กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1033.3 เรื่องนอกประเด็น
ก่อนหน้านี้ต่อให้ยังผสานมรรคากับธารดวงดาวไม่สาเร็จ อวี๋ เสวียนก็ยังคงมองเห็นโลกมนุษย์ได้อย่างถ้วนทั่ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึ กลมปราณบางส่วนที่ชักนาวิถีแห่ง ดวงดาวที่จาเป็ นต้องอาศัยเวทลับชนิดต่างๆ มา “กราบภูเขา” ต่อ อวี๋เสวียน ดังนั้นคาสัพยอกประโยคนั้นของซิ่วไฉเฒ่าจึงถือว่าพูดเข้า เป้ าตรงเผง
ป๋ ายอวี้จิงมีเต้ากวานสามคนที่เลื่อนสู่อันดับตัวสารอง แน่นอนว่า หากรวมสิงกวานหาวซู่ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ในนครเสินเชียวเข้าไปด้วยก็จะ มีสี่คน
นักพรตแห่งมืดสลัวคนแรกที่มายังที่แห่งนี้คือเต้ากวานอายุมาก จากป๋ ายอวี้จิง หูยาวถึงไหล่ คิ้วขาวคลุมโหนกแก้ม รูปร่างผอมบาง แค่มองก็รู ้ว่าเป็ นเทพเซียนผู้เฒ่าคนหนึ่ง
อายุขัยในการฝึกตนของนักพรตเฒ่ายาวนานมาก คิ้วยาวเป็ นสี ขาวหิมะทั้งสองข้างคนที่เกิดมาก็มีคิ้วยาวส่วนใหญ่มักจะอายุยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนหูยาว” ที่ยิ่งเป็ นรูปโฉมของผู้ที่ร่ารวยสูงศักดิ์ และอายุยืนตามแบบฉบับ
ในบรรดาผู้ฝึกลมปราณของสามลัทธิร ้อยสานักก็มีนักพรตเต๋ที่ ผู้คนให้การยอมรับว่ามีอายุยืนที่สุด
เพียงแต่ว่าพอเห็นเหวินเซิ่งที่อายุน้อยกว่าตนเพียงเล็กน้อย เจิน เหรินผู้เฒ่าที่ออกมาจากหอซื้อวิ่นป๋ ายอวี้จิงก็คลี่ยิ้มเป็ นฝ่ ายเอ่ย ทักทายไปก่อนคาหนึ่งว่าซิ่วไฉเฒ่า
นี่ก็น่าจะเป็ นหน้าตาที่มีเฉพาะของเหวินเซิ่งแล้ว
ก็เหมือนอย่างก่อนหน้านี้ที่หลิ่วชีมาที่นี่ ทั้งๆ ที่มาเพื่อร่วมแสดง ความยินดีกับอวี๋เสวียน เพียงแค่เพราะมีซิ่วไฉเฒ่าอยู่ด้วย ยามเปิด ปากพูดก็ต้องเอา “เหวินเซิ่ง” มาอยู่หน้าอวี๋เสวียน
ทั้งสามารถพูดได้ว่าเป็ นข้อพิถีพิถันในวงการขุนเขาสายน้า อย่างหนึ่ง แล้วก็สามารถพูดได้ว่าเป็ นการเข้าสังคมที่มิอาจขาดได้ แน่นอนว่ายิ่งเป็ นการยอมรับที่มีต่อความรู ้ของเหวินเซิ่งจากใจจริง อย่างหนึ่ง
ซิ่วไฉเฒ่าลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะกลับคืน คลี่ยิ้มเต็มใบหน้า “คารวะเทพเซียนผู้เฒ่าหวง”
หวงเจี้ยโส่ว ฉายาบนท าเนียบหยกทองของป๋ ายอวี้จิงคือ “เฉวียน เหิง” เพราะแซ่หวงมรรคาจารย์เต๋าจึงเคยประทานอักษรค าว่า ‘เสวียน” ให้เป็ นกรอบป้ ายห้องหนังสือในหอเก็บตาราของหวงเจี้ยโส่ว ดังนั้นเงินเหรินผู้เฒ่าจึงมักจะเรียกตัวเองว่า “เสวียนเหิง” มาโดย ตลอด
เป็ นอดีตเจ้าหอปี้อวิ๋นสองรุ่นก่อน เจ้าหอสองรุ่นต่อจากเขาล้วน เป็ นลูกศิษย์สายของเจินเหรินผู้เฒ่าท่านนี้ ปีนั้นหวงเจี้ยโส่วเป็ นฝ่ าย
ปลดประจ าการออกจากต าแหน่งเจ้าหอ เจินเหรินผู้เฒ่าแค่ไปนั่ง บัญชาการณ์ตาหนักเจิ้นเยว่ อันที่จริงก็คือคอยเฝ้ าดูถ้าแยนเสียที่ป๋ า ยอจี้จิงใช ้กักตัวนักโทษอาญาเท่านั้น
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มถาม “เทพเซียนผู้เฒ่ามีเวลาว่างมาที่นี่ได้อย่างไร?”
หวงเจี้ยโส่วชี้นิ้วไปที่กุญแจพวงหนึ่งตรงเอวซึ่งเหลือกุญแจอยู่ไม่ มาก ยิ้มเอ่ยว่า “บอกเหวินเซิ่งตามตรง ทุกวันนี้ผินเต้าไร ้เรื่องก็ตัวเบา แล้ว”
ที่แท้ก่อนหน้านี้ไม่นาน เจินเหรินผู้เฒ่าได้มอบสถานะเต้ากวาน ที่เหลืออยู่อย่างเจ้าตาหนักเจิ้นเยว่กลับคืนไปแล้ว
หวงเจี้ยโส่วแห่งหอปี้อวิ๋นกับผังติ่งเจ้านครแห่งนครหลิงเป่ าที่มี ฉายาว่า “ซวีซิน” คือคนรุ่นเดียวกัน เป็ นผู้เฒ่าของป๋ ายอวี้จิงอย่าง สมชื่อกันแล้ว
เต้ากวานของป๋ ายอวี้จิงที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ หากไม่นับเต้า กวานที่สละร่างไปเกิดใหม่แล้วได้กลับมาสืบทอดควันธูปกับป๋ ายอวี้จิ งอีกครั้ง นับกันแค่ลาดับอาวุโสและประสบการณ์ เจินเหรินผู้เฒ่าก็ เป็ นรองแค่เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงเท่านั้น ยังอยู่หน้าเจ้าลัทธิรองอวี๋โต้ว ด้วยซ้า
เล่าลือกันว่าตอนที่เจินเหรินผู้เฒ่ายังหนุ่ม เข้ามาฝึกตนอยู่ในป๋ า ยอวี้จิงได้ไม่กี่ปีก็เคยโชคดีได้ออกเดินทางไปพร ้อมกับมรรคาจารย์ เต๋าและเจ้าลัทธิโค่วหมิง เคยได้มาเยือนนอกฟ้ านานแล้ว เด็กหนุ่มใน
เวลานั้นได้ทอดถอนใจเอ่ยว่า “ชีวิตคนนั้นแสนสั้น จะรอให้น้าในแม่ น้าเหลืองใสสะอาดย่อมเป็ นไปไม่ได้
ส่วนทาไมซิ่วไฉเฒ่าถึงได้มีมารยาทกับอีกฝ่ ายถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะอายุขัยในการฝึกตนและสถานะของอีกฝ่ าย เพียงแค่เพราะหากอิงตามค ากล่าวบางอย่างของนักพรตซุนแห่ง อารามเสวียนตู หวงเจี้ยโส่วคือ “นกดี” (เปรียบเปรยว่าคนดี) ที่มีอยู่ ไม่มากของป๋ ายอวี้จิง หวงเจี้ยโส่วที่น้อยครั้งจะเข้าร่วมการประชุม ของป๋ ายอวี้จิง ปี นั้นได้ปรากฏตัวอย่างที่หาได้ยาก อีกทั้งยังทิ้ง ความเห็นต่างประโยคหนึ่งซึ่งชักนาให้เกิดแรงสั่นสะเทือน “ไม่น้อยใน ฝ่ ายในของป๋ ายอวี้จิง ความหมายคร่าวๆ ของเจินเหรินผู้เฒ่าก็คือ หลีกทางเปิดมหามรรคาเส้นหนึ่งให้บัณฑิตอย่างฉีจิ้งชุนจะเป็ นไรไป
ตอนนั้นนักพรตซุนเงียบงันไปนาน ยิ้มเอ่ยกับซิ่วไฉเฒ่าว่า นี่เป็ น แค่ส่วนที่แพร่ออกมายังโลกภายนอกเท่านั้น อันที่จริงประโยคนั้นของ หวงเจี้ยโส่วพูดได้ไม่เกรงใจกันยิ่งกว่านี้เสียอีก
“นักพรตอย่างพวกเราก็แค่วันเวลาในการฝึ กตนยาวนานกว่า เท่านั้น ไยต้องขัดขวางเส้นทางการเดินขึ้นฟ้ าที่เด็กรุ่นหลังคนหนึ่ง อาศัยความสามารถเดินไปด้วยเล่า”
ตอนนั้นก็มีนักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่สถานะเท่าเทียมกับหวงเจี้ย โส่วตอกกลับเขาไปทันทีว่า “หากฉีจิ้งชุนเดินขึ้นฟ้ า พวกเราจะ ขัดขวางได้อย่างไร?
เพียงแต่ว่าประโยคหลังนี้ แม้นักพรตซุนจะไม่ถูกกับป๋ ายอวี้จิง แต่ก็ยังเลือกจะปิดบัง ชิวไฉเฒ่า อดทนไว้ไม่พูดให้อีกฝ่ายฟัง
เพราะรู ้ดีถึงบุญคุณความแค้นระหว่างสายเหวินเซิ่งกับป๋ ายอวี้จิง นี่จึงเป็ นเหตุให้หวงเจี้ยโส่วที่มาที่นี่ไม่ได้พูดจาเกรงใจตามมารยาท อย่างเช่นว่าชวนให้ซิ่วไฉเฒ่าไปเป็ นแขกที่หอปี้อวิ๋น
ตามหลังหวงเจี้ยโส่วก็ยังมีนักพรตผู้บรรลุมรรคาของป๋ ายอวี้จิ งอีกคนหนึ่งที่ลักษณะเป็ นคุณชายสูงศักดิ์มาเยือน เป็ นผู้ฝึกตนที่เป็ น ผู้นาบนภูเขาของหรูโจว ฉายาหลวี่ผิง คือคนมหัศจรรย์ที่สง่างาม มากคนหนึ่ง
เขากับนักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตู คนหนึ่งคือบุคคลอันดับที่ สิบเอ็ดของใต้หล้าอย่างจริงแท้แน่นอน อีกคนหนึ่งคืออันดับห้าของ ใต้หล้าที่ฟ้ าผ่าก็ไม่สะเทือน
เพียงแต่ว่าครั้งนี้เขามิอาจรักษาตาแหน่งอันดับที่สิบเอ็ดเอาไว้ได้ แล้ว
ผู้ฝึกตนหญิงของใต้หล้ามืดสลัวที่เลื่อนขั้นเป็ นตัวสารองมีมาก ถึงเก้าคน
คืนนี้คนที่เดินทางมานอกฟ้ าก็มีสี่คนในนั้น พวกนางคล้ายจะนัด หมายกันมาที่นี่
เหลยอวี่ มีชาติกาเนิดจากเผ่าปีศาจ ร่างจริงคือฮุย (งูพิษชนิด หนึ่ง) อีกทั้งนางยังเป็ นผู้ฝึกตนหญิงจานวนไม่มากที่จนถึงตอนนี้ก็ยัง ไม่มีฉายา
นางคือหนึ่งในสองเจ้าแห่งทะเลสาบคงซานซึ่งถูกขนานนามว่า เป็ นที่ตั้งของ “สี่มณฑลเล็ก’ ยึดครองเกาะแห่งหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด อาณา เขตกว้างขวางไม่แพ้ให้กับยงโจว
ภูเขาบรรพบุรุษมีชื่อว่าภูเขาฟู่ ฉวน เจ้าแห่งยอดเขาคือเกาฉวน เจียน
และยังมีนักพรตหญิงหยางชิง นางมีฉายาว่า “เซิ่นโหลว” ว่ากัน ว่านางเชี่ยวชาญศาสตร ์เทพคานวณไท่อี้ ได้รับการยอมรับจากผู้คน ว่าเป็ นอันดับหนึ่งในใต้หล้า
หยางชิงมาจากสกุลหยางหงหนงของโยวโจว และนางเองก็เป็ น เจ้าของโรงไห่ซานเซียนของหอโช่วซานเก๋อด้วย
แม้ว่านักพรตหญิงที่มีชาติกาเนิดสูงส่งท่านนี้จะมีอายุขัยในการ ฝึกตนที่ยาวนานมากแต่กลับมีรูปโฉมเป็ นเด็กสาว รูปร่างอ้อนแอ้น คล้ายดรุณีน้อยอายุสิบหกสิบเจ็ดปี โฉมงามดุจบุปผา ดวงตาด าขลับ
และยังมีผู้ฝึกตนหญิงอีกสองคนที่แทบจะโขลกออกมาจากพิมพ์ เดียวกัน มีความต่างกันเพียงเล็กน้อย นั่นคือใฝ่ มุมปากของพวกนาง ของคนหนึ่งอยู่ซ ้ายของคนหนึ่งอยู่ขวาก็เท่านั้น
พี่สาวน้องสาวฝาแฝดคู่นี้ชื่อสวีเหมียนเหอและสวี่อิงหนิง สวี่อิงห นิงผู้นี้คล้ายจะไม่เหมือนภายนอกที่เล่าลือกันว่านางมีรูปโฉม อัปลักษณ์เลยสักนิด
นอกจากพวกนางจะเป็ นเจ้านายหญิงของถ้าสวรรค์ชิงหนีและ พื้นที่มงคลเทียนหร่างแล้ว ก็ยังเป็ นบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของสอง สายแห่งลัทธิเต๋าอย่างขุนนางหญิงประทินโฉมและมือแดงม้วนม่าน ด้วย
เมื่อพันปีก่อน พวกนางยังเป็ นแค่ขอบเขตเซียนเหริน จากนั้นก็ ได้รับคาชี้แนะจากยอดฝี มือจึงปิ ดภูเขาปลีกตัวออกห่างจากโลก ภายนอก
ทุกวันนี้พี่สาวน้องสาวคู่นี้ไม่เพียงแต่เลื่อนเป็ นขอบเขตบิน ทะยาน ยังได้รับเกียรติเลื่อนเป็ นตัวสารองสิบคนด้วย
พวกนางเห็นซิ่วไฉเฒ่าที่อายุไม่มาก แต่กลับมีเรื่องเล่าตระการ ตามากมายแล้วก็คารวะตามขนบลัทธิเต๋า ต่างก็เรียกขานเขาด้วย ความเคารพว่าอาจารย์เหวินเซิ่ง
แม้ว่าจะอยู่คนละใต้หล้า แต่บนยอดเขาก็ไม่เคยมีความลับใดๆ ต่อกัน
ซิ่วหู่ลูกศิษย์ใหญ่กับฉีจิ้งชุนที่ในอดีตเคยเป็ นลูกศิษย์ปิดสานัก ล้วนไม่ต้องพูดถึงแล้ว
จั่วโย่ว เล่าลือกันว่าคนผู้นี้ฝึกกระบี่ตอนอายุมากแล้ว แต่กลับ สามารถฝึกฝนจนเวทกระบี่กลายเป็ นอันดับหนึ่งในใต้หล้าไพศาลได้ ท าให้ค ากล่าวว่า “ผู้มีพรสวรรค์ ของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง กลายเป็ นค ากล่าวในเชิงลบ
หลิวสือลิ่ว ก่อนหน้านี้ได้นาพาเด็กหนุ่มสวมหมวกหัวเสือคน หนึ่งไปถามกระบี่ที่ป๋ ายอวิ้จิง ปล่อยหนึ่งหมัดออกไปแล้วก็ลากเด็ก หนุ่มหน้าตาคมคายเผ่นหนีไปด้วยกัน
ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริงก็อยู่ในป๋ ายอวี้จิง แต่เขา กลับไม่ได้ตอบโต้เอาคืน
พวกนางต่างก็มีความใคร่รู ้และข้อสงสัยที่ต่างกันไป
เห็นได้ชัดว่าการมาแสดงค าอวยพรต่ออวี๋เสวียนนั้นเป็ นเรื่องรอง แต่มาพูดคุยกับเหวินซิ่งต่างหากที่ถึงจะเป็ นเรื่องหลัก
ผู้ฝึกตนหญิงเหลยอวี่มีเรือนกายกายา ทั่วร่างมีแต่กล้ามเนื้อเป็ น มัดๆ เพียงแต่ว่าไม่ได้ให้ความรู ้สึกถึงความหยาบกระด้าง กลับกันยัง เป็ นความงามที่หาได้ยากอย่างหนึ่ง
นางเปิ ดปากยิ้มถามก่อนว่า “อาจารย์เหวินเซิ่ง ก่อนหน้านี้ หลิวสือลิ่วลูกศิษย์ของท่านไปถามกระบี่กับป๋ ายอวี้จิงสร ้างความ ครึกโครมไม่น้อย ตอนนั้นข้างกายเขามีเด็กหนุ่ มสวมหมวก ประหลาดติดตามไปด้วย เขาคือผู้ที่เป็ นที่ภาคภูมิใจที่สุดของโลก มนุษย์คนนั้นจริงๆ หรือ?”
คนทั้งโลกต่างก็รู ้ว่าป๋ ายเหย่ไร ้ผู้ใดทัดเทียมในเรื่องบทกวี เวท กระบี่ก็ยิ่งโดดเด่น
หากไม่เป็ นเพราะป๋ ายเหย่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่เต็มตัว เกรงว่าเหล่าผู้ เลื่อมใสในหลายใต้หล้าที่มีมากมายดุจขนวัวคงจะเลื่อมใสจนหูตามืด บอดกันไปหมดแล้ว
ขอแค่ป๋ ายเหย่ยินดีไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็จะต้อง สามารถตัดสินสูงต่ากับเฉินชิงตูได้แน่นอน
ซิ่วไฉเฒ่าทาหน้าเหลอหรา “หา?”
คราวก่อนจากลากันที่อารามเสวียนตู จาได้ว่าป๋ ายเหย่ยังเป็ น เด็กหนุ่มสวมหมวกหัวเสือที่รูปโฉมงดงามราวหยกสีชมพูแกะสลักอยู่
เลยนี่นา หยางชิงยิ้มอย่างรู ้ทัน
ก่อนหน้านี้หลิวสือลิ่วก็เคยไปเยือนหอโซ่วซานเก๋อเช่นกัน ไป หยุดพักครู่หนึ่งอยู่ที่โรงให้ซานเซียนของนาง
เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่สะดวกจะแพร่งพรายให้คนนอกรู ้
หาไม่แล้วนางอาจจะเป็ นเหมือนเหลยอวี่ที่คิดเรื่องนี้เป็ นร ้อยตลบ ก็ยังไม่เข้าใจว่าคนที่ดุจเทพเจ้าอย่างป๋ ายเหย่ เปลี่ยนเป็ นเด็กน้อยก็ดี เปลี่ยนเป็ นเด็กหนุ่มก็ช่าง ไฉนถึงต้องสวมหมวกหัวเสือที่น่าขาอย่าง ถึงที่สุดไว้บนศีรษะด้วย?
แต่หลิวสือลิ่วผู้นั้นก็สนิทกับป๋ ายเหย่มากจริงๆ
พูดถึงแค่หลังจากที่พวกเขาลุกขึ้นบอกลา ตอนที่หลิวสือลิ่วเดิน ออกไปนอกประตูยังช่วย…จับประคองหมวกหัวเสือให้กับป๋ ายเหย่ด้วย
ตอนนี้มาลองคิดดู นางก็ยังรู ้สึกว่าน่าสนใจไม่หาย
เหลยอวี่กล่าวด้วยน้าเสียงองอาจ “ยินดีต้อนรับอาจารย์เหวินเซิ่ง ไปเป็ นแขกที่เก๋อฉวนเจียนทะเลสาบคงซานของข้า มีสุราให้ดื่มได้ อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลุ้มเรื่องกินเรื่องดื่ม! ตาราที่เก็บรักษาไว้ก็มีอยู่ เช่นกัน อาจารย์เหวินเซิ่งเลือกเอาที่ตัวเองชอบไปได้เลย!”
ได้ยินมาว่าความสามารถในการ “ถามสุรา” ของอาจารย์เหวิน เซิ่งผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือท่านนี้เป็ นอันดับหนึ่งในใต้หล้า บังเอิญยิ่งนัก สุราที่ทะเลสาบคงชานบ้านตนหมักขึ้นก็ไม่ด้อยไปกว่าสุราเซียนใดๆ ของใต้หล้ามืดสลัวเลย
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะร่วน “แน่นอนว่าต้องอยากไปอยู่แล้ว ทะเลสาบ คงซานคือสถานที่ที่ใฝ่ ฝันหามาเนิ่นนาน ก็แค่ว่าไม่แน่เสมอไปที่เจ้า ลัทธิอวี๋ของพวกเจ้าจะยินดีต้อนรับ”
นางยิ้มกว้าง “เหวินเซิ่งไปได้เลย ป๋ ายอวี้จิงควบคุมสี่มณฑลเล็ก ของพวกเราไม่ได้หรอก”
ไม่ว่าข่าวลือบนภูเขาจะเป็ นจริงหรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างไรหลาย พันปีมานี้ ผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริงท่านนั้นก็ไม่เคยมาเยือนทะเลสาบ คงซานเลยสักครั้ง ดูเหมือนว่าจะมีตราผนึกบางอย่างอยู่จริงๆ
ซิ่วไฉเฒ่าจึงเอ่ยขอบคุณหูจวินหญิงท่านนี้
สวีเหมียนเอ่ยด้วยน้าเสียงอ่อนโยน “อาจารย์เหวินเซิ่ง ทุกวันนี้ที่ ใต้หล้ามืดสลัวของพวกเรามีคนที่เลื่อมใสเฉินอิ่นกวานอยู่เยอะมาก สามารถพูดได้ว่ามีเยอะจนนับไม่ไหวเลยล่ะ”
นี่ไม่ใช่คาพูดตามมารยาทเท่านั้น ผู้ฝึกตนของมืดสลัวที่เอ่ยชมอิ่ นกวานหนุ่มไม่ขาดปากพวกนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือคนส่วนใหญ่ ล้วนรังเกียจป๋ ายอวี้จิง
พูดถึงแค่ถ้าสวรรค์ชิงหนีของนาง อันที่จริงจานวนผู้ฝึกลมปราณ มีไม่มาก พันปี ที่ผ่านมา เนื่องจากปิ ดภูเขาจึงมีแค่ผู้ฝึ กตนห้า ขอบเขตบนบางคนที่จะออกไปหาประสบการณ์ในสิบสี่มณฑล เลือก หาตัวอ่อนด้านการฝึ กตนพากลับมายังถ้าสวรรค์ ส่วนพื้นที่มงคล ของน้องสาวอย่างสวี่อิงหนิงนั้นก็เป็ นสถานที่ที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ ว่าค่อนข้างให้ความสนใจกับเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นภายนอก จึงเข้าใจ เรื่องราวต่างๆ ค่อนข้างเยอะ
สวี่อิงหนิงยิ้มเอ่ย “ไม่เหมือนกับพี่สาว ในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ ข้า ชอบเฉาสือมากกว่าหน่อย”
ซิ่วไฉเฒ่าพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เฉาสือคือคนหนุ่มที่คู่ควรกับทุกคา ชื่นชมสรรเสริญอย่างแท้จริง”
ก็จริงนะ เฉาสือคือคนประเภทที่ว่าเขาไม่แก่งแย่งชิงดีกับใคร และ ใครก็มาแก่งแย่งชิงดีกับเขาไม่ได้
ดังนั้นคนอย่างเฉาสือจึงไม่มีใครรู ้สึกอิจฉาริษยา
อีกอย่างคนบนโลกมองเฉาสือไว้สูงก็ไม่ใช่ว่ามองลูกศิษย์ปิ ด ส านักของตนสูงไปด้วยหรอกหรือ
สวีเหมียนลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะใช ้เสียงในใจถามว่า “อาจารย์ เหวินเซิ่ง ข้าจะขอตราประทับสักสองสามชิ้น พัดพับสักเล่มจากเฉินอิ่ นกวานเอาไปให้พวกสหายได้หรือไม่? หากเป็ นไปได้ ข้าก็คงต้องท า หน้าหนาขอต าราตราประทับเพิ่มอีกสักสองเล่ม”
ซิ่วไฉเฒ่าลูบหนวดยิ้ม หากอีกฝ่ ายใช ้วิธีทานองว่าอยู่ดีๆ ก็มี สหายเพิ่มมา “จากที่ไม่มีอยู่” ซิ่วไฉเฒ่าที่เป็ นอาจารย์คงไม่กล้า บุ่มบ่ามตกปากรับค าอะไรจริงๆ
คราวก่อนอยู่ที่โรงเตี้ยมของเมืองหลวงต้าหลี ลูกศิษย์คนสุดท้าย ก็ใส่อารมณ์กับอาจารย์ที่นึกอยากแสดงฝีมือแต่กลับกลายเป็ นปล่อย ไก่อย่างตนไม่ใช่หรือ
แล้วก็เพราะอีกฝ่ ายคือเฉินผิงอัน ลองเปลี่ยนให้เป็ นพวกจั่วโย่ว จวินเชี่ยนลองทาดูสิพวกเจ้าถูกตบหัวโนแน่
สวีเหมียนมีจิตใจละเอียดรอบคอบ เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็ นอย่างดี จึงรีบยิ้มเอ่ยทันใดว่า “หากอาจารย์เหวินเซิ่งล าบากใจก็ไม่ต้องก็ได้”
ซิ่วไฉเฒ่ากล่าว “ไม่กล้าตบอกรับรองอะไร เดี๋ยวกลับไปข้าจะ บอกลูกศิษย์สักค า คิดดูแล้วก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
สวีเหมียนเอ่ยขอบคุณซิ่วไฉเฒ่า ยอบกายคารวะด้วยท่วงท่า แช่มช ้อย จากนั้นก็มีนักพรตอีกหลายคนที่ไม่ใช่คนของป๋ ายอวี้จิงมาร่วม แสดงความยินดีกับอวี๋เสวียนที่นี่ ซิ่วไฉเฒ่าโบกมือ สลายม้วนภาพแห่งกาลเวลาที่สีสันเริ่มเปลี่ยน มาเป็ นจืดจางทิ้งไป
เฉินผิงอันจดจาคาพูดและการกระทาของนักพรตทั้งหลายจาก มืดสลัวเอาไว้เงียบๆ
อยู่ดีๆ ลู่เฉินก็พูดนอกประเด็นขึ้นมาว่า “ใช ้มาตรฐานที่ไม่ เที่ยงตรงไปวัดสิ่งต่างๆ ต่อให้มองดูแล้วยุติธรรม แต่แท้จริงแล้วก็ยังไม่ ยุติธรรมอยู่ดี”
เฉินผิงอันพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าซับซ ้อนว่า “หลักการเหตุผลเป็ นเช่นนี้จริง แต่เรื่องราวหรือจะเรียบง่ายเพียงนี้”
ลู่เฉินยิ้มเอ่ย “ถึงอย่างไรก็เป็ นปัญหายากที่ซิ่วหู่ออกให้เจ้า ไม่มี คาตอบที่ง่ายดายขนาดนี้จริงๆ”
หลังจากนั้นคนทั้งสามก็กินอาหารมื้อดึกร่วมโต๊ะกัน เดิมทีจ้าว ซู่เซี่ยกับหนิงจี๋ก็ไม่หิวอยู่แล้วจึงไม่ได้มานั่งที่โต๊ะด้วย พวกเขาจงใจ ให้พวกผู้อาวุโสนั่งด้วยกัน ถึงอย่างไรอยู่ว่างๆ ก็ไม่มีอะไรทาจึงไปนั่ง อยู่ข้างลานตากธัญพืช คนหนึ่งมองภูเขา คนหนึ่งฟังเสียงน้า
จ้าวซู่เซี่ยยังคิดถึงคาว่าวิดบ่อน้าให้แห้งเพื่อจับปลา แต่หนิงจี๋ กลับนึกถึงค าถามบางอย่างของนักพรตลู่ที่ถามถึงเป้ าหมายใน อนาคตหลังจากที่เด็กหนุ่มกราบเฉินผิงอันเป็ นอาจารย์และกลายเป็ น บัณฑิตแล้ว
หนิงจี๋มิอาจให้ค าตอบได้
นักพรตถามหยั่งเชิงบัณฑิตว่า อ่านตาราเรียนกระบี่จะมี ประโยชน์อะไร
บังเอิญที่ตอนนั้นเฉินผิงอันกาลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวาย โบกพัดรับลมเย็นอยู่ใต้แสงจันทร ์ได้ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งที่ตัวเองได้ จากการอ่านต ารากับจ้าวซู่เซี่ยลูกศิษย์คนสุดท้ายสายวิชาหมัดพอดี
ดูเหมือนว่าสติปัญญาของชาตินี้จะมาจากการอ่านตาราของ ชาติก่อน ราวกับว่าการอ่านตาราของชาตินี้ก็เพื่อชาติหน้า
ตอนนั้นหนิงจี๋ลองคิดตามก็คล้ายจะเข้าใจ
ลู่เฉินเพียงแค่ยิ้มบอกให้เด็กหนุ่มที่กาลังจะมีอาจารย์คอยช่วย ชี้แนะลองคิดดูอีกที คิดให้มากๆ หน่อย รอกระทั่งวันหน้ามีคาตอบใน ใจแล้ว เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้งก็ค่อยบอกกับเขาลู่เฉิน
หลังจากนั้นโลกมนุษย์ก็ผ่านไปอีกหมื่นปี ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ ภูเขาสายน้าเขียวขจีนกเหลืองไผ่เขียว เมฆขาวภูเขาเขียว แสงจันทร ์ สาดส่องบ่อมังกร กระบี่สามฉื่อถูกลับใหม่ถามลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อว่า ใครกล้าไปสยบคลื่นมรสุม? ใครจะสามารถสยบคลื่นมรสุม?