กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1037.3 ต่างคนต่างฝึกตน
“หากบุตรชายหญิงมาเพื่อทวงหนี้ ถ้าอย่างนั้นคนที่เป็ นพ่อแม่ก็ ต้องรีบใช ้หนี้ ยิ่งใช ้หมดเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น ดังนั้นเจ้าจะค้นพบว่า บนโลกใบนี้มีผู้อาวุโสบางคนที่ทั้งๆ ที่เป็ นตระกูลมีฐานะชื่อสัตย์เป็ น คนดี แต่ในตระกูลกลับมีลูกล้างลูกผลาญเกิดมาอย่างไร ้เหตุผลหาก ชาตินี้บุตรชายหญิงมาเพื่อชดใช ้หนี้ คนที่เป็ นพ่อแม่ย่อมต้องรู ้จัก ทะนุถนอมเห็นค่าอย่าได้ย่ายีให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์”
“ดังนั้นพวกเจ้าจึงจะเห็นว่าบางครอบครัว ไม่ว่าพ่อแม่จะพูดจา โหดร ้าย ทาเรื่องเห็นแก่ตัวแค่ไหน คนที่เป็ นลูกจะมีชีวิตยากลาบาก เท่าไร ต่อให้ตัวเองจะต้องทนรับความน้อยเนื้อต่าใจมหาศาลแค่ไหน ก็ยังยินดีที่จะยึดหลักของความกตัญญู”
“แน่นอนว่าก็มีลูกบางคนที่สามารถทาให้ครอบครัวที่เดิมที่ ยากจนเกิดร่ารวยมีความสุขขึ้นมาได้ นี่ก็คือการใช ้หนี้คืนของพวก เขาแล้ว”
“เจ้าคิดว่าสามีภรรยาหลายคนในใต้หล้าที่มีลูก พวกเขารู ้จริงๆ หรือว่าคนเป็ นพ่อแม่ควรเป็ นอย่างไร? อันที่จริงตอนแรกล้วนไม่มีใคร รู ้ ในเมื่อเป็ นเรื่องที่เจอครั้งแรกในชีวิต คนที่เป็ นพ่อแม่หากยังไม่ เตรียมตัวให้พร ้อมก็กลายเป็ นว่าไม่รู ้เลยว่าควรจะท าอย่างไร มักจะ เลอะเลือนอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเราไม่ย่างเท้าออกจากบ้าน แค่อยู่ใน
้
บ้านตัวเองก็ต้องเจอกับการพบพรากความสุขความทุกข์ที่ทาให้ หัวเราะทาให้ร ้องไห้ได้แต่เนิ่นๆ แล้ว”
ผู้ฝึกยุทธจงเชี่ยนที่นั่งอยู่บนม้านั่งยาวเพียงลาพังเอ่ยเสียงทุ้มต่า ว่า “อาจารย์จู ถ้าอย่างนั้นควรจะทาอย่างไรดี?”
หลักการเหตุผลควรต้องมีที่ให้นาไปใช ้ ไม่อย่างนั้นรู ้หลักการ เหตุผลยิ่งใหญ่เป็ นกระบุงโกย นอกจากแบกพวกมันเดินไปอย่าง เหน็ดเหนื่อยแล้วยังจะมีประโยชน์อะไรอีก
จูเหลี่ยนยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อย่าได้มีชีวิตอยู่เพื่อรับกรรมแม้ตายก็ ยังจะรักษาหน้าตา ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนอื่นควรต้องมีความ อดทนให้มาก ต้องกล้าที่จะยอมรับผิดต่อคนใกล้ชิดที่อยู่ข้างกาย ต้องพูดค าว่าขอโทษได้”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนดีที่ไม่เคยมีใจคิดร ้ายกับคนอื่น ทั้งยังเต็ม เปี่ยมไปด้วยความหวังดีต่อโลกใบนี้ ต้องระวังนิสัยใจคอของตัวเอง เป็ นพิเศษ ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี อย่าสร ้างภาพลักษณ์ ของคนที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร ้าย นิสัยแปรปรวนไม่แน่นอนให้กับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ชิด ไม่อย่างนั้นต่อให้มีเหตุผลก็จะ กลายเป็ นไร ้เหตุผล ถึงเวลาก็จะต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่”
“มีคากล่าวหนึ่งที่ใช ้บรรยายโทสะที่ไร ้เหตุผลของคนคนหนึ่ง เรียกว่าไฟไร ้นาม นามที่แปลว่าชื่อ อันที่จริงก็สามารถบรรยายว่าเป็ น ไฟไร ้แสงได้เหมือนกัน แสงที่แปลว่าแสงสว่างคิดดูแล้วความอ
้
ยุติธรรมทุกอย่างที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญ เมื่อค่อยๆ สะสมไว้ทีละนิดก็ จะต้องเปลี่ยนจากน้อยไปเป็ นมาก เพียงแต่ว่าเรื่องหยุมหยิมขี้หมูราขี้ หมาแห้งต่างก็กลายไปเป็ นอารมณ์ที่ตัวเองยากจะรู ้ตัวแล้ว ตัวเองคิด ว่าไม่เป็ นไร แต่จะใช่เสียที่ไหน นั่นคือกระดาษที่ห่อไฟไว้ไม่มิด การที่ ไม่รู ้ตัวเช่นนี้ก็น่าจะเรียกว่าไร ้แสง (แปลได้อีกอย่างว่าอวิชชาหรือ ความไม่รู ้) แล้ว
“เมื่อพวกเราคิดมากเกินไป ทาน้อยเกินไป จะสามารถหว่านไถ หนึ่งส่วนเก็บเกี่ยวหนึ่งส่วนได้อย่างไร”
“แต่หากท ามากเกินไป คิดน้อยเกินไป แล้วจะสามารถรักษา จิตใจอันดีงามของตัวเองไว้ได้อย่างไร”
“พวกเราจะใช ้ชีวิตโดยเอาแต่คิดว่าตัวเองพยายามมากพอแล้ว ไม่ได้”
“แต่ก็ไม่ต้องกลัวไป อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ไฟโทสะทั้งหมดที่ ระบายออกมาล้วนมีอุณหภูมิสูงต่า ขอแค่ทาให้คนข้างกายรู ้ อย่าได้ เก็บกลั้นเอาไว้ในใจก็พอ แน่นอนว่าก็อย่าให้มันร ้อนลวกท าร ้าย จิตใจของคนอื่น ดังนั้นนอกจากจะทาให้อีกฝ่ ายรู ้ว่าตัวเองคิดอย่างไร แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องรู ้ด้วยว่าอีกฝ่ ายคิดอย่างไร ยังไม่ต้องสนใจ ความถูกความผิดของทั้งสองฝ่ าย ไม่ต้องสนว่าแต่ละคนมีเหตุผล หรือไม่”
้
“ในนี้มีเคล็ดลับเล็กๆ อยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คืออย่าได้ว่าไปตามเนื้อผ้า กับคนสนิทคนอื่นๆ เว้นจากบุตรชายหญิง แน่นอนว่ากับลูก กับคาสั่ง สอนของตระกูล กับการตั้งกฎเกณฑ์ จะต้องไม่มีเหตุผลให้พูดถึง แน่นอน เรื่องบางอย่างก็ควรจะทาเช่นนี้ หากลูกๆ เข้าใจได้ย่อมดี ที่สุด หากไม่เข้าใจก็แค่ท าตามไป ยกตัวอย่างเช่นออกจากบ้านไป อยู่ข้างนอก เจอกับผู้อาวุโสแล้วต้องทักทาย ท าผิดก็ต้องยอมรับผิด ในเรื่องที่ทาไปกับคนอื่น ไม่ใช่ว่าเจ้ายอมรับผิดเพียงเพราะอีกฝ่ าย รู ้สึกไม่ชอบใจหรือพ่อแม่ไม่ชอบใจ คนที่เป็ นพ่อแม่ก็ไม่อาจไป ยอมรับผิดแทนกันได้”
ในที่สุดเกาจวินก็ทนไม่ไหวเปิ ดปากถามว่า “อาจารย์จู ข้ามี คาถามอยู่ข้อหนึ่ง คาว่า “ว่าไปตามเนื้อผ้า” ไม่ว่าจะบนหรือล่างภูเขา ก็ล้วนถือเป็ นค ากล่าวในเชิงบวกเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
“ถึงได้บอกว่าเป็ นเคล็ดลับอย่างหนึ่งไงล่ะ หากทุกคนรู ้ก็ไม่มีอะไร ให้ต้องเอามาพูดกันแล้ว”
จูเหลี่ยนหัวเราะ ผู้เฒ่าใช ้น้าเสียงเนิบช ้าที่คล้ายจะเป็ น เอกลักษณ์ของตัวเขาเองเอ่ยเสียงเบานุ่มนวลว่า “เมื่อมีเรื่องเรื่องหนึ่ง ที่ทาให้พวกเราต้องสงสัย ต้องปฏิเสธคนในครอบครัว ก็มักจะน าพา อารมณ์บางอย่างมาด้วย คาพูดแรงๆ คงเป็ นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่มันมี ประโยชน์หรือ? ก็อาจจะมีประโยชน์ แต่ที่มากกว่าคืออาจจะทาให้ เรื่องราวย่าแย่ยิ่งกว่าเดิม ทะเลาะกันไปเถียงกันมา แต่ละคนพูดถึงแค่ ในมุมของตัวเอง ทะเลาะกันจนท้ายที่สุดก็ออกนอกเรื่องไปแล้ว เริ่ม
้
ไปพลิกค้นบัญชีเก่ากันแล้ว เพื่อให้ตัวเองถูกก็ไปหาเหตุผลสารพัด อย่าง หรือไม่ก็ใช ้ความถูกต้องบางอย่างไปปฏิเสธความถูกต้องของ อีกฝ่ าย เมื่อเป็ นเช่นนี้พวกเราจะสามารถ “ว่าไปตามเนื้อผ้า” กันได้ จริงหรือ?”
“บุรุษชอบใช ้เหตุผล สตรีให้ความส าคัญกับความรู ้สึก บุรุษคน หนึ่งหากเอาแต่ไม่เข้าใจอารมณ์ที่มองดูคล้ายประหลาด ไร ้เหตุผล และเอาแต่ใจของสตรี คิดว่าเดิมทีนี่ก็คือเหตุผลอย่างหนึ่ง ถ้าอย่าง นั้นก็ยากที่จะอธิบายเหตุผลของตัวเองให้เข้าใจกันได้แล้ว”
“นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช ้เหตุผลเพียงเพื่อจะเถียงเอาชนะกัน เลย คิดแต่เรื่องแพ้ชนะกัน สองฝ่ายเป็ นกันแบบนี้นานวันเข้าก็ย่อมจะ รู ้สึกว่าอีกฝ่ ายคือคนที่มิอาจพูดคุยสื่อสารด้วยได้ สองสามีภรรยาที่ นอนร่วมเตียงร่วมหมอน ไม่มีที่ให้หลบเลี่ยง ไม่มีที่ให้หนีพ้นสุดท้าย สองคนก็คงได้แต่เงียบงัน ต่างคนต่างน้อยใจกันเท่านั้นกระมัง”
“กับความผิดพลาดทั้งหมดของคนอื่น ของโลกใบนี้ บางทีพวก เราอาจจะชอบเอ่ยสามค าว่า “ข้าคิดว่า”
เกาจวินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็พยักหน้ารับเบาๆ
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ย้อนกลับมายังภูเขาลั่วพั่วอีกครั้ง ฟังด้วยสีหน้าสดชื่นมีชีวิตชีวา นั่งแปะลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ยกนิ้วโป้ ง เอ่ยชมเชยเสียงดัง “อาจารย์จู เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลยนะ!”
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “ผู้ชายต้องคิดให้มากหน่อย”
้
เซี่ยโก่วพยักหน้าแรงๆ อาจารย์จูพูดได้ดีมาก ประโยคนี้ หลักการเหตุผลเช่นนี้ กล่าวได้ดีที่สุด
หากจะบอกว่าสิ่งที่ทาให้เซี่ยโก่วค่อยๆ เปลี่ยนความคิดเริ่มรู ้สึก ว่าภูเขาลั่วพั่วก็คือสถานที่ที่ดีจากใจจริง ถ้าอย่างนั้นพ่อครัวเฒ่าข้าง กายอย่างจูเหลี่ยนผู้นี้ก็ต้องได้คุณความชอบไปครึ่งหนึ่ง!
จูเหลี่ยนเอ่ยอีกว่า “ทุกคนล้วนเป็ นผีขี้เกียจ เกิดมาก็มีนิสัยเกียจ คร ้าน ดังนั้นข้าจึงรู ้สึกมาโดยตลอดว่าหลักการเหตุผลบางอย่างใน ตารา หรือบางประโยคที่ฟังมาจากปากของคนอื่น หลักการเหตุผลที่ แค่ฟังก็ทาให้คนรู ้สึกผ่อนคลายพวกนั้น ยากมากที่จะทาให้ชีวิตของ พวกเราดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หลักการเหตุผลที่ดีกลับจะกลายเป็ นว่าแค่ ฟังก็ท าให้พวกเรารู ้สึกไม่สบายใจเป็ นเท่าตัว พอลงมือทาก็ยิ่งยาก เกินจะทนรับได้ไหว”
“ดังนั้นหากคืนนี้แม่นางเซี่ยฟังข้าบ่นไปมากมายขนาดนี้ พอถึง เวลากลับรู ้สึกแค่ว่าประโยคนี้ถูกใจ มีเหตุผล ฟังเข้าหูไปแล้ว จากนั้น ก็จดจาประโยคนี้แต่ลืมประโยคอื่นก็สู้ไม่ฟัง ไม่เคยได้ยินสักค าเสียยัง ดีกว่า”
เซี่ยโก่วยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
อาจารย์ผู้เฒ่าจูมีตบะสูงส่งลึกล้าจริงๆ
เสี่ยวโม่ที่เพิ่งจะกลับเข้ามาในเรือนยิ้มอย่างชอบใจ
จูเหลี่ยนเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “เสี่ยวโม่อ่า เจ้ายิ้มอะไร โง่หรือไร”
้
อาจารย์เสี่ยวโม่กับแม่นางเซี่ย เขาไม่ช่วยใครสักคน ปฏิบัติต่อ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เสี่ยวโม่เพิ่งจะเก็บรอยยิ้มก็หลุดหัวเราะออกมาอีกอย่างอดไม่ไหว เซี่ยโก่วกะพริบตาปริบๆ โอ้โห รับไม่ไหว รับไม่ไหว เสี่ยวโม่ใน วันนี้ช่างอ่อนโยนจริงๆ ดูเหมือนว่าจะหล่อเหลากว่าเมื่อวานอีกหลาย
ส่วนเลยจูเหลี่ยนมองม่านฟ้ า เงียบไปพักใหญ่
หลักการเหตุผลข้อหนึ่งที่มองดูเหมือนเรียบง่ายมาก สรุปแล้ว ต้องใช ้หลักการเหตุผลกี่มากน้อยมาประคับประคอง?
ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่ใช ้วิธีการบวกที่มี ตัวเลขที่แน่นอนเพียงตัวเดียว ถ้าอย่างนั้นหากขาดหลักการเหตุผล ข้อใดไป คาตอบก็คือผิดเท่านั้น
คืนสติกลับมา จูเหลี่ยนก็ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่พูดถึงเรื่องนอกภูเขาแล้ว บนภูเขาลั่วพั่วก็มีอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือพยายามไม่ให้ใครรู ้สึกว่าได้รับ ความอยุติธรรม แน่นอนว่าท าได้ยากมาก ถ้าอย่างนั้นก็พยายามจะ ให้ทุกคนได้รับความอยุติธรรมน้อยหน่อย”
ความอยุติธรรมบางอย่างที่ไม่ยินดีจะเปิดปากพูดกับคนอื่นมา จากการที่ไม่ได้รับการตอบรับจากคนข้างกาย เสียงในใจที่มาจาก ความคาดหวัง ความเพ้อฝัน ความปรารถนาประหนึ่งเสียงรัวกลองที่ ดังอยู่ในหัวใจ ก้องสะท้อนอยู่ระหว่างฟ้ าดินของตัวเอง แต่นอกหัวใจ
้
กลับมีแต่ความเงียบงัน เป็ นความเงียบที่ไร ้เสียงไปตลอดกาล นี่ก็ เหมือนคนคนหนึ่งที่ตะโกนจนเสียงแหบแห้งกลายเป็ นใบ้ แต่ข้างกาย ก็ยังไม่มีใครที่ได้ยิน ยิ่งนานวันคนผู้นี้ก็จะยิ่งไม่ชอบพูดคุย จะเงียบงัน ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็ นคนใบ้คนหนึ่ง
จูเหลี่ยนเอ่ยเสียงเบา “อย่าเพิ่งไปสนใจว่าจะมีหรือไม่มีเหตุผล จะ ถูกหรือจะผิด แต่ควรต้องยินดีพูดความคิดของตัวเองให้คนอื่นฟัง ท าไมถึงต้องพูดบางประโยค ท าไมถึงต้องทาบางเรื่อง บอกกับอีกฝ่ าย อย่างตรงไปตรงมา ข้าคิดแบบนี้ พวกเจ้าล่ะคิดอย่างไร?”
อันที่จริงในเรื่องนี้ คนของภูเขาลั่วพั่วที่ทาได้ดีที่สุดคือเฉินหลิง จวิน บางทีระดับรองลงมาถึงจะเป็ นเจ้าขุนเขาเฉินผิงอันด้วยซ้า
ยกตัวอย่างเช่นหากเฉินหลิงจวินเจอกับเรื่องที่อัดอั้นตันใจ ตอน แรกเขาจะต้องรู ้สึกน้อยเนื้อต่าใจอย่างสุดแสน รู ้สึกเพียงว่าทาไมนาย ท่านถึงไม่อยู่ข้างกาย เพียงแต่ว่าหากวันใดเฉินผิงอันกลับมาบ้าน เขาจะต้องเอาไปฟ้ องแน่นอน! หรือยกตัวอย่างเช่นไปเดินลงน้าที่อุตร กุรุทวีป พอถึงช่วงเวลาสาคัญที่ต้องเดินจากช่วงที่ปากลาน้าใหญ่ ไหลเข้าสู่มหาสมุทรเฉินหลิงจวินก็คิดว่าอย่างมากก็แค่กลับภูเขาลั่ว พั่ว ถูกเฉินผิงอันด่าไปรอบหนึ่ง ถูกสั่งสอนไปรอบหนึ่ง อะไรที่ควรทา ก็ท าไป ขอแค่ไม่ถูกไล่ลงจากภูเขา นายท่านใหญ่อย่างข้าก็ยังเป็ น วีรบุรุษเป็ นลูกผู้ชายอยู่ดี
ภูเขาลั่วพั่วมีทัศนียภาพอย่างในทุกวันนี้ได้
้
ทุกคนต่างก็รู ้สึกว่าเฉินผิงอันที่ชอบเป็ นเถ้าแก่สะบัดมือทิ้งร ้านมี กิจการใหญ่โตขนาดนี้ได้ก็เพราะเหยียบโชคดีขี้หมา
ถึงขั้นที่ว่าผู้ฝึกตนภายนอกที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับภูเขาลั่วพั่วดีก็ ยังรู ้สึกว่าบุคคลที่ย้ายรังไปไหนไม่ได้อย่างจูเหลี่ยนเป็ นคนคอยช่วย เหลืออยู่
นี่ก็คือคนวงในมองเส้นสนกลในออก คนวงนอกได้แต่มองเรื่อง ครึกครื้นแล้ว
เฉินผิงอันเคยส่งจดหมายทางบ้านกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วฉบับหนึ่ง ไหว้วานให้เว่ยป้ อน ามามอบให้
ในจดหมายมีเนื้อหาบรรทัดหนึ่งที่เขียนด้วยตัวอักษรแบบบรรจง เล็กเท่าหัวแมลงวันว่า “หน่วนซู่เป็ นคนเปิด เผยเฉียนเป็ นคนอ่าน หมี่ ลี่เป็ นคนเก็บจดหมาย
ปีนั้นหลังจากที่พวกนางได้รับจดหมายแล้ว หัวเล็กๆ สามหัวก็สุม กันอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ถ่านดาน้อยอ่านเนื้อหาในจดหมายซ้าไปมาสาม รอบ
จูเหลี่ยนลุกขึ้นยืน ถูมือเอ่ยว่า “ไปทาอาหารมื้อดึกแล้ว เสี่ยวโม่ ไปช่วยกันหน่อย”
เสี่ยวโม่ลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้ม เขาคุ้นเคยกับการเป็ นลูกมือให้ อาจารย์จูในห้องครัวแล้ว
้
ทุกคนกินอาหารมื้อดึกร่วมโต๊ะกัน เพ่ยเซียงกับเกาจวินที่เดิมที นิ้วทั้งสิบไม่เคยต้องแตะต้องงานบ้านงานเรือนก็ช่วยเก็บชามเก็บ ตะเกียบด้วย ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับที่พัก
ความครึกครื้นผ่านไป จูเหลี่ยนนอนเอนกายบนเก้าอี้หวายเพียง ล าพัง พูดคล้ายพึมพ ากับตัวเองว่า “ลู่เฉิน คิดว่าอย่างไร?”
ลู่เฉินที่ไม่รู ้ว่ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่นั่งอยู่ตรงหัวกาแพง หัวเราะ ร่วนเอ่ยว่า “มีค าถามเล็กๆ ข้อหนึ่ง หลักการเหตุผลบางอย่างคนที่ใช ้ เหตุผลเองก็ยังท าไม่ได้เลยนะ”
“ในเมื่อเป็ นเช่นนี้ หลักการเหตุผลพวกนั้นก็จะไม่ดีแล้วหรือ?”
“หากเจ้าพูดแบบนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ”
จูเหลี่ยนหันไปร ้องเพ้ยใส่พื้น “นั่งอยู่บนกิ่งไม้ในสวน โจรบุปผา ทาสเอวหยก!”
ลู่เฉินหลุดข าอย่างอดไม่อยู่ “ประหลาดนัก ด่าตัวเองท าไมกัน”
ลู่เฉินกระโดดผลุง พลิ้วกายลงบนพื้นดินในลานเรือน เดินตรงดิ่ง ไปที่เก้าอี้หวายตัวนั้นนอนเอนกายเลียนแบบจูเหลี่ยน เอ่ยอย่างเกียจ คร ้านว่า “จากลากันนานหลายปี พูดคุยกันสักหน่อยไหม?”
จูเหลี่ยนนั่งอยู่บนขั้นบันได สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “จะคุยอะไร?”
ใบหน้าของลู่เฉินประดับรอยยิ้มน้อยๆ หลับตาลง
้
จูเหลี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง
พริบตานั้นโลกมนุษย์ท่ามกลางม่านราตรีก็คล้ายกับมีความฝัน ของสรรพชีวิตที่มากมายเกินกว่าจะนับได้หมด ปานประหนึ่งตะเกียง ที่มารวมตัวกันหนาแน่น สีสันหลากหลาย พากันบินทะยานขึ้นสูง
……
ใต้ชายคาของโรงเรียน ซิ่วไฉเฒ่านอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวาย อย่างสุขสบาย เฉินผิงอันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ข้างกัน โบกพัดใบลาน เบาๆ
จ้าวซู่เซี่ยกับหนิงจี๋นั่งกันอยู่อีกด้านหนึ่ง
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มถาม “หนิงจี๋ ก่อนหน้านี้พูดกับเจ้าไปมากมาย เจ้า ฟังเข้าใจหรือไม่?”
หนิงจี๋ส่ายหน้า เอ่ยอย่างเขินอายว่า “อาจารย์ปู่ แทบจะไม่เข้าใจ เลย”
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะฮ่าๆ “ไม่เป็ นไรๆ ให้อาจารย์เจ้าใช ้ถ้อยคา บ้านๆ มาอธิบายให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
เฉินผิงอันจึงยิ้มแล้วอธิบายให้ฟังหนิงจี๋ฟังด้วยถ้อยคาที่เรียบง่าย ไปรอบหนึ่ง
้
หนิงจี๋จดจาคากล่าวสองอย่างไว้ขึ้นใจ บางครั้งที่ยังมีจุดที่ไม่ เข้าใจก็จะเปิดปากถามอาจารย์ เฉินผิงอันก็จะเปลี่ยนมาใช ้คาอธิบาย อย่างใหม่
ผู้เฒ่าฟังไปฟังมาก็หลับสนิทไปอีกครั้ง ส่งเสียงกรนเบาๆ จ้าวซู่เซี่ยกับหนิงจี๋เดินด้วยฝี เท้าแผ่วเบาไปปูผ้านอนที่พื้น ห้องครัว
มีเพียงเฉินผิงอันที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมอยู่เป็ นเพื่อนอาจารย์ของตน เงียบๆ
บนพื้นที่ว่างเปล่านอกโรงเรียนยังพอจะมองเห็นรอยขีดเป็ นรูป สี่เหลี่ยมที่พวกเด็กนักเรียนเล่นกระโดดข้ามช่องได้เลือนราง
คงเป็ นเพราะวัยเยาว์ก็คือการกระโดดข้ามช่องที่ไร ้ทุกข์ไร ้กังวล เช่นนี้ ในช่องสี่เหลี่ยมคือบ้านของตัวเอง ส่วนนอกช่องสี่เหลี่ยมก็คือ วิถีทางโลกด้านนอก