กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1031.4 พบเจอในยุทธภพบอกกล่าวถึงความ ยากล าบาก
กู้ช่านยิ้มกล่าว “อาจารย์จ้งยังพูดจาเกรงใจกันแล้ว เดิมทีคง อยากจะพูดว่าหมาเปลี่ยนสันดานกินอาจมไม่ได้สินะ?”
จ้งซู่พยักหน้า “ถือว่าพอจะรู ้ตัวเองอยู่บ้าง ดูท่าการที่เจ้าได้เลื่อน เป็ นห้าขอบเขตบนก็ไม่ใช่เพราะอาจารย์เจิ้งให้ความช่วยเหลือไปเสีย ทั้งหมด”
กู้ช่านกล่าว “วันนี้ละลาบละล้วงมาเยี่ยมเยือนเพราะอยากจะ ปรึกษาเรื่องหนึ่งกับอาจารย์จ้ง”
จังซู่ขมวดคิ้ว “พูดจาไร ้สาระให้น้อยหน่อย รีบไสหัวไปซะ”
ผู้ฝึกตนหญิงที่อยู่ข้างกายกู้ช่านคล้ายเป็ นสาวใช ้ยกฝ่ ามือขึ้น ปิดปากที่อ้าหาว
ผู้ฝึ กตนก่อก าเนิดของใต้หล้าไพศาลใจกล้าห้าวหาญกันถึง เพียงนี้เชียวหรือ?
กู้ช่านก้มหน้าลง ยื่นมือไปลูบลาคอ พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็ยิ้ม เอ่ยว่า “ขออาจารย์จ้งลองฟังเรื่องนั้นก่อนแล้วค่อยออกคาสั่งไล่แขก”
คิดไม่ถึงว่าจังซู่จะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องโดยตรง
กู้ช่านหัวเราะ เขาเองก็หมุนตัวเดินกลับออกไปจากเกาะหวงหลี ด้วย
จื่ออู่เมิ่งตกตะลึง “จะจากไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?”
กู้ช่านย้อนถาม “ไม่อย่างนั้น?”
จื่ออู่เมิ่งตอบ “จัดการเขาซะสิ”
กู้ช่านเอ่ยสัพยอก “ไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิดเจ้าเสียหน่อย เอะอะก็จะ ฆ่าจะแกงกัน และข้าก็ไม่ได้เปิ ดร ้านขายโลงศพ วันหน้าเจ้าต้อง เปลี่ยนนิสัยนี้บ้างแล้ว”
จื่ออู่เมิ่งพลันคลี่ยิ้มหวาน กอดแขนของกู้ช่าน ถามเสียงเบาว่า “นุ่มหรือไม่ ใหญ่หรือไม่?”
กู้ช่านมีสีหน้าเรียบเฉย แล้วก็ไม่ได้สลัดแขนของนางออก เพียง เอ่ยว่า “บอกตามตรงที่บ้านเกิดข้า คาพูดสัปดนแบบนี้ของเจ้าก็คือ มาตรฐานของเด็กประถมเท่านั้น”
จื่ออู่เมิ่งสะบัดแขนของเขาออก กล่าวอย่างขุ่นเคือง “ตอไม้ดื่ม ชื่อไม่เข้าใจเรื่องรักใคร่อยู่บนเตียงก็ไม่รู ้จักขยับกัน”
กู้ช่านยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องลองถึงจะรู ้”
จื่ออู่เมิ่งหันหน้ามามองอย่างตกตะลึง มองกู้ช่านที่มีสีหน้าและ แววตาที่นางไม่คุ้นเคยดูเหมือนเขาจะอารมณ์ดีขึ้นหลายส่วน
คิดถึงบ้านเกิดแล้วหรือ?
เรือล่องไปบนทะเลสาบ แสงจันทร ์สาดส่องเต็มผืนน้า จื่ออู่เมิ่ง ถาม “ต้องการจะ… เกณฑ์คนมาเข้าพวกด้วยหรือ?”
กู้ช่านพยักหน้า “หากจังซู่สามารถมารับหน้าที่เป็ นบรรพจารย์ผู้ คุมกฏของส านักข้าได้สาหรับทั้งสองฝ่ ายแล้วก็ถือเป็ นทางเลือกที่ไม่ เลว”
ในเมื่อพูดไปถึงสานักแห่งนั้น จื่ออู่เมิ่งจึงถามว่า “เจ้าคิดว่าหลิว โยวโจวจะตอบรับค า เชิญไหม?”
กู้ช่านกล่าว “คนโง่เท่านั้นที่ถึงจะตอบตกลง”
จื่ออู่เมิงยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดชื่อสานักได้หรือยัง?”
ในเมื่อกู้ช่านพูดแบบนี้ เกินครึ่งหลิวโยวโจวก็น่าจะยินดีมารับ ต าแหน่งรองเจ้าส านัก
แล้ว
กู้ช่านพยักหน้า “คิดไว้แล้ว”
จื่ออู่เมิ่งถาม “ลองพูดให้ฟังบ้างสิ”
“เจ้าเข้าใจความหมายของข้าผิดแล้ว หลิวโยวโจวไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นจึงไม่มีทางตอบตกลง เว้นเสียจากว่าข้าไปพบเขาครั้งหนึ่งถึงจะ สามารถกาจัดความสงสัยที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจเขาทิ้งไปได้”
กู้ช่านกล่าว “ส่วนเรื่องของชื่อสานัก คาตอบอยู่ไกลสุดขอบฟ้ า อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า”
จื่ออู่เมิ่งเข้าใจแล้ว ชื่อว่าทะเลสาบซูเจี่ยน
นางถาม “ต่อจากนี้จะไปที่ไหน?”
กู้ช่านยิ้มเอ่ย “ไปนครแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง ไปหาสหายที่ไม่ถือ ว่าเป็ นสหาย ตอนนั้นเขายังเป็ นเด็กคนหนึ่ง ข้ามักจะพูดคุยกับเขา บ่อยๆ”
ครั้งนี้นางตกตะลึงอย่างแท้จริงแล้ว หลุดปากโพล่งไปว่า “กู้ช่าน คนอย่างเจ้าก็มีสหายกับเขาด้วยหรือ?!”
สีหน้ากู้ช่านมืดทะมึน เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าต้องมีเพื่อนสิ แต่ก็ เหมือนว่าไม่มีนั่นแหละ”
เขาทิ้งตัวนอนหงายหลัง สองมือสอดรองต่างหมอน เหม่อลอยไป
ก้อนเมฆสายน้าทับซ ้อนกันพันชั้น หนึ่งวันแสงจันทร ์แสงจันทร ์ หนึ่งวัน
คนหนุ่มสูดจมูก
……
ต้นกาเนิดลาธารสายหนึ่งในจังหวัดเหยียนโจวต้าหลี ใต้ชายคา ของโรงเรียน เฉินผิงอันที่ถือพัดใบลานนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ หวายลุกขึ้นนั่ง
ม่านราตรีหนาหนัก ท่ามกลางการมองเห็นของจ้าวซู่เซี่ย มีคน สองคนที่คล้ายเดินออกมาจากความว่างเปล่าปรากฏตัว คือนักพรต
หนุ่มที่ในมือถือไม้เท้าเดินป่ าและเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งที่ถือไม้เท้าสี เขียวมรกตแบบเดียวกัน
นักพรตยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ได้กลับมาพบกันในยุทธภพอีกครั้ง มี เหล้าหมัก ได้เจอกับคนรู ้จักเก่า อยู่ใต้แสงจันทร ์หน้าบุปผายังไม่เบิก บาน แล้วยังต้องรอเวลาใด?”
มองไปยังนักพรตหนุ่มคนนั้น นักพรตก็ตบไหล่ของเด็กหนุ่มที่ อยู่ข้างกาย ยิ้มเอ่ยว่า “จ้าวซู่เซี่ย จะแนะนาให้รู ้จัก เขาชื่อหนิงจี๋ คือ ศิษย์น้องเล็กของเจ้า”
จวนเฝิ่ นหวานภูเขาเหอหวานซึ่งตั้งอยู่ภาคกลางของแจกัน สมบัติทวีป
นักพรตหนุ่มเริ่มพูดจายุยงเด็กหนุ่มสะพายกระบี่อ้อมๆ ต่อให้เจ้า เฉินผิงอันไม่ลงมือจัดการเจ้าคนที่มีฉายาว่าเวินหลางที่สายตาไม่ ซื่อตรงผู้นั้นด้วยมือตัวเอง จะดีจะชั่วก็ให้ลูกศิษย์ปิดส านักของเจ้า ให้ แม่นางเผยของพวกเราซ ้อมไอ้หมอนั่นสักรอบเถอะ จะได้สอนให้เขา รู ้ว่าอะไรคือการกดขอบเขตถามหมัด ท าไมออกจากบ้านต้องพลิก เปิดปฏิทินเหลืองอะไรที่เรียกว่ายุทธภพอันตราย
ดูท่าแล้วหากเจ้าลัทธิลู่ตัดสินใจเด็ดขาดขึ้นมา แม้แต่ศิษย์ลูก ศิษย์หลานของตัวเองก็ยังเล่นงานได้ลงคอ
เวินจือซี่สัมผัสได้นานแล้วว่านักพรตผู้นั้นใช ้สายตามองประเมิน มองมาทางตนไม่หยุดแล้วยังเป็ นการมองด้วยหางตาอย่างลับๆ ล่อๆ หรือไม่ก็เป็ นการเหล่ตามองอย่างที่แฝงไว้ด้วยการท้าทาย
เวินจื่อซี่ไม่ได้ถือสานักพรตที่สวมชุดผ้าฝ้ ายคนนี้ แค่รู ้สึกว่า น่าสนใจ จึงใช ้เสียงในใจถาม “นักพรตท่านนี้รู ้จักข้าหรือ?”
คาดไม่ถึงว่านักพรตที่คิ้วเข้มตาโต แม้จะดูยากจนไปสักหน่อย ทว่าหน้าตากลับคมคาย แต่นิสัยของเขากลับไม่ได้เจ้าอารมณ์ ธรรมดาเสียแล้ว ถึงกับตอบกลับเขามาด้วยประโยคที่ว่า “ข้ารู ้จัก บรรพบุรุษของเจ้า!”
เวินจื่อซี่หรือจะรู ้ว่านักพรตยากจนในสายตาตัวเองจะเป็ นภิกษุ หนุ่มในสายตาของเจ้าต าหนัก เพียงแต่ว่าในฐานะเทพเซียนพสุธา ควบปรมาจารย์ด้านวรยุทธ ถูกด่าแบบนี้ เวินจื่อซี่กลับยังคลี่ยิ้มได้ ดังเดิม เพราะถึงอย่างไรการมีโทสะกับมดตรงตีนเขาที่เป็ นห้า ขอบเขตล่างก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เขาเหลือบตามองหญิงสาวมัด ผมมวยกลมที่อยู่ข้างกายเด็กหนุ่มสะพายกระบี่ ถอนสายตากลับมา ถามต่อว่า “ทาไม เจ้าชอบแม่นางคนนี้หรือ?”
นักพรตด่ากราดทันที “เจ้าอันธพาลต่าช ้าหน้าตาเหมือนแตง เบี้ยวพุทราแตกอย่างเจ้าจงควบคุมสายตาตัวเองให้ดี มองอะไรของ เจ้า…”
เวินจื่อซี่ไม่รู ้ว่าควรจะหัวเราะหรือร ้องไห้ดี นี่ตนมาเจอกับคนโง่ที่ เส้นประสาทบางเส้นขาดไปอย่างนั้นหรือ
นักพรตดื่มเหล้าหนึ่งอีกให้ลาคอชุ่มชื่นแล้วถามอย่างสงสัย “เจ้า ไม่ควรตอบกลับมาว่า มองเจ้าแล้วจะท าไมหรือ?”
เวินจื่อซี่มั่นใจได้แล้วว่าอีกฝ่ ายคือคนโง่จริงๆ ในใจคิดว่าหาก ข้าแม่งพูดคุยกับเจ้าโง่นี่อีกประโยคเดียว ข้าก็คือคนโง่ไปด้วย
นักพรตด่าต่ออีกว่า “หากผินเต้าคือบรรพจารย์ของอาจารย์เจ้า ข้าก็คืออาจารย์ของบรรพจารย์เจ้า”
เวินจื่อซี่เลิกคิ้ว ยิ้มตาหยี “ด่าอีกสิ เอาอีก”
นักพรตยักไหล่ เริ่มทาหน้าทะเล้นกวนอารมณ์แทน “หึ ไม่เสีย อย่าง เจ้าเป็ นใครกันบอกให้ผินเต้าด่าผินเต้าก็ต้องด่าหรือ ไปไกลๆ รีบเรียกบรรพจารย์เจ้ามา นายท่านที่เป็ นอาจารย์อย่างข้าถึงจะยินดี เปิดปากทองคาสั่งสอนเขาสักสองสามประโยค หากเขายอมดื่มสุรา ลงทัณฆ์สองสามจอก นายท่านใหญ่เป็ นผู้ใหญ่ใจกว้าง ก็จะยอม ปล่อยผ่านไปสักครั้ง”
นอกจากที่เวินจื่อซี่จะรู ้สึกว่าอีกฝ่ ายไร ้สาระอย่างถึงที่สุดแล้ว เขาก็ยังเกิดความลังเลเสี้ยวหนึ่ง จึงใช ้เสียงในใจถามว่า “เจ้าตาหนัก นักพรตน้อยที่หน้าตาดูไม่น่าไว้ใจผู้นี้ ท่านสามารถมองขอบเขตที่ แท้จริงของเขาออกหรือไม่?”
เมื่อครู่นี้เจ้าตาหนักหลิงเฟย บรรพจารย์เซียงจวินเพิ่งจะได้รับ คาสั่งจากอาจารย์จึงกาลังพูดคุยกับหญิงชราที่อยู่ข้างกาย บอกว่า อาจารย์ของตนตกลงรับปากให้ใครบางคนได้คืนสถานะบนท าเนียบ แล้ว
“พูดจาระมัดระวังด้วย เจ้าคิดว่ากฎของศาลบรรพจารย์เป็ นแค่ ของประดับอย่างนั้นหรือ?!”
ได้ยินค าถามของเวินจื่อซี่ เซียงจวินก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ที่แท้เมื่อ ครู่เขาใช ้ค ากล่าวว่า ‘ลาหัวโล้นน้อย” นางจึงใช ้เสียงในใจกล่าวกับ เขาไปก่อนหนึ่งประโยค แล้วค่อยตอบคาถามข้อนั้น “ห้าขอบเขต ล่างอย่างไม่ต้องสงสัย”
เวินจื่อซี่มึนงงเล็กน้อย ไม่รู ้ว่าทาไมเจ้าตาหนักถึงกับต้องยกเอา กฎของศาลบรรพจารย์มาพูด ก็แค่บอกว่านักพรตหนุ่มคนนี้หน้าตา ดูไม่น่าไว้ใจเท่านั้นไม่ใช่หรือ?
เขาเองก็คร ้านจะสืบเสาะ จึงหันไปยิ้มมองนักพรต “แยกพื้นที่ ออกมาแล้วพวกเราสองคนก็มาประลองฝีมือกันหน่อยดีไหม?”
นักพรตยื่นมือมาม้วนชายแขนเสื้อข้างหนึ่ง ยกแขนขึ้น ใช ้ศอก ดันโต๊ะสุรา สะบัดข้อมือแล้วเริ่มพูดจ้อ “มาสิ เจ้าตะพาบน้อยที่ไม่รู ้ฟ้ า สูงแผ่นดินต่า คิดจะงัดข้อกับนายท่าน! มาแข่งว่าใครมีเรี่ยวแรง มากกว่ากันง่ายที่จะทาลายความปรองดอง ใครแพ้คนนั้นก็ได้เป็ น บรรพบุรุษ…”
เวินจื่อซี่รู ้สึกเพียงว่าตนเดินไปเหยียบขี้หมากองหนึ่ง ตามภาษา ถิ่นของในบางพื้นที่เจ้าคนตรงหน้าผู้นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็ นคนปัญญา ทึบ
บรรพจารย์เซียงจวินเหลือบมองภิกษุหนุ่ม แล้วจึงมองไปที่เวินจื่อ ซี่ นี่พวกเจ้ากาลังทาอะไรกันอยู่?
เฉินผิงอันที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มสะพายกระบี่ไม่ได้สนใจ บทสนทนาในใจของฝั่งนั้นเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเจ้าลัทธิลู่จะจงใจให้ เฉินผิงอันกับเผยเฉียนได้ยินกันอย่างชัดเจนก็ตาม
เผยเฉียนเองก็ไม่ได้สนใจ เพราะนางกาลังคุยเรื่องหนึ่งกับ อาจารย์พ่อของตน
“อาจารย์พ่อ ภูเขาทั้งหลายที่อยู่ใกล้เคียงกับภูเขาลั่วพั่ว ภูเขา ฮุยเหมิงทางทิศเหนือเป็ นภูเขาใต้อาณัติของพวกเราแล้ว นอกจากนี้ ยังมียอดเขาเทียนตู ภูเขาเที่ยวอวี๋และเชิงเขาฝูเหยาที่ต่างก็ถือว่าอยู่ ใกล้เคียง”
เฉินผิงอันรวมเสียงให้เป็ นเส้นยิ้มถาม “ข้าต้องรู ้อยู่แล้ว จู่ๆ เจ้า พูดถึงเรื่องนี้ทาไม?”
เผยเฉียนเกาหัว คล้ายจะรู ้สึกล าบากใจอยู่บ้าง
เฉินผิงอันกลั้นขา กล่าวว่า “ทาไม ตอนเด็กเคยมีความแค้น ส่วนตัวกับผู้ฝึกตนที่อยู่ในภูเขาพวกนั้นหรือ? ผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ?”
เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นลูกศิษย์เปิดภูเขาของตัวเอง พูดถึงแค่เรื่อง เจ้าคิดเจ้าแค้นก็เป็ นครามที่เกิดจากครามแต่สีเข้มกว่าครามแล้ว
แต่หลังจากที่ถ่านดาน้อยเติบใหญ่แล้วก็คาดว่าคงไม่คิดไปจะงัด ข้อกับพวกผู้ฝึกตนบนภูเขาที่เป็ นเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีก
เผยเฉียนกล่าว “เมื่อหลายปีก่อนออกเดินทางท่องอยู่ข้างนอกได้ สะสมเงินไว้เล็กน้อยข้าก็เลยซื้อเชิงเขาฝูเหยาแห่งนั้นมาเองโดย พลการ มีโฉนดที่ดิน แต่ไม่ได้บอกให้พวกพ่อครัวเฒ่ารู ้”
เฉินผิงอันประหลาดใจเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย “เป็ นเรื่องที่ดี นี่มีอะไรให้ ต้องล าบากใจกันเล่า”
เรื่องที่พวกเผยเฉียนเก็บเงิน อันที่จริงคนทั้งภูเขาลั่วพั่วก็รู ้กัน แทบทุกคน ยกตัวอย่างเช่นนางกับหมี่ลี่น้อยและหน่วนซู่ ต่างคนต่าง มีไหเก็บเงินเป็ นของตัวเองกันมานานแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “จ่ายเงินเทพเซียนไปเท่าไร ราคาแพง หรือไม่? วันหน้าคิดจะเอาที่นั่นเป็ นลานฝึกวรยุทธของตัวเอง ต้องการ ให้อาจารย์พ่อช่วยสร ้างจวนให้? ตอนนี้มีเวลาว่างแล้ว บอกตรงๆ ว่า ฝีมือในการก่อสร ้างของอาจารย์พ่อไม่ได้ด้อยกว่าพ่อครัวเฒ่าหรอก นะ”
“ไม่แพง อีกฝ่ ายพูดคุยด้วยง่ายมาก ให้ราคาที่ยุติธรรมอย่าง มาก”
เผยเฉียนเกาหัวตามจิตใต้สานึกอีกครั้ง เอ่ยเสียงเบาว่า “อาจารย์พ่อ ตั้งแต่แรกข้าก็ไม่เคยคิดจะย้ายไปอยู่ที่นั่น”
คราวนี้เฉินผิงอันเป็ นฝ่ ายสงสัยบ้างแล้ว เขาถามเสียงอ่อนโยน ว่า “หมายความว่าอย่างไร?”
เผยเฉียนเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์พ่อ คลี่ยิ้มกว้าง “อาจารย์พ่อ ข้าก็แค่คิดว่าไม่ได้มอบของขวัญวันเกิดให้ท่านมานานหลายปีแล้ว ตอนเด็กคอยเก็บเงินไม่หยุด แต่ว่าตอนนั้นเงินเก็บมีไม่เยอะ ดูเหมือน จะซื้อของที่มีค่าอะไรไม่ได้ ภายหลังเรียนวิชาหมัด ออกจากบ้านเดิน ทางไกลได้เก็บเงินมาบ้างนิดหน่อย พอกลับบ้านมาก็ซื้อเชิงเขาฝู เหยาแห่งนั้นเอาไว้ ตอนนั้นก็คิดว่าบางทีวันที่ห้าเดือนห้าของปีหน้าก็ สามารถพูดเรื่องนี้กับอาจารย์พ่อได้แล้ว ผลคือถ่วงเวลามานานจนถึง ตอนนี้ อีกทั้งปีนี้ข้าก็อยู่ที่ใบถงทวีปเป็ นส่วนใหญ่ ยุ่งกับเรื่องของล า น้าใหญ่ พอดีกับที่วันนี้มีโอกาสก็เลยได้บอกกับอาจารย์พ่อ”
เพียงแต่เด็กสาวในเวลานั้นคิดแค่ว่า ปี หน้าอาจารย์พ่อก็จะ กลับมายังใต้หล้าไพศาลแล้ว เพียงแต่ว่าปี หน้าผ่านไปหลายครั้ง อาจารย์พ่อก็ไม่ได้กลับมาบ้านเสียที
เฉินผิงอันยิ้มพลางพยักหน้ารับแรงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าไม่ว่า อย่างไรก็เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่ “ได้เลยๆ อาจารย์พ่อดีใจมากเหมือนคราว ก่อนที่ได้รับของขวัญเลยล่ะ”
เผยเฉียนกลับก้มหน้าลงไปอีกครั้ง “ข้าก็แค่คิดว่าผ่านมานาน หลายปี ขนาดนี้แล้วอาจารย์พ่อกลับไม่เคยมีสถานที่ที่ได้อยู่เพียง ล าพังอย่างแท้จริงเลย พอคิดถึงเรื่องนี้ ในใจข้าก็รู ้สึกเศร ้านัก”
บนภูเขาลั่วพั่ว อาจารย์พ่อพักอยู่ที่ชั้นหนึ่งของเรือนไม้ไผ่
ส่วนชั้นสองก็คือสถานที่ที่อาจารย์พ่อเรียนวิชาหมัด
ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร จะคิดหรือไม่คิด ถึงอย่างไรเผยเฉียนก็ รู ้ว่านับตั้งแต่ท่านปู่ชุยจากไป แท้จริงแล้วในใจของอาจารย์พ่อเสียใจ มาโดยตลอด
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่ที่อาจารย์พ่ออายุสิบสี่ ครั้งแรกที่เดิน ทางไกลก็ต้องวิ่งวุ่นเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอด หลายๆ ครั้งต้องคอยคิด พิจารณาเพื่อคนอื่นอย่างจริงจัง เอาแต่ตั้งใจดูแลคนอื่น
เฉินผิงอันสีหน้าอ่อนโยน ยื่นมือมาลูบศีรษะของนาง “แบบนี้เอง หรือ”