กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1036.1 ย่อมต้องมีเส้นทางที่กว้างขวาง
ทั้งสองเดินลงเท้าจากภูเขา ระหว่างนั้นจู่ๆ ก็มีฝนเม็ดบางพร่าง พรมลงมาอย่างไม่มีลางบอกกล่าว ลู่เฉินยิ้มพลางเสกร่มกระดาษ น้ามันออกมาสองคัน ถามเฉินผิงอันว่าต้องการเสื้อกันฝนหรือไม่ เฉินผิงอันส่ายหน้า ยื่นมือไปรับร่มกระดาษน้ามันมา ลังเลอยู่พักหนึ่ง ก็เดินลงเขาไปช ้าๆ เป็ นฝ่ ายขอเหล้ากาหนึ่งมาจากลู่เฉิน คนทั้งสอง เดินพลางดื่มเหล้าไปด้วย เป็ นการพกสุราฝ่ าสายฝนตามค ากล่าว อย่างแท้จริง กางร่มลงจากภูเขา เดินออกจากซากปรักวังมังกร ด้วยกัน แล้วพลันกลับไปบนเส้นทางหมู่บ้านชนบท เฉินผิงอันหุบร่ม กระดาษน้ามัน เอ่ยว่า “มีกระบี่บินหรือไม่มี จะสามารถกลายเป็ นผู้ฝึก กระบี่ได้หรือไม่ก็คือกุญแจสาคัญ คือจูเหลี่ยน?”
ลู่เฉินสะบัดน้าฝนที่ติดอยู่บนร่มแรงๆ ยิ้มเอ่ยว่า “มองออกแต่ไม่ พูดออกมา พูดออกมาแล้วจะไม่มีสหาย”
เฉินผิงอันมองรองเท้าผ้าที่เปียกน้าฝนและเปรอะเปื้อนดินโคลน บนเท้าตัวเอง เขาจ้องนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ เงยหน้ายิ้ม เอ่ย “อย่างข้านี่เรียกว่าเพื่อนที่ทัดทาน”
ไม่ต้องสงสัยถึงสติปัญญาและฝีมือของลู่เฉิน มรรคาสูงเวทคาถา มาก เป็ นเรื่องที่คนทั้งโลกให้การยอมรับ หากเกิดเร็วกว่านี้สักเจ็ดพัน
ปี สิบผู้กล้าแห่งใต้หล้ายุคบรรพกาลต้องมีต าแหน่งของลู่เฉินอยู่ด้วย แน่นอน
ในบางความหมายแล้ว วิธีการที่เฉินผิงอันใช ้ยันต์ร่างแยกมาขัด เกลาขอบเขตในครั้งนี้พยายามที่จะเอาความรู ้ของสามลัทธิร ้อย ส านักมาหลอมรวมในเตาเดียวกันให้ได้มากที่สุด สุดท้ายช่วยปูพื้น ให้กับเค้าโครงรูปร่างของโลกขนาดเล็กสามพันใบซึ่งใช ้คู่กับนกใน กรงและจันทร ์ใต้บ่อก็คือการเลียนแบบการ “หยุดแต่พอสมควร” อย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้จิตวิญญาณกระบี่หรือควรจะ เรียกว่าผู้ครองกระบี่ ได้เคยเปิดเผยความลับสวรรค์ บอกว่าลู่เฉิน อาจจะแอบฝึกวิชาหมัด พยายามจะปืนขึ้นสู่ยอดสูงสุดของวิถีแห่งวร ยุทธ นี่ก็คือหนึ่งในเบาะแสที่เฉินผิงอันเกิดการคาดเดาตอนอยู่ริมน้า ในเมื่อเป็ นการคาดเดาอย่างส่งเดชทั้งหมด ก็ไม่สู้ทาใจกล้าคิดถึงเจ้า ลัทธิลู่เฉินที่เริ่มค่อยๆ จริงจังขึ้นมาให้ร ้ายกาจ ร ้ายกาจยิ่งกว่าเดิม ถึง ขั้นที่ว่า….ในอนาคตจะกลายเป็ นบุคคลที่ร ้ายกาจที่สุดในโลกมนุษย์
ลู่เฉินยกร่มในมือที่หุบรวบแล้วขึ้นเหมือนถือกระบี่ ควงแขนเป็ น วง เอ่ยอย่างผึ่งผายว่า “จะใช่ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องดีไปเสีย ทั้งหมด ส าหรับการฝึ กตนของตัวข้าเองแล้วจะมีภัยแฝงตามมา เบื้องหลังนับไม่ถ้วน ถือเป็ นการกระทาโง่เขลาที่ทาให้เส้นทางของ ตัวเองแคบลง ลู่เฉินเปลี่ยนจากนักพรตคนหนึ่งที่มีปณิธานอยู่ที่ ขอบเขตสิบห้า เปลี่ยนจากการเหยียบย่างบนความว่างเปล่ามาเป็ น ลงมือปฏิบัติจริง กลายเป็ นผู้ฝึ กกระบี่เต็มตัวคนหนึ่ง ต้องเป็ นการ
กระทาที่สุดวิสัยแล้ว เจ้าลัทธิสามแห่งป๋ ายอวี้จิงจ าเป็ นต้องยกระดับ ความสามารถในการต่อสู้ให้สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่งถึงจะใช ้แผนการเช่นนี้ ได้ ถือเป็ นการกระทาที่จาใจ”
กล่าวมาถึงตรงนี้ลู่เฉินก็หันมายิ้มมองเฉินผิงอัน “ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่เกี่ยวกับเจ้าเท่าไรหรอก ล้วนเป็ นปัญหาที่ทิ้งไว้ในประวัติศาสตร ์ซึ่ง ไม่เคยคลี่คลายได้อย่างหมดจดเสียที”
ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร ์ที่อ่านยาก ทุกใต้หล้าล้วนเป็ นเช่นนี้
“นักพรตสู่มีความตั้งใจที่ดี ก็ถือเป็ นการเตรียมการล่วงหน้าอย่าง หนึ่ง”
เฉินผิงอันให้คาวิจารณ์ที่เป็ นกลางนี้แล้วก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อน เอ่ยว่า “เอ่ยอ้างถึงหลักการไม่ยกตัวอย่างมาอธิบาย พูดก็เหมือนไม่ พูด ยกตัวอย่างเช่น?”
ในมือของลู่เฉินถือร่ม เดินไปพลางเอาร่มทิ่มพื้นไปด้วย มองดู คล้ายเด็กหนุ่มหลิวเสี้ยนหยางในอดีตอยู่บ้าง เขาเอ่ยเนิบช ้าว่า “ยกตัวอย่างเช่นฟ้ าอานวยมีการเปลี่ยนแปลงป๋ ายอวี้จิงง่อนแง่นจะล้ม มิล้มแหล่ ระบบของใต้หล้าแห่งหนึ่งตกอยู่ในอันตรายล่อแหลมหรือ ยกตัวอย่างเช่นด้วยแนวโน้มของสถานการณ์ในใต้หล้ามืดสลัว ศิษย์ พี่อวี๋จ าต้องเป็ นศัตรูกับครึ่งใต้หล้า เขาที่ตัวคนเดียวไม่มีอานาจ ศิษย์ พี่อวี๋ผู้ไร ้เทียมทานกลับมีอันตรายถึงชีวิต ราวกับว่าควันธูปของป๋ า ยอวี้จิงที่สืบทอดมาร ้อยปีพันปีอาจขาดสะบั้นลงได้ ไม่ว่าจะอย่างไรข้า
ก็ต้องเปลี่ยนจากคนที่ชมอยู่ด้านข้างมาเป็ นคนที่ยืนเคียงบ่ากับศิษย์ พี่อวี๋”
“คิดจะมีคุณสมบัติยืนเคียงบ่ากับศิษย์พี่อวี๋ เผชิญหน้ากับ สถานการณ์ใหญ่ของใต้หล้าที่ดุจดั่งน้าขึ้นถาโถมเข้าใส่ไปพร ้อมกัน ผินเต้ามีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น หากไม่เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้า ปลอมเพื่อข่มขวัญเหล่าผู้กล้าแห่งใต้หล้า บีบให้ใต้หล้ามืดสลัวไม่มี เรื่องอย่างการใช ้ไข่กระทบหิน ไร ้โอกาสให้เอาชนะเกิดขึ้นอีก”
“หรือไม่ก็ต้องตบบ้องหูตัวเอง เป็ นเหตุให้การพิสูจน์มรรคา ตลอดเวลาสามพันปีที่ผ่านมาสูญเปล่า ห้าฝันเจ็ดจิตธรรม ลาบากลา บนมาจนถึงท้ายที่สุดกลับกลายเป็ นการใช ้ตะกร ้าไม้ไผ่ตักน้าเหลือ เพียงความว่างเปล่า เลือกวิถีกระบี่เดินขึ้นสู่ที่สูงเพื่อขยับเข้าใกล้ ขอบเขตสิบห้าอย่างไร ้ขีดจ ากัด แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ห่างไกลจาก ขอบเขตสิบห้าอย่างไร ้ขีดจากัดด้วย เรื่องราวที่สามพันปีในอดีตไม่ เคยทาสาเร็จแต่กลับมีความหวังอยู่เสี้ยวหนึ่ง บางทีในอนาคตหกพัน ปีก็อาจท าไม่ส าเร็จอีกแล้ว ผินเต้าได้แต่รับอ านาจการดูแลใต้หล้ามา จากมือของศิษย์พี่อวี๋เท่านั้น ไม่มีขีดจากัดเป็ นเวลาร ้อยปี อีก เปลี่ยนเป็ นข้าที่ต้องพิทักษ์ดูแลป๋ ายอวี้จิงอย่างยาวนาน สภาพการณ์ ในท้ายที่สุดก็จะคล้ายคลึงกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสของกาแพง เมืองปราณกระบี่”
“ใช ้การเข่นฆ่าหยุดยั้งการเข่นฆ่า ไม่ว่าใครที่ละเมิดกฎล้วนต้อง ตาย”
เมื่อเป็ นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าโลกมนุษย์ไม่มีลู่เฉินในอดีตอีกแล้ว
ป๋ ายเหย่เองก็ไม่จาเป็ นต้องไปเยี่ยมเยือนนครหนันหัวอีกแล้ว
พูดรวดเดียวมาถึงตรงนี้ ลู่เฉินก็โยนกาเหล้าว่างเปล่าในมือทิ้งไป ในล าธาร “แค่คิดก็หงุดหงิดใจแล้ว ไม่คิดก็ไม่ได้ ได้แต่ยิ่งหงุดหงิดใจ มากกว่าเดิม”
เฉินผิงอันหัวเราะ เอ่ยปลอบใจว่า “ข้าวประเภทเดียวเลี้ยงคนได้ ร ้อยรูปแบบ เป็ นประมุขตระกูลสามปี แม้แต่หมายังรังเกียจ แล้ว นับประสาอะไรกับเป็ นเจ้าลัทธิแห่งใต้หล้าหนึ่งร ้อยปี”
สีหน้าของลู่เฉินปั้นยากทันที ที่แท้เมื่อก่อนตอนอยู่ป๋ ายอวี้จิง เขา ที่เป็ นศิษย์น้องก็เคยใช ้หลักการเหตุผลคล้ายคลึงกันนี้ปลอบใจศิษย์ พี่อวี๋ ผลคือถูกเหล่ตามอง เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่อวี๋ไม่รับน้าใจ
เฉินผิงอันถาม “ครึ่งใต้หล้าที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่นี้คือใต้หล้ามืด สลัวครึ่งแห่งนอกเหนือจากป๋ ายอวี้จิง หรือว่ารวมป๋ ายอวี้จิงไว้ในนี้ ด้วยแล้ว”
ลู่เฉินหัวเราะร่า “อาจจะเป็ นไปได้ทั้งคู่”
เจียงอวิ๋นเซิง “นักพรตน้อย” ของนครเสินเซียว จางเฟิงไห่ “อวี๋ โต้วน้อย” แห่งนครอวี้ซู่พวกเขาล้วนถือเป็ นเต้ากวานแห่งป๋ ายอวี้จิงที่ เกิดและเติบโตในท้องถิ่น เส้นสายที่แตกต่างกันซึ่งปรากฏอยู่บนร่าง ของพวกเขา เส้นทางการฝึ กตนและทิศทางการด าเนินไปของ
เส้นทางหัวใจ “ความบังเอิญ” แต่ละอย่างปรากฏขึ้นเยอะเข้า อันที่ จริงก็คือความแน่นอนอย่างหนึ่ง
ตอนนั้นที่ลู่เฉินให้เฉินผิงอันยืมมรรคกถาขอบเขตสิบสี่ โรคที่ทิ้ง ไว้เบื้องหลังเริ่มเผยตัวออกมาให้เห็นแล้ว ก็เหมือนการช่วยดึงหญ้า ให้เติบโตครั้งหนึ่งที่เป็ นเหตุให้เฉินผิงอันได้รับขอบเขตที่ไม่ใช่ของ ตัวเองชั่วคราว ใช ้สถานะของขอบเขตสิบสี่พกกระบี่เดินทางไปยัง เปลี่ยวร ้าง อีกทั้งยังใช ้ระดับสูงของนักพรตขอบเขตสิบสี่มองขุนเขา สายน้าของแจกันสมบัติทวีปเหมือนมองเส้นลายมือบนฝ่ ามือ รอ กระทั่งมอบขอบเขตกลับคืนไปก็เกิดความคลาดเคลื่อนอย่างหนึ่ง เหมือนคนยากจนที่จู่ๆ ก็ร่ารวยเป็ นเศรษฐี แล้วก็เหมือนลูกหลานคน รวยที่จู่ๆ ตระกูลก็ตกอับ หากไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป ไม่ ช ้าก็เร็วเฉินผิงอันจะต้อง…เบื่อโลก
ดังนั้นลู่เฉินหวนกลับมายังไพศาลครั้งนี้นอกจากเพื่อตามหาห นิงจี๋ซึ่งถือเป็ นงานหลวงแล้ว เขายังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ส่วนหนึ่ง ก็ คืออยากจะมาดูสภาพจิตใจของเฉินผิงอันในปัจจุบันเสียหน่อย หาก มีโอกาสก็จะบอกเตือนเฉินผิงอันสักสองสามประโยค หากอีกฝ่ าย ยินดี ลู่เฉินก็จะลงมือช่วยตรวจสอบหาช่องโหว่แล้วชดเชยให้
นี่ก็คือสาเหตุที่ลู่เฉินก็คือลู่เฉิน และโลกมนุษย์ก็มีลู่เฉินได้แค่คน เดียวเท่านั้น
และเฉินผิงอันก็ไม่ได้ท าให้ลู่เฉินผิดหวัง ยันต์ร่างแยกเจ็ดแสดง สองอาพรางรวมทั้งหมดเก้าร่างกระจายกันอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ของ
หนึ่งทวีป หากไม่อยู่ในหมู่ชาวบ้านก็อยู่ตีนเขา สูงสุดไม่เกินกึ่งกลาง ภูเขา
นี่ก็คือการช่วยเหลือตัวเองอย่างหนึ่งของเฉินผิงอัน ก่อนที่จะ เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนเขาจาเป็ นต้องเพิ่มภาพจาที่ตัวเองมีต่อโลก มนุษย์และล่างภูเขาให้ลึกซึ้งมากขึ้น
แน่นอนว่านอกจากนี้ยังมีจุดประสงค์ซ่อนแฝงที่ไม่มีใครรู ้ และเฉินผิงอันก็จงใจไม่ให้ตัวเองรู ้ด้วย ตอนที่อยู่ริมสระลึก ลู่เฉินเดา ได้คร่าวๆ แล้วว่าท าไมเฉินผิงอันต้องคิดอย่างละเอียดรอบคอบและ ทุ่มเทเพื่อ “หลอกลวงตัวเองและหลอกลวงคนอื่น” จากนั้นก็ปิดแผ่น ฟ้ าข้ามมหาสมุทรต่อเช่นนี้
ในฐานะร่างจริงของเฉินผิงอัน เฉินผิงอันที่อยู่ที่นี่ใช ้นามแฝงว่า “เฉินจี้
อันที่จริงก่อนหน้านี้ตอนที่ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับเทพวารีเกาเนี่ย งแห่งลาคลองซี่เหมยฉินก็สัมผัสได้ถึงเบาะแสบ้างแล้ว เพียงแต่ว่า ตัวเฉินผิงอันเองไม่เห็นเป็ นจริงเป็ นจัง เกาเนียงเองก็แค่คิดว่าเป็ นค า ประจบยกยออย่างหนึ่งเท่านั้น
ค าพูดหลายอย่าง คนพูดไร ้เจตนาแต่คนฟังกลับมีใจ ถ้าอย่าง นั้นก็ต้องมีคาพูดบางอย่างที่คนพูดมีใจคนฟังไร ้เจตนา
ยกตัวอย่างเช่น “กลายเป็ นของเก่า นักอ่านในโลกรุ่นหลังก็ยัง ต้องทอดถอนใจไปกับมันยังต้องทอดถอนใจไปกับมัน’ หรือ
ยกตัวอย่างเช่น “ทั้งยังเป็ นผู้ที่รับชมอยู่ด้านข้างเป็ นเวลานาน จะไม่ ชนกันสักหน่อยหรือ
ลู่เฉินมองเฉินผิงอัน ตบไหล่ของเขา “ในเรื่องบางเรื่อง เจ้าเก่ง กว่าข้ามากนัก”
ดังนั้นลู่เฉินถึงได้ยินดีที่จะแสร ้งทาเป็ นไม่รับรู ้ว่ามีเรื่องนี้ แม้มอง ออกแต่ไม่พูดออกมา
เพียงแค่เพราะเฉินผิงอันในเวลานี้ได้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่ เข้าใจเรื่องพวกนี้ที่เขาพูดลู่เฉินจึงเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น พูดต่ออีก ว่า “เพราะมิอาจได้ครอบครองจิตหยิน จึงถอยมาเลือกในระดับรอง สร ้างสถานการณ์ของดาวเป่ยโต้วขึ้นมา แบ่งร่างแยกออกเป็ นเก้าร่าง เจ้าไม่ต้องดูแคลนตัวเองเลยสักนิด มองมันเป็ นการเลียนแบบ คุณภาพต่าของห้าฝันเจ็ดจิตธรรมของลู่เฉินไปเสีย เจ้าอายุเท่าไร กันเอง มีพรสวรรค์เช่นนี้ได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “วิธีชมตัวเองของเจ้าลัทธิลู่ไม่ธรรมดายิ่งกว่า อีกนะ”
ลู่เฉินถาม “ขอละลาบละล้วงถามหน่อยได้ไหม สองครั้งก่อนหลัง ที่พยายามจะฝ่าทะลุขอบเขต ท าไมถึงล้มเหลว?”
อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของถ้าสวรรค์ฉางชุนบน ยอดเขามี่เซวี่ยแห่งนั้นเฉินผิงอันได้พยายามเลื่อนเป็ นขอบเขตหยก
ดิบอยู่สองครั้งแต่ก็ไร ้ผล ดังนั้นครั้งที่สามจึงต้องระมัดระวังให้มาก ระมัดระวังแค่ไหนก็ไม่เกินกว่าเหตุแม้แต่น้อย
เฉินผิงอันลังเลอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ยังยอมพูดถึงขั้นตอนและ ผลลัพธ ์ของการปิดด่านสองครั้งให้ฟังคร่าวๆ ว่า “การปิดด่านครั้ง แรก จานวนของจิตมารที่เจอมีเยอะมาก ไม่เหมือนประสบการณ์ใน อดีตของผู้ฝึกตนก่อกาเนิดที่ข้าเคยรู ้มา แต่จิตมารบางส่วนก็อ่อนแอ อย่างยิ่ง แม้จะบอกว่ามองดูเหมือนรายล้อมด้วยอันตราย กว่าจะ สังหารพวกมันได้ต้องเจอกับความยากล าบากอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็ น การตกใจไปเองโดยที่ไม่มีอันตรายใดๆ ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ดังนั้นจึงไปหยุดยืนอยู่หน้าธรณีประตูของขอบเขตหยกดิบ เป็ น เพราะไม่กล้าก้าวข้ามไป กังวลว่าจะมีกับดักขนาดใหญ่ยักษ์รออยู่ ครั้งที่สองก่อนจะปิดด่านข้าก็ได้เตรียมการรับมือไว้แล้ว รู ้สึกว่าน่าจะ ไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว ผลคือในพื้นที่แห่งนั้นสถานการณ์กลับ เปลี่ยนไปอีก ไม่มีจิตมารที่จาแลงกายอย่างเป็ นรูปธรรมตนใดปรากฏ ออกมา ฟ้ าดินมีแต่ความว่างเปล่า มีเพียงข้าที่เดินอยู่เพียงลาพัง จากนั้นข้าก็ค้นพบปัญหาด้านความทรงจ าของตัวเอง มีหลายคนและ หลายเรื่องที่ข้านึกไม่ออก อีกทั้งทุกครั้งที่เดินก้าว ออกไปก็จะต้องลืม ไปทีละนิด หากหยุดอยู่ที่เดิม แม่น้าแห่งกาลเวลาก็จะหยุดนิ่งตามไป ด้วยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อข้าถอยหลังกลับไปก้าว หนึ่งก็จะจาคนหรือเรื่องราวอย่างหนึ่งได้เพิ่มขึ้น แต่หากเดินหน้าก็จะ ลืมไปอีก ในเมื่อเป็ นการปิดด่าน ต้องการฝ่ าทะลุขอบเขต จะเอาแต่
เดินวนเป็ นวงกลมเหมือนถูกผีบังตาแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้ ไม่รู ้ว่าข้าเดิน อย่างเลอะเลือนไปนานแค่ไหน ไปไกลเท่าไร สุดท้ายก็มีแม่น้ายาวที่ ไม่กว้างแต่กลับไม่อาจข้ามผ่านไปได้เส้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา ฝั่งตรง ข้ามคล้ายจะมีคนมากมายที่ไม่มีใบหน้ายืนอยู่พวกเขาจ้องนิ่งมาที่ข้า ข้ารู ้ว่าพวกเขาต่างก็รู ้จักข้า ถึงขั้นที่ว่ายังเป็ นคนที่สาคัญที่สุดบน เส้นทางชีวิตข้าด้วย แต่ข้ากลับจาพวกเขาไม่ได้ ยิ่งข้าพยายามจะนึก ถึงพวกเขามากเท่าไรแม่น้าสายนั้นก็ยิ่งกว้างมากเท่านั้น เรื่องที่น่า กลัวที่สุดก็คือเมื่อข้ามองย้อนกลับไปก็พบว่าคนข้างกายที่เดิมที หน้าตาแจ่มชัดก็เริ่มพร่าเลือนไปทีละคน จิตแห่งมรรคาของข้าไม่ได้ แหลกสลายไปเพราะเหตุนี้ กลับกันคือยิ่งมั่นคงมากขึ้น ราวกับว่าใน ความมืดมิดที่มองไม่ เห็น ข้าได้อาศัยการคานวณและการอนุมาน อย่างละเอียดนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายได้ทาการตัดสินใจเลือกทางที่ ผลลัพธ ์แย่น้อยกว่าจากสองผลลัพธ ์ที่แย่เหมือนกัน แต่ลางสังหรณ์ กลับบอกข้าว่า ในด้านเหตุผลนั้นถูกต้องแล้ว นี่คือ…เส้นทางการฝึก ตนเส้นหนึ่งที่ไม่ได้ตรงดิ่งไปสู่มหามรรคาอย่างที่ข้าคิดไว้ สามารถ เดินขึ้นสู่ที่สูงได้เหมือนกัน ถึงขั้นที่ว่าขึ้นไปสู่ยอดสูงสุดได้เลย แต่จะ มีข้า…สองคน ตัวข้าสองคน เฉินผิงอันสองคน”
เฉินผิงอันที่ถอนหายใจน้อยครั้ง เอ่ยความในใจเหล่านี้จบก็อด ไม่ไหวถอนหายใจยาวเหยียด
ลู่เฉินยิ้มเอ่ย “ถอยออกมาจากสภาพจิตใจที่ประหลาดนี้แล้วก็ รู ้สึกว่าเป็ นคนเขลาเบาปัญญาที่ได้แต่เป็ นทุกข์หรือ?”
เฉินผิงอันกล่าวอย่างอ่อนใจ “ข้าใช ้ความคิดอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมนานมาก แต่ก็ยังไม่ได้คาตอบ ตอนนั้นที่เดินออกมาจาก พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ข้าถูกบีบให้สะบั้นความคิดพวกนี้ทิ้งไป หลีกเลี่ยงไม่ให้มันส่งผลต่อชีวิตประจาวัน”
ลู่เฉินยื่นแขนออกมา ในมือถือ “กระบี่ยาว” ใช ้มันแหวกหญ้า ข้างทางเบาๆ เอ่ยประโยคที่อยู่นอกประเด็น เป็ นการเปิดเผยความลับ สวรรค์ว่า “ตอนที่ข้าอยู่ป๋ ายอวี้จิงได้อาศัยวัตถุนอกกายชิ้นหนึ่งทา การอนุมานบางอย่าง คานวณได้ว่าเจ้าไม่ได้เปิดภาพเซียนเหรินที่มา จากมือของเย่อวิ๋นอวิ๋นแห่งเรือนอวิ๋นฉ่าวผู้ชานออกดูนั้นถูกต้องแล้ว เพราะด้านในได้ซ่อนฉีจิ้งชุนตัวปลอมคนหนึ่งเอาไว้ คือ…”
ลู่เฉินใช ้นิ้วชี้ไปบนฟ้ า “คือฉีจิ้งฉุนในนิมิตของเจ้าคนผู้นั้น หาก เจ้าเปิดม้วนภาพออกดูในใบถงทวีป แล้วได้เจอกับฉีจิ้งชุนคนนี้ก็จะ กลายเป็ นปัญหาที่ใหญ่มาก ปัญหาประเภทนี้ไม่ได้บอกว่าจะทาร ้าย ให้เจ้าต้องหยุดค้างอยู่ในชั้นของเซียนดินอย่างเนิ่นนาน ตรงข้ามกัน เลยด้วยซ้า กลับกันยังจะช่วยให้เจ้าทาลายจิตมารที่เป็ นภาพลวงตา เช่นเดียวกันไปได้ ตอนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสานักกระบี่ ชิงผิงเจ้าจะเลื่อนเป็ นขอบเขตหยกดิบได้อย่างไม่มีติดขัด ถึงขั้นที่ว่า ราบรื่นเหมือนผ่าลาไม้ไผ่ ข้ามผ่านขอบเขตเซียนเหรินเข้าสู่ขอบเขต บินทะยานไปได้อย่างว่องไว นี่ก็คือการช่วยดึงหญ้าให้เติบโต ใช ้จิต แห่งมรรคาของผู้ฝึกลมปราณมาหล่อเลี้ยงความเป็ นเทพของเจ้าให้ แข็งแกร่งขึ้น ผลลัพธ ์จากการทาเช่นนี้ค่อนข้างคล้ายกับการที่ข้าละ
ทิ้งห้าความฝันเจ็ดจิตธรรมมาแลกเปลี่ยนกับการได้เป็ นผู้ฝึกกระบี่ บริสุทธิ์คนหนึ่ง มองในระยะสั้นคือเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้ า แต่มองในระยะ ยาวกลับมีบ่อเกิดแห่งหายนะตามมานับไม่ถ้วน
“