กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1037.1 ต่างคนต่างฝึกตน
เงาร่างสองเงาพลิ้วกายจากทะเลเมฆลงมายังสันเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ ในอาณาเขตน่านน้าของลาคลองซี่เหมย คนผู้หนึ่งคือเด็กชายชุด เขียวที่เอาสองมือไพล่หลัง อีกคนหนึ่งสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว ถือไม้เท้าไม้ไผ่
เฉินหลิงจวินถามด้วยสีหน้าร ้อนรนเป็ นกังวลใจ “เสี่ยวโม่ เสี่ยว โม่ ว่าอย่างไร?”
ที่แท้เมื่อครู่นี้อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เดิมทีก็ดีๆ กันอยู่ ทุกคนมารวมตัว ฟังพี่น้องต้าเพิ่งคุยโวฟุ้ งฟ้ าอยู่ที่เรือนของพ่อครัวเฒ่า
จู่ๆ เสี่ยวโม่ก็บอกว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่โรงเรียนแห่งนี้ ดู เหมือนจู่ๆ ลมปราณของคุณชายจะหายไป
ตามหลักแล้วที่นี่ไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้แน่นอน แม้จะบอก ว่าเฉินผิงอันจงใจเก็บลมปราณและปณิธานหมัดยามอยู่ที่นี่จนแทบ ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป แต่ในฐานะของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ต่อให้อยู่ในภาวะหลับสนิทก็จะยังอยู่ในสภาพการณ์อันลี้ลับที่คล้ายมี เทพเจ้าคอยปกป้ องอยู่ตลอด อยู่ดีๆ จะหายตัวไปได้อย่างไร อีกอย่าง ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วก็รู้กันดีว่าเจ้าขุนเขามาเป็ นอาจารย์สอน หนังสืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ โดยทั่วไปแล้วเขาไม่มีทางเปิ ดเผย สถานะของตัวเองอย่างแน่นอน
ดังนั้นเสี่ยวโม่จึงอยากจะแวะมาดูสักหน่อย เฉินหลิงจวินจึง ติดตามมาดูให้รู ้สถานการณ์ที่แน่ชัดด้วย เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไรแล้ว เป็ นนักพรตลู่ที่ไปท่องซากปรักวัง มังกรเป็ นเพื่อนคุณชายมา” พอได้ยินชื่อของเจ้าลัทธิลู่แห่งป้ ายอวี้จิง แม้จะโล่งใจแต่เฉินหลิง จวินก็อดรู ้สึกหัวโตเพิ่มอีกสองเท่าตัวไม่ได้
หากเป็ นไปได้ เฉินหลิงจวินก็ไม่อยากพบเจอกับลู่เหล่าซานที่ “ต้องรีบหาหมอมาช่วยดูให้ดีๆ เสียหน่อยว่าสมองมีปัญหาหรือไม่” ผู้ นั้นอีกแล้ว
ถ้าจะพูดกันถึงความจงรักภักดีที่มีต่อนายท่านบ้านตน กวาดตา มองไปทั่วภูเขาลั่วพั่วเฉินหลิงจวินก็คิดว่ามีเพียงเสี่ยวโม่เท่านั้นที่ พอจะงัดข้อกับตัวเองได้
ดังนั้นพอได้ยินเสี่ยวโม่พูดกับปากตัวเองว่าไม่มีอะไรแล้ว เฉิน หลิงจวินก็วางใจได้แล้วเหตุผลก็เรียบง่ายมาก เสี่ยวโม่บอกว่าเป็ น เรื่องเล็ก สาหรับเฉินหลิงจวินที่ตอนนี้ยังไม่ใช่ห้าขอบเขตบนแล้วอาจ ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็ นเรื่องเล็กจริงๆ แต่หากเสี่ยวโม่บอกว่าไม่เป็ นไร ก็ต้องไม่เป็ นไรแน่นอน
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับตนด้านประสบการณ์แล้ว เสี่ยวโม่ยังตื้น เขินไปหน่อย เพราะถึงอย่างไรก็ขึ้นเขามาช ้ากว่าไม่ใช่แค่ปี สองปี เท่านั้น
มองไกลๆ ไปเห็นว่าคุณชายกับนักพรตลู่อยู่ระหว่างเส้นทางหวน กลับมายังหมู่บ้านเสี่ยวโม่ก็คิดจะกลับไปยังภูเขาลั่วพั่วเงียบๆ แต่ อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที เฉินหลิงจวินย่อมไม่อยากจะกลับภูเขาลั่วพั่ว เร็วขนาดนี้ จึงบอกให้เสี่ยวโม่กลับไปก่อน ถึงอย่างไรมีเขาคอย ควบคุมสถานการณ์ ต่อให้ดีสุนัขของลู่เฉินจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่กล้า ก่อเรื่องก่อราวอะไร
เสี่ยวโม่คิดแล้วก็หวนกลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วเพียงล าพัง เพียงแค่ บอกให้เฉินหลิงจวินระมัดระวังตัว มีเรื่องอะไรก็บอกกล่าวกับตนสัก ค า
หากเป็ นคนอื่นที่พูดจาไร ้สาระเช่นนี้ เฉินหลิงจวินย่อมไม่สบ อารมณ์ คงต้องถกเถียงกันสักสองสามประโยค ระวัง? ระวังอะไร อยู่ ในอาณาเขตขุนเขาเหนือ ใครกล้ามาหาเรื่องนายท่านใหญ่เฉินที่ เพียงแค่เพราะตั้งใจฝึกอบรมจิตใจตัวเองถึงได้ไม่มีชื่อเสียงเลื่องลือ มากถึงเพียงนั้น? คิดว่าตบะขอบเขตก่อก าเนิ ดของข้าเป็ น เครื่องประดับเท่านั้นหรือ? อย่าไม่เห็นเทพเซียนก่อก าเนิดอยู่ใน สายตานักสิ เพียงแต่ว่าพอเปลี่ยนเป็ นเสี่ยวโม่ที่พูด เฉินหลิงจวินก็ ยอมอดทนข่มกลั้นเอาไว้
อยู่บนภูเขา ดูเหมือนว่าเฉินหลิงจวินจะยุ่งมากทุกวัน อันที่จริงไม่ มีใครรู ้เลยว่าเขายุ่งกับเรื่องอะไรอยู่กันแน่ บางทีตัวของเด็กชายชุด เขียวเองก็คงไม่รู ้ด้วยกระมัง?
พอเสี่ยวโม่จากไป เฉินหลิงจวินก็สะบัดชายแขนเสื้อสองข้าง แกว่งแขนเดินลงจากภูเขาไป
เพราะมีข้อตกลงกับนายท่านบ้านตนไว้ก่อนแล้ว เฉินหลิงจวินจึง ไม่คิดจะขยับเข้าไปใกล้โรงเรียนและซากปรักวังมังกรแห่งนั้น พอลง จากภูเขาก็เดินเล่นไปตลอดทาง ใช ้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วยามก็ มาถึงข้างสะพานหินแห่งหนึ่ง ริมน้ามีต้นเหมยโบราณที่อยู่มานาน หลายร ้อยปีอยู่ต้นหนึ่ง เฉินหลิงจวินมองเห็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ข้างกายของเขามีเด็กรับใช ้แบกพิณจูงลาติดตามมาด้วย
ชมดอกเหมยริมลาธารใต้แสงจันทร ์ ช่างสง่างามยิ่งนัก เพียงแต่ ว่าเฉินหลิงจวินสังเกตดูการหายใจของอีกฝ่ าย ท่าทางน่าจะเป็ นผู้ฝึก ลมปราณ ไม่ได้เรียบง่ายว่าเป็ นแค่ปัญญาชนเท่านั้น ส่วนขอบเขตสูง หรือต่า มองไม่ออก เฉินหลิงจวินจึงคิดว่าจะเดินอ้อมไปทางอื่น
คิดไม่ถึงว่าบุรุษที่ลักษณะคล้ายปัญญาชนผู้นั้นจะหันหน้ามายิ้ม กล่าว “เป็ นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับ สหายที่ฝึกหลอมลมปราณมีชีวิตเป็ นอมตะในชนบทห่างไกลเช่นนี้ ไม่ทราบว่ามีฉายาว่าอะไร”
เฉินหลิงจวินได้ยินแล้วก็ไม่หมุนตัวกลับ เพียงแค่ยกมือขึ้น หัน หลังให้เจ้าคนที่เป็ นฝ่ ายชวนเขาคุย โบกฝ่ ามือ “ไม่สนิทกัน แล้วก็ไม่ ต้องมาตีสนิท ต่างคนต่างเดินไปเถิด”
เด็กหนุ่มสะพายพิณลักษณะเหมือนเด็กรับใช ้ใช ้เสียงในใจถาม “อาจารย์ เขาก็คือ…”
ไม่รอให้เด็กหนุ่มกล่าวจบก็พบว่าอาจารย์หันมามองตนด้วย สายตาเฉียบคมอย่างถึงที่สุด ท าเอา “เด็กหนุ่ม” ตกใจจึงเงียบกริบ เหมือนจักจั่นในหน้าหนาว แม้กระทั่งเสียงในใจก็ยังไม่กล้าพูดต่อ
เขาเป็ นใคร ยังต้องให้เจ้าเป็ นคนแนะน าด้วยหรือ?
ในใจของปัญญาชนลัทธิขงจื๊อโมโหอย่างหนัก ไฟโทสะลุกโชน สามจัง ระหว่างผู้ฝึกตนบนยอดเขา เสียงในใจที่มองดูเหมือนปิดบัง อ าพรางจะนับเป็ นอะไรได้?!
“ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ” เริ่มรู ้สึกเสียใจภายหลังแล้วที่พาลูกศิษย์ผู้ เป็ นที่ภาคภูมิใจคนนี้มาเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสบนภูเขาท่านนั้น
เขาก็คือจิงเฮา บุคคลอันดับหนึ่งบนภูเขาของหลิวเสียทวีป ฉายา ว่า “ชิงกงไท่เป่า”
ก่อนหน้านี้ไปแสดงความยินดีกับอวี๋เสวียนที่ผสานมรรคาสาเร็จ อยู่นอกฟ้ า ได้เจอกับเหวินเซิ่ง จิงเฮาจึงอยากจะแวะมาดูที่นี่เสีย หน่อย ปมแค้นควรคลี่คลายไม่ควรผูกให้แน่นต่อไป เรื่องอย่างการ ล้อมคอกเมื่อวัวหายก็ควรจะรีบทาเสียแต่เนิ่นๆ
ผู้ฝึ กตนขอบเขตบินทะยานผู้ยิ่งใหญ่ กลับจากนอกฟ้ ามายัง ไพศาล พอมาถึงแจกันสมบัติทวีป จิงเฮาก็ไม่กล้าตรงดิ่งไปที่อาเภอ ไหวหวง ยิ่งไม่กล้าละลาบละล้วงไปเป็ นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว
ส่วนลูกศิษย์ที่มีศาสตร ์คงความเยาว์ผู้นี้ ขอบเขตหยกดิบ เดิมที่ ควรจะเป็ นหนึ่งในตัวสารองเจ้าสานักคนถัดไป ช่วงนี้รับผิดชอบเก็บ รวบรวมรายงานลับเกี่ยวกับ “ราชามังกรน้อยแห่งภูเขาลั่วพั่ว” ของ ราชสานักต้าหลีแห่งนี้ ตอนนี้ดูแล้ว ไม่เพียงแต่ทางานไม่ได้เรื่อง การ ฝึกอบรมจิตใจยังไม่ดีพอ ก็คือเศษสวะที่ประคับประคองไม่ขึ้น
จิงเฮาคิดแล้วก็อยากจะลองเสี่ยงดู บอกให้ลูกศิษย์รออยู่ที่เดิม ส่วนเขาก้าวเร็วๆ ตามเด็กชายชุดเขียวคนนั้นไป
ไม่รู ้ว่าเหตุใด ไม่ว่าจะมองอย่างไร เฉินหลิงจวินที่ถูกเฉินเซียนจวิ นเรียกขานเป็ นพี่เป็ นน้องผู้นี้ก็เป็ นแค่เจียวน้าขอบเขตก่อกาเนิดตัว หนึ่งเท่านั้น
เฉินหลิงจวินหยุดเดิน หมุนตัวกลับมา ใบหน้ามองดูคล้ายสงบ เยือกเย็น แต่แท้จริงในใจเป็ นกังวลยิ่งนัก
มารดามันเถอะ คงไม่ใช่ว่าอุตส่าห์ได้ออกจากบ้านทั้งที อยู่ดีๆ ก็ ต้องมาถูกคนต่อยตายด้วยหมัดเดียวหรอกนะ
ไม่เป็ นไร ขอแค่ทนรับได้สองหมัด เสี่ยวโม่ก็จะต้องตามมาที่นี่ทัน แน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับที่นายท่านบ้านตนก็อยู่ใกล้ๆ กันนี้ อีก อย่างที่นี่ก็เป็ นถิ่นของเว่ยซานจวิน เฉินหลิงจวินคิดไปคิดมา ไม่ว่า อย่างไรก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องใจฝ่ อเลยนี่นา เขาจึงสงบจิตใจได้ทันที สะบัดชายแขนเสื้อ เอาสองมือไพล่หลัง อยากจะรู ้นักว่าเจ้าหมอนี่คิด จะท าอะไรกันแน่
จิงเฮากุมหมัดยิ้มเอ่ย “สหาย ข้าเป็ นคนต่างถิ่น มาจากสถานที่ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าภูเขาเฟินอวิ๋น เป็ นพรรคเล็กๆ แห่งหนึ่ง สหายอาจจะ ไม่เคยได้ยินมาก่อน นี่เป็ นครั้งแรกที่ข้ามาเที่ยวเยือนต้าหลี เป็ น เกียรติที่ได้พบ เป็ นเกียรติที่ได้พบ”
เฉินหลิงจวินกุมหมัดเขย่าสองสามที เอ่ยตามมารยาทว่า “เป็ น เกียรติที่ได้พบ”
จิงเฮายิ้มถาม “สหายก็ออกมาเที่ยวชมทัศนียภาพในอาณาเขต ของลาคลองซี่เหมยเหมือนกันหรือ? หรือว่าจะเป็ นเซียนอิสระคนหนึ่ง …ที่ไม่ถูกวิถีทางโลกและสานักพันธนาการ?”
เซียนอิสระ ถึงอย่างไรก็น่าฟังกว่าผู้ฝึกตนอิสระมากนัก
ภูเขาเฟินอวิ๋นคือแดนบินแห่งหนึ่งของภูเขาชิงกง ถือเป็ นพรรค ระดับรองที่อยู่เกือบรั้งท้ายของหลิวเสียทวีป ออกมาจากหลิวเสียทวีป แล้วก็ไม่มีชื่อเสียงอะไรจริงๆ
เห็นว่าตอนที่เฉินหลิงจวินได้ยินคาว่า “ภูเขาเฟินอวิ๋น” ก็มีสีหน้า เหลอหราจริงๆ ไม่มีลมปราณกระเพื่อมแม้แต่น้อย ดูไม่คล้ายกาลังเส แสร ้ง
เฉินหลิงจวินหัวเราะร่วน “ภูเขาเฟิ นอวิ๋นหรือ ภูเขาทางทิศใต้ เคยได้ยินมาก่อน คือพื้นที่ฮวงจุ้ยดีเยี่ยมที่มากไปด้วยคนมี ความสามารถ”
ในอาณาเขตขุนเขาเหนือบ้านตน พรรคและภูเขาน้อยใหญ่ เฉิน หลิงจวินรู ้จักดีเหมือนสมบัติในบ้านตัวเอง ส่วนจวนเซียนบนภูเขา ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปกลับได้แต่เดามั่วแล้ว และเฉินหลิง จวินเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไร
ต่อให้จิงเฮาจะมากประสบการณ์แค่ไหนก็ยังไม่รู ้ว่าควรจะรับค า ต่ออย่างไรดี
“เด็กหนุ่ม” ใต้ต้นเหมยข้างสะพานที่เงี่ยหูตั้งใจฟังบทสนทนา ของทางแถบนี้ก็ยิ่งจนคาพูดไปอย่างสิ้นเชิง มีใครเขาพูดจาส่งเดช หน้าตาเฉยอย่างเจ้าบ้าง?
เพราะจิงเฮาไม่แน่ใจใน “ตัวตนและสถานะที่แท้จริง” ของอีกฝ่ าย ดังนั้นทุกครั้งที่เปิดปากจะต้องใคร่ครวญหาถ้อยคาที่เหมาะสม ร่าง ค าพูดไว้ในใจคร่าวๆ ก่อนจะเอ่ยอะไรออกมา
ผลคือคุยกันไปคุยกันมาก็พบว่าเด็กชายชุดเขียวที่ปรากฏตัวแค่ แถวแม่น้าอวี้เจียงและภูเขาลั่วพั่วคนนี้คุยเก่งมาก
จึงเฮาก็ได้แต่พูดคล้อยตามน้าเสียงและเนื้อหาเรื่องที่อีกฝ่ ายคุย ไป เหยียบเปลือกแตงโมลื่นไถลไปถึงตรงไหนก็ตรงนั้น บอกว่าตอน แรกตนก็เป็ นบัณฑิตเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามิอาจท าตามปณิธานได้ สาเร็จถึงได้จับผลัดจับผลูขึ้นเขามาฝึ กตน พอจะฝึ กตนได้ประสบ ความส าเร็จอยู่บ้างเล็กน้อย คิดดูแล้วก็น่าจะเหมือนกับสหาย สภาพ จิตใจตอนนี้น่าจะพอๆ กัน ผู้ฝึกตนอย่างเราๆ นอนกลางดินกินกลาง
ทราย เดิมที่ควรทาใจให้สงบไร ้กิเลส ไม่ควรเอนเอียงไปเพราะความ งามและลาภยศ ไม่ควรผูกมิตรสนิทสนมกับจักรพรรดิของล่างภูเขา หากลงจากภูเขาเข้าสู่โลกโลกีย์ก็อาจจะท าให้แคว้นต่างๆ หวาดเกรง แต่หากโลกไร ้คุณธรรมก็ขอหลีกหนีจากความวุ่นวาย ก็หนีไม่พ้น ต้องล่องเรือพเนจรไปเรื่อย ถ้อยค าใช ้ไม่ได้ผล สภาพการณ์ไม่ สอดคล้องกับจิตใจก็จากไปให้จบสิ้นกัน นอกกายไร ้สิ่งใดแล้วจะ เป็ นไรไป ธุลีแดงลอยคละคลุ้ง คนสูงศักดิ์ร่ารวยในโลกมนุษย์ยากจะ ละทิ้งความสูงศักดิ์ร่ารวยได้ คนยากจนยังจะกลัวว่าต้องสูญเสียความ ยากจนไปอย่างนั้นหรือ? แน่นอนว่าย่อมไม่มีหลักการเหตุผลเช่นนี้
เฉินหลิงจวินหาจังหวะแทรกไม่ได้ จึงได้แต่พยักหน้าอืมๆๆ เออ ออไป
พูดจาสุภาพไพเราะฟังแล้วเข็ดฟัน ตอนกลางวันคงกินผักดอง มาเยอะสินะ?
แพ้คนแต่จะแพ้มาดไม่ได้ กว่าจะรอจนอีกฝ่ ายยอมพักหายใจได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เฉินหลิงจวินจึงพยักหน้ากล่าวว่า “คากล่าวนี้ของ สหายพอจะมีความรู ้อยู่หลายส่วน เพียงแต่ว่าออกจะเลื่อนลอยไปสัก หน่อย ไม่ค่อยติดดินนัก”
จิงเฮามั่นใจได้แล้วว่าเจ้าคนที่อยู่ข้างกายผู้นี้เป็ นแค่ผู้ฝึ กตน ก่อกาเนิดเท่านั้นจริงๆ อีกทั้ง…จะต้องเคยอ่านตารามาแค่ไม่กี่เล่ม แน่นอน
เดินไปคุยกันไป เดินไปได้ประมาณสองลี้ จิงเฮาพลันเหล่ตามอง ไป โอ้ นั่นคือ…เผ่าพันธ ์มังกรที่ขอบเขตสูงอยู่บ้าง? เอ๊ะ ยังเป็ นผู้ฝึก กระบี่คนหนึ่งด้วย?
แสงจันทร ์ลอดทะลุแมกไม้ หิมะสั่งสมอยู่บนพื้นดิน เป็ นเหตุให้ รูปลักษณ์ภายนอกของบุคคลสว่างกระจ่างชัด
มีผู้ฝึ กตนหนุ่มสวมชุดคลุมสีขาวคนหนึ่งยืนอยู่กลางป่ า มอง ไกลๆ มายังจิงเฮาและเฉินหลิงจวิน
เฉินหลิงจวินที่รู ้สึกตัวอย่างเชื่องช ้าหันไปมองคนหนุ่มชุดขาว กลางภูเขาที่สีหน้าเย็นชาคนนั้น
ทาไมถึงได้เจอกับคนที่ชอบสวมชุดขาวออกจากบ้านอีกแล้วเล่า เพราะคราวก่อนมีบัณฑิตที่มีศักดิ์เป็ นหลานคนหนึ่งโผล่มาที่ภูเขาลั่ว พั่ว ก่อนหน้านั้นก็มีห่านขาวใหญ่ ภายหลังยังมามีหลานเจิ้ง เป็ นเหตุ ให้ตอนนี้เฉินหลิงจวินรู ้สึกราคาญคนที่สวมชุดสีขาวมากเป็ นพิเศษ
โชคดีที่ตอนนี้ในทะเลสาบหัวใจของเฉินหลิงจวินมีเสียงทุ้ม อ่อนโยนของเสี่ยวโม่ดังลอยมา “ข้ามาที่นี่ตั้งแต่เขาเปิ ดปากพูด ประโยคแรกที่สะพานแล้ว พอจะมั่นใจได้คร่าวๆ ว่าคนผู้นี้ขอบเขตไม่ ต่า เกินครึ่งน่าจะเป็ นผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานของทวีปอื่น”
“แต่ก็ไม่มีอะไร หากคนผู้นี้มีจิตคิดร ้าย ข้าจะพาเขาไปเป็ นแขกที่ ภูเขาสั่วทั่วสักสองสามวันเอง”
“ส่วนผู้ฝึกกระบี่ที่มีชาติกาเนิดจากภูตในภูเขาคนนั้นเดินออกมา จากซากปรักวังมังกรขอบเขตและเวทกระบี่ล้วนสามารถมองข้ามไป ได้”
เสี่ยวโม่ช่างดีเหลือเกิน
เฉินหลิงจวินยืดเอวตั้งตรงได้ทันใด ความกล้าหาญแผ่ซ่านเต็ม กาย!
ส าหรับเด็กชายชุดเขียวและภูเขาลั่วพั่วที่ลึกล้าจนมองไม่เห็นก้น บึงแล้ว ชิงกงไท่เป่าอย่างจิงเฮาย่อมไม่คิดว่าในแจกันสมบัติทวีปแห่ง นี้จะมีคนสักกี่คนที่สามารถทาให้เขากริ่งเกรงได้อย่างแท้จริง ต่อให้ เป็ นเว่ยป้ อแห่งภูเขาพีอวิ๋น แต่แล้วจะอย่างไร
ดังนั้นจิงเฮาจึงเพียงแค่ยิ้มบางๆ โดยไม่หันกลับไปมองว่า “ไม่ว่า สหายจะเดินอ้อมเส้นทางเลือกมาเผยกายอยู่ที่นี่ด้วยสาเหตุใด และ ข้าก็ไม่สนใจว่าเจ้าจะต้องการอะไร แต่หากคิดจะมาตีสินทข้ากับ สหายเฉินของข้าก็อย่าดีกว่า เราไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน”
ไม่รู ้ว่าเหตุใดลูกหลานมังกรเก่าที่ถูกขังอยู่ในคฤหาสน์ของวัง มังกรมานานผู้นั้นถึงได้ค้นพบว่าจู่ๆ ตราผนึกของพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมก็หายไป ลังเลใจอยู่พักหนึ่งก็เดินออกมาจากสระลึกอย่าง ระแวดระวัง และเขาก็ไม่ได้ถูกเวทคาถาใดๆ โจมตีกลับ หลังจากได้ กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งน้าตาก็ไหลอาบใบหน้าก่อน จากนั้นถึง สังเกตเห็นว่าวังมังกรบ้านตนมีผู้ฝึ กตนมดน้อยเพิ่มมา นึกถึงผู้ฝึ ก
ลมปราณสองคนที่สูงส่งลึกล้ายากจะคาเดาก่อนหน้านี้เขาจึงข่มกลั้น เอาไว้ไม่ลงมือ มีเรื่องเพิ่มขึ้นหนึ่งเรื่องไม่สู้มีเรื่องน้อยลงหนึ่งเรื่อง เรื่องที่วังมังกรจะตกเป็ นของใคร เมื่อเทียบกับมหามรรคาของตนแล้ว ยังถือว่าเป็ นเรื่องเล็ก เขาจึงปลุกความกล้าออกมาจากซากปรักอย่าง ลับๆ ขณะเดียวกันก็ร่ายวิชาอภินิหารสองชั้นทั้งมองขุนเขาสายน้า ผ่านฝ่ ามือและคาถาน้าแห่งชะตาชีวิต ทันใดนั้นก็ได้เห็นภูเขาพีอวิ๋น ที่ไม่เคยมีอยู่ในความทรงจา เดิมคิดจะตรงไปที่ภูเขาลั่วพั่วซึ่งอยู่ ใกล้เคียง เพียงแต่เพื่อระวังให้ขับเรือได้นานหมื่นปีจึงล้มเลิกความคิด นี้ไป ผลคือพบว่าตรงต้นเหมยข้างสะพานใต้เปลือกตาตนมีผู้ฝึ ก ลมปราณอยู่สามคน โดยเฉพาะคนที่เป็ นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่ ขอบเขตลึกล้าจนมิอาจคาดเดาได้
ส่วนเด็กชายชุดเขียวกับ “เด็กหนุ่ม” แบกพิณจูงลา ขอบเขต ต่างก็มิอาจดูแคลนเช่นกัน คนหนึ่งก่อกาเนิดคนหนึ่งหยกดิบ
หรือว่าคากล่าวของคนสองคนก่อนหน้านี้ล้วนไม่ใช่คาโกหก? สามพันปี ให้หลังแค่เจอผู้ฝึ กลมปราณข้างทางสักคนก็ล้วนมีตบะ เริ่มต้นเป็ นเซียนดินกันทั้งนั้น?
ความมั่นใจในการเป็ นผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนที่เขาเพิ่งจะกอบ กู้คืนมาได้จากกลุ่มของผู้ฝึกตนมดตัวน้อยในต าหนักวังมังกรพลัน สลายหายวับไปในบัดดล
เขาข่มกลั้นความไม่สบายใจในใจเอาไว้ อาศัยอยู่ใต้ชายคาคน อื่นก็จาต้องก้มหัวให้คนอื่นเขา เป็ นฝ่ ายกุมมือเอ่ยก่อนว่า “แซ่ป๋ าย นามเติง ฉายาว่า “จ้าวจวิน”