กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1060.4 จุดที่จ้องมองคือจุดที่หลงใหลที่สุด
……………………………………….
บทที่ 551 ผู้รับใช้ดาบอู๋หมิง
เฉินผิงอันถอนหายใจ สายตาบอกเป็ นนัยแก่เสี่ยวโม่ว่าไม่ต้อง ขัดขวาง หลี่ซีเซิ่งถึงได้ผลักประตูเปิด แล้วก็มองเห็น “เฉินผิงอัน” ที่ มีดวงตาเป็ นสีทอง ระหว่างมวยผมมีเจ้าตัวเล็กตัวหนึ่งนอนคว่าอยู่
เพียงแต่ว่าเขาร่ายเวทอาพรางตา หลี่เป่ าเจินกับหลิ่วซัวต่างก็ มองไม่เห็นคนจิ๋วดอกบัวที่ออกจากภูเขาลั่วพั่วติดตามเฉินผิงอันมา
เป็ นแค่ความตกใจไปเองครั้งหนึ่ง
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “วันหน้ารบกวนอาจารย์ช่วยควบคุมห ลี่จือจ้าวให้มากหน่อย มีเพียงหลักการที่ว่าเป็ นโจรพันวัน ไหนเลยจะ มีหลักการให้ป้ องกันโจรพันวัน เพราะถึงอย่างไรหากทาซ้าแล้วซ้า เล่า ก็จะต้องมีซ้าแล้วซ้าอีก”
หลี่ซีเซิ่งพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะเกลี้ยกล่อมเขาเอง”
หลี่เป่าเจินเหมือนได้รับอภัยโทษ เขาไม่อยากอยู่ในห้องนี้ต่ออีก แม้แต่นาทีเดียวแล้วจึงรีบลุกขึ้นยืนมาหยุดอยู่ข้างกายหลี่ซีเซิ่ง
หลี่ซีเซิ่งเอ่ย “เป่าเจิน จะทาอะไรต้องให้เริ่มต้นด้วยดีจบลงด้วยดี พรุ่งนี้เจ้าไปมอบหมายงานทั้งหมดที่กรมพิธีการแคว้นชิงหลวนแล้วก็ กลับไปที่สานักทอผ้าของต้าหลีเถอะ”
หลี่เป่าเจินพยักหน้า
อันที่จริงหลี่ซีเซิ่งรู ้สึกปวดหัวอยู่มาก สามารถจินตนาการได้เลย ว่าในอนาคตเมื่อหลี่เป่ าเจินต้องฝ่ าทะลุคอขวดขอบเขตก่อก าเนิด จะต้องนั่งลงตรงข้ามกับเฉินผิงอันที่จาแลงมาจากจิตมารตนหนึ่ง เหมือนนั่งเล่นหมากล้อมกัน แล้วก็คอยคาดเดาคาตอบกับทะเลาะ โต้เถียงกันไม่หยุดอยู่อย่างนั้น หากตนมาช ้ากว่านี้อีกสักหน่อย บาง ทีอาจจะยังมีปัญหาที่ยากจะคาดการณ์ตามความหมายที่แท้จริงอีก หลายเรื่องรอหลี่เป่ าเจินอยู่ ปัญหานี้เป็ นแค่กับแกล้มแกล้มสุราจาน หนึ่งเท่านั้น หากไม่ทันระหวัง หลี่เป่ าเจินจะสูญเสียการควบคุมจิต แห่งมหามรรคา มีจุดจบเหมือนผู้สันโดษยุคบรรพกาลที่แขวนหนัง จิ้งจอกป่ าไว้ข้างสายโซ่ยาวของแม่น้าแห่งกาลเวลา ต่อให้ภายนอก จะเข้าใจเรื่อง ‘การไม่หลงลืมกฎแห่งกรรม” ได้อย่างกระจ่างแจ้งก็ยัง ไม่มีประโยชน์ ไม่รู ้จัก “มองอย่างอิสระ” แล้วจะเอา “อิสระที่ยิ่งใหญ่” มาจากไหน
หลี่ซีเซิ่งใช ้เสียงในใจกล่าว “เจิ้งจวีจงกับอวี๋โต้วออกจากนคร จักรพรรดิขาวไปยังนอกฟ้ าแล้ว”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ไปทาอะไรที่นอกฟ้ า?”
คนทั้งสองเดินออกจากห้องไปด้วยกัน หลี่ซีเซิ่งอธิบายให้เฉินผิง อันฟังคร่าวๆ ถึงสถานการณ์ของนครจักรพรรดิขาว
เฉินผิงอันถาม “การประลองครั้งนี้ ผลแพ้ชนะจะเป็ นเช่นไร?”
หลี่ซีเซิ่งกล่าว “ต่างคนต่างไม่ชนะแล้วก็ไม่ได้แพ้กระมัง”
เรื่องวงในบางอย่าง หลี่ซีเซิ่งไม่สะดวกจะเปิดเผยความลับสวรรค์ มากเกินไป
ยกตัวอย่างเช่นตอนที่อยู่ในนครจักรพรรดิขาว เจิ้งจวีจงได้ยิ้ม เอ่ยกับอวี่โตัวไปประโยคหนึ่งว่า มาก็มาแล้ว
อวี๋โต้วที่สวมชุดคลุมอาคมสะพายกระบี่ติดตามอาจารย์เดินทาง ข้ามทวีปมาด้วยกันเอ่ยตอบกลับไปว่า ตรงกับความต้องการของข้า พอดี
ถึงอย่างไรทั้งสองฝ่ ายก็ได้พบเจอกันแล้ว จึงไม่ยินดีจะพูดมาก แม้แต่ค าเดียว
ขอบเขตสิบสี่สองคน อีกทั้งยังเป็ นขอบเขตสิบสี่ที่ต่อสู้เก่งกันทั้ง คู่ ต่างก็มีไฟโทสะลุกแรงไม่น้อย
การนัดต่อสู้ที่คาพูดกระชับความหมายเรียบง่ายนี้ ปรมาจารย์ มหาปราชญ์ไม่ได้ขัดขวาง มรรคาจารย์เต๋าก็รู ้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร
เฉินผิงอันกล่าว “นี่ก็จะหมายความว่าขอแค่อวี๋โต้วนั่งบัญชา การณ์ป๋ ายอวี้จิง อาจารย์เจิ้งก็ยังต้องแพ้หรือ?”
หลีซีเซิ่งพยักหน้า “อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็เป็ นเช่นนี้ วันหน้าจะ เป็ นอย่างไรมิอาจค านวณได้”
เฉินผิงอันมีสีหน้าปั้นยาก
หลี่ซีเซิ่งยิ้มเอ่ย “นี่เป็ นความจริง มีอะไรก็พูดอย่างนั้น ข้าไม่มี อะไรให้ต้องล าบากใจหรอก”
ดวงตาสีทองคู่นั้นหายไปแล้ว เฉินผิงอันยกสองมือนวดคลึงข้าง แก้ม เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “หลี่เป่ าเจินเป็ นมาอย่างไรกันแน่ ท าไมถึง มาเป็ นน้องชายให้อาจารย์หลี่ เป็ นพี่ชายให้เป่ าผิงน้อยได้ หาก
เปลี่ยนเป็ นคนอื่น วันนี้ข้าคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่”
หากถูกเฉินผิงอันใส่เข้าไปในรายชื่อบางฉบับที่อยู่ในใจของเขา ก็จะเหมือนภูเขาตะวันเที่ยงในอดีต ถ้าอย่างนั้นตาแหน่งขุนนางทอผ้า ของหลี่เป่าเจินก็ถือว่าเดินมาสุดทางแล้ว
เห็นได้ชัดว่าหลี่ซีเซิ่งอ่อนใจมากยิ่งกว่า “ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร ์ที่ อ่านยาก แต่เจ้าวางใจได้เลย ต้องไม่มีครั้งหน้าแน่”
เดิมทีเฉินผิงอันยังอยากจะพูดอีกหลายประโยค เพียงแต่พอคิด ว่าอีกฝ่ายคือหลี่ซีเซิ่งก็เลยไม่พูด
หลักการเหตุผลตื้นเขินบางอย่างที่คล้ายคลึงกับประโยคว่า “ความเย่อหยิ่งฟุ้ งเฟ้ อ ลุ่มหลงในกามและการเสพสุขคือจุดเริ่มแห่ง ความเสื่อมความชั่วร ้าย” “คนฉลาดมีแต่ยิ่งนานจะยิ่งสอนได้ยาก หากไม่ลงโทษรุนแรงเพราะความผิดเล็กน้อยแต่เนิ่นๆ วันใดวันหนึ่งก็ อาจจะใช ้หลักธรรมยิ่งใหญ่ทาลายญาติพี่น้อง
คงเป็ นเพราะหลี่ซีเซิ่งเดาความคิดในใจของเฉินผิงอันออก จึงยิ้ม เอ่ยว่า “วางใจเถอะ”
เฉินผิงอันพลันเงยหน้าขึ้น
หลี่ซีเซิ่งและเสี่ยวโม่ก็เงยหน้ามองไปบนม่านฟ้ าในทันที
ศึกของนอกฟ้ าถึงกับชักน้าให้ม่านฟ้ าของไพศาลเกิดริ้ว กระเพื่อมเป็ นระลอก วงแสงเป็ นชั้นๆ ใหญ่เหมือนทะเลสาบยักษ์แผ่ ไหวตามมา
เฉินผิงอันพึมพาว่า “ข้ายังนึกว่าเป็ น “การประลองทางปุ่ น” ที่ ค่อนข้างปรองดองกันเสียอีก”
ยกตัวอย่างเช่นเลือกสนามรบอยู่ในสถานที่อย่างพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมของปรมาจารย์มหาปราชญ์หรือมรรคาจารย์เต๋า
หลี่ซีเซิ่งกล่าว “สนามรบอยู่ในพื้นที่ลับแห่งหนึ่งจริงๆ เป็ นมรรคา จารย์เต๋าที่โยนออกไปให้ เพียงแต่ว่าค่อนข้างอยู่ใกล้กับใต้หล้า ไพศาล แต่อวี๋โต้วและเจิ้งจวีจงต่างก็ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บง า”
เจ้าลัทธิรองแห่งป๋ ายอวี้จิง ผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริงเคยเอ่ยว่า คา วิจารณ์อย่างเสียดสีเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะเอามาพูดได้ บางทีอาจมี แค่เขาไม่เคยต่อสู้กับคนสองคนมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็ นผู้ไร ้ เทียมทานที่แท้จริง
หลี่เซิ่ง จอมปราชญ์น้อยแห่งใต้หล้าไพศาล และเฉินชิงดูเซียน กระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่
ส่วนเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว ทั้งร่างจริง จิตหยิน จิตห ยางกายนอกกายก็ล้วนได้ครอบครองขอบเขตสิบสี่พร ้อมกันทั้งสาม ร่างแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เจิ้งจวีจง” คนหลังสุดที่ยิ่งคัดลอกมาจาก “มรรคาจารย์เต๋า” โดยตรง
จิตใจ เวทคาถาและมรรคาของเจิ้งจวีจง ทั้งสามร่างล้วนมีครบถ้วน |
ไม่ช ้าก็เร็วทั้งบนฟ้ าและล่างฟ้ าจะต้องรู ้เรื่องนี้ เมื่อมีเค้าโครงแห่ง มหามรรคาในใจของเจิ้งจวีจงส่วนนี้แล้วก็ไม่ต้องสนใจแล้วว่า “ฟ้ า อ านวย” ของภายนอกจะเป็ นอย่างไร
ทว่าต่อให้ผู้ฝึกตนบนยอดเขาจะทยอยกันรู ้ข่าวที่ชวนให้ตะลึง พรึงเพริดนี้ ตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่รู ้ความจริงข้อหนึ่งที่อยู่ในชั้นที่ลึก ยิ่งกว่าอยู่ดี
นอกจากคนสามัคคีที่เรียกได้ว่าสุดยอดอย่างยิ่งแล้ว เจิ้งจวีจงยัง มีดินอวยพรที่อาพรางซ่อนแฝงอยู่อีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมของเจิ้งจวีจงเท่ากับว่าอยู่ในใต้หล้าไพศาลซึ่งเป็ น ที่ตั้งของนครจักรพรรดิขาว ขณะเดียวกันก็หนึ่งในขอบเขตสิบสี่ก็ ผสานมรรคาอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง แล้วก็อยู่ในใต้หล้ามืดสลัว หลังจากที่มรรคาจารย์เต๋าจากไปด้วย
ประเด็นสาคัญคือตอนที่บรรพจารย์สามลัทธิยังอยู่ เจิ้งจวีจงก็ทา ได้ถึงขั้นนี้แล้ว รอกระทั่งบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา เจิ้งจวีจง จะท าอะไรได้อีก?
ยกตัวอย่างให้ฟัง
ขอบเขตสูงต่าของผู้ฝึ กตนบนยอดเขาก็เหมือนกายธรรม ยิ่งใหญ่โอฬารซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน แน่นอนว่าขอบเขตบิน ทะยานและขอบเขตสิบสี่ทุกคนในโลกมนุษย์แต่ละคนต่างก็มีความ ร ้ายกาจเป็ นของตัวเอง ทว่าผู้ฝึกตนบนยอดเขาแทบทุกคนต่างก็เดิน ไปบนเส้นทางของตัวเองถึงได้มีขอบเขตของตัวเอง ระดับความสูง ของกายธรรมพวกเขา ถึงอย่างไรก็ไม่เคยเอื้อมไปแตะโดนคอขวด ของม่านฟ้ า
ทว่าระดับความสูงของกายธรรมเจิ้งจวีจงกลับเหมือนเพียงแค่ เพราะมีบรรพจารย์สามลัทธิขวางอยู่ ถึงได้ “ทาได้เพียง” สูงแค่นั้น
หลี่ซีเซิ่งถาม “เอาเหล้ามาด้วยหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “จะดื่มเหล้าอะไร?”
หลี่ซีเซิ่งยิ้มเอ่ย “เหล้าหมักข้าวเหนียวของบ้านเกิดพวกเราก็ พอ”
เฉินผิงอันจึงหยิบเหล้าหมักข้าวเหนียวของต่งครึ่งเมืองกาหนึ่ง ออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้หลี่ซีเซิ่ง แล้วก็หลุดขาอย่างอด ไม่ได้ “มองดูเหมือนแค่พอถูไถ แต่ราคากลับไม่ถูกเลยนะ”
เพราะมีป้ ายอักษรทองคาว่า “หลีจู” อยู่ บวกกับที่กาเหล้าทามา จากเครื่องกระเบื้องของเตาเผามังกรชาวบ้านในเมืองเล็ก ทุกวันนี้จึง ขายในราคาที่แทบจะใกล้กับเหล้าหมักตระกูลเซียนแล้ว ที่สาคัญคือ ยังมีคนซื้อจริงๆ
หลี่ซีเซิ่งดื่มเหล้าหมักข้าวเหนียวรสชาตินุ่มลื่นแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ พูดถึงเรื่องที่ไม่ดีของเจิ้งจวีจง ไม่พูดถึงจิตแห่งมรรคาดวงนั้นของเขา เจิ้งจวีจงคิดแต่อยากจะแสวงหาเวทคาถาเหนือเวทคาถา แสวงหา มรรคาเหนือมรรคา เจ้าและข้าที่เนื่องจากวิธีการฝึกตนของแต่ละคน จึงต้องกริ่งเกรงเขาหลายส่วน และยังมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ในตอนนี้ และในอนาคตทุกคนที่ก็ต้องระวังแล้วระวังอีก เพราะไม่มีใครที่รู ้ว่า สะพานไม้ท่อนเดียวที่ตัวเองเดินอยู่ใต้ฝ่ าเท้า วันใดจะไปอยู่ติดกับ เส้นทางของเจิ้งจวีจง แล้วอยู่ดีไม่ว่าดีก็เกิดการช่วงชิงบนมหามรรคา ขึ้นมา”
เฉินผิงอันพยักหน้า
หลี่ซีเซิ่งยิ้มเอ่ย “รู ้สึกเห็นพ้องอย่างลึกซึ้ง”
จาต้องยอมรับในเรื่องหนึ่งว่า ดูเหมือนว่าหมื่นปีที่ผ่านมาของ โลกมนุษย์ก็เป็ นเจิ้งจวีจงที่มีอิสระเสรีที่สุด
หลีซีเซิ่งกล่าว “เรื่องของความคิด ได้ผลลัพธ ์เป็ นอย่างไรบ้าง?”
เฉินผิงอันตอบ “ความคิดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อเทียบกับ ศิษย์พี่ชุยในปี นั้นแล้วก็น้อยกว่าเกินครึ่ง พยายามจะเก็บรวบรวม
ความคิดมาให้ได้มากที่สุด เทียบกับชุยตงซานแล้วก็มากกว่าอย่าง น้อยครึ่งหนึ่ง”
หลีซีเซิ่งพยักหน้า “เก่งมากแล้วล่ะ”
อย่างแรกยากที่คาว่า “เป็ นธรรมชาติ” การเก็บรวมรวมและการ หยุดความคิดของอย่างหลังไม่ใช่การรวบรวมสมาธินั่งลืมตนของผู้ ฝึกลมปราณทั่วไป แล้วก็ต่างจากเรือนแห่งใจของเต้ากวานป๋ ายอวี้จิง กับการนั่งเข้าฌานของลัทธิพุทธด้วย
หลี่ซีเซิ่งยิ้มเอ่ย “เป่าผิงติดตามพวกเจ้าสานักชุยนั่งโดยสารเรือ ข้ามฟากกลับบ้านเกิดข้าจะไปช่วยปกป้ องมรรคาให้สักหน่อย”
เฉินผิงอันรีบเอ่ยขอบคุณ หลี่ซีเซิ่งตอบกลับมาอย่างไม่สบ อารมณ์ว่า เจ้าเป็ นพี่ชายของนางหรือไร
เสี่ยวโม่กลั้นขา
เฉินผิงอันเหลือบมองม่านฟ้ าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ถอน สายตากลับมา ประสานมือคารวะอาลาหลี่ซีเซิ่ง หลี่ซีเซิ่งก็ประสาน มือคารวะกลับคืน
หลี่ซีเซิ่งออกไปจากแคว้นชิงหลวนก่อน ครั้นจึงมุ่งหน้าไปยังนคร มังกรเฒ่าทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป
เสี่ยวโม่พลันใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “คุณชาย ข้าอยากรับหลิ่วซัว ไว้เป็ นลูกศิษย์”
เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “เขาคือผู้ฝึกกระบี่หรือ?”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ไม่ใช่”
เฉินผิงอันกระจ่างแจ้งทันใด เสี่ยวโม่ไม่ได้เชี่ยวชาญแค่เวทกระบี่ เท่านั้น เขาเรียนรู ้มาอย่างหลากหลาย สอนหลิ่วซัวที่เป็ นห้าขอบเขต กลางคนหนึ่งก็มากพอเหลือแหล่
เสี่ยวโม่กล่าว “ข้ารับหลิ่วซัวเป็ นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อ เขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับภูเขาลั่วพั่ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เจ้ารับลูกศิษย์ข้าก็วางใจ แต่เจ้าต้องปล่อย เขาไว้ก่อนสักสองสามวัน….ช่างเถอะ ไม่ได้มีอะไรแตกต่าง เจ้าไป บอกกับหลิ่วซัวตรงๆ เลยแล้วกัน”
หลิ่วซัวฉลาดมากพอ อีกทั้งยังเป็ นคนคิดมาก บังเอิญมาเจอ อาจารย์อย่างเสียวโม่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็ นวาสนาตระกูลเซียนอย่าง หนึ่งที่หลิ่วซัวควรได้รับ
พาเสี่ยวโม่หวนกลับไปยังภูเขาลั่วพั่ว เฉินผิงอันไปที่เรือนไม้ไผ่ ก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นจึงรีบไปพบศิษย์พี่จวินเชี่ยน
บนภูเขา เซี่ยโก่วถึงกับกลับคืนสู่รูปโฉมที่แท้จริง ดื่มเหล้ากับ ศิษย์พี่จวินเชี่ยนด้วยรูปลักษณ์ของป๋ ายจิ่ง เรียกได้ว่าดื่มอย่างห้าว หาญ ไม่เหลือภาพลักษณ์ของเด็กสาวผู้บอบบางอีกแม้แต่น้อย
เห็นว่าเสี่ยวโม่กลับมาที่ภูเขาแล้ว ป๋ ายจิ่งก็แค่ส่งเสียงเรอ ยิ้มจน ตาหยี
เฉินผิงอันเอ่ยเรียกศิษย์พี่จวินเชี่ยนคาหนึ่ง หลิวสือลิ่วพยักหน้า รับด้วยรอยยิ้ม บอกให้ศิษย์น้องเล็กกับเสี่ยวโม่นั่งลงดื่มเหล้าด้วยกัน
เฉินผิงอันท าท่าจะพูดแต่ไม่พูด
จวินเชี่ยนยิ้มกล่าว “ป๋ ายเหย่ถูกเว่ยซานจวินลากตัวไปพบ อาจารย์ใหญ่ที่ภูเขาพีอวิ๋นแล้ว หมี่ลี่น้อยก็ตามไปเล่นด้วย”
เฉิงผิงอันไม่อยากจะไปพบป๋ ายเหย่ที่ภูเขาพีอวิ๋น รับรองแขก เช่นนี้ไม่เหมือนภูเขาลั่วพั่วเกินไปแล้ว
บางทีต่อให้ศิษย์น้องเล็กอยากจะไป ศิษย์พี่อย่างจวินเชี่ยนก็คง จะห้ามไว้อยู่ดี ไม่มีความจาเป็ นต้องทาให้โจ่งแจ้งเช่นนี้ สหายรักป๋ าย เหย่ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ชอบพิธีรีตองอยู่แล้ว
ในช่วงยุคบรรพกาล ป๋ ายจิ่งกับเสี่ยวโม่ถือว่าเป็ นคนรู ้จักเก่า ของจวินเชี่ยนแล้วแน่นอนว่าไม่ถือว่าเป็ นสหายอะไร เมื่อเทียบกัน แล้ว จวินเชี่ยนยังคุ้นเคยกับเสี่ยวโม่มากกว่า
จวินเชี่ยนกล่าว “อาจารย์เสี่ยวโม่ จิบเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่ก่อน ดื่มเหล้าไปแล้วก็สามารถไปที่ใต้หล้ามืดสลัวได้ทุกเมื่อ เจ้าอารามผู้ เฒ่ารอท่านอยู่ที่ดวงจันทร ์เฮ่าไฉ่ สหายเก่าแก่ที่ไม่ได้พบเจอกันมา นานหมื่นปีแล้ว จะได้ดื่มเหล้ามื้อที่สองติดกันไปเลย”
เสี่ยวโม่พยักหน้ายิ้มรับ “สามารถดื่มเป็ นเพื่อนอาจารย์จวินเชี่ยน ก่อนได้”
ใต้หล้าไพศาล ใต้หล้ามืดสลัว ใต้หล้าบงกชและใต้หล้าห้าสีใหม่ ล่าสุด เส้นทางในการข้ามใต้หล้าระหว่างกันถือว่าค่อนข้างมีความ มั่นคง ก็เหมือนสาขาแยกของแม่น้าแห่งกาลเวลาที่ถูกสร ้างเขื่อนกั้น
ขึ้นมา
ครั้งนี้เสี่ยวโม่ไปเยี่ยมเยือนสหาย นอกจากจะไปราลึกความหลัง กับเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวแล้วยังมีอีกสองเรื่องที่คุณชายของตนกาชับ เอาไว้ เรื่องหนึ่งในนั้นเกี่ยวกับ “เซอเยว่” คนรักของเจ้าส านักหลิว
ก่อนหน้านี้สหายปี้เซียวมาเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่ว เคยได้ท า การค้าครั้งหนึ่งกับเจ้าสานักชุย ใช ้วิชาอภินิหารนา “ผลงานที่ แท้จริง” บนหน้าผาหินดาก้อนนั้นกลับไป
หินผาสีดาที่มีหลุมมีบ่อเหมือน “ที่นั่ง” มากมายข้างลาคลอง หลงซวีก้อนนั้น ชาวบ้านในเมืองเล็กเรียกภาษาบ้านๆ ว่าหลังวัวด า
ชุยตงซานที่เคยทาการตรวจสอบภูเขาสายน้าทุกที่ในถ้าสวรรค์ หลีจูอย่างละเอียดมาก่อนถึงกับมองความมหัศจรรย์ของมันไม่ออก แม้แต่น้อย สุดท้ายก็ถูกเจ้าอารามผู้เฒ่ามาเก็บเอาไป
ก็ไม่แปลกที่ชุยตงชานมิอาจเก็บตกของดีชิ้นใหญ่ชิ้นนี้ไปได้ หนึ่งเพราะขอบเขตไม่มากพอ สองเพราะในที่ตั้งเก่าของถ้าสวรรค์หลี
จูแห่งนี้ บุคคลและเรื่องราวที่เรียกได้ว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์มี น้อยนักหรือ?
หนุ่มน้อยยังอ่อนต่อโลก ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มองพลาดกันไป บ้าง
หินดาก้อนนั้นก็คือคันฉ่องตาหนักดวงจันทร ์ที่เคยหล่นลงไปอยู่ ใต้น้าของดอกบัว ในคันฉ่องมีดวงจันทร ์บรรพกาลที่ระดับขั้นสูงมาก อยู่ดวงหนึ่ง จิตสัมผัสตรงต้องกัน จิตวิญญาณด ารงอยู่ยาวนานนับ หมื่นปี
ส่วนสมบัติชิ้นนี้พลิกผันตลอดทางจนมาถึงถ้าสวรรค์หลีจู หล่น ลงพื้นหยั่งรากกลายเป็ นหินผาไปได้อย่างไร ต้องมีความเกี่ยวข้องกับ มังกรที่แท้จริงตัวสุดท้ายของโลกแน่นอนเพราะคนทั้งโลกต่างก็รู ้กันดี ว่าในอดีตธิดามังกรมีสินเดิมอุดมสมบูรณ์มากถึงเพียงใด