กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1060.3 จุดที่จ้องมองคือจุดที่หลงใหลที่สุด
จูเหลี่ยนส่ายหน้า เอ่ยเนิบช ้าว่า “ข้าเคยออกท่องยุทธภพอย่าง ไร ้จุดหมายอยู่ที่บ้านเกิดเพียงลาพัง มีครั้งหนึ่งระหว่างที่เดินขึ้นเขา ได้บังเอิญเจอกับภิกษุเฒ่าที่ลงจากภูเขามาเขาสวมชุดขาวอุ้มพิณสี เขียว ในโลกมนุษย์มีพันภูเขาหมื่นสายน้า ในเมื่อได้เจอกันก็คงจะมี วาสนาต่อกัน พวกเราต่างก็หยุดเดิน พูดคุยเรื่องพระธรรมกันไป เล็กน้อย แต่กลับคุยกันถูกคออย่างมาก คุยกันตั้งแต่พระอาทิตย์ตก ไปจนดวงตะวันลับหายไปด้านหลังภูเขาสุดท้ายข้าเกิดแรงบันดาลใจ จึงพูดว่าหลวงจีนเฒ่าสวดมนต์มีปากแต่ไร ้ใจ ในหมู่ชาวบ้านถือว่า เป็ นคาพูดที่มีความหมายในเชิงลบ แต่ในลัทธิพุทธเอง อันที่จริงกลับ ถือเป็ นขอบเขตที่สูงมากอย่างหนึ่ง เขาบอกว่าข้าทั้งมีวาสนากับพุทธ ศาสนาแล้วก็มีรากแห่งสติปัญญา”
เพียงแค่ฟังพ่อครัวเฒ่าเล่าเรื่องเก่าๆ ในอดีตของตัวเอง เด็กชาย ผมขาวก็รู ้สึกจิตใจสงบสุขขึ้นมาได้เยอะมาก
เด็กชายผมขาวถาม “อาจารย์ผู้เฒ่าจู เมื่อก่อนอยู่ที่บ้านเกิดมี สตรีมากมายขนาดนั้นชอบท่าน แต่ท่านกลับไม่เคยหวั่นไหวกับใคร มาก่อนเลยหรือ? ล้วนเป็ นพวกนางที่มอบใจให้ผิดคน เป็ นท่านที่ ทรยศต่อพวกนางอย่างนั้นหรือ?”
่
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “แน่นอนว่าเคยหวั่นไหว แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ หน้าตาและชาติก าเนิดของสตรีสักเท่าไร ก็หนีไม่พ้นว่าดอกไม้บาน ดอกไม้ร่วงโรย เดินผ่าน เคยเห็น แล้วก็พลาดไป พอหันกลับไปมอง อีกครั้งก็แค่จาได้เท่านั้น แต่หากจะพูดถึงความหวั่นไหวที่ทาให้นึก อยากจะอยู่เป็ นสามีภรรยากับใครจนผมขาว ดูเหมือนจะไม่เคยมีมา ก่อนจริงๆ สตรีบ้านรวยเย่อหยิ่ง สตรีบ้านจนแต่อยากจะสวม เครื่องประดับเงินทอง ถึงอย่างไรก็ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่ก็มีภาพ เหตุการณ์บางอย่างที่งดงามมากจริงๆ จาได้ว่ามีครั้งหนึ่งไปหลบฝน ในงานวัด ผู้หญิงกลุ่มใหญ่วิ่งมาหลบฝนใต้ชายคา มีเพียงสตรีโตเต็ม วัยผู้หนึ่งที่ปักปิ่นไม้สวมกระโปรงผ้า นางยืนอยู่ห่างไปค่อนข้างไกล ยกมือบอบบางที่มีรอยด้านขึ้นลูบเส้นผมตรงจอนหูเบาๆ ท่วงท่า เรียบร ้อยนุ่มนวล นางไม่ต้องงามเพริศพริ้งก็ทาให้คนหวั่นไหวได้มาก แล้ว พวกเด็กหนุ่มมักจะชอบไล่ตามสตรีที่งามล่มบ้านล่มเมือง ชาย แก่อย่างข้ากลับหวังแค่ความสบายตาสบายใจยามที่เหลือบมองไป เท่านั้น”
เด็กชายผมขาวยกนิ้วโป้ งให้ “อาจารย์ผู้เฒ่าจู เอ่ยประโยคจาก ใจจริงสักค า หากจะให้พูดถึงความรู ้ด้านความรักชายหญิง ท่านก็ไม่ เป็ นรองให้กับบรรพบุรุษอิ่นกวานเลย!”
จูเหลี่ยนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “นี่จะเทียบกันได้อย่างไร ความห่าง ชั้นระหว่างข้ากับคุณชายก็เหมือนกับความห่างชั้นระหว่างเจ้าหลาย คนกับเฉินหลิงจวินอย่างไรล่ะ”
่
เด็กชายผมขาวหัวเราะหึหึ หากจะพูดถึงเรื่องการประจบสอพลอ พ่อครัวเฒ่าอยู่อันดับที่สองได้ ส่วนอันดับหนึ่งน่ะหรือ ทุกวันนี้ได้ ข้อสรุปแล้ว ย่อมต้องเป็ นเทพเชียนผู้เฒ่าเจีย
จูเหลี่ยนเห็นนางไม่เชื่อก็ชี้นิ้วไปยังภูเขาสายน้ามุมหนึ่งที่อยู่ห่าง ไปไกล “เป็ นม้วนภาพเดียวกัน คิดว่าคนธรรมดาเห็นหรือผู้ฝึ กตน
บ าเพ็ญตนเห็นแล้วจะรู ้สึกว่าสวยงาม?”
เด็กชายผมขาวกล่าว “แน่นอนว่าต้องเป็ นตาเนื้อที่ได้เห็นที่จะยิ่ง รู ้สึกว่าน่ามอง”
จูเหลี่ยนพยักหน้า “ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่า อารมณ์รัก ของเด็กหนุ่มเหมือนหมึกสีเข้ม เทพรวดลงไปบนกระดาษ ถ่ายทอด ความรู ้สึกอย่างเต็มอารมณ์ ยอดเยี่ยมตรงที่การไล่สีเป็ นชั้นๆ คนใน สถานการณ์มองเห็นไม่ชัดเจน หากเป็ นชายชอบหญิงรัก ปรากฏให้ เห็นอย่างเด่นชัด รอบคอบกวดขันเหมือนการวาดเน้นหนักในทาง รายละเอียด ค าพูดและการกระท าล้วนปรากฏชัดเจน ขอถามว่า ความยอดเยี่ยมของมันอยู่ที่ไหน”
เด็กชายผมขาวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็อดไม่ไหวเอ่ยชมว่า “มีนัย ให้ขบคิด!”
จูเหลี่ยนเอาสองมือไพล่หลัง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ในความเห็นของ ข้า ความรักชายหญิงที่มีนัยให้ขบคิดอย่างแท้จริง ก็คือคนใบ้กินหวง เหลียน คนข้างๆ จะขวางอย่างไรก็ขวางไม่อยู่ไม่กินก็ไม่ได้”
่
เด็กชายผมขาวพยักหน้า ใช ้หมัดทุบฝ่ามือ “จ าไว้แล้ว จ าไว้แล้ว ต้องจดบันทึกเอาอย่างน่าหลันอวี้เตี๋ยแล้วล่ะ!”
จูเหลี่ยนยิ้มรับ
เด็กชายผมขาวใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “เดินออกมาจากม้วน ภาพวาดเหมือนกัน ดูเหมือนว่าจะมีแค่อาจารย์ผู้เฒ่าจูที่เปลี่ยนคา
เรียกขานบรรพบุรุษอิ่นกวานไปหลายรอบแล้ว?”
จูเหลี่ยนเรียกเฉินผิงอัน เคยเรียกว่านายท่าน นายน้อย คุณชาย ถึงอย่างไรสตรีก็ยังคงมีจิตใจละเอียดอ่อนรอบคอบมากกว่า
จูเหลี่ยนยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่ใช่ชื่อสักหน่อย ถนัดปากอย่างไรก็ เรียกอย่างนั้น”
เด็กชายผมขาวคร ้านจะถือสาเรื่องพวกนี้ เพียงเอ่ยว่า “เคยมีคน บอกว่าความงามล้าเลิศบนโลกมนุษย์ที่แท้จริง เมื่อสตรีเห็นเข้าจะ ไม่ได้รู ้สึกละอายใจที่สู้ไม่ได้ แต่รู ้สึกว่าแม้แต่ข้าเห็นก็ยังรู ้สึกเอ็นดู พ่อครัวเฒ่า เป็ นแบบนี้จริงหรือไม่?”
จูเหลี่ยนครุ่นคิดอย่างจริงจัง “ข้าคนนี้มีภาวะไม่รู ้ใบหน้า จา หน้าตาของสตรีไม่ได้”
เด็กชายผมขาวหัวเราะ “พ่อครัวเฒ่าท่านเก่งขนาดนี้ไฉนไม่ฝึก กระบี่เล่า”
่
หากโจรอันดับหนึ่งกับเสี่ยวโม่มีการช่วงชิงบนมหามรรคาที่มอง ไม่เห็นกันครั้งหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเด็กชายผมขาวกับพ่อครัวเฒ่า คน หนึ่งคือแม่ทัพผู้กล้าคนรู ้ใจอันดับหนึ่งใต้อาณัติของบรรพบุรุษอิ่นก วาน อีกคนหนึ่งคือผู้ดูแลใหญ่ของภูเขาลั่วพั่ว อันที่จริงก็ถือว่าเป็ นคู่ ต่อสู้กันเหมือนกัน
จูเหลี่ยนหัวเราะฮ่าๆ “ตอนที่อายุยังน้อยก็เคยฝึ กเวทกระบี่มา หลายปีจริงๆ จะมีฝีมือในการสังหารคนหรือไม่บอกได้ยาก เอาเป็ นว่า ในยุทธภพต่างก็พูดกันว่าข้าควงกระบี่ได้น่าดูมากเลยล่ะ”
ในห้องหนังสือของ “หลี่เป่า” เจ้ากรมพิธีการของแคว้นชิงหลวน
เพียงไม่นานหลี่เป่ าเจินก็ทาจิตใจให้สงบมั่นคงได้ กางสองมือ ออก “ข้าท าอะไร? ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทาอะไรเลยไม่ใช่หรือ หลิ่วซัว รนหาที่ตาย เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย อาจารย์เฉินยังต้องขอบคุณข้าที่ ช่วยตกปลาตัวนี้มาให้ เวลานานเข้า คนอย่างหลิ่วซัว หากปล่อยให้ เขาเติบโตจะอันตรายอย่างมาก ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการ นี่ก็หมายความ ว่าไม่มีเบาะแสใดๆ ให้สืบเสาะ มีแต่เจตนาร ้ายอย่างเดียวเท่านั้น นี่ก็ หมายความว่าจิตแห่งมรรคาของหลิ่วซัวบริสุทธิ์มาก ยิ่งเขาเปิดปาก พูดช ้าเท่าไรก็ยิ่งกัดคนได้เจ็บมากเท่านั้น”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หลี่จือจ้าว อย่างเจ้านี่เรียกว่าวัวสันหลังหวะ”
หลี่เป่าเจินงอนิ้วเคาะลงบนที่วางแขนเก้าอี้เบาๆ ถามว่า “วิธีการ สกัดกั้นฟ้ าดินนี้ของเจ้าคือ…วิชาอภินิหารหรือ?”
่
หากจะบอกว่าเสียงในใจก็ยังใช ้ไม่ได้ หลี่เป่ าเจินยังจะพอเข้าใจ อยู่บ้าง แต่หากเป็ น….ความคิดของตนล่ะ? ในความมืดมิดที่มองไม่ เห็น หลี่เป่าเจินแน่ใจอย่างยิ่งว่าความคิดของตัวเองต้องถูกเฉินผิงอัน สกัดขวางเอาไว้พร ้อมกันด้วย
ก่อนหน้านี้ครั้งแรกที่ได้เห็นเฉินผิงอัน หลี่เป่ าเจินลนลานตื่น ตระหนกอยู่บ้างจริงๆ หมายจะเรียกก าลังเสริมมาช่วยตามจิตใต้ส านึก แน่นอนว่าคนผู้นั้นก็คือพี่ใหญ่หลีซีเซิ่ง
จนถึงทุกวันนี้ หลี่เป่าเจินก็ยังไม่แน่ใจในรากฐานมหามรรคาของ พี่ใหญ่คนนี้ เขารู ้แค่ข้อเดียวว่า ไม่ว่าตนจะเจอกับใคร เจอกับเรื่อง อะไร ไม่ว่าจะเจอด่านยากแค่ไหน ขอแค่หลี่ซีเพซิ่งออกหน้า ถ้าอย่าง นั้นก็ไม่ถือว่าเป็ นเรื่องอะไรทั้งนั้น
สภาพจิตใจเช่นนี้กลับเหมือนหลิ่วชื่อเฉิงของนครจักรพรรดิขาว อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะมีหรือไม่มีเรื่องอะไร ถึง อย่างไรก็ยังมีศิษย์พี่อยู่
เฉินผิงอันไม่ได้สนใจหลี่เป่ าเจิน เขาเดินไปที่ข้างโต๊ะ มองถ้วย สองใบนั้น พยักหน้ายิ้มกล่าว “เหมือนในรูปลักษณ์อย่างมาก หากกู้ ซ่านมาเห็นเข้าคงจะมองหลี่จือจ้าวเป็ นคนรู ้ใจของตัวเองแน่นอน”
หลี่เป่าเจินหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
เสี่ยวโม่กอดไม้เท้าไผ่เขียวไว้ในอ้อมอก ยืนเอาหลังพิงประตู ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ มองคนวัยเดียวกันและบ้านเกิดเดียวกันกับ
่
คุณชายของตน สมดั่งคาว่าข้าวหนึ่งชนิดเลี้ยงคนได้ร ้อยรูปแบบ จริงๆ
ตามค ากล่าวของอริยะปราชญ์ วิญญูชนถูกหลอกได้ด้วยวิธีการ ที่ถูกต้องชอบธรรมและยังมีค าโบราณในหมู่ชาวบ้านอีกประโยคหนึ่ง ที่ความหมายไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร บอกว่ายอมหาเรื่องวิญญูชน
ดีกว่าไปมีเรื่องกับคนถ่อย
เฉินผิงอันหมุนตัวเอนพิงโต๊ะ สองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ มอง ไปยังหลิ่วซัว “เจ้าคิดอย่างไรกันแน่ หรือว่าหลี่เป่ าเจินพูดถูกแล้ว มี แต่เจตนาร ้ายต่อข้าอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ?”
หลิ่วซัวกล่าว “หลี่เป่ าเจินต้องฆ่าข้าแน่ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้อง ช่วยเหลือตัวเอง นี่คือปัญหาข้อสุดท้ายที่นายท่านของข้ามอบให้ข้า”
เฉินผิงอันถาม “หลังจากแก้ไขปัญหาได้แล้ว ผ่านด่านยากไปได้ แล้วล่ะ? อาจารย์หลิ่วได้เตรียมการไว้ให้เจ้านานแล้วหรือ?”
“นายท่านของข้าไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ให้”
หลิ่วซัวส่ายหน้า “ข้าจะเข้าร่วมกับภูเขาลั่วพั่วของอาจารย์เฉิน เป็ นบุคคลที่ไม่มีตัวตนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีระยะเวลาจากัด”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรีด ไฉนถึงได้มาเจอกับคนที่หน้า ด้านหน้าทนแบบนี้ได้นะ
่
หลิ่วซัวเอ่ย “หากขอบเขตสูงก็สามารถทาเรื่องที่ปรารถนาให้ ส าเร็จได้จริง โลกมนุษย์ก็คงไม่ได้เป็ นโลกมนุษย์เช่นนี้แล้ว บรรพ จารย์สามลัทธิจะต้องการขอบเขตสิบสี่ไปทาอะไรไพศาลต้องมี ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางไปท าไม แล้วมืดสลัวจะต้องมีป๋ ายอวี้จิงไปท าไม ข้าไปอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว อาจารย์เฉินอาจจะไม่ต้องใช ้งานหลิ่วซัวก็ได้ ข้าเองก็ไม่มีทางวาดงูเติมขากับเรื่องอะไรทั้งนั้น แต่ภูเขาลั่วพั่ว จาเป็ นต้องมีบุคคลที่คล้ายคลึงกับหลิ่วซัวอยู่ เพื่อป้ องกันเรื่องไม่คาด ฝัน หากภูเขาลั่วพั่วไม่เคยสร ้างสานักเบื้องล่าง อาจารย์ชุยไม่เคย ออกไปจากภูเขาลั่วพั่ว ไปแตกกิ่งก้านสาขาอยู่ที่ใบถงทวีป ภูเขาลั่ว พั่วจะมีหรือไม่มีข้าก็ไม่มีความต่างอะไรเลยจริงๆ”
เฉินผิงอันเงียบคิดไปครู่หนึ่งก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฟังแล้วมีเหตุผล มาก มีแต่ผลประโยชน์ไม่มีผลเสียใดๆ แต่หากข้าไม่ตอบตกลงล่ะ”
หลิ่วซัวกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะรออย่างอดทน เลือกที่จะตั้งใจ ฝึ กตนอยู่ที่อาเภอไหวหวง รอให้วันใดที่อาจารย์เฉินรู ้สึกว่าข้ามี ประโยชน์ เพราะหากว่ามีประโยชน์ก็จะต้องเป็ นประโยชน์ที่ใหญ่ มาก”
เฉินผิงอันถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ยิ่งสงสัยกว่าเดิมแล้ว เจ้า ต้องการอะไรกันแน่?”
หลิ่วซัวยืนนิ้วชี้ไปที่รองเท้าผ้าของเฉินผิงอัน
่
เฉินผิงอันหันหน้ามายิ้มถาม “หลี่จือจ้าว เจ้าเดาคาตอบได้ หรือไม่?”
หลี่เป่ าเจินส่ายหน้า หลิ่วซัวผู้นี้คงจะเป็ นบ้าไปแล้ว นี่จะเดาได้ อย่างไร
แต่เขาสังเกตเห็นว่าเฉินผิงอันในเวลานี้คล้ายจะเปลี่ยนไปเป็ น คนละคน หรือพูดให้ถูกก็คือในที่สุดก็กลับมาเป็ นคนอีกคนแล้ว
นี่ทาให้เส้นเอ็นหัวใจที่ขึงตึงจนเกือบจะขาดของหลี่เป่าเจินพอจะ คลายตัวลงได้หลายส่วน อย่างน้อยก็สามารถหยุดพักหายใจหายคอ ได้บ้าง
“ก็เหมือนมดตัวหนึ่งที่ต่าต้อยเกินกว่าจะพูดถึง แต่เนื่องจาก เหยียบอยู่บนรองเท้าของอาจารย์เฉิน ถ้าอย่างนั้นมดตัวนี้ก็จะยิ่ง สามารถอาศัยสถานการณ์ที่เป็ นอยู่มองเห็นทัศนียภาพที่สูงกว่าและ ไกลกว่าเดิมได้”
สายตาของหลิ่วซัวเร่าร ้อน เอ่ยเสียงจริงจังว่า “ข้าเชื่อว่าสักวัน หนึ่ง ขอแค่เดินตามฝี เท้าของอาจารย์เฉินไปก็จะสามารถสร ้าง วีรกรรมหนึ่งที่ตอนนี้ข้ามิอาจจินตนาการได้ได้ส าเร็จ หลิ่วซัวไม่ขอ ทิ้งชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร ์ยาวนาน ไม่ขอชื่อเสียงจอมปลอมหรือ ผลประโยชน์แท้จริงใดๆ แต่ในอนาคตในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ สามารถเรียกได้ว่าเป็ น “ช่วงต่อที่สาคัญ ฟ้ าดินก็จาเป็ นจะต้องมีพื้นที่ ให้ส าหรับข้าหลิ่วซัว บางทีอาจเพื่อทาเรื่องเรื่องหนึ่งพูดประโยคหนึ่ง
่
ท่ามกลางกระแสไหลรินของประวัติศาสตร ์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลนั้น หลิ่ว ซัวสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเคยมาเยือนโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง อีกทั้ง ยังเปลี่ยนแปลงทิศทางการดาเนินไปของกระแสน้าไหลในระดับที่ แน่นอนได้ด้วย!”
เสี่ยวโม่รู ้สึกว่าน่าสนใจมาก ได้ฟังคาพูดของท่านก็ไม่เสียเที่ยวที่ เดินทางมาครั้งนี้ จึงใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “คุณชาย เป็ นค าพูดจากใจ จริงของหลิ่วซัวโดยไม่ต้องสงสัยจริงๆ”
เฉินผิงอันหมุนตัวกลับอีกครั้ง ก้มหน้าค้อมเอวลง จ้องนิ่งไปที่ ถ้วยสองใบบนโต๊ะ ใบหนึ่งคือน้าเปล่า ใบหนึ่งคือน้าหมึก ยื่นนิ้วไป แตะน้าหมึกมาแล้วขยับนิ้ว วางท้องนิ้วที่มีหยดน้าหมึกไว้เหนือถ้วย น้าเปล่า น้าหมึกทาท่าจะหยดไม่หยด เขาหันหลังให้กับหลี่เป่ าเจิน และหลี่ชัว พูดด้วยน้าเสียงที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าสองคน ลองเดาดูสิว่าแต่ละคนหวังให้อีกคนอยู่หรือตาย พวกเจ้าแค่ให้ คาตอบในใจก็พอ ถึงอย่างไรเสี่ยวโม่ก็ได้ยิน คาตอบก็หนีไม่พ้นสี่ อย่าง ไม่ได้เดายากเลย หนีไม่พ้นว่าหลี่เป่ าเจินรอดหลิ่วซัวตาย หลี่ เป่าเจินตาย หลิ่วซัวรอด หลี่เป่าเจินหลิ่วซัวตายทั้งคู่ หลี่เป่าเจินหลิ่ว ซัวรอดทั้งคู่ หากทั้งสองฝ่ ายตอบไม่เหมือนกัน แต่หลี่จือจ้าวเดาถูก ก็สามารถรอดได้ หลิ่วซัวจะต้องตาย ตรงกันข้าม หากหลี่จือจ้าวตาย หลิ่วซัวก็จะรอด แต่หากมีความบังเอิญที่พวกเจ้าต่างก็เลือก เหมือนกันจริงๆ ก็ต้องตายทั้งคู่”
่
หลี่เป่ าเจินหัวเราะเสียงเย็นชา “เล่นสนุกไปเรื่อยไม่สนใจ ความก้าวหน้าในชีวิต แล้วนับประสาอะไรกับการก่อกวนใจคน อีก อย่างข้าก็เป็ นขุนนางของต้าหลี เจ้าคิดจะฆ่าก็ฆ่าได้อย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็ นใคร?!”
เฉินผิงอันเพียงแค่จ้องนิ่งไปยังหยดหมึกที่ปลายนิ้วซึ่งกาลังจะ หล่นลงในถ้วยขาว “ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนมาเป็ นวิธีคาดเดาที่ง่าย กว่าเดิมก็แล้วกัน พวกเจ้าสองคนต่างก็ต้องเชี่ยวชาญศาสตร ์การ คานวณกันมากแน่ๆ เชื่อว่าระดับความยากก็จะน้อยลงมากแล้ว สมมติว่าความเป็ นไปได้สี่อย่างนี้ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเดาถูกในข้อไหนก็ ถือเป็ นคาตอบที่ถูกต้องทั้งสิ้น ทั้งสองฝ่ ายสามารถรอดชีวิตได้ ถ้า อย่างนั้นพวกเจ้าคิดว่าโอกาสที่จะรอดชีวิตมีกี่มากน้อย? ศูนย์ หนึ่ง ส่วนสี่ หนึ่งส่วนสอง หรือหนึ่ง? เพื่อความเป็ นธรรม คาตอบที่ถูกต้อง จะต้องอยู่ในตัวเลือกสี่ข้อนี่แน่นอน ไม่สู้พวกเจ้าลองเดาถึงความมาก น้อยของความเป็ นไปได้นี้ดู? ใครเดาถูกก็สามารถออกไปจากห้อง หนังสือแห่งนี้โดยที่ยังมีชีวิตรอดได้ทันที หลี่จือจ้าวก็เป็ นใต้เท้า เจ้ากรมควบกับจักรพรรดิเบื้องหลังของเจ้าต่อไปได้ ส่วนหลิ่วซัวเจ้า จะได้เข้าไปอยู่ในภูเขาลั่วพั่วทันทีเลย แน่นอนว่ายังมีทางเลือกอีก อย่างหนึ่งก็คือยังไม่เข้าไปอยู่ในภูเขาลั่วพั่วเพื่อแลกเปลี่ยนกับการ ที่หลี่เป่าเจ้ากรมแคว้นชิงหลวนสามารถตายสงบอย่างเป็ นธรรมชาติ ตายไปอย่างไร ้โรคภัย พวกเจ้าเริ่มเดาได้แล้ว ใครเดาก่อนได้ก่อน”
หลิ่วซัวถึงกับปิดตาลงโดยตรง วางท่าพร ้อมรอตาย
่
หลี่เป่ าเจินกลับยังใช ้ความคิดอย่างเร็วรี่ คาดเดาคาตอบที่ ถูกต้อง
ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น หลี่ซีเซิ่งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เป๋ า เงิน เจ้าไม่ต้องเดาแล้วเดิมทีคาถามที่อาจารย์เฉินเป็ นคนออกก็ผิด อยู่แล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่มีคาตอบที่ถูกต้อง”
หลี่เป๋ าเงินไม่ได้ส่งเสียงในใจหรือความคิดไปให้กับพี่ใหญ่จริงๆ แต่กลับมิอาจขัดขวางการคิดคานวณที่แม่นยาของหลี่ซีเซิ่งได้