปลี่ยนตามไปด้วย ประหนึ่งสาวน้อยคนหนึ่งที่งดงามบอบบางอย่างมาก แต่กลับเปี่ยมไป ด้วยอารมณ์วาบไหวเต็มไปด้วยความรู ้สึกลึกซึ้ง
หลังจากนั้นคงเป็ นเพราะสภาพจิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลง เพียง ไม่กี่ชั่วพริบตา นางก็มีรูปโฉมและบุคลิกโผล่ออกมาเจ็ดแปดชนิดไม่ ซ้ากัน แต่สุดท้ายก็ยังกลับคืนมาเป็ นนักพรตหญิงดังเดิม นางถอน หายใจเบาๆ พูดเสียงนุ่มนวล “กู้ช่าน ดูเหมือนว่าเจ้าจะเพิ่งอายุ สามสิบต้นๆ กระมัง ไม่รู ้จริงๆ ว่าเจ้าขัดเกลาจิตแห่งมรรคาออกมาได้ อย่างไร”
กู้ช่านกล่าว “ดื่มเหล้าขมไม่เมา”
นางเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถามว่า “ตอนนี้จะไปพบใคร?”
กู้ช่านลุกขึ้นยืน “ไปที่เกาะหวงหลี พบผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีฉายว่า “ไจ่หยาง” ฝึกวิชาอัคคี เป็ นศัตรูคู่แค้นกับอาจารย์คนก่อนของข้ามา นานหลายปี ตอนนี้เขาเป็ นผู้ฝึกตนทาเนียบของสานักเจินจิ้ง มีเก้าอี้ อยู่ในศาลบรรพจารย์ของเกาะกงหลิ่ว”
นางถาม “ผู้อาวุโส? ขอบเขตอะไร?”
กู้ช่านกล่าว “ก่อก าเนิด” นางหลุดหัวเราะพรืด
มาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ทัศนียภาพรอบด้านคือหมอกควันลอยคลุ้ง เหนือเกลียวคลื่นกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เห็นแล้วพลันสงสัยว่าเป็ นสถานที่ที่เซียนน้ามาสางผมล้างหน้า มวยผมก้นหอยสะท้อนบนทะเลสาบดุจส่องคันฉ่อง
กู้ช่านเก็บเรือยันต์ขณะเดียวกันก็ถอนเวทอาพรางตาทิ้งไป เผย เรือนกาย พาจื่ออู่เมิ่งหดย่อพื้นที่ในก้าวเดียว ตรงดิ่งไปยังหอสูงแห่ง หนึ่ง
จ้งซู่เจ้าเกาะหวงหลีคนก่อนสัมผัสได้ถึงลมปราณไม่คุ้นเคยสอง ขุมก็เดินออกมาจากชั้นบนสุดของหอเรือน ยืนเอนกายพิงราวรั้ว หรี่ ตาไม่พูดอะไร เพียงแค่หลุบตาลงมองคนหนุ่มที่อยู่บนลานกว้าง เท่านั้น
ศิษย์น้องเล็กของตนชอบเจ้าตะพาบน้อยผู้นี้มาก แต่จ้งซู่กลับไม่ เคยเห็นคนผู้นี้อยู่ในสายตา ต่อให้เป็ นตอนนี้ก็ยังคงรู ้สึกแบบเดิม
ไม่อย่างนั้นหากเปลี่ยนเป็ นผู้ฝึ กตนคนใดก็ตามของนคร จักรพรรดิขาวที่มาเยือนเกาะหวงหลี เขาจ้งซู่ก็ยินดีออกไปต้อนรับ แขกด้วยตัวเอง
บัณฑิตชุดเขียวที่รูปโฉมหล่อเหลา บุคลิกสุภาพสง่างามยึดหลัก มารยาทของผู้เยาว์ประสานมือคารวะหันมาทางชั้นบนของหอเรือน “กู้ช่านคารวะอาจารย์จ้ง”
จ้งซู่หลุดหัวเราะพรืด “เจ้าเป็ นขอบเขตหยกดิบแล้ว ยิ่งเป็ นลูก ศิษย์เอกของอาจารย์เจิ้งแห่งนครจักรพรรดิขาว ข้าก็แค่ก่อกาเนิดที่ เนื้อหนังมังสาแห้งเหี่ยว บนเส้นทางการฝึกตน ผู้มีความสามารถย่อม มาก่อน มิกล้ารับ”
กู้ช่านเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา เขายิ้มบางๆ กล่าวว่า “บนเส้นทาง ของการฝึกอบรมจิตใจ กู้ช่านเป็ นผู้เยาว์มาโดยตลอด”
จ้งซู่หัวเราะหยัน “ไม่ต้องเสแสร ้งหรอก สันดอนเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยาก เจ้ากู้ช่านหลอกคนทั้งใต้หล้าได้ แต่หลอกคนแก่ ของทะเลสาบซูเจี่ยนอย่างข้าไม่ได้”