กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1037.2 ต่างคนต่างฝึกตน
จิงเฮาหรี่ตายิ้มเอ่ยชื่นชม “ฉายาดี ความสงบนิ่งเป็ นตัวสยบ ความหุนหันพลันแล่น (จิ้งเหวยจ้าวจวิน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี รากฐานชาติกาเนิดอย่างสหาย ฉายาว่าจ้าวจวินนั้นเหมาะสมมาก เป็ นพิเศษ”
จู่ๆ ก็มีนักพรตหนุ่มคนหนึ่งโผล่มา บนศีรษะของเขาสวมกวาน ดอกบัว ยืนอยู่ด้านหลังเฉินหลิงจวิน สองมือวางทับซ ้อนกัน ฝ่ ามือ วางบนศีรษะของเด็กชายชุดเขียว พูดด้วยน้าเสียงที่เต็มไปด้วยความ ตกตะลึงว่า “ว้าว นี่ไม่ใช่เก้าอี้อันดับหนึ่งบนภูเขาของหลิวเสียทวีปจิง เฮา เซียนซื่อใหญ่จิงเฮาหรอกหรือ มาที่แจกันสมบัติทวีปได้อย่างไร อยู่ว่างแล้วมีอารมณ์สุนทรีมากเลยนะ”
จิงเฮาอึ้งค้างไร ้คาพูดเหมือนถูกฟ้ าผ่ากลางวันแสกๆ
เฉินหลิงจวินผู้นี้ นอกจากจะเรียกตัวเองเป็ นพี่เป็ นน้องกับเฉิน เซียนจวินแล้วถึงกับยังสนิทสนมกับเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงขนาดนี้ เชียวหรือ?!
ในใจเฉินหลิงจวินน้อยเนื้อต่าใจยิ่งนัก ยื่นมือมาเช็ดใบหน้า พูด ก็พูดไปสิ น้าลายที่กระเด็นมานี่มันอะไรกัน
จากนั้นลู่เฉินก็โบกมือไปทางยอดเขา “อาจารย์เสี่ยวโม่”
เสี่ยวโม่ผงกศีรษะรับพร ้อมรอยยิ้มบางๆ มาอยู่ข้างกายเฉินหลิง จวินกับลู่เฉิน
จิงเฮาปากอ้าตาค้าง ตัวเองสัมผัสถึงลมปราณของเจ้าลัทธิลู่ ไม่ได้ก็ช่างเถิด ท าไมถึงยังมียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ใกล้ในระยะประชิด ขนาดนี้ด้วยเล่า?!
นาทีนี้ป๋ ายเติงรู ้สึกเพียงว่าตนควรกลับไปอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมดีกว่า ฟ้ าดินด้านนอกเต็มไปด้วยอันตราย
รู ้ว่าเสี่ยวโม่อยู่ใกล้ๆ กับเห็นว่าเสี่ยวโม่ยืนอยู่ข้างกายตน คือคน ละเรื่องกันเลย
เฉินหลิงจวินปัดมือลู่เฉินออก เอ่ยเตือนว่า “อะไรน่ะ อะไรน่ะ รีบ เอาออกไปเลย!”
ลู่เฉินไม่สะทกสะท้าน ยิ้มเอ่ยว่า “คงไม่รู ้สินะ ข้ากับอาจารย์เสี่ยว โม่รู ้จักกันมาตั้งนานแล้ว สนิทสนมกันมากเลยล่ะ”
เสี่ยวโม่หัวเราะ ผงกศีรษะเบาๆ ถือว่ายอมรับในคากล่าวนี้ของ นักพรตลู่ แต่ว่าขณะเดียวกันเสี่ยวโม่ก็ใช ้สายตาบอกเป็ นนัยกับเฉิน หลิงจวินว่าให้ท าใจให้สบายด้วย
เฉินหลิงจวินยกสองแขนกอดอก “คร ้านจะถือสาเจ้า”
ลู่เฉินหันไปมองทางยอดเขาอีกครั้ง ยื่นมือโบกแรงๆ “แม่นางเซี่ย ใช่ไหม ทางนี้ๆ เจ้ากับอาจารย์เสี่ยวโม่สมกับเป็ นคู่สร ้างคู่สมกันจริงๆ คราวหน้าจะต้องได้ดื่มสุรามงคลของพวกเจ้านะ”
บนต้นไม้ต้นหนึ่งของยอดเขา เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยืนอยู่ บนกิ่งไม้ คลี่ยิ้มกว้าง “ยังเป็ นเรื่องที่อักษรปาไม่มีแม้แต่ขีดเดียว (อักษรปาหรือเลขแปดภาษาจีนประกอบด้วยขีดสองขีด ประโยคนี้จึง เปรียบเปรยว่าเป็ นเรื่องที่ไม่เห็นแม้แต่วี่แวว ไม่เห็นลางว่าจะสาเร็จ) เลยนะ”
ลู่เฉินร ้องเฮ้อเลียนแบบซิ่วไฉเฒ่า “แม่นางเซี่ยอย่าได้พูดจา เหลวไหล! เห็นๆ กันอยู่ว่าอักษรปามีหนึ่งขีดแล้ว”
ตัวอักษรปามีหนึ่งขีดก็หมายถึงรักเขาข้างเดียวอย่างไรเล่า
ถึงอย่างไรเซี่ยโก่วก็เสียเปรียบเพราะอ่านตารามาน้อย จึงฟังหนึ่ง ประโยคสองความหมายของเจ้าลัทธิลู่ไม่ออก นางคลี่ยิ้มกว้างสดใส รู ้สึกเพียงว่าคากล่าวนี้พูดได้ดียิ่งนัก จึงผงกศีรษะให้ลู่เฉินก่อนจะย้าย เส้นสายตามองไปทางเสี่ยวโม่ เอ่ยด้วยน้าเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน “ข้ากลับก่อนนะ จะรอกินอาหารมื้อดึกพร ้อมกับเจ้า”
อาจารย์จูบอกแล้วว่าอยู่ข้างนอกต้องไว้หน้าบุรุษของตัวเองบ้าง กลับถึงบ้านปิดประตูลงแล้วควรจะเป็ นอย่างไรก็เป็ นไปอย่างนั้น
ลู่เฉินกลั้นขา “อาจารย์เสี่ยวโม่ช่างโชคดีจริงๆ”
เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างจนใจ “ก็คงงั้น”
ลู่เฉินตบหัวเด็กชายชุดเขียว เอ่ยสัพยอกว่า “นายท่านใหญ่เฉิน จิงเฮา ชิงกงไท่เป่าผู้นี้เจ้ารู ้จักหรือไม่?”
เฉินหลิงจวินยังคงยกสองแขนกอดอก เห็นข้าเป็ นคนโง่หรือไร เทพเซียนผู้เฒ่าบนยอดเขาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเช่นนี้ข้าต้องรู ้จักอยู่ แล้ว เพียงแต่เป็ นการรู ้จักแบบที่ข้ารู ้จักเขา เขาไม่รู ้จักข้า
ป๋ ายเสวียนที่อายุน้อยๆ ก็ดื่มชาโก่วนี่ทุกวันเรียบเรียงตารา วีรบุรุษขึ้นมาเล่มหนึ่ง ส่วนเฉินหลิงจวินเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาแอบ เขียนตาราลับที่ถูกตัวเองตั้งชื่อว่า “รวมเล่มคนข้างทาง” ขึ้นมา เหมือนกัน
ไล่เขียนรายชื่อของบุคคลบนยอดเขาที่ส่วนใหญ่สามารถเดิน สวนไหล่ผ่านกันไป อย่าได้มาท าความรู ้จักกับตนเด็ดขาดลงไป ใน ที่สุดเฉินหลิงจวินก็จัดระเบียบจนได้เป็ นตาราลับติดกายที่พกไว้ท่อง ยุทธภพในวันหน้าได้ส าเร็จ
คนหนึ่งในนั้นก็มีจิงเฮา เทพเซียนผู้เฒ่าจึง ชิงกงไท่เป่าแห่งหลิว เสียทวีป ตามข่าวลือของบนภูเขาที่บันทึกไว้ในรายงานขุนเขา สายน้า เขาเป็ นเวทคาถาหลายรูปแบบ คือลูกพี่ใหญ่ของในทวีป อยู่ ร่วมกับสองสายขาวด าได้
คิดไม่ถึงว่าเจ้าคนที่แสร ้งทาเป็ นบัณฑิตผู้นี้จะเป็ นจิงเฮาที่อยู่ไกล สุดขอบฟ้ า สูงส่งเกินจะเอื้อม คิดดูแล้วการพบเจอกันโดยบังเอิญใน คืนนี้คงเป็ นแค่ความบังเอิญเท่านั้นจริงๆ
เฉินหลิงจวินโล่งอกได้ทันที ตนพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กับเทพ เซียนผู้เฒ่าจึงไปมากมายพอจะถือว่าเป็ นคนคุ้นหน้าคุ้นตากับอีก ฝ่ายได้แล้ว วันหน้าไปเที่ยวที่หลิวเสียทวีปก็ไม่ใช่ว่ามียันต์คุ้มกันกาย เพิ่มมาอีกแผ่นหนึ่งหรอกหรือ?
อย่างน้อยที่สุดผู้ฝึกตนของภูเขาชิงกงเห็นแก่ความสัมพันธ ์ควัน ธูปส่วนนี้ก็น่าจะยอมไว้หน้าตนบ้างกระมัง? คงไม่เอาอย่างผู้ฝึกตน ของเรือนเทพสายฟ้ าอุตรกุรุทวีปนั่นหรอกนะช่างเถิดๆ ต่อให้เจอกับ ผู้ฝึกตนของภูเขาชิงกงระหว่างทาง ตนก็จะแสร ้งท าเป็ นไม่รู ้จักแล้ว กัน ทางที่ดีที่สุดหากไม่ได้เจอกันได้ย่อมดีที่สุด หาไม่แล้วหากเกิด เรื่องขึ้นมา ต่อให้บอกเรื่องนี้ออกไปอีกฝ่ ายคงคิดว่าตนคุยโว กลับยิ่ง จะท าให้เกิดปัญหาแทรกซ ้อนได้ง่ายกว่าเดิม
ไม่รู ้ว่าตอนนี้จิงเฮาคิดอย่างไร แต่ “เด็กหนุ่ม” ขอบเขตหยกดิบที่ ยืนอึ้งอยู่ใต้ต้นดอกเหมยกลับตะลึงงันไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
นักพรตหนุ่มสวมกวานดอกบัวคนนี้ คาพูดคาจาที่เอ่ยกับ อาจารย์ของตนกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน ความง่ายๆ สบายๆ?
ในสถานที่เล็กเท่าฝ่ ามือแห่งนี้ ไฉนจู่ๆ ถึงได้มีบุคคลค้าฟ้ า มากมายขนาดนี้โผล่มา?เจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิง? อาจารย์โม่คือ ใคร? แล้วแม่นางเซี่ยที่สวมหมวกขนเตียวล่ะคือใคร?
ลู่เฉินเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “นายท่านใหญ่ เฉิน วันหน้าเดินทางผ่านหลิวเสียทวีปก็ไม่ต้องไปเยือนภูเขาชิงกง
โดยเฉพาะ พูดคุยกับเทพเซียนผู้เฒ่าจึงบนโต๊ะสุราสักสองสาม ประโยคหรอกหรือ?”
เฉินหลิงจวินยิ้มอย่างฝืดฝืน “แน่นอนๆ”
จิงเฮายิ่งใจแกว่ง ตกตะลึงระคนประหลาดใจมากยิ่งกว่าจึงเอ่ยไป ตามจิตใต้ส านึกว่า “ใช่แล้วๆ”
ทั้งสองต่างก็กระอักกระอ่วนกันมาก อีกทั้งต่างก็มองออกถึง ความกระอักกระอ่วนจากน้าเสียงและสีหน้าของอีกฝ่าย
ลู่เฉินยิ้มตาหยี “แค่เจอก็เหมือนคนที่รู ้จักกันมานาน นี่เรียกว่า แค่เจอก็เหมือนคนที่รู ้จักกันมานาน”
มีคนของจวนวารีลาคลองซี่เหมยรีบเอาข่าวด่วนไปแจ้งนายท่าน เทพลาคลอง เกาเนื่ยงที่ก่อนหน้านี้ไปดื่มเหล้าที่โรงเรียนมามื้อหนึ่ง จึงต้องรีบไปสืบเสาะให้รู ้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบนล าคลองบ้านตน
เจ้าตัวดี มีกาเหล้าว่างเปล่าอีกใบลอยมาตามสายน้าอีกแล้ว พวกเสมียนขุนนางจวนวารีที่ก่อนหน้านี้ได้เห็นความร ้ายกาจของ สมบัติหนักประเภทนี้กันไปแล้วกับพวกแม่ทัพกุ้งหอยปูปลากลุ่มใหญ่ ที่มาชมความครึกครื้น คราวนี้รู ้จักฉลาดแล้ว ต่างก็ไม่มีใครไปแตะ ต้องมัน
เพียงแต่ว่าพอนายท่านเทพลาคลองหยิบมันขึ้นมาอย่าง ระมัดระวัง แกว่งเบาๆ สองสามที เกาเนี่ยงก็มึนงงไปทันที รูปร่างไม่ ค่อยเหมือนกับกาเหล้าใบก่อนหน้านี้เท่าใดนัก ไม่มีความลี้ลับใดๆ
เสมียนขุนนางจวนวารีกลุ่มนั้นไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ละคนชู แขนร ้องตะโกนก้องบอกว่านายท่านเทพวารีบ้านตนได้รับสมบัติหนัก ถึงสองครั้งภายในวันเดียวกัน นี่ไม่เรียกว่าลางแห่งเซียนแล้วจะ เรียกว่าอะไร?!
เกาเนี่ยงเก็บกาเหล้าใบนั้นใส่ไว้ในชายแขนเสื้ออย่างไม่ กระโตกกระตาก ก่อนจะยกมือขึ้นเบาๆ กดลงบนความว่างเปล่าสอง สามที บอกเป็ นนัยแก่พวกขุนพลผู้กล้าแห่งจวนวารีว่าให้เบาเสียงกัน ก่อน สงบนิ่งกันหน่อย
ทางฝั่งของหอบูชากระบี่ภูเขาลั่วพั่ว เด็กชายผมขาวที่ค่าคืนอัน ยาวนานแต่ไม่มีใจอยากจะนอนหลับก าลังมาตีสนิทสานสัมพันธ ์กับ เจ้าประมุขกวอ
ในฐานะขุนนางผู้เรียบเรียงตาราคนแรกของภูเขาลั่วพั่ว ทุกวันนี้ เด็กชายผมขาวอยู่ในอารมณ์คึกคักฮึกเหิม คิดว่าหากสามารถ ร่วมมือกับเซี่ยโก่วได้ และยังมีเจ้าประมุขกวออีกคน ต่อให้ตนคิดจะ ก่อตั้งพรรคขึ้นมาในภูเขาลั่วพั่วก็ยังเป็ นเรื่องงดงามง่ายดาย
เด็กสาวนั่งอยู่บนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งกับเด็กชายผมขาว ต่างคนต่าง แกว่งขาทั้งสอง ก่อนจะมาที่นี่พวกนางต่างก็ไม่เคยปฏิบัติแย่ๆ กับ ตัวเอง สองคนจึงร่วมมือกันทาเส้นหมี่ข้ามสะพานจากห้องครัวมาได้ สองชาม
กวอจู๋จิ่วส่งเสียงเรอเพราะกินอิ่ม นางกาลังถ่ายทอ ด ประสบการณ์ในยุทธภพอันเป็ นวิชาเฉพาะของตนให้กับเด็กชายผม ขาว
บนกิ่งไม้สองฝั่ง ข้างกายพวกนางมีหม้อดินเผาใบเล็กที่ว่างเปล่า สองใบวางอยู่ รสชาติธรรมดา ไม่โทษที่วัตถุดิบ ต้องโทษที่ฝีมือการ ท าอาหารของนาง เอาเป็ นว่าไม่ว่าใครก็โทษใครไม่ได้ “ท่องอยู่ในยุทธภพ เวลาเจอเรื่องอะไรอย่าได้ตระหนกลน” เด็กชายผมขาวด้านหนึ่งก็พยักหน้ารับแรงๆ ด้านหนึ่งก็แอบ กลอกตามองบนไปด้วย ผลคือประโยคหนึ่งของกวอจู๋จิ่วกลับพูดได้ถูกใจเด็กชายผมขาว มาก “ต้องรีบหนีให้ไว”
ดวงตาของเด็กชายผมขาวเป็ นประกายวาบ ปรบมือแรงๆ ร ้องโห่ เสียงดัง ไม่ลืมยุยงให้กวอจู๋จิ่วร่วมกันสร ้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ต่อด้วย “ประมุขกวอ เจ้าเองก็รู ้ว่าข้าคนนี้มีข้อดีนับพันนับหมื่นข้อ แต่มีแค่ ข้อเดียวที่โดดเด่นมากที่สุด นั่นก็คือไม่เคยประจบเอาใจใคร ข้าถูก ชะตากับประมุขกวอจริงๆ เจ้าไม่มาเป็ นประมุขของพวกเราก็ช่างน่า เสียดายเหลือเกิน”
กวอจู๋จิ่วถามอย่างสงสัย “เจ้ามีความแค้นส่วนตัวกับศิษย์พี่หญิง เผยหรือ?”
เด็กชายผมขาวส่ายหน้า “ฟ้ าดินเป็ นพยาน ไม่มีแน่นอน!”
กวอจู๋จิ่วเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามว่า “เจ้าแสร ้งทาเป็ นมีความสุข อยู่ทุกวันเช่นนี้ จะมีวันที่มีความสุขจริงๆ หรือไม่?”
สีหน้าของเด็กชายผมขาวหม่นหมอง กระตุกมุมปาก
เหนือใต้ในชีวิตคนมีทางแยกอยู่มากมาย เรื่องราวประดุจฝัน วสันต์ที่ไร ้ร่องรอยให้ตามหา ปีนั้นพยายามตามหาโอกาสสร ้างคุณ ความชอบไกลหมื่นปี สุดท้ายแล้วคนที่ไร ้ประโยชน์ก็ยังเป็ นบัณฑิต
เด็กชายผมขาวสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย กลุ้มใจ กลุ้มใจ จริงๆ
กวอจู๋จิ่วยื่นมือมากดหัวเด็กชายผมขาว ช่วยให้อีกฝ่ ายพยัก หน้า “เจ้าคิดอะไรน่ะ ต้องมีวันนั้นแน่อยู่แล้ว”
……
ในเรือนที่ไม่ใหญ่หลังหนึ่งบนภูเขาลั่วพั่ว ดึกมากแล้วแต่ก็ยังมี คนไม่น้อยมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ อีกทั้งทุกคนต่างก็มีสีหน้าผ่อนคลาย กันอย่างมาก
เรือนส่วนตัวบนภูเขาของโจวเฝยผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอยาก หรูหราโอ่อ่าใหญ่โตแค่ไหนก็ได้เท่าที่ต้องการ หยกขาวปูพื้น กลิ่น อายเซียนล่องลอย คงอยากจะให้คนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเต็มที แต่พอก้าวเข้ามาแล้วกลับไม่กล้าเหยียบเท้าลงพื้น
ทว่าลานเรือนด้านหน้าของสถานที่แห่งนี้กลับเป็ นแค่พื้นดิน เหลืองราบเรียบที่ถูกกระทุ้งไว้แน่นหนา
ในอดีตมีผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับเจียงซ่าง เจินในใบถงทวีป นางเคยมาเป็ นแขกที่นี่ แล้วก็ชอบเรือนหลังนี้ตั้งแต่ แรกเห็น
เจียงซ่างเจินคิดอยู่หลายตลบก็ยังไม่เข้าใจ หวงถิงผู้นั้นต้อง ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ามันแน่นอน นางเป็ นคนหยิ่งทระนงจะตายไป
จูเหลี่ยนไม่ได้คิดจะปิดบัง บอกแค่ว่าตนก็แค่มอบคัมภีร ์เต๋าที่คัด ด้วยลายมือตัวเองให้นางไปหนึ่งเล่ม แม่นางหวงก็มานั่งอ่านหนังสือ อยู่ที่นี่พักหนึ่ง
นี่ก็คือวิถีรับรองแขกของพ่อครัวเฒ่า แค่นี้เท่านั้น
ตอนนั้นโจวอันดับหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคา มองลานเรือนที่อยู่นอก ขั้นบันได เพียงไม่นานก็คิดจนเข้าใจถึงจุดเชื่อมต่อของเรื่องราว แล้ว ก็ต้องทอดถอนใจด้วยความชื่นชม
คืนนี้มีคนกลุ่มใหญ่มารวมตัวพูดคุยกันอยู่ที่นี่ อันที่จริงหลักๆ แล้วคือมาฟังเรื่องน่าสนใจของใต้หล้าห้าสีที่เจิ้งต้าเฟิงเป็ นผู้เล่า
เจิ้งต้าเฟิ งพูดจาขบขันน่าสนใจ คล้ายกับว่าเป็ นพรสวสรรค์ อย่างหนึ่ง เรื่องราวที่ผ่านปากเขามักจะท าให้คนฟังหัวเราะก๊าก ท าให้ ผู้ฟังยิ้มอย่างชอบใจได้เสมอ
แล้วยังมีพ่อครัวเฒ่าคอยพูดสนับสนุนคล้อยตามอยู่ข้างๆ เรื่อง เดียวกันก็ยิ่งสนุกกว่าเดิมแล้ว
เมื่อครู่นี้ในบรรดาผู้ฟัง ฝ่ายชายมีนักพรตเซียนเว่ย เฉินหลิงจวิน ผู้ฝึกยุทธจงเชี่ยนสตรีมีเซี่ยโก่ว เพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหู และยังมี เกาจวิน เจ้าประมุขคนปัจจุบันของพรรคหูซาน
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันไปเยี่ยมเยือนพรรคหูซานด้วยตัวเองจึงได้ พานางออกมาจากพื้นที่มงคลรากบัวด้วยกัน เดิมทีเกาจวินคิดว่าจะ รีบกลับบ้านเกิดให้เร็ว ดังนั้นแรกเริ่มจึงแค่ติดตามเว่ยซานจวินไปที่ ภูเขาพีอวิ๋นเท่านั้น นางอยากทาความเข้าใจขนบธรรมเนียมของใต้ หล้าไพศาลแห่งนี้ให้ได้มากกว่าเดิม แต่จากนั้นนางก็ค้นพบว่าที่นี่มี สองเรื่องอย่างบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าและรายงานภูเขา สายน้า จึงทาให้นางตัดใจไปจากภูเขาลั่วพั่วไม่ได้เป็ นเหตุให้ กาหนดการเดินทางที่กาหนดไว้แล้วถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
เพียงแต่ว่าตอนนี้เจิ้งต้าเฟิงกลับไปแล้ว ลงเขาไปพร ้อมกับเซียน เว่ย
ส่วนเสี่ยวโม่ก็พาเฉินหลิงจวินไปที่อาณาเขตของลาคลองซี่ เหมย จากนั้นเซี่ยโก่วก็แอบติดตามไป บอกแค่ว่าให้อาจารย์ผู้เฒ่าจู เตรียมอาหารมื้อดึกไว้หน่อย เดี๋ยวนางกับเสี่ยวโม่จะกลับมากิน ไม่ ต้องรีบร ้อนไปท า
จูเหลี่ยนตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม ในเมื่ออยู่ว่างไม่มีอะไรทา อีกทั้ง ยังมีเพ่ยเซียงคอยช่วยพูดยุ จูเหลี่ยนจึงนอนเอนกายบนเก้าอี้หวาย แล้วก็หาเรื่องมาคุยแก้เบื่อไปตามหัวข้อที่นางยกมาพูดคุย
“การฝึ กตนไม่เคยเป็ นแค่เรื่องบนภูเขา แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็ น เรื่องข้างกายเจ้าและข้าเสมอ”
“ระหว่างชายหญิงผูกสมัครเป็ นสามีภรรยาคือวาสนา หนีไม่พ้น ว่าแบ่งออกเป็ นกรรมสัมพันธ ์กับบุญสัมพันธ ์ กรรมสัมพันธ ์ระดับหนึ่ง ก็คือมีชีวิตอยู่ในชาตินี้ ต่างฝ่ ายต่างทรมานกันและกัน พัวพันไม่ เลิกราทั้งยังไม่แยกจาก นานวันเข้าในใจก็เกิดความอาฆาตแค้น แล้ว ยังจะสืบเนื่องยาวนานไปถึงชาติหน้า กรรมสัมพันธ ์ระดับกลางคือสอง ฝ่ ายใช ้ชีวิตผ่านไปวันๆ มีแต่ความไม่พอใจ ต่างฝ่ ายต่างรู ้สึกว่าอีก ฝ่ ายติดค้างตน ถ้าอย่างนั้นจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มี ชีวิต ก็มีแต่ความทุกข์ความไม่สบายใจ กรรมสัมพันธ ์ที่เบาบางลงมา หน่อยคือแยกย้ายกันอย่างไม่สบอารมณ์กลางทาง ระหว่างทั้งสอง ฝ่ ายไม่ได้มีความแค้นต่อกันมากนัก วาสนาตื้นเขิน แยกทางเพราะ วาสนาหมดสิ้น”
“มีเพียงบุญสัมพันธ ์ที่จะสร ้างความสาเร็จให้แก่กัน อยู่ด้วยกันจน ผมขาว ถ้าอย่างนั้นค าว่าการฝึกตนก็หนีไม่พ้นการเอาใจเขามาใส่ใจ เรา เปลี่ยนจากกรรมสัมพันธ ์มาเป็ นบุญสัมพันธ ์ สืบทอดบุญสัมพันธ ์ ของชาตินี้ต่อไปเป็ นบุญสัมพันธ ์ในชาติหน้า ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าชาติ หน้าจะได้พบเจอกันด้วยสถานะแบบใด แค่เจอหน้าก็จะเหมือนคนที่
เคยรู ้จักกันมานานในใจเกิดความรักชอบ ดังนั้นระหว่างสามีภรรยา หากคิดจะมีน้าหนึ่งใจเดียวกัน มีชีวิตที่ดีร่วมกัน หากเริ่มต้นมีกรรม สัมพันธ ์ก่อนก็ควรคลี่คลายกรรมสัมพันธ ์แล้วจึงผูกบุญสัมพันธ ์ หากแต่เดิมก็คือบุญสัมพันธ ์ ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งง่ายแล้ว หนีไม่พ้นว่า ต้องสืบทอดบุญสัมพันธ ์ต่อไป”
เพ่ยเซียงคลี่ยิ้มหวาน “แต่ว่าบนโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีแค่ความรัก ชายหญิงและความสัมพันธ ์ระหว่างสามีภรรยาเท่านั้นไม่ใช่หรือ?”
จูเหลี่ยนวางสองมือทับซ ้อนกันไว้บนหน้าท้อง มือขวาตบหลังมือ ซ ้ายเบาๆ เอ่ยเนิบช ้าว่า “ระหว่างพ่อแม่และบุตรชายหญิง คือหนี้ บุตรชายหญิงมายังโลกใบนี้บ้างก็มาทวงหนี้กับพ่อแม่ บ้างก็มาใช ้ หนี้”