กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1038.2 สวรรค์เป็ นใจ
สุดท้ายเฉาหรงขยับสายตามองไปยังเด็กสาวตัวด าผอมแห้ง แต่ กลับใช ้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าชื่อหนีชิง ใช่ไหม? เจ้ามีวาสนากับ อาจารย์ของผินเต้า อาจารย์สั่งให้ข้านาพาเจ้าขึ้นเขาฝึกตน เจ้ายินดี หรือไม่?”
เด็กสาวถามอย่างขลาดๆ “ไม่ทราบว่าอาจารย์ของเฉาเทียนจวิ นคือใคร ข้าเคยเจอเขาหรือไม่?”
เฉาหรงยิ้มเอ่ย “พวกเจ้าได้เจอกันแล้ว ก็คือคนที่ส่วนลึกในใจ ของเจ้าคิดว่าเป็ นไปไม่ได้มากที่สุด”
ในโลกมนุษย์มีทั้งอวี๋โต้วผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริง มีเกากูแห่ง ต าหนักหัวยาง ผู้บรรลุมรรคาที่เงียบขรึมพูดน้อย ต่อให้ไม่พูดจาก็ สามารถปฏิเสธให้คนอยู่ห่างไปไกลนับพันลี้ได้
แล้วก็มีทั้งหลี่เซิ่ง เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงแห่งป๋ ายอวี้จิง จ้าวเทียน ไล่เทียนชื่อแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ที่เป็ นบุคคลซึ่งสงบเยือกเย็น ทาให้ คนรู ้สึกเหมือนอาบไล้อยู่ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ
แล้วก็มีเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว ซิ่วหู่ชุยฉาน บุคคลที่ดู เหมือนว่าทุกคนอยากทาเพียงแค่เคารพอยู่ไกลๆ เท่านั้น
สรุปก็คือต่างก็มีนิสัยที่โดดเด่นและมาดของคนบนยอดเขา แตกต่างกันไป
แต่ก็มีอย่างลู่เฉินอาจารย์ของตน อย่างซิ่วไฉเฒ่า ชุนไหวจงแห่ง อารามเสวียนตูที่เป็ นคนพูดง่ายอย่างมาก
ค าถามถัดมาของเด็กสาวท าให้เฉาหรงรู ้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เฉาเทียนจวิน เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาคือใคร? คนที่สวมรองเท้า สานสะพายกระบี่น่ะ”
เฉาหรงยิ้มบางๆ ตอบว่า “คือเฉินผิงอัน เจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่ว พั่ว อิ่นกวานคนสุดท้ายของกาแพงเมืองปราณกระบี่”
เด็กสาวอ้าปากกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เป็ นเขา? จะเป็ นไปได้อย่างไร?!
“เด็กหนุ่ม” คนนั้น เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็ นนักต้มตุ๋นที่ไม่ว่าจะพูดจา หรือท าอะไรก็ล้วนไม่น่าเชื่อถือ
แต่หากเป็ นเขาจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่เซียนกระบี่ที่พวกพี่ หญิงโจวและพวกท่านลุงหลิวพูดถึงซ้าแล้วซ้าเล่า ทุกครั้งที่หากเอ่ย ชื่อของอีกฝ่ายก็ดื่มเหล้าได้มากขึ้นหรอกหรือ?
จาได้ว่าเมื่อก่อนนางได้ยินมากเข้ายังอดพูดหยอกล้อไม่ได้ว่า ชื่อ “เฉินผิงอัน” นี้ก็คือกับแกล้มแกล้มสุราที่ดีที่สุดแล้ว
ในจวนเฝิ่นหวานของภูเขาเหอฮวานเหมือนเกิดฟ้ าผ่าอย่างไม่ ทราบสาเหตุ เป็ นเหตุให้ผู้ฝึกตนอิสระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เถื่อนมากมาย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เพียงแค่เพราะบรรพจารย์เซียงจวินเจ้าตาหนักหลิงเฟยที่อยู่ใน ห้องรับรองด้านข้างซึ่งมีแขกอยู่น้อยที่สุดแห่งนั้นได้ถอนเวทอา พรางตาทิ้งไป เปิดเผยตัวตน ออกหน้าทาการเก็บกวาดครัวเรือนด้วย ตัวเอง
จ้าวฝูหยางแห่งจวนอินอวินและอวี๋ฉุนจือแห่งจวนเฝิ่นหวาน คู่รัก ผู้ฝึกตนอิสระที่ต่างก็มีชาติกาเนิดจากภูตคู่นี้ได้แต่อยู่เฉยรอให้อีก ฝ่ายจัดการแต่โดยดี ไม่มีการต่อต้านใดๆ
พวกเขานาพาบุตรชายหญิงมานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบรรพ จารย์เซียงจวินที่มีฉายาว่าต้งถิง
ในสายตาของแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงรับลูกเขยซึ่งมีทั้งคนดีและ คนเลวปะปนกัน นี่คือการเลือกที่ชาญฉลาดซึ่งไม่ได้น่าแปลกใจอะไร ภูเขาเหอฮวานลูกนี้มีเขียนดินโอสถทองอยู่แค่สองคนเท่านั้น ไม่ เพียงพอจะต่อกรกับเจินจวินลัทธิเต๋าขอบเขตหยกดิบที่สามารถ บุกเบิกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองไว้ในซากปรักสนามรบคน หนึ่งได้เลย หากดื้อรั้นต่อต้านนอกจากจะแหลกสลายกลายเป็ นเถ้า ธุลีเพียงแค่อีกฝ่ายดีดนิ้วทีเดียวแล้ว ยังจะมีจุดจบอะไรได้อีก?
ไม่ต้องให้ใครส่งเสียงเตือน ผู้คนที่อยู่ในอาณาเขตของภูเขา เหอฮวานต่างก็เลียนแบบครอบครัวของจ้าวฝูหยาง พากันนั่งคุกเข่า อยู่ในห้องโถงจัดเลี้ยงแต่ละห้อง
บรรยากาศอันตรายล่อแหลมที่แม้กระทั่งเข็มตกก็ยังได้ยิน ไม่รู ้ ว่าเป็ นวีรบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญคนใดที่ถึงกับส่งเสียงเรอ ขึ้นมาอย่างไม่ถูกกาลเทศะ
น่าเสียดายที่ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่ลองวิเคราะห์ ต าแหน่งจากเสียง ดูเหมือนจะอยู่ในห้องข้างที่บรรพจารย์เซียงจวิน อยู่?
เวลานี้ในมือเซียงจวินมี “สมุดบัญชี” เพิ่มมาเล่มหนึ่ง เป็ นอวี๋ ฉุนจือที่ประคองส่งมาให้ด้วยสองมือ ในสมุดจดบันทึกว่ากลุ่มผู้กล้า ในอาณาเขตภูเขาเหอฮวานที่เป็ นหนึ่งเดียวกันแม้กระทั่งจวนสู่เยว่ ของทะเลสาบร ้อยบุปผา และหลี่ถึงเทพภูเขาอูเถิงที่คอยรับใช ้พวก เขาด้วยความภักดีสุดจิตสุดใจ ได้กระทาเรื่องชั่วร ้ายใดลงไปในวัน เดือนปีใดบ้าง ทุกเรื่องล้วนถูกเปิดโปงทั้งหมด
เซียงจวินพลิกอ่านสมุดบัญชีด้วยสีหน้าเย็นชาจบอย่างว่องไว ปิดสมุดลงแล้วโยนไปที่ข้างเท้าของภูตจิ้งจอกตนนั้น เอ่ยด้วยน้าเสียง เรียบเฉยว่า “พวกเจ้าจงนาสมุดเล่มนี้ไปส่งมอบให้กับราชส านัก ทั้งหลายด้วยตัวเอง ให้พวกเขาเป็ นคนจัดการ ใครที่ควรฆ่าก็ฆ่า คน ที่เหลือมีโทษไม่สมควรตาย ควรจับขังก็ขัง ควรจัดการก็จัดการ”
นักพรตหนุ่มนั่งอยู่ที่เดิม ยกสองขาไขว่ห้าง แยกปากกว้าง กาลัง ใช ้ไม้จิ้มฟันแคะฟัน เมื่อครู่ก็คือเจ้าคนขวัญกล้าเทียมฟ้ าผู้นี้ที่ส่งเสียงเรอออกมา เซียงจวินได้ใช ้เสียงในใจพูดคุยกับจ้าวฝูหยางจบไปก่อนแล้ว
เพราะกลัวว่าจะท าให้จ้าวฝูหยางตกใจ นางจึงไม่กล้าบอกว่าเจ้า ลัทธิลู่ได้เดินทางมาที่ภูเขาเหอฮวานแล้ว เซียงจวินพูดแค่ว่าเวลานี้ อาจารย์ของนางน่าจะจับตามองความเคลื่อนไหวของที่นี่อยู่ไม่ไกล นัก
ในฐานะลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อชั่วคราวของเทียนจวิน เฉาหรง จ้าวฝูหยางจะต้องไปฝึ กตนอยู่ในตาหนักหลิงเฟยเพื่อทา ความดีชดใช ้ความผิด
ส่วนในอนาคตจะได้เดินเข้าห้อง กลายเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของ เทียนจวินได้หรือไม่ก็ต้องดูที่ “วาสนา” ของจ้าวฝูหยางเองแล้ว
เซียงจวินกล่าว “หยกลัญจกรสามชิ้น จงรีบมอบกลับคืนให้ราช สานักแคว้นชิงซึ่งโดยเร็วที่สุด”
จ้าวฝูหยางเขียนอิสระที่พยศยากจะการาบผู้นี้ใช ้สองมือดันพื้น โขกหัวเสียงดัง เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “น้อมรับคาสั่งเจ้าตาหนัก”
ไม่พูดถึงสถานะ “ไม่ได้รับการบันทึกชื่อ” หากนับกันตามลาดับ อาวุโส เซียงจวินก็ถือเป็ นศิษย์พี่หญิงของจ้าวฝูหยางแล้ว แต่ถึง อย่างไรนางก็ยังมีสถานะของเจ้าต าหนักอยู่
สาวใช ้ที่คอยยกน้าส่งชาสองคนของจวนเฝิ่ นหวานอย่างอวี๋อี๋ โหยวและอวี๋หรงอวี่นึกไม่ ถึงว่าคาพูดเหลวไหลของนักพรตหนุ่มก่อน หน้านี้จะกลายเป็ นความจริง กลายเป็ นดั่งคาท านายไปได้
พวกนางแต่ละคนต่างก็ได้รับโชควาสนาใหญ่เทียมฟ้ า เป็ นดั่งคา กล่าวที่ว่า “เวลาเกิดและแปดอักษรสอดคล้องต้องกัน จะมีโชคดีมา เยือน จริงๆ
ที่แท้อวี๋อี๋โหยวก็ถูกบรรพจารย์เซียงจวินเลือกตัว นับแต่นี้ไปนาง ได้กลายเป็ นผู้ฝึ กตนบนท าเนียบของต าหนักหลิงเฟยแล้ว ส่วนจะ กราบใครเป็ นอาจารย์ยังต้องรอไปก่อน กลับไปถึงต าหนักหลิงเฟยจะ มีการจัดประชุมศาลบรรพจารย์อีกที ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน ส่วนอวี๋ห รงอวี่ก็ถูกสิงจื่อแห่งอารามจินเซียน “ถูกใจ” ในฐานกระดูกด้านการ ฝึกตน กลายเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนางโดยตรง เมื่อเป็ นเช่นนี้ พวกนางต่างก็ได้รับโชควาสนาตระกูลเซียนที่เท่ากับได้เดินขึ้นฟ้ าใน ก้าวเดียวจริงๆ แล้ว สามารถเปลี่ยนจากผู้ฝึ กตนอิสระที่สถานะต่า ต้อยดุจพืชหญ้า ได้รับเกียรติให้กลายมาเป็ นผู้ฝึกตนทาเนียบ อีกทั้ง คนหนึ่งยังได้อยู่ในศาลบรรพจารย์ของตาหนักลัทธิเต๋า อีกคนหนึ่งก็ เป็ นผู้สืบทอดของเซียนดิน คือเรื่องงดงามที่แม้แต่ฝันพวกนางก็ยังไม่ กล้าฝัน
ผู้ฝึ กตนหญิงทั้งสองหลั่งน้าตาด้วยความยินดีอย่างอดไม่อยู่ เพียงแต่ว่านอกเหนือจากความตกตะลึงระคนยินดีแล้วพวกนางก็แอบ สบตากันด้วยความรู ้สึกสงสัยคลางแคลงไม่ได้
ปากของนักพรตหนุ่มคนนั้นทานายได้แม่นยาถึงเพียงนี้เชียว หรือ?
นักพรตยากจนที่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ใช ้ไม้จิ้มฟันแคะฟันหัน มายักคิ้วหลิ่วตา ยิ้มหน้าทะเล้นให้พวกนาง
ป๋ ายเหมาเจ้าจวนที่มาจากจวนชิงป๋ ายสันเขาเซียจื่อรู ้สึกเลื่อมใส อีกฝ่ ายยิ่งนัก นึกอยากจะให้บรรพจารย์เซียงจวินช่วยดูฐานกระดูก ให้ตนสักหน่อยว่าพอจะถือเป็ นวัตถุดิบที่ดีในการฝึ กตนได้บ้าง หรือไม่ เจ้าจวนป๋ ายไม่เรียกร ้องอะไรมาก อย่าว่าแต่ผู้สืบทอดเลย ให้ เป็ นลูกศิษย์นักการฝ่ายนอกก็ยังได้
ผีที่อยู่ในรูปลักษณ์ของปัญญาชนสวมชุดคลุมนกกระสาผู้นี้ กลับไม่รู ้ตัวเลยว่า คืนนี้คนที่ได้วาสนาใหญ่ที่สุดไม่มีหนึ่งใน ก็คือตัว เขาเอง
สมุดภาพที่นักพรตลู่แทบจะบังคับซื้อบังคับขายเล่มนั้น เจ้า จวนป๋ ายที่คิดว่าตัวเองถูกหลอก หากจะพูดกันจริงๆ เขาก็แค่จ่ายเงิน เกล็ดหิมะซื้อมาแค่สองเหรียญเท่านั้น
มือหนึ่งส่งเงินมือหนึ่งมอบของ สองหน้าของสมุดภาพมีคัมภีร ์ เต๋าตัวอักษรสีทองเพิ่มมาสองบท มองดูเหมือนลู่เฉินคุยโว บอกว่า
“ตัวอักษรพันกว่าตัวนั้นสูงส่งยอดเยี่ยมเกินจะเปรียบ แต่แท้จริงแล้ว นั่นก็คือ “ตารับอมตะ” ที่บริสุทธิ์ตรงไปตรงมาที่สุดของฟ้ าดินอย่างไม่ ต้องสงสัย
คัมภีร ์ท่อนบนชี้ตรงไปที่โอสถทอง รอกระทั่งป๋ ายเหมากลายเป็ น เซียนดินได้ส าเร็จก็จะเหมือนน้ามาคูคลองก่อเกิด อ่านเนื้อหาของบท กลาง มรรคกถาจะชี้ตรงไปที่หยกดิบ
เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นรากฐานในการฝึกตนของเจินเหรินกระดูก ขาวหนึ่งในตัวสารองของใต้หล้ามืดสลัว ต่อให้เจ้าจะเป็ นผู้ฝึกตนบิน ทะยาน ใครเล่าจะกล้าดูแคลน
ดังนั้นถึงได้บอกว่าเจ้าลัทธิลู่ออกมานอกบ้าน สามารถได้กิน ของดีอิ่มหนาในทุกที่ที่ไปเยือนก็ล้วนอาศัยฝี มือการแสดงอันยอด เยี่ยมที่ “เพียงแค่อาศัยการฝึกฝนจึงชานาญ” เท่านั้น
ตอนนี้นอกจากสุราซึ่งหมักด้วยกรรมวิธีลับของจวนเฝิ่นหวาน ไม่กี่กาในท้องแล้ว คนที่มีน้ารสขมอยู่มากที่สุดเกรงว่าก็น่าจะเป็ นจาง เซี่ยงเต้าหูจวินแห่งจวนสู่เยว่แล้ว
งานแต่งงานเชื่อมสัมพันธ ์ดีๆ ครั้งหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าเท้าหน้าพวก เขาเพิ่งจะเดินพ้นจากบ้านมาได้ไม่กี่วัน รังเก่าบ้านพวกเขาที่อยู่ ด้านหลังก็ถูกคนทุบจนแหลกเละ ไม่เพียงเท่านั้น หายนะไม่ได้มา เดี่ยวๆ ถึงกับยังมาเจอกับบรรพจารย์เซียงจวินของต าหนักหลิงเฟย ที่นี่อีก?!
กลับเป็ นคนหนุ่มที่มาฉายาว่า “หลงไซ” ที่บ้าตัณหาไม่น้อย ตอนที่พ่อแม่กระชากดึงให้เขานั่งคุกเข่า เขายังคงไม่รู ้จักหนักเบา ไม่ ลืมใช ้สายตามองประเมินรูปโฉมของเซียงจวินเร็วๆ อยู่หลายที
เซียงจวินขยับสายตามามอง อันดับแรกก็สะบัดชายแขนเสื้อชัด ชายหนุ่มจิตใจโสมมให้ปลิวประเด็นจนสลบเหมือดคาที่ไปก่อน ร่าง ของฝ่ ายหลังฝังเลื่อมอยู่ในผนัง
จากนั้นนางค่อยกวักมือเรียกเหนียงเนียงเทพภูเขาจุ้ยยวน ยิ้ม บางๆ เอ่ยด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลงหลายส่วน “มาร าลึกความหลัง กันหน่อย ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษากับเจ้า”
เหนียงเนียงเทพภูเขาก้าวเร็วๆ มาหานางอย่างกล้าๆ กลัวๆ สี หน้าของนางขาวเผือดไร ้สีเลือด ไม่รู ้ว่าทาไมเทพเชียนบนภูเขาที่อยู่ สูงเหนือหัวอย่างตั้งถึงเจินจวินถึงได้เรียกนางออกมาเพียงล าพัง
มาถึงห้องด้านข้างนางก็จะคุกเข่าโขกหัว เซียงจวินกลับยกมือ ขึ้นขัดขวางพิธีการใหญ่ของอีกฝ่ าย ยิ้มเอ่ยด้วยน้าเสียงสอบถามว่า “ทางฝั่งราชวงศ์สกุลหงอวิ๋นเซียวที่อยู่ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป ตอนนี้ยังมีตาแหน่งเทพภูเขาที่ว่างอยู่ เพียงแต่ระดับขั้นไม่สูงนัก อิง ตามกฎที่ศาลบุ๋นก าหนดไว้ในทุกวันนี้ถือว่าอยู่ปลายแถวพอดี เจ้า ยินดีจะลดเกียรติไปรับตาแหน่งที่ว่างอยู่นั่นหรือไม่?”
เหนียงเนียงเทพภูเขาศาลเถื่อนผู้นี้มีสีหน้าเหลอหราก่อน จากนั้นดวงตาก็คลอไปด้วยหยาดน้า นางยอบกายคารวะบรรพจารย์
เซียงจวินที่มีเมตตาต่อนางเป็ นพิเศษ เอ่ยเสียงสั่นว่า “บ่าวยินดี ยินดี ที่สุดเจ้าค่ะ”
อันที่จริงเซียงจวินก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดอาจารย์ถึงได้ทาเช่นนี้
แน่นอนว่าอาจารย์ของเซียงจวินอย่างเฉาหรงก็ไม่รู ้เหมือนกันว่า เหตุใดอาจารย์ของตนถึงต้องออกคาสั่งเพื่อเหนียงเนียงเทพภูเขาผู้นี้ โดยเฉพาะด้วย
เด็กหนุ่มสะพายกระบี่กับหญิงสาวมัดผมมวยกลมฉวยโอกาสที่ ทุกคนก้มหน้ากันแทบทั้งหมดเดินออกมาจากห้องด้านข้าง
ป๋ ายเหมาถูกนักพรตหนุ่มดึงตัวออกมาด้วยกัน กดเสียงต่าเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ป๋ าย ไม่หนีเวลานี้แล้วจะรอเมื่อไหร่ หากยังอยู่ดื่มเหล้าที่นี่ต่อ ก็จะเป็ นสุราลงทัณฑ์ที่ถูกคิดบัญชีย้อนหลังแล้ว”
ป๋ ายเหมาหรือจะกล้าทาตัวเด่นในเวลาเช่นนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่า จะต้องนั่งให้รากงอกออกจากกัน จะไม่ยอมย้ายไปไหนทั้งนั้น เขายื่น มือมาพยายามงัดนิ้วของนักพรตลู่ออก แต่กลับยังถูกนักพรตหนุ่ม กระชากจนเซลุกขึ้นยืน พาเดินตรงดิ่งไปที่หน้าประตู อีกฝ่ ายช่างแรง เยอะนัก ในหัวของป๋ ายเหมาขาวโพลน ได้แต่ท่องอยู่ในใจซ้าไปซ้า มาว่าใครก็มองไม่เห็นข้า…
เซียงจวินไม่ขัดขวาง ในเมื่อไม่ได้อยู่ในสมุดของอวี๋ฉุนจือก็เป็ น แค่แขกที่บังเอิญผ่านทางมาไม่กี่คนเท่านั้น ไม่จาเป็ นต้องถือสากัน
ส่วนผีที่มาจากสันเขาเซียจื่อผู้นั้น ดูจากบันทึกบนสมุดก็ไม่เคย ท าเรื่องชั่วร ้ายอะไร ถือเป็ นพวกแปลกแยกของภูเขาเหอฮวานด้วยซ้า
นักพรตหนุ่มเดินมาถึงหน้าประตูของห้องข้างแล้วก็หันไปกระดิก นิ้วทางเวินจื่อซี่ เอ่ยท้าทายอีกครั้งว่า “มาๆๆ เจ้าคนขี้ขลาด แน่จริงก็ ไปเลือกพื้นที่กว้างๆ ด้านนอกประลองฝีมือกับนายท่านสักครั้งสิ”
เวินจื่อซี่ลุกขึ้นยืน ใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “เจ้าตาหนัก ข้าทนเจ้า ตะพาบผู้นี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เซียงจวินเอ่ยเตือน “เจ้าลงมือระวังหนักเบาหน่อย จ าไว้ว่าอย่าให้ ส่งผลต่อการเดินลงภูเขาของเขา”
นางรู ้สึกประหลาดใจอยู่บ้างจริงๆ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ ายก็รู ้สถานะของ ตนแล้ว ขอแค่ไม่ใช่คนโง่เขลาขาดไหวพริบก็น่าจะเดาสถานะ นักพรตตาหนักหลิงเฟยของเวินจื่อซี่ได้แล้วเช่นกัน
แต่กลับยังกล้าท้าทายเวินจื่อซี่เช่นนี้? ตั้งใจจะทาอะไรกันแน่? หากเป็ นเวลาปกติ เซียงจวินอาจจะระวังอยู่บ้าง หลีกเลี่ยงไม่ให้เจอ กับคนมหัศจรรย์ที่เล่าลือกันว่าชอบปิดบังชื่อแซ่ออกไปเที่ยวเล่นอยู่ โลกมนุษย์ แต่ในเมื่อคืนนี้ทั้งอาจารย์และอาจารย์ปู่ เจ้าลัทธิต่างก็อยู่ ในสถานที่ที่อาจไกลอาจใกล้ นางก็ไม่กลัวจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนา ร ้าย ไม่สู้ให้เวินจื่อซี่ไปลองประเมินตบะตื้นลึกหรือวิชาหมัดของอีก ฝ่ายดูว่าหนักหรือเบา
พอเวินจื่อซี่ได้ยินบรรพจารย์เซียงจวินเอ่ยเช่นนี้เขากลับรู ้สึก หมดสนุก จึงวางกันกลับลงไปบนเก้าอี้
คาดไม่ถึงว่า “ภิกษุหนุ่ม” ผู้นั้นเดินออกจากประตูไปแล้วยังเอน หลังยื่นหัวเข้ามา “นายท่านขึ้นเหนือล่องใต้มาจนปรุ ยังไม่เคยเจอ เต่าหดหัวอย่างเจ้าเลย”
เวินจื่อซี่ลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้ม นวดหมัดตัวเองไปด้วย “ถ้าอย่าง นั้นก็มาฝึกฝีมือกันหน่อย ดูสิว่าเจ้าจะมีน้าหนักสักกี่จินกี่ตาลึง”
เห็นเพียงว่าในระเบียงด้านนอก เด็กหนุ่มสะพายกระบี่กับหญิง สาวเดินช ้าๆ ออกไปทางนอกจวนเฝิ่นหวาน
ลู่เฉินเดินถอยหลัง หันหน้าเข้าหาปรมาจารย์วิถีวรยุทธอย่าง เวินจื่อซี่ ออกหมัดไม่หยุดปากก็ร ้องฮือฮาไปด้วย “อีกเดี๋ยวอย่า ร ้องไห้หาพ่อหาแม่ก็แล้วกัน”
เวินจื่อซี่หรี่ตายิ้ม “ได้เลย”
ลู่เฉินเองก็หรี่ตายิ้มพูดเลียนแบบน้าเสียงและสีหน้าของอีกฝ่ าย “ได้เลย ได้เลย”
เวินจื่อซี่รู ้สึกนับถือเจ้าหมอนี่จริงๆ ไฉนตนถึงมาเจอคนที่ไม่ ยี่หระสิ่งใด ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้าตาเช่นนี้ได้นะ? หากไม่เป็ นเพราะ บรรพจารย์เซียงจวินพูดเตือนมาก่อน หากเป็ นในอดีตแล้วเวินจื่อซี่ ไปเจออีกฝ่ ายในยุทธภพล่างภูเขา ไม่ว่าเจ้าจะเป็ นใครก็ต้องนอน หมอบรอให้คนหามไปแต่โดยดีแล้ว
ลู่เฉินเอาแต่เดินถอยหลังไปตลอดทาง ยิ้มหน้าทะเล้น “เจ้าหนุ่ม เจ้ารู ้หรือไม่ว่าปัญหาของเจ้ามาจากตรงไหน? ก็คือการออกหมัดของ เจ้า มองดูเหมือนไม่เคยมีปราณสังหาร แต่เจ้าคนนี้จิตสังหารเข้มข้น เกินไป จะเก็บซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่อยู่ พุ่งเข้าใส่หน้าคนอื่นแล้วด้วย ซ้า ไม่สมควร ไม่สมควรเลยจริงๆ ดังนั้นคนหนุ่มอย่างเจ้าไม่รีบเจอ เรื่องเสียเปรียบแต่เนิ่นๆ วันหน้าก็มีแต่ต้องเจอกับเรื่องลาบากอย่าง ใหญ่หลวง หากเปลี่ยนข้าไปเป็ นบรรพจารย์ของบรรพจารย์เจ้า เจอ หน้ากันจะต้องด่าเจ้าหลายๆ ค า แล้วค่อยซ ้อมเจ้าหนักๆ สักรอบให้ เจ้าได้รู ้จักว่าอะไรที่เรียกว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ ายังมีฟ้ า…”
เวินจื่อซี่หัวเราะหยัน “ในเมื่อคืนนี้ข้าสามารถยืนอยู่ข้างกายสิงจื่ อแห่งอารามจินเซียนและบรรพจารย์เซียงจวินได้ ลาหัวโล้นตัวน้อย อย่างเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าบรรพจารย์ของบรรพจารย์ข้าคือ ใคร?”
อีกฝ่ ายสะอึกอึ้งไปทันใด ถามหยั่งเชิงว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ ไม่ต้องสู้กันแล้วดีไหม? ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอกควรอยู่ร่วมกัน อย่างปรองดองนะ”
เวินจื่อซี่จุปากยิ้มเอ่ย “อย่าถือสาสิ ในเมื่อต่างก็เป็ นคนที่คลุกคลี อยู่ในยุทธภพก็ควรรู ้ว่าอะไรเรียกว่าไม่ตีกันก็ไม่ได้รู ้จักกัน ไม่แน่ว่า ซ ้อมมือไปแล้วอาจกลายเป็ นสหายกันก็ได้เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”
คนผู้นั้นหน้าหนาเหมือนกาแพงจริงๆ ถึงกับพูดคล้อยตามเขาว่า “ข้าคิดหรือ? ข้าคิดว่าพวกเราสองคนควรแยกย้ายกันกลับบ้านใคร บ้านมันน่าจะดีกว่า งั้นก็เอาตามนี้ ไว้เจอกันใหม่!”
เวินจื่อซี่แสร ้งทาท่าเหมือนจะกระโจนไปข้างหน้า ปล่อยหมัด ออกไปหนึ่งหมัด เจ้าหมอนั่นตกใจจนหมุนกายเผ่นหนีว่องไวราวกับ เท้าทาด้วยน้ามัน เผ่นแผล็วนาสองคนข้างหน้าไป เพียงแค่ไม่กี่ชั่ว พริบตาก็วิ่งหนีไปไม่เห็นเงาแล้ว
เผยเฉียนรวมเสียงให้เป็ นเส้นถาม “อาจารย์พ่อ?”
เฉินผิงอันใช ้เสียงในใจตอบ “เขาก็เป็ นคนแบบนี้อยู่แล้ว ชินไป แล้วก็ดีเอง เกี่ยวกับคากล่าวที่ว่า “ใครก็สู้ไม่ได้” ของเจ้าลัทธิลู่ผู้นี้ เป็ นเรื่องจริงแท้แน่นอน”
เผยเฉียนพยักหน้า “คนที่อยู่ด้านหลังล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเมื่อไอ้หมอนี่ควบคุมดวงตาตัวเองไม่ได้ ดื่ม เหล้าแค่มื้อเดียวก็มองมาถึงหกครั้ง แล้วก็เพราะข้าติดขัดอยู่ที่ตัวตน นี้ ไม่อย่างนั้นคงสอนให้เขารู ้จักวางตัวเป็ นคนดีๆ ไปนานแล้ว กด ขอบเขตถามหมัดหรือ ใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่ปรมาจารย์เงินคนเดียวที่ ถนัดเรื่องนี้เสียหน่อย อีกเดี๋ยวพอออกไปข้างนอก เจ้าก็ประลองวิชา หมัดกับเขาสักรอบแล้วกัน”