กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1038.3 สวรรค์เป็ นใจ
เผยเฉียนยิ้มกว้าง
ฮ่า ในเรื่องของความเจ้าคิดเจ้าแค้นยังคงเป็ นอาจารย์พ่อที่เป็ น ผู้เชี่ยวชาญ ตนห่างชั้นไกลนัก ได้แต่เรียนรู ้มาอย่างผิวเผินเท่านั้น
เผยเขียนถามอย่างสงสัย “เวินจื่อซี่ผู้นั้นไม่ได้สังเกตเห็นหรือว่า เจ้าจวนป๋ ายหายไปแล้ว?”
เฉินผิงอันอธิบาย “ลู่เฉินไม่อยากให้เขารู ้ เขาก็ย่อมไม่รู ้”
เผยเฉียนพยักหน้า
บางทีหากไม่อยากอยู่ในสภาพการณ์เดียวกันกับเวินจื่อซี่ อย่าง น้อยที่สุดก็ต้องเป็ นชั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทาง? หรือจะ บอกว่าต่อให้เป็ น “เทพมาเยือน ก็ยังไม่เพียงพอ?
ไปถึงลานกว้างหยกขาวนอกประตูใหญ่ของจวนเฝิ่ นหวาน เวินจื่อซี่ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าเจ้าคนที่บนใบหน้าเขียนคาว่า กวนโอ้ยไว้เต็มไปหมด และยังมีผีสวมชุดคลุมนกกระสาตนนั้นต่างก็ พากันหายตัวไปแล้ว
นี่ทาให้เส้นเอ็นหัวใจของเวินจื่อซี่ขึงตึงทันที เตือนตัวเองว่า อย่าได้เสียท่าในตอนท้ายเข้าล่ะ ไม่ใช่ว่ากังวลอะไร เพียงแต่ว่าหาก แพร่ออกไปย่อมไม่น่าฟัง
ก็เหมือนกับเฉาสือผู้นั้น
ทั้งๆ ที่ชนะในการถามหมัดครั้งนั้น ผลกลับกลายเป็ นว่าไม่ต่าง จากไม่ชนะ หรือแทบจะเรียกได้ว่าพ่ายแพ้แล้วด้วยซ้า
เผยเฉียนเดินไปยังใจกลางของลานกว้าง หมุนตัวกลับมายืนนิ่ง กุมหมัดยิ้มเอ่ย “ประลองฝีมือกันหน่อยไหม?”
เวินจื่อซี่ที่แผ่ดวงจิตออกไปแต่ก็ยังหาเบาะแสใดๆ ไม่เจอ ยิ้มเอ่ย ว่า “มีความจ าเป็ นตรงไหนเล่า?”
หญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาน่ามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งมองยิ่ง งามแบบนี้ หน้าเขียวจมูกบวมจะเหมาะสมหรือ
เผยเฉียนยิ้มกล่าว “เคยได้ยินมาว่า ดูเหมือนเจ้าจะชอบกด ขอบเขตถามหมัดกับคนอื่นเป็ นที่สุด ทั้งยังไม่เคยพ่ายแพ้ด้วย”
เวินจื่อซี่บิดหมุนข้อมือ “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนแม่นางช่วยบอกชื่อ แซ่ด้วย”
เรื่องประหลาดมีให้พบเจอตลอดจริงๆ โดยเฉพาะวันนี้ที่มีเยอะ เป็ นพิเศษ
แต่ละคนต่างก็คิดว่าตนนิสัยดีรังแกง่ายกันนักหรือ?
เผยเฉียนกล่าว “เจิ้งเฉียน”
เวินจื่อซี่กลั้นขาไม่อยู่ ดีนักนะ เป็ นคนที่เลื่อมใส เจิ้งเฉียน” อีก คนหนึ่งแล้ว ล่างภูเขาของแจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ หญิงสาว
หลายคนที่ออกท่องยุทธภพแรกๆ ล้วนเป็ นอย่างนี้กันหมด ชอบตั้ง นามแฝงให้ตัวเองว่าเจิ้งเฉียน อีกทั้งแม้แต่การแต่งกายและทรงผม พวกนางก็ยังเลียนแบบ “เจิ้งเฉียน” ผู้นั้น และยิ่งก่อนจะออกหมัดพวก นางก็จะยิ่งชอบม้วนชายแขนเสื้อ
เวลานี้ความอดทนของเวินจื่อซี่หมดสิ้นแล้ว แน่นอนว่าหลักๆ แล้วต้องยกคุณความชอบให้เจ้าคนที่ปากเต็มไปด้วยอาจมผู้นั้น ใน เมื่อยังหาตัวการหลักไม่เจอก็ “จะถือว่าเจ้าคือเจิ้งเฉียนผู้นั้นแล้วกัน ตอนนี้เจ้าเป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตอะไรแล้ว?”
มองออกว่าสตรีคือผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขั้นหลอมลมปราณแล้ว ไม่ ง่ายเลย คาดว่าในพรรคบ้านนาง นางก็น่าจะถือเป็ น “ผู้มีพรสวรรค์” ที่ได้รับคาชมจากคนรอบข้างทุกวันกระมัง?
อาจารย์ของนางก็ต้องตั้งใจอบรมสั่งสอนไม่น้อยแน่ ป้ อนหมัด สอนหมัดต้องใส่ใจอย่างมาก พรรคเล็กๆ ในยุทธภพเห็นนางเป็ น สมบัติบูชาก็ถือเป็ นเรื่องปกติอย่างมาก
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “ข้าขอบเขตเท่าไรต้องดูว่าเจ้าจะกดขอบเขต ไว้เท่าไร”
เวินจื่อซี่ได้ยินก็ไม่ได้คิดมาก ในเมื่ออีกฝ่ ายรู ้ว่าตนที่เป็ น ขอบเขตเดินทางไกลเชี่ยวชาญการกดขอบเขตถามหมัด ถ้าอย่าง นั้นนางพูดจาชิงความได้เปรียบเช่นนี้ก็แสดงว่าต้องเป็ นคนเก่าแก่ใน ยุทธภพแล้ว
ได้ยินมาว่าเมืองหลวงสารองของต้าหลีตอนนั้น ทุกครั้งที่หยุด พักจากการท าสงครามก็จะมีผู้ฝึ กยุทธที่ไปขอวิชาความรู ้จากเจิ้ง เฉียน ฝ่ ายหลังมักจะชอบกดขอบเขตประลองกับอีกฝ่ ายในขอบเขต เดียวกันเสมอ
เวินจื่อซี่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช ้า ยิ้มเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะใช ้ขอบเขตสี่ต่อกรกับขอบเขตห้า ถามหมัดกับเจ้าดีไหม?”
เพราะถึงอย่างไรหากกดขอบเขตมากเกินไปก็ท าให้ตนล าบาก ใจจริงๆ
เผยเฉียนม้วนชายแขนเสื้อกล่าวว่า “เจ้าอารมณ์ดีก็พอ”
เวินจื่อซี่ก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ ผายฝ่ ามือข้างหนึ่งออกมา เอ่ย เชื้อเชิญว่า “แม่นางเจิ้ง เชิญออกหมัดก่อน”
เผยเฉียนยกหมัดขึ้นมาโบกเบาๆ
ดูจากท่าทางของนางคืออยากจะบอกว่านางออกหมัดแล้วหรือ?
เวินจื่อซี่ทั้งขาทั้งฉุน ไม่เลวๆ ดูท่านางคงเห็นตัวเองเป็ นเจิ้งเฉียน จริงๆ
ค้อมเอวเล็กน้อย เวินจื่อซี่ใช ้พละกาลังของขอบเขตห้าพุ่งทะยาน ไปเบื้องหน้าราวกับสายฟ้ าแลบ พริบตาเดียวก็มาอยู่ข้างกายสตรี ใช ้ ฝ่ามือตบไปที่ซีกแก้มของนาง
เผยเฉียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ยกแขนข้างหนึ่งตั้งขึ้น ใช ้ข้อมือสกัดขวางหลังมือของเวินจื่อซี่
ไม่มีเสียงดังใดๆ แค่สกัดไว้เท่านั้น
ในใจเผยเฉียนมั่นใจได้แล้วว่าอีกฝ่ ายไม่ใช่ขอบเขตเดินทางไกล กระดาษเปียก
เว่ยจื่อซี่ก้าวไปด้านข้างหลายก้าวทิ้งระยะห่างจากนาง นางถึงกับ เป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าที่ปรากฐานมาอย่างแน่นหนา? หรือจะเป็ น …ขอบเขตหก!?
เฉินผิงอันนั่งยองอยู่ริมขอบของลานกว้าง ลู่เฉินเองก็มานั่งยอง อยู่ด้านข้าง ทั้งสองเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อเหมือนกันอย่าง ไม่มีผิดเพี้ยน
เหมือนชาวนาสองคนที่มานั่งอาบแดดหน้าหนาว ฟังคนคุยโว หรือไม่ก็มองที่นาของตัวเองอยู่ริมคันนา เฝ้ าฝันถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ อุดมสมบูรณ์ของปี
เฉินผิงอันถาม “เจ้าจวนป๋ ายล่ะ?”
ลู่เฉินยิ้มบางๆ ตอบ “ไปดูต้นจามจุรีที่ตีนเขาเป็ นเพื่อนข้าอยู่ ถามตลอดทางว่าท าไมพวกเจ้าถึงไม่ตามไป เกือบจะรั้งเขาไว้ไม่อยู่ แล้ว ได้แต่บอกว่าพวกเจ้าเลือกทางเล็กๆ ที่เงียบสงบลงจากภูเขามา เขาก็เริ่มบ่นว่าพวกเจ้าไร ้คุณธรรม เลือกทางระยะใกล้ก็ไม่รู ้จักพา
พวกเราไปด้วย แต่ในใจกลับคิดว่าขออย่าให้พวกเจ้าเจอปัญหาอะไร เลย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คนดี”
“เป็ นคนดี แล้วก็เป็ นผีที่ดีด้วย”
ลู่เฉินยิ้มกล่าว “ไม่อยากให้ป่ ายเหมาไปอยู่ที่พรรคห้าเกาะของ ทะเลสาบซูเจี่ยนหรือ?”
เฉิ นผิงอันตอบ “ก่อนหน้านี้ก็เคยคิด เพียงแต่ว่าดูจาก สถานการณ์ของภูเขาเหอฮวานในตอนนี้คงไม่จาเป็ นแล้ว ไปอยู่ที่ พรรคห้าเกาะของเจิงเยว่ ถึงอย่างไรก็เป็ นการไปพักพิงอยู่ใต้ชายคา ของผู้อื่น อยู่นานเข้า ไม่แน่เสมอไปว่าป้ ายเหมาจะคุ้นชิน ไม่สู้ให้เขา อยู่ที่สันเขาเซียจื่อ จะดีจะชั่วก็เป็ นกิจการที่สร ้างไว้ด้วยตัวเอง วางแผนให้ดีๆ ขยับขยายใหญ่ไปช ้าๆ เจ้าจวนป๋ ายของพวกเรา อาจจะรู ้สึกประสบความส าเร็จได้มากกว่า”
ลู่เฉินพยักหน้า “คือเหตุผลนี้”
เวินจื่อซี่ยิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นก็คือขอบเขตหกสินะ?”
เผยเฉียนยังคงย้าประโยคเดิม “เจ้าอารมณ์ดีก็พอ”
แลกหมัดกันอีกครั้ง
เผยเฉียนที่หัวไหล่โดนหมัดของเวินจื่อซี่ นางยื่นมือไปคว้าลาคอ ของอีกฝ่ายจับเหวี่ยง กระแทกไปที่กาแพงสูงของจวนเฝิ่นหวาน
เวินจื่อซี่ใช ้ข้อศอกดันกาแพงไว้เบาๆ ตอนแรกก็ไม่รู ้สึกอะไร แต่ จู่ๆ กลับเห็นใบหน้าของสตรีที่ประดับรอยยิ้มน้อยๆ โผล่พรวดมา ตรงหน้า
เวินจื่อซี่ที่หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยเอียงศีรษะหลบตามจิตใต้ สานึก บนกาแพงพลันมีรูโหว่เกิดขึ้นทันที ข้างหูของเวินจื่อซี่เหมือน มีเสียงฟ้ าผ่าระเบิดใส่ ดินบนผนังร่วงกราวลงมาเผาะๆ
เวินจื่อซี่ไม่กล้าประมาทอีกแล้ว ใช ้วิชาหมัดที่เป็ นวิชาลับ ถ่ายทอดมาจากอารามหลิงเฟยเมื่อนานมาแล้วทาการ “เข้าทรง” ประหนึ่งอัญเชิญเทพเจ้าลงมาสิงบนร่างของเวินจื่อซี่ มองดูคล้ายเวท คาถาเซียนบทหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วยังคงเป็ นวิชาหมัดที่จริงแท้แน่นอน ไม่ถือว่าเป็ นการโกง ดวงตาทั้งคู่ของเวินจื่อซี่ปรากฏสีทองอ่อนจาง ปณิธานหมัดที่เปี่ยมล้นไหลรินไปทั่วช่องโพรงในร่าง ออกหมัดได้เร็ว กว่าเดิมไม่ใช่แค่หนึ่งเท่าตัว หนึ่งหมัดต่อยลงบนจุดไท่หยางของสตรี หนักๆ เวินจื่อซี่กังวลว่าอีกฝ่ ายจะมีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด หรือไม่ ขออย่าให้นางตายเลย! หาไม่แล้วคงให้ค าอธิบายกับบรรพ จารย์เชียงจวินไม่ได้
คาดไม่ถึงว่าสตรีเพียงแค่ลื่นไถลออกไปด้านข้างห้าหกก้าว เท่านั้น นางที่ยังคงมองเห็นได้ว่ามีสีหน้าเรียบเฉยเพียงแค่เผย…แวว ตาร ้อนแรงออกมาในดวงตาแวบเดียว
อีกทั้งระหว่างที่ร่างของนางขยับเคลื่อนไป สตรีก็มีสายตาและสี หน้าน่าสยดสยองเหมือนคนที่ฟื้นคืนกลับมาจากความตายอีกครั้ง
แล้ว นางเหลือบตามองเวินจื่อชื่อยู่ตลอดคล้ายกาลังรอคอยให้เวินจื่ อซี่ออกหมัดที่สองที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
สายตานั้นเต็มไปด้วยแววรอคอย
เวินจื่อซี่ใช ้วิชาหมัดอัญเชิญ “ร่างทรง” ทุกครั้งที่ออกหมัดจึง เหมือนเป็ นการผลัดเปลี่ยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลมาเข้าร่างแทบ ไม่ซ้ากัน
นี่จึงเป็ นเหตุให้สัจธรรมหมัดที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกกระบวนท่า สอดคล้องกับอานาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาล หมัดแรกเมื่อครู่นี้ เวินจื่อซี่ค้อมกายลงเล็กน้อยเพื่อโคจรลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ใน ร่างตัวเอง ตั้งท่าหมัดที่แข็งแกร่งและทรงพลังดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์กรม สายฟ้ า “ขยับเคลื่อนขุนเขามหาสมุทร ผลักดันสี่ฤดูกาล’ อยู่บน พื้นดิน ครั้งที่สองเวินจื่อซี่สับมือมีดเข้าใส่สตรีก็คือท่าจามขวานของ สิ่งศักดิ์สิทธิ์กองพิฆาตกรมสายฟ้ า หมัดที่สามก็คือท่าม้วนน้าของ เทพพิรุณกรมน้าที่ถือกระโจมด้วยมือเดียว หลายหมัดต่อจากนั้นก็ ล้วนเป็ นภาพบรรยากาศยิ่งใหญ่โอฬารที่มีต้นกาเนิดมาจากสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ของกรมงานทั้งหลายในสรวงสวรรค์ซึ่งรวมถึงเทพเมฆา เทพอัคคีเป็ นหนึ่งในนั้น
สตรียืนหันหลังให้ก าแพงอยู่ตลอดเวลา คอยขยับศีรษะหลบและ แค่ขยับเท้าเป็ นบางครั้งเท่านั้น เพียงไม่นานบนกาแพงจุดที่สูงเท่ากับ ศีรษะของนางก็ปรากฏหลุมที่เกิดจากหมัดหลายหมัดต่อยรัวติดกัน
เวินจื่อซี่ออกหมัดไวมาก ทุกหมัดล้วนพุ่งเข้าใส่ใบหน้านาง
แต่กระนั้นก็มีเพียงหมัดสุดท้ายที่กระแทกเข้าที่หน้าผากของนาง ศีรษะผงะหงายไปด้านหลัง เสียงปังดังสนั่น เส้นผมตรงท้ายทอย ด้านหลังมีแต่เศษฝุ่นคลุ้งตลบ
เวินจื่อซี่เกิดความลังเลไปชั่วขณะ
สตรีมีสีหน้าเป็ นปกติ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่เป็ นไร คนเดินไปตาม หมัด เป็ นเรื่องที่ปกติอย่างมาก”
ลู่เฉินที่ชมศึกอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างเดือดดาล “หากไม่เป็ นเพราะ ข้าช่วยเช็ดกันให้เวินจื่อซี่ออกหมัดเช่นนี้ ผนังนั่นก็ต้องพังพินาศไป อย่างสิ้นเชิงแล้ว มีใครมาเป็ นแขกบ้านคนอื่นอย่างเขาบ้าง”
เฉินผิงอันกล่าว “ถึงอย่างไรนักพรตลู่ก็เป็ นบรรพจารย์ของบรรพ จารย์เขา ตามเหตุตามผลแล้วก็ควรต้องลงมือ”
เวินจื่อซี่ถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว สะบัดข้อมือ สูดลมหายใจเข้า ลึก “ขอบเขตเจ็ด?”
เผยเฉียนกล่าว “เจ้าอารมณ์ดีก็พอ”
ลู่เฉินยกมือทุบอก “โมโหยิ่งนัก”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ลองเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แทนเขาก็ น่าโมโหจริงๆ นั่นแหละ”
ประเด็นสาคัญคือจนถึงตอนนี้เวินจื่อซี่ก็ยังไม่รู ้ว่า เผยเฉียนถาม หมัดด้วยขอบเขตวิถีวรยุทธที่ต่ากว่าเขาอยู่ชั้นหนึ่งตลอดเวลา อีกทั้ง ตอนนี้เผยเฉียนก็ยังไม่คิดที่จะเอาคืนด้วย
คงเพราะอยากจะเข้าใจวิชาหมัดที่เป็ นสมบัติกันกรุของตาหนักห ลิงเฟยมากกว่าเดิมกระมัง
บางทีอาจเป็ นเพราะขอบเขตของเวินจื่อซี่ไม่สูงมากพอ กระบวน ท่าหมัดชั้นสูงบางอย่างจึงหลุดรอดออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ เป็ นไร เผยเฉียนสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ตรวจสอบหาช่องโหว่ แล้วค่อยๆ น ามาปรับใช ้เป็ นของตัวเอง
เวินจื่อซี่เปลี่ยนใจกะทันหัน เอ่ยเสียงทุ้มหนัก “ขอบเขตเดิน ทางไกล?!”
มารดามันเถอะ หากยังสู้กันแบบนี้ต่อไป เขาก็จะคิดว่าอีกฝ่ าย คือเจิ้งเฉียนตัวจริง ไม่ถูกสิ ต้องเป็ นเผยเฉียนแห่งภูเขาลั่วพั่ว บุคคล อันดับสองในกลุ่มสี่ปรมาจารย์ใหญ่ด้านการเรียนวรยุทธของแจกัน สมบัติทวีปแล้วนะ!
เผยเฉียนมองข้ามไหล่ของเวินจื่อซี่ไปทางอาจารย์พ่อของตัวเอง
เฉินผิงอันแอบยื่นนิ้วออกมาสามนิ้ว
บอกเป็ นนัยแก่ลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาว่าแค่สามหมัดก็พอ ต่อย เสร็จก็ปิดงาน
สายตาเผยเฉียนฉายประกายเร่าร ้อน คลี่ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟัน ขาวสะอาด แต่เมื่อมาอยู่ใต้แสงจันทร ์กลับดูเย็นชาอึมครึมเป็ นพิเศษ
ในที่สุดนางก็ไม่เอ่ยช้าประโยคเดิมแล้ว “หมัดไมบริสุทธิ์ก็คู่ควร กับการกดขอบเขตด้วยหรือ? ใครปล่อยตามใจเจ้าเช่นนี้
จิตใจของเวินจื่อซี่สั่นสะเทือนรุนแรง อีกฝ่ ายแค่ไมกดภาพ บรรยากาศในเรือนกายเอาไว้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเวินจื่อซีก็ค้นพบวา ปณิธานหมัดทั่วร่างของตนเกิดการแข็งค้าง ราวกับว่าปราณแท้จริงที่ บริสุทธิ์คือน้าที่จับตัวกันเป็ นน้าแข็ง
ถอยแล้วถอยอีก เวินจื่อซี่ไม่กล้าเก็บออมฝี มือเอาไว้อีกแล้ว เรือนกายถอยกรูดไปอย่างว่องไว ไม่เพียงแต่พ้นออกจากลานกว้าง หยกขาวของจวนเฝิ่นหวาน ร่างทั้งร่างยังทะยานลมถอยออกไปอยู่ กลางอากาศนอกภูเขาเหอฮวานแล้ว
เฉินผิงอันก าลังจะส่งเสียงเตือนเผยเฉียน แต่คิดแล้วก็ล้มเลิก ความคิดนั้น กลืนประโยคที่จะเอ่ยกลับลงท้องไป
เพราะมองออกว่าเวินจื่อซี่ใช ้อุบายหลอกล่อศัตรูให้ติดกับ ขอแค่ เผยเฉียนขยับเข้าใกล้ก็จะใช ้วิธีการหมัดทับซ ้อนที่เหมือนการ รวบรวมกระบวนท่าหมัดเข้าไว้ด้วยกัน เหมือนการวางค่ายกลของผู้ ฝึกลมปราณ
ลู่เฉินพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เดาไม่ผิด อารามหลิงเฟยมีวิชาหมัดที่ เรียกได้ว่าเป็ นท่าไม้ตายอยู่กระบวนท่าหนึ่งซึ่งสามารถทาให้เวินจื่
อซี่กระโดดข้ามขั้นบันไดวิถีวรยุทธได้ถึงสองขั้นจริงๆ ถือเป็ นวิธีการ ที่สังหารศัตรูหนึ่งพันตัวเองเสียหายแปดร ้อย ธรณีประตูไม่ต่าคน ทั่วไปไม่มีทางเรียนรู ้ได้ ดูสิดู ตัดสินใจอามหิตเสียแล้ว ข้าก็บอกแล้ว ว่าไอ้หมอนี่จิตสังหารเข้มข้นเกินไป เผยเฉียนเองก็พูดถูก คนเดิน ตามหมัด ฝึ กไปฝึ กมาจึงกลายเป็ นหมัดตาย ไม่มีทางได้ดิบได้ดี หรอก”
เผยเฉียนยังคงใช ้ขอบเขตเจ็ดต้านทานหมัดที่พลันถูกดึงขึ้นสูง ถึงยอดเขาของเวินจื่อซี่
ใบหน้าของเผยเฉียนรับหนึ่งหมัดไปเต็มๆ ร่างถอยกลับมาที่ลาน กว้าง เรือนกายของเผยเฉียนผงะหงายวาดวงโค้งกว้าง ก่อนจะค่อยๆ หยัดยืนตัวตรง
ใช่ว่าเวินจื่อซี่จะไม่อยากฉวยโอกาสไล่ตามมาโจมตี แต่เป็ น เพราะท าไม่ได้ต่างหากเขาจาต้องเปลี่ยนลมปราณที่แท้จริงเฮือกใหม่
เผยเฉียนไม่คิดจะเช็ดคราบเลือดตรงมุมปาก อาการบาดเจ็บ เล็กน้อยแค่นี้นางเคยชินมานานแล้ว
ตอนอยู่ชั้นสองของเรือนไม้ไผ่ อยู่บนสนามรบที่แตกต่างกัน ก็ ล้วนเป็ นเช่นนี้
ลู่เฉินคว้าแขนของเด็กหนุ่มสะพายกระบี่ที่อยู่ข้างกาย พูดโน้ม น้าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เฉินผิงอัน บอกแล้วว่าให้พวกเขาสอง
คนประลองหมัดกัน ท าไมเจ้าถึงยังอยากจะลงสนามด้วยตัวเองอีก เล่า!”
อย่างเจ้านี่เรียกว่ารังแกเด็กรุ่นเยาว์ ไม่มีคุณธรรมด้านการต่อสู้ รู ้หรือไม่ รู ้หรือไม่? คุณธรรมในยุทธภพยังมีอยู่ไหม?
ลู่เฉินพูดโน้มน้าวปากเปียกปากแฉะต่อไปด้วยความหวังดีว่า “อีกอย่างด้วยสภาพของเจ้าตอนนี้ ขอบเขตของเจ้าตอนนี้เนี่ยนะ?”
เฉินผิงอันสะบัดแขน ลู่เฉินปล่อยนิ้วมือออก คนทั้งสองนั่งยอง กันไปต่อ
ลู่เฉินเริ่มเช็ดกันอีกครั้ง “บอกไว้ก่อนนะว่าเวินจื่อซี่ก็คือเวินจื่อซี่ ต าหนักหลิงเฟยก็คือต าหนักหลิงเฟย เจ้าต้องแบ่งแยกบุญคุณ ความแค้นให้ชัดเจน ว่ากันไปตามเนื้อผ้า เรื่องไหนก็เรื่องนั้น”
เฉินผิงอันมองเวินจื่อซี่ที่ทะยานลมลอยตัวอยู่กลางอากาศแล้ว เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “หุบปาก”
เผยเฉียนยกแขนขึ้น ยื่นนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว ก่อนจะงอนิ้วข้างหนึ่ง ลง บอกเป็ นนัยแก่เวินจื่อซี่ว่าเจ้าสามารถออกหมัดได้อีกสองครั้ง
เวินจื่อซี่มีความลาบากใจที่มีแค่ตัวเขาเองที่รู ้ หากยังออกหมัด แบบเมื่อครู่อีกสองครั้งไม่ต้องให้อีกฝ่ ายออกหมัดตัวเขาก็ขอบเขต ถดถอยไปก่อนเองแล้ว
เวลานี้สมองของเวินจื่อซี่แจ่มชัดดีแล้ว ไม่มีความแค้นใดๆ ต่อ กัน เป็ นแค่การประลองหมัดเท่านั้น ไม่ถึงกับต้องต่อสู้เอาเป็ นเอาตาย กับอีกฝ่าย
เผยเฉียนเอามือหนึ่งไพล่หลัง ยิ้มกล่าว “ปี นั้นเจ้าไม่ได้ไปที่ สนามรบของเมืองหลวงส ารองก็ถูกต้องแล้ว”
ลู่เฉินสูดลมหายใจดังเฮือก ฟังสิฟัง คาพูดนี้ทาร ้ายใจคนมาก เลยนะ
ยังดีๆ หาไม่แล้วหากเผยเฉียนเพิ่มคาว่า “หลบเลี่ยง” ไว้ข้างหน้า ค าว่า “ไม่ได้ไป” ก็จะยิ่งทาร ้ายจิตใจกันมากกว่านี้
แล้วก็จริงดังคาด เวินจื่อซี่ใบหน้าบิดเบี้ยว โกรธจัดจนกลายเป็ น หัวเราะ แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม “ดีๆๆ! ข้าผู้อาวุโสจะคิดว่าเจ้าคือเผย เฉียนก็แล้วกัน!”
ลมหายใจของเผยเฉียนยังคงมั่นคง สีหน้าสงบนิ่ง ถอยหลังไป หนึ่งก้าว ตั้งกระบวนท่าหมัด
เป็ นกระบวนท่าหมัดทับซ ้อนเหมือนกัน ใช ้กระบวนท่าปรับแก้ มังกรใหญ่ของอาจารย์จ้งและท่าเวทสะพายกระบี่ที่พ่อครัวเฒ่า ถ่ายทอดให้อย่างลับๆ พร ้อมกัน
เห็นได้ชัดว่านางจะใช ้ขอบเขตเจ็ดมาต้านรับหมัดของอีกฝ่ าย ต่อ
เฉินผิงอันทั้งโมโหทั้งขา ยิ่งกว่านั้นคือความสงสาร ได้แต่เปิด ปากเอ่ยว่า “เขาออกหมัดด้วยพละกาลังขั้นสูงสุดของขอบเขตเดิน ทางไกล อย่าได้จงใจกดขอบเขตอยู่อีกเลย ใช ้เดินทางไกลต้านรับ เดินทางไกล ถามหมัดด้วยขอบเขตเดียวกัน!”
เผยเฉียนเกาหัว บรรยากาศในร่างแปรเปลี่ยนไปทันที “หา?”
ใบหน้าของเฉินผิงอันพลันโกรธเกรี้ยวเดือดดาล
ลู่เฉินที่อยู่ข้างกายยกมือปิดตา ไม่อาจทนมองได้ คราวนี้จบเห่ แน่แล้ว