กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1035.3 ฟ้ าหลังฝน
พูดมาถึงตรงนี้ บุรุษสวมชุดคลุมมังกรก็เอ่ยเหมือนสัพยอกว่า “ทรัพย์สินมอมเมาใจคน อย่าให้กลายเป็ นว่าก่อนจะออกไปจากที่นี่ก็ ตีกันขึ้นมาเพราะแบ่งสมบัติกันไม่ลงตัวเสียล่ะ ในเมื่อบอกฉายากับ พวกเจ้าไปแล้วก็ควรจะรู ้ว่ากว่าเหรินคือผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่ชอบความ สงบ ดังนั้นหากพวกเจ้าจะตีกันก็ออกไปตีกันข้างนอก”
ตามหลักแล้วคนต่างถิ่นสองคนที่ผลัดหลงเข้ามาในที่แห่งนี้ควร จะซาบซึ้งใจจนน้าหูน้าตาไหล ขอบคุณฟ้ าดินแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับคนไม่สนโลกที่มิอาจใช ้หลักการทั่วไปมา ประเมินได้
นักพรตหนุ่มที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความยากจนจ้อง เป๋ งไปที่จอกเหล้าใบนั้น
ปัญญาชนสวมชุดลัทธิขงจื๊อข้างกายที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่า หน่อยก็เริ่มมองประเมินเก้าอี้มังกรตัวนั้นเช่นกัน
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรยิ้มเอ่ย “อย่าได้คืบแล้วจะเอาศอก ให้เวลา พวกเจ้าหนึ่งก้านธูปรีบไปหาสมบัติรอบๆ ชะ”
เฉินผิงอันกังขาอยู่บ้าง พูดง่ายขนาดนี้เลยหรือ?
ลู่เฉินช่วยไขข้อข้องใจให้ เขายิ้มเอ่ยว่าคุณสมบัติในการฝึกตน ของเจ้าหมอนี่ธรรมดามาก ตอนนั้นก็อาศัยวัตถุนอกกายเลื่อนเป็ น ขอบเขตหยกดิบ นี่จึงเป็ นเหตุให้ภูเขาสายน้าศาลาหอเก๋ง ดอกไม้ พืชพรรณของที่แห่งนี้ล้วนเป็ นภาระสาหรับเขา สถานที่แห่งนี้เป็ นทั้ง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ใช ้หลบเลี่ยงหายนะของเขาแล้วก็เป็ นพื้นที่ มงคลแห่งหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันก็เป็ นพื้นที่ต้องห้าม กลายเป็ นคุก แห่งหนึ่งที่เขาออกไปไม่ได้ ยิ่งพวกเราเอาของออกไปมากเท่าไร ภาระของเขาก็จะน้อยลงมากเท่านั้น เพียงแต่กังวลว่าตัวเองพูดง่าย เกินไปกลับจะท าให้พวกเราคลางแคลง ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมเอา ของออกไปจากพื้นที่ลับ คนละสามชิ้น ไม่มากไม่น้อย มากพอจะให้ เขาพาดสะพานเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้แล้ว
เฉินผิงอันมีการคาดเดาว่าของที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนถูกเขาหล่อ หลอมไปแทบจะหมดสิ้นแล้ว?
คงจะเหลืออยู่อีกแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
ในบางความหมาย นี่จะถือเป็ นการเปลี่ยนแปลงทางมรรคาอย่าง หนึ่งหรือไม่?
พอจะถือว่าใช ้ได้อย่างถูไถ เพียงแต่ว่าวิธีการค่อนข้างย่าแย่ เท่านั้น มิอาจต้านทานการโจมตีได้ วิธีการหล่อหลอมของคนที่อยู่ ตรงหน้าผู้นี้แย่กว่าตั้นตั้นฮูหยินแห่งหลุมน้าลู่มากนัก
ในเมื่อเขาอยากจะหลุดพ้นถึงเพียงนี้ แต่ไม่ได้ใช ้วิธีการของห้า ขอบเขตบนอย่างเช่นการกักดวงวิญญาณ หลอมพวกเราสองคนให้ เป็ นหุ่นเชิดก็ถือว่ามีจิตใจเมตตามากพอแล้วกระมัง?
เขาเองก็กาลังสงสัยขอบเขตที่แท้จริงของเจ้าและข้า รวมไปถึงที่ พึ่งของพวกเรา กังวลว่าพวกเราจะเป็ นยอดฝี มือบรรลุมรรคาที่ไม่ ชอบแสดงมรรคกถาเหมือนกับนักพรตฉุนหยางแน่นอนว่าหาก เปลี่ยนเป็ นผู้ฝึกลมปราณทั่วไป ถูกจับขังไว้นานขนาดนี้โดยที่ยังไม่ เสียสติเป็ นบ้าไปก่อนก็ถือว่าหาได้ยากมากแล้ว ไหนเลยจะมาสนใจ อะไรมากมายถึงเพียงนี้ ป่านนี้คงลงมือไปนานแล้ว ฆ่าเจ้าและข้า ยืม ศพคืนวิญญาณก็ดี หรือใช ้วิชาอภินิหารหลบเลี่ยงน้าซ่อนตัวอยู่ใน เลือดลมเส้นชีพจรของเจ้าและข้าก็ช่าง ถึงอย่างไรก็ต้องลองประมือ หยั่งเชิงตบะตื้นลึกของพวกเราดูเสียหน่อย
ดูท่าฉายาจ้าวจวินนี้น่าจะไม่ได้ตั้งอย่างเสียเปล่า
เพราะถึงอย่างไรก็ถือเป็ นคนบ้านเดียวกันครึ่งตัว ดีไม่ดีอาจเป็ น ชื่อที่สหายฉุนหยางประทานให้ก็เป็ นได้
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรเงยหน้ามองม่านฟ้ าด้วยสีหน้าซับซ ้อน เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ผ่านไปปีแล้วปีเล่า ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง กว่าเหรินยอมรับชะตากรรมมานานแล้วเสียงเย็นเยียบก้องกังวาน ผ่านกาลเวลานับพันปี ทิ้งไว้เพียงความเวิ้งว้างอันยาวนาน คิดว่าชีวิต นี้หากไม่เมาตายก็ต้องหลับตาย เพียงแต่อดกังวลในใจมิได้ ไม่รู ้ว่า สวรรค์จะยินยอมหรือไม่”
ลู่เฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “การที่ผู้อาวุโสจ้าวจวินคิดเช่นนี้ มองทะลุ ม่านฟ้ าของต าหนักมังกรไปไม่ได้ ฝ่ าทะลุคอขวดขอบเขตหยกดิบ ไม่ได้ แน่นอนว่าเป็ นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้อาวุโสคับแคบ คนที่บ้าน เกิดอยู่ทางทิศใต้ย่อมมองไปไม่เห็นทิศเหนือ”
ปากเอ่ยเรียกว่าผู้อาวุโส แต่ถ้อยคาที่พูดกลับวางตัวเป็ นผู้อาวุโส ที่ชี้แนะผู้เยาว์ ในฐานะแขก นี่ถือว่าไม่เกรงใจกันอย่างมากแล้ว
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรไม่โกรธกลับยังหัวเราะ พูดด้วยสีหน้ามี เลศนัยว่า “นักพรตสมัยนี้พูดจาวางโตไม่เบานะ”
ลู่เฉินจ้องเป๋ งไปที่เจียวหลงตัวนั้นแล้วถอนหายใจเบาๆ หัวอก ของพ่อแม่ในใต้หล้าช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน ถึงกับช่วยเขาสร ้าง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้ขึ้นมา
ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ปริมาณรวมของโชคชะตาภูเขา สายน้าและปราณวิญญาณฟ้ าดิน เห็นได้ชัดว่าล้วนผ่านการคิด คานวณอย่างละเอียดตั้งใจของยอดฝีมือมาก่อนสามารถเลื่อนเป็ น ขอบเขตหยกดิบ อายุขัยยาวนาน พยายามประคับประคองจิต วิญญาณที่แท้จริงเสี้ยวหนึ่งไม่ให้แตกสลายไป ทั้งไม่ถึงขั้นเลื่อนเป็ น เซียนเหรินจนปล่อยภาพบรรยากาศออกไปภายนอก ปกปิดร่องรอย เอาไว้ไม่อยู่ เส้นทางการฝึกตนของเผ่าพันธุ์เจียวหลง บ้างก็เดินลง น้าบ้างก็ล้อมพันภูเขา ดังนั้นลูกหลานมังกรตัวนี้จึงถูกลิขิตมาแล้วว่า ได้แต่ชะงักค้างอยู่ที่ขอบเขตหยกดิบเท่านั้น แล้วก็ได้แต่อดทนรอ คอย อาศัยเจตนารมณ์สวรรค์บางอย่างที่มองไม่เห็นมาเฝ้ ารออย่าง
ยากลาบากอยู่ที่นี่ รอคอยให้ผู้มีวาสนาเปิดประตูเข้ามา ขณะเดียวกัน ก็มอบโอกาสที่เพียงพอให้เขาได้ออกไปทาความเข้าใจกับ สถานการณ์ข้างนอก และนี่ก็เป็ นเหตุที่ว่าทาไมพอเขาเห็นเฉินผิงอัน กับลู่เฉินถึงได้ถามทันทีว่าทิวทัศน์ด้านนอกเป็ นเช่นไร สืบสาวราว เรื่องกันแล้วก็เพราะอยากจะมั่นใจว่าศึกพิฆาตมังกรครั้งนั้นได้ยุติลง อย่างสิ้นเชิงแล้วหรือไม่
ลู่เฉินอดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลงอนิจจังไปประโยคหนึ่งว่า ล้วนกล่าว กันว่าบิดามารดารักบุตรของตน ถึงได้วางแผนให้อย่างลึกล้ายาวไกล
เฉินผิงอันกวาดตามองไปรอบด้าน พื้นที่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมลับแห่งนี้เหมือนผืนนาที่ผ่านการหว่านไถมาซ้าแล้วซ้าเล่า เชื่อว่าในอดีตมังกรเฒ่าจะต้องเคยทิ้งเวทลับบางอย่างเอาไว้แน่นอน
ใช ้สองคาว่าหว่านไถเล่าเรียนเป็ นพื้นฐาน ก็คือแผนการในระยะ ยาว
ลู่เฉินพยักหน้า มีเหตุผล การศึกษาหาความรู ้ไม่ต่างอะไรจาก การท าเกษตร ถามเพียงการหว่านไถอย่าได้ถามถึงผลลัพธ ์
สายตาของบุรุษสวมชุดคลุมมังกรฉายประกายเร่าร ้อน “ท าใจให้ สบาย เก็บเอาสมบัติไปได้เลย แต่เพื่อเป็ นค่าตอบแทน พวกเจ้าต้อง ถามคาถามกว่าเหรินข้อหนึ่ง ในพื้นที่ของสู่โบราณเคยมีการสร ้างวัง มังกรขึ้นมาใหม่หรือไม่?”
คนชุดเขียวได้ยินแล้วก็พยักหน้า
นักพรตหนุ่มกลับส่ายหน้า
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรตบที่วางแขนเก้าอี้อย่างแรง แค่นเสียงเย็น ชาในล าคอ
จากนั้นก็เห็นว่าเจ้าตะพาบสองตัวนั้นหันมามองหน้ากันเอง ต่าง คนต่างใช ้สายตาต าหนิอีกฝ่ าย เจ้าขาดไหวพริบมาตั้งแต่เด็กหรือ? เจ้าเคยถูกประตูหนีบหัวมาก่อนหรือไร?
นักพรตหนุ่มคล้ายจะอับอายจนพานเป็ นความโกรธ เมื่อไหแตก แล้วก็ทุบให้แหลกไปเสียเลย พลันตวาดอย่างเดือดดาลแล้วตั้งท่าไก่ ทองยืนขาเดียว สองนิ้วประกบกันชี้ไปที่บุรุษสวมชุดคลุมมังกร “อย่าง มากก็เป็ นแค่เจียวน้าเซียนดินตัวหนึ่ง แล้วอย่างไร? มีค่ายกล อันตรายแบบไหนที่นายท่านไม่เคยเห็นมาก่อนบ้าง วันนี้จะสู้ตายกับ เจ้าแล้ว! เจียวน้อยชั่วช ้า นายท่านจะใช ้วิชาสายฟ้ ามาต้านรับวิชา อภินิหารเวทน้าของเจ้าให้ดีๆ สักตั้ง!”
หลังจากนั้นนักพรต “ขอบเขตประตูมังกร” ก็ร่ายฝีมือใส่เจียวน้า “ขอบเขตโอสถทอง” ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แสดงให้เห็นว่าเป็ นคู่ ต่อสู้ที่สมน้าสมเนื้อ ยอดฝี มือเจอยอดฝี มือ ร่ายกระบวนท่าสีสัน ฉูดฉาด ครึกครื้นอย่างยิ่ง
เฉินผิงอันถอยห่างออกไปไกลนานแล้ว เว้นพื้นที่ว่างให้พวกเขา หลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้อง ‘ติดร่างแหเดือดร ้อนไปด้วย
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรหยุดมือยิ้มเอ่ย “ค่อนข้างน่าสนใจ ถึงกับ เป็ นผู้ฝึ กลมปราณขอบเขตประตูมังกรคนหนึ่ง นักพรตน้อย ไหน บอกมาสิว่าท าอย่างไรถึงท าให้กว่าเหรินมองเจ้าพลาดไปได้?”
ระหว่างที่พูดในใจเขาก็รู ้สึกคลางแคลง หรือว่าผู้ฝึกลมปราณ ของแจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ล้วนมีมรรคกถาร ้ายกาจกันถึงขนาด นี้แล้ว? มาจากอารามเต๋าของส านักแห่งใดอย่างนั้นหรือ?
นักพรตหนุ่มที่สองขาสั่นน้อยๆ แม้ตัวจะแพ้แต่มาดไม่แพ้ แผด เสียงหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่ตีกันก็ไม่ได้รู ้จักกัน สหายจ้าวจวินมีฝีมือดียิ่ง นัก!”
“ของที่อยู่ที่นี่ข้าคงไม่เอาไปแล้ว ทุกวันนี้ที่จวนวารีแม่น้าเถี่ยผู้ยัง ขาดเทพวารีอยู่องค์หนึ่งไม่ใช่หรือ? ในเมื่อก่อนหน้านี้บอกไปแล้วว่า แบ่งกันสามต่อเจ็ด ถ้าอย่างนั้นสามร ้อยปีให้หลัง ผินเต้าค่อยมาพา เขาไปยังใต้หล้ามืดสลัว ให้เขาฝึกตนอยู่ที่นั่นเจ็ดร ้อยปี สาหรับเจียว น้าตัวนี้แล้วก็ถือเป็ นยันต์คุ้มกันกายแผ่นหนึ่ง หาไม่แล้วขอแค่เขา ออกไปข้างนอกแล้วได้ยินว่าผ่านมานานหลายปีแล้วเฉินเซียนจวิน ท่านนั้นเพิ่งจะออกจากภูเขามาได้ไม่นานเท่าไรรับรองว่าต้องตกใจ จนถอยกลับมาที่นี่ ไม่กล้าพบเจอหน้าแน่นอน หากเขายังเสียเวลา อยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ถึงร ้อยปี หากจิตวิญญาณไม่แหลกสลายก็คงต้อง กลายไปเป็ นผีร ้ายตนหนึ่งคฤหาสน์ของราชามังกรดีๆ แห่งหนึ่งต้อง กลายไปเป็ นเรือนผีที่อึมครึมวังเวง หากไม่ระวังซากปรักวังมังกรทั้ง แห่งก็จะเดือดร ้อนไปด้วย เจียวน้าตนหนึ่งที่สูญเสียสติปัญญา อีกทั้ง
ยังเป็ นเซียนกระบี่คอขวดขอบเขตหยกดิบ เว้นเสียจากว่าเจ้ายินดีลง มือด้วยตัวเองหรือไม่ก็ให้เสี่ยวโม่มาที่นี่เพื่อสังหารเขา หาไม่แล้วก็มี แต่จะสร ้างความวุ่นวายให้พื้นที่แถวนี้ ก็ยังต้องมีจุดจบที่ถูกเว่ยป้ อ บังคับสยบก าราบไว้อยู่ดีไม่ใช่หรือ”
หากเปลี่ยนเป็ นคนทั่วไปคงถามว่านี่ก็ถือว่าเป็ นการแบ่งสามต่อ เจ็ดด้วยหรือ?
แต่เฉินผิงอันกลับแค่พยักหน้า ตอบตกลงไปทั้งอย่างนี้
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรเอ่ยถาม “พวกเจ้าคือผู้ถวายงานศาล บรรพจารย์ของจวนเซียนแห่งใด? คือลูกศิษย์เอกของเซียนซือสอง ท่านใด?”
ลู่เฉินส่ายหน้า “ผู้ถวายงาน? ไม่ใช่หรอก ขอบเขตไม่สูงมากพอ ตอนนี้ยังขาดประสบการณ์อีกเล็กน้อย อย่าว่าแต่ผู้ถวายงานเลย มี เกียรติได้เลื่อนเป็ นลูกศิษย์ฝ่ ายในก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอ สหายเฉิน ข้างกายผินเต้าท่านนี้มาจากพรรคที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งหนึ่งภูเขาของ สหายเฉินมีชื่อว่าภูเขาลั่วพั่ว อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล สหายจ้าวจวินไป ถึงก็จะรู ้ได้เองส่วนตบะของสหายเฉินนั้นก็สูงพอๆ กับตบะของข้านี่ แหละ”
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรรู ้สึกกังขาขึ้นมาอีก สองคนนี้ต่างก็เป็ นลูก ศิษย์ฝ่ายนอกของพรรคตัวเองอย่างนั้นหรือ?
ลู่เฉินหันหน้าไปมองเฉินผิงอันที่เดินมาจากด้านหลังช ้าๆ “สหาย เฉิน ภูเขาบ้านเจ้าถือเป็ นพรรคระดับรองใน….แจกันสมบัติทวีปของ พวกเราใช่หรือไม่?”
เฉินผิงอันเดินมาหยุดอยู่ข้างกายลู่เฉิน ยิ้มเอ่ย “ถือว่าใช่อย่างถู ไถ เป็ นภูเขาที่อยู่รั้งท้ายของระดับสอง อยู่อันดับบนของระดับสามน่ะ”
ลู่เฉินยิ้มถาม “ไม่ทราบว่าสหายมีนามว่าอะไร?”
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรลังเลอยู่บ้างเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า “ป๋ าย เติ้ง”
เฉินผิงอันกล่าว “บอกตามตรง ศึกพิฆาตมังกรได้ปิดฉากลงไป นานสามพันปีแล้ว”
ลู่เฉินเอ่ยคล้อยตามว่า “ระหว่างที่พวกเราเดินทางมาได้พกเหล้า ฝ่ าสายฝนกลางภูเขา คิดดูแล้วตอนนี้น่าจะเป็ นฟ้ าหลังฝนที่ใส กระจ่างแล้ว”
บุรุษสวมชุดคลุมมังกรที่เรียกตัวเองว่าป่ ายเติงทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ อย่างหมดแรง พึมพ าคล้ายหัวเราะคล้ายร ้องไห้ “สามพันปี ผ่านไป นานถึงสามพันปีแล้วหรือ”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “สหายจ้าวจวิน อยู่ที่นี่เพียงลาพังมานานสาม พันปี เจ้าอดทนผ่านมันมาได้อย่างไร?”
ป๋ ายเติงคืนสติ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “บรรพบุรุษมีตาราเล่มหนึ่งสืบ ทอดต่อกันมา เป็ นค าพูดเรียบง่ายที่มีความหมายยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ เกินกว่าจะบรรยาย ในต ารากล่าวว่า ใช ้สายตามองตา ใช ้หูฟังหู ใช ้ ใจทบทวนใจ”
ลู่เฉินหัวเราะร่วน
ใจของเฉินผิงอันกระตุกเล็กน้อย จดจาคากล่าวนี้ไว้เงียบๆ
ป๋ ายเติงโบกมือ ออกคาสั่งไล่แขกอย่างไร ้เสียงทันที
ลู่เฉินโบกมืออาลา คลี่ยิ้มเจิดจ้ากล่าวว่า “สหายจ้าวจวิน มี วาสนาไว้พบกันใหม่”
เดินออกจากคฤหาสน์ของวังมังกรแห่งนี้มาแล้ว ลู่เฉินก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าคุยกับซานจวินท่านนั้นแล้ว อีกฝ่ ายตระหนักรู ้ได้จาก คาพูดของข้า ตอนนี้จึงหลอมเรือนกายสาเร็จแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ขอบคุณมาก”
“ระหว่างสหาย จะต้องเกรงใจกันไปไย”
ลู่เฉินกล่าวอย่างละอายใจ “ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวอะไร เลย ไปเสียเที่ยวแท้ๆ”
เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ
ลู่เฉินสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย เตรียมจะลงจากภูเขาแล้ว เขาหันกลับไปมองสระน้าลึกแห่งนั้นแวบหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็กลับ โรงเรียนแล้วนะ?”
ร ้านเหล้าที่กิจการรุ่งเรืองของกาแพงเมืองปราณกระบี่แห่งนั้น เถ้าแก่รองได้เงินค่าเหล้ามาไม่น้อย บวกกับเงินทองที่ได้มาจากการ เป็ นเจ้ามือซึ่งแทบจะกินเรียบทุกการเดิมพันรวมไปถึงตราประทับและ พัดที่ขายร่วมกับร ้านของตระกูลเจ้าอ้วนเยี่ยน
เพียงแต่ว่าเงินเทพเซียนที่ได้กาไรมาทั้งหมดล้วนถูกเถ้าแก่รอง ใช ้วิธีการที่ปิดบังอาพรางอย่างหนึ่งแจกจ่ายไปหมดสิ้น ได้มาจากผู้ ฝึกกระบี่ของกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็ต้องคืนให้กับผู้ฝึกกระบี่ของ กาแพงเมืองปราณกระบี่
หาเงินมาได้อย่างไรคือวิถีแห่งการอยู่ร่วมสังคม ใช ้จ่ายเงิน อย่างไร คือรากฐานในการเป็ นคน
ดังนั้นลู่เฉินใช ้หัวเข่าคิดก็ยังรู ้ได้ว่า หากเฉินผิงอันได้ผลเก็บ เกี่ยวไปจากที่นี่แล้วจะเอาไปท าอะไร
เฉินผิงอันพยักหน้า “กลับแล้ว”
เพียงแต่ไม่รู ้ว่าเหตุใด ทั้งสองฝ่ายกลับไม่ขยับเท้า
เงียบกันไปพักหนึ่ง ทั้งสองก็พูดโพล่งความลับของอีกฝ่ าย ออกมาแทบจะเวลาเดียวกัน
“ในที่สุดผินเต้าก็รู ้แล้วว่าทาไมเจ้าถึงตั้งชื่อว่า “เฉินจี้”
“ลู่เฉิน อันที่จริงเจ้าเองก็เป็ นผู้ฝึ กกระบี่คนหนึ่งเหมือนกันใช่ ไหม?”
แล้วก็พากันเงียบไปอีก
ลู่เฉินเปิดปากขึ้นมาก่อน เขายิ้มถามว่า “เฉินผิงอัน ถอยไปพูด หมื่นก้าว สมมติ แค่สมมตินะ ผินเต้าเป็ นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งจริงๆ เจ้า เดาชื่อเรียกกระบี่บินของข้าได้ไหม?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ชิวหาว?”
ลู่เฉินเคยเขียนบทซัวเจี้ยน (กล่าวถึงกระบี่) หอตาราส่วนตัวที่ สร ้างขึ้นในนครอวี้ซูของป๋ ายอวี้จิงถูกลู่เฉินตั้งชื่อว่าพิศพันกระบี่
และในบทสรรพสิ่งคือหนึ่งเดียว (ฉีอู้ลุ่น) ที่ซิ่วไฉเฒ่าเลื่อมใส อย่างยิ่งนั้น ลู่เฉินก็เคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่าใต้หล้านี้ไม่มีอะไร ใหญ่ไปกว่าปลายขนของปี กสัตว์ที่ผลัดขนใหม่ในฤดูใบไม้ร่วง (ชิวหาว เปรียบเปรยถึงสิ่งที่เล็กมากๆ)
สายตาของลู่เฉินเป็ นประกายแวววาว ใช ้หมัดทุบฝ่ ามือ เอ่ยเสียง ดังกังวานว่า “ชื่อดี! ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะถอยกลับมาหมื่นก้าว จะ ใช ้ชื่อนี้แล้ว!”