กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1060.5 จุดที่จ้องมองคือจุดที่หลงใหลที่สุด
ส่วนการคาดเดาที่กู้ช่านพูดให้หลิวเสี้ยนหยางฟัง มิอาจพูดได้ ว่าอยู่ห่างจากความจริงไปหมื่นลี้ อันที่จริงเขาเดาความจริงส่วนหนึ่ง ถูกจริงๆ มีความเกี่ยวข้องกับเชียงจวินเจ้าตาหนักหลิงเฟยที่มีฉายา ว่าตั้งหลิงและภูเขาฉือวิ๋นภูเขาป๋ ายเยว่เก่า
เพียงแต่ว่าโอกาสในการผสานมรรคาที่สาคัญที่สุดของเซอเยว่ วกวนอ้อมค้อมไปมากมาย สุดท้ายก็ยังย้อนกลับไปที่ดวงจันทร ์เฮ่า ไฉ่อยู่ดี ราวกับว่าของได้กลับคืนสู่ต าแหน่งเดิม ขาดก็แค่ของไม่ได้ กลับคืนสู่เจ้าของก็เท่านั้น
คราวก่อนที่เจ้าอารามผู้เฒ่าใช ้เงินก้อนใหญ่ซื้อหินดาก้อนนั้น ไป เฉินผิงอันก็อยากจะซื้อมันกลับมาใหม่อีกครั้ง ก่อนหน้านี้ชุยตง ซานเคยเป็ นคนเสนอราคา คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็ นเสี่ยวโม่ดูบ้าง
หากไม่มีเสี่ยวโม่ คาดว่าคงไม่มีอะไรให้ต้องคุยกันแล้ว
ส่วนเรื่องที่สองมีความเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกยุทธหญิงเฉินยวนจี
เพราะตอนนั้นสหายปี้เซียวที่อยู่หน้าประตูภูเขาได้พูดกับเฉิน ยวนจีที่ทุกวันจะต้องฝึกท่าเดินนิ่งบนเส้นทางเทพที่มุ่งสู่ยอดเขาจี้หลง เขาถามว่านางชื่อเฉินยวนจีใช่หรือไม่
แซ่ “เฉิน” ของนาง สามารถอธิบายได้ว่า “ภูเขาเล็กแต่สูง สูงชัน สง่างาม” ยวนจีก็ยิ่งเข้าใจได้ง่ายแล้ว ก็คือเครื่องทอผ้าของชาวบ้าน ซึ่งนักกวีได้ให้ความหมายที่งดงามไว้ว่าเงาของดอกไม้ที่เคลื่อนไหว
ก่อนหน้านั้นเฉินผิงอันไปเยือนหอกั้วอวิ๋น ได้ถามลู่เฉินว่าเฉิน ยวนจีและตระกูลของนาง เป็ นเพราะเขาสู่เฉินที่ช่วยสานสะพาน ความสัมพันธ ์ถึงได้ย้ายมาอยู่ที่หลงโจว จากนั้นก็มาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว ใช่หรือไม่
ลู่เฉินท าเป็ นไขสือ
ก่อนที่เสี่ยวโม่จะออกเดินทางไกลได้เอ่ยเตือนเซี่ยโก่วอีกครั้ง
ป๋ ายจิ่งเพียงแค่โบกมือบอกเป็ นนัยว่ามีนางอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว การ ปิดด่านของเจ้าขุนเขาเฉินไม่มีทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันแน่
รอกระทั่งเสี่ยวโม่เดินเข้าไปในเรือนก็กลายร่างเป็ นสายรุ ้งที่ ทะยานสู่ม่านฟ้ า
ป๋ ายจิ่งยังคงนั่งอยู่ข้างโต๊ะ นางขมวดคิ้ว ดื่มเหล้าเงียบๆ ไปอีก ใหญ่
จวินเชี่ยนหัวเราะฮ่าๆ “ข้าก็ว่าแล้วเชียว เขาไม่มีทางหึงหรอก”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “นั่นก็ไม่แน่เสมอไป”
ดวงตาป๋ ายจิ่งเป็ นประกายวาววับ กลับคืนมามีรูปลักษณ์เป็ นเด็ก สาวสวมหมวกขนเตียวอีกครั้ง “จริงหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “แค่เดาเอาเท่านั้น อาจไม่ถูกต้อง”
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว เบ้ปากพูด “ถามอาจารย์ผู้เฒ่าจูก็จะรู ้ แล้วว่าจริงไม่จริง”
ใต้หล้ามืดสลัว ดวงจันทร ์สองดวงลอยอยู่เคียงคู่กัน
ดุจดวงตาสองดวงของสาวงาม จุดที่จ้องมองไปก็คือโลกมนุษย์
เจ้าอารามผู้เฒ่าเรือนกายสูงใหญ่เดินออกมาจากกระท่อม
นักพรตน้อยที่นั่งยองอยู่บนพื้นประหลาดใจอยู่บ้าง ยังมีบุคคลใด ที่ต้องให้อาจารย์ของตนออกมาต้อนรับด้วยตัวเองอีกหรือ?
นอกห้องมีนักพรตร่างผอมแห้งทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายความ ยากจนคนหนึ่ง เขาเลิกเปลือกตาขึ้น เห็นเพียงแสงกระบี่พร่างพราว เส้นหนึ่งที่แหวกผ่าม่านฟ้ ามา พริบตาเดียวก็มาถึงในดวงจันทร ์
คือใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย อีกฝ่ ายเก็บปราณกระบี่ สวมหมวกเหลือง รองเท้าเขียวถือไม้เท้าไผ่เขียว รูปโฉมคือคนหนุ่ม มองดูแล้วเป็ นคน ชื่อไม่มีพิษไม่มีภัย
เจ้าอารามผู้เฒ่าเห็นหน้าอีกฝ่ ายก็ยิ้มถามทันที “ถูกนางจับไป นอนด้วยหรือยัง?”
เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไม่คุยเรื่องนี้”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากลับไม่ยอมปล่อยสหายรักคนนี้ไป “บอกเจ้าแต่ แรกแล้วว่าให้เปิดใจหน่อย เจ้านอนกับนาง นางนอนกับเจ้า ไม่ได้มี อะไรแตกต่าง ใครนอนกับใครก็คือนอนเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
เสี่ยวโม่กล่าว “สหายปี้เซียว หากเจ้ายังคุยเรื่องนี้ต่อ ข้าจะกลับ แล้วนะ”
ลูกศิษย์สองคนที่อยู่ในและนอกห้องต่างก็ประหลาดใจกันมาก ไม่รู ้ว่าอีกฝ่ ายคือเทพเซียนจากที่ใดถึงได้ท าให้อาจารย์ของตัวเองมี ท่าทีสนิทสนมไม่ห่างเหินเช่นนี้
อาจารย์ของพวกเขาไม่ใช่นักพรตที่จะล้อเล่นกับใครได้ง่ายๆ ประเด็นส าคัญคืออีกฝ่ายยังกล้าพูดว่าจะกลับด้วย
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะลั่นคว้าแขนของเสี่ยวโม่เอาไว้ “ไป ไป ดื่มเหล้ากัน ยังคงเป็ นเหล้าที่หมักเอง ดูสิว่าเมื่อเทียบกับในปีนั้น ฝีมือ มีการพัฒนาไปสักกี่ส่วน”
เสี่ยวโม่ใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “มีอยู่สองเรื่องที่อยากจะปรึกษากับ สหายปี้เซียว”
“ก็ไม่ใช่เรื่องที่ว่าคันฉ่องโบราณบานนั้นจะเป็ นของใครและ รากฐานของแม่นางน้อยคนหนึ่งหรอกหรือ”
เจ้าอารามเฒ่าบ่น “สหาย ไม่ได้เจอกันหมื่นปี ได้กลับมาพบกัน อีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายทาไมพอเจอหน้าถึงได้พูดเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
น่าเบื่อยิ่งนัก หากเจ้าอยากจะคุยเล่นจริงๆ ต่อให้คุยเล่นถึงศิษย์หลาน ที่ได้มาเปล่าๆ ของผินเต้าคนนั้นก็ยังดีนะ”
ศิษย์หลานที่ได้มาเปล่าๆ ที่เจ้าอารมผู้เฒ่าพูดถึง แน่นอนว่าต้อง เป็ นเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงที่พาตัวมาส่งถึงที่เรียกขานเขาว่าอาจารย์ อา
ลู่เฉินมีห้าฝันเจ็ดจิตธรรม หนึ่งฝันหนึ่งจิตธรรมในนั้นยากจะ แบ่งแยกว่าเป็ นหนึ่งหรือเป็ นสอง
นอกจากนี้เจินเหรินกระดูกขาวที่ไปหลบซ่อนตัวเหมือนปลาที่ หลุดรอดหว่างแห รวมไปถึงเจิ้งฮ่วนลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่ถูกลู่เฉินเก็บ กลับมาแล้วก็คือสองในห้าฝัน
ในพื้นที่มงคลดอกบัว อวี๋เจินอี้ที่ “อึ้งงันเป็ นไก่ไม้” ซึ่งเคยได้ กวานเต๋าดอกบัวสีเงินชิ้นนั้นไปครอง และยังมีนกขมิ้นที่สามารถ ตรวจสอบชะตาบุ๋นได้ คือสองในเจ็ดจิตธรรมที่จ าแลงมาจากมหา มรรคาบนเส้นทางการฝึกตนของลู่เฉิน
เสี่ยวโม่ถูกดึงให้ไปนั่งข้างโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง ผิวโต๊ะเหมือนลายน้าที่ กระเพื่อมเป็ นระลอกหากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่าเป็ นพื้นที่มงคล ดอกบัวอีกแห่งหนึ่งที่มีความแตกต่างจากพื้นที่มงคลรากบัว
ก่อนจะนั่งลง เสี่ยวโม่ไม่ลืมยิ้มเอ่ยแนะนาตัวเองกับนักพรตหนุ่ม คนนั้น
หวังหยวนลู่ที่เพิ่งเป็ นลูกศิษย์ใหญ่ของเจ้าอารามผู้เฒ่าได้แค่ ไม่กี่วันทาหน้าตกตะลึงที่ได้รับความเมตตาโดยไม่คาดฝัน ได้ยิน คาแนะนาตัวเองของผู้อาวุโสคนนั้น หวังหยวนลู่ก็รีบก้มหัวลงค านับ ขาดก็แค่ไม่ได้เอาหัวโขกพื้นเท่านั้น
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มพูดวิจารณ์ลูกศิษย์ใหญ่เปิ ดขุนเขาของ
ตัวเองคนนี้ว่า “เจ้าตัวแสบต้นกล้าที่ดี”
หวังหยวนลู่รู ้สึกว่าค ากล่าวสองอย่างนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน เพียงแต่ว่าไม่กล้าพอจะเถียง
เสี่ยวโม่พยักหนา “คุณสมบัติในการฝึกตนดี หาได้ยากจริงๆ”
“ส่วนคนที่ช่วยหลอมโอสถอยู่ในห้องคนนั้น ไม่พูดถึงดีกว่า แต่ สิ่งเดียวที่พอจะใช ้ได้ก็คือขยันหมั่นเพียรในการฝึกตน”
“ประสบความสาเร็จในตอนที่อายุมากแล้ว ไม่ถ่วงรั้งต่อการที่เขา จะโดดเด่นขึ้นมาในภายหลัง เรื่องของการฝึกตนขอแค่ไปถึงธรณี ประตูของคุณสมบัติในข้อนี้ได้ก็ต้องแข่งกันในเรื่องความขยันและ ความโชคดีในช่วงหลัง ในเมื่อมีจิตแห่งมรรคาที่ขยันหมั่นเพียรใน การฝึ กตน อีกทั้งยังเป็ นลูกศิษย์ที่ได้รับการบันทึกชื่อของสหายปี้ เซียว จะโชคร ้ายได้อย่างไรกัน คิดดูแล้วบนยอดเขาในอนาคตจะต้อง มีพื้นที่สาหรับเขาแน่นอน”
นักพรตน้อยที่ช่วยหลอมยาอยู่ในห้องในยินคาพูดอบอุ่นประโยค นี้ก็ซาบซึ้งใจจนเกือบจะหลั่งน้าตาอยู่รอมร่อ
เจ้าอารามผู้เฒ่าร ้องเอ๊ะ “ดูเหมือนสหายจะยังไม่ได้ดื่มเหล้าเลย นะ”
เสี่ยวโม่ยื่นมือมาตบโต๊ะ ยิ้มเอ่ยว่า “ก็เหมือนอย่างที่สหายปี้เซียว กล่าว พวกเรามาคุยเรื่องเป็ นการเป็ นงานกันก่อน”
แน่นอนว่าคือการดื่มสุรารสเลิศ
เจ้าอารามผู้เฒ่าโบกชายแขนเสื้อ บนโต๊ะก็มีเหล้าสามชนิดที่ หมักเอง แล้วยังมีชามขาวอีกสามใบ
เหล้าเซียนที่หมักคนละปีแบ่งออกเป็ นชื่อร ้อยปี พันสารท หมื่น กาล
เสี่ยวโม่ฟังคาอธิบายของสหายปี้เซียวแล้วก็หยิบเหล้าร ้อยปี ขึ้นมาก่อน ไม่รีบร ้อนหยิบเหล้าอีกสองชนิดที่เหลือขึ้นมา หนึ่งใน ความโชคดีของชีวิตคนนั้นอยู่ที่ว่าความขมขื่นหมดสิ้นแล้วได้ลิ้มรส หวาน ค่อยๆ เข้าสู่สภาวะที่ยอดเยี่ยม
แกะผนึกดินออก เสี่ยวโม่รินเหล้าหนึ่งชาม แหงนหน้ากระดกดื่ม เหล้าจนหมด จากอีกสองชาม ล้วนดื่มหมดในรวดเดียว
หมักเหล้าและดื่มเหล้ากับสหายปี้เซียวไม่เคยรู ้ว่าอะไรคือการยุ ให้ดื่ม
เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ดื่มเช่นนี้เหมือนกัน ดื่มหมดสามชามติดเป็ น เพื่อนเสี่ยวโม่
เจ้าอารามผู้เฒ่าพลันขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นกับกระบี่บินเล่ม นั้น?”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ดึงออกไปแล้ว มอบให้กับแม่นางน้อยคนหนึ่งที่ คุณสมบัติดีมาก”
หวังหยวนลู่ขยับเท้าเดินไปนั่งยองเอาสองมือสอดกันไว้ในชาย แขนเสื้ออยู่ใต้ชายคาเขาฟังจนหนังตากระตุก ผู้ฝึ กกระบี่บริสุทธิ์ ขอบเขตบินทะยานทาอะไรห้าวหาญขนาดนี้เลยหรือ?
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกมือขึ้นนับนิ้วคานวณ “นังหนูน้อยผู้นี้ คุณสมบัติดีจริง ถือเป็ นวัตถุดิบสวรรค์ที่ก่อกาเนิดขึ้นมาตาม โชคชะตา กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนี้ของเจ้า หากมีฐานะเป็ น อาจารย์และศิษย์กันก็ไม่ถือว่ามอบให้อย่างเสียเปล่า”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ไม่มีฐานะเป็ นอาจารย์และศิษย์กัน เป็ นเรื่องที่ ไม่ได้ส าคัญอะไร”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะฮ่าๆ “ไม่เสียแรงที่เป็ นสหาย แบบนี้สิถึง จะถูกใจ”
เหล้าร ้อยปีของบนโต๊ะกลับกลายเป็ นว่ามีปริมาณน้อยที่สุด
นี่แสดงให้เห็นถึงวิถีแห่งการรับรองแขกของเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวได้ เป็ นอย่างดี
เสี่ยวโม่ตบหัวตัวเอง รีบลุกขึ้นยืน หยิบของขวัญพบหน้าสองชิ้น ออกมาจากชายแขนเสื้อ เดินไปที่กระท่อม แยกกันมอบให้กับ นักพรตหนุ่มที่อยู่ใต้ชายคาและเด็กหนุ่มที่หลอมยาอยู่ในห้อง
พวกเขาต่างก็ไม่ได้เกรงใจผู้อาวุโสบนภูเขาที่มือเติบใจกว้างผู้นี้ คนหนึ่งคือกลัวความจนมากจริงๆ ส่วนอีกคนหนึ่งก็ใจใหญ่ไม่คิด
อะไรมากมาตั้งแต่เด็กแล้ว
รอกระทั่งเสี่ยวโม่กลับมานั่งที่เดิม เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ใช ้เสียงใน ใจถามว่า “เมื่อไหร่ถึงจะถือว่าใช ้หนี้เสร็จ ได้กลับคืนมามีอิสระอย่าง แท้จริง?”
เสี่ยวโม่ใช ้นิ้วชี้ไปยังสุราที่มีอยู่เต็มโต๊ะด้วยท่าทางฮึกเหิม “โต๊ะ หนึ่งตัวสหายสองคนกับเหล้าสามชนิดก็ไม่ได้มีอิสระมานานแล้ว หรอกหรือ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ถามว่า “เจ้าเคยเจอ กับเจิ้งจวีจงหรือไม่?”
เจ้าหมอนี่ขึ้นไปตีกับอวี๋โต้วที่นอกฟ้ าแล้ว ต้องเป็ นการต่อสู้กัน อย่างจริงจังแน่นอน แต่ทั้งสองฝ่ ายต่างก็รู ้ใจกันดีเยี่ยม ไม่มีทางตีกัน อย่างเอาเป็ นเอาตาย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีความจาเป็ นนั้น
มาถึงขอบเขตอย่างพวกเขา นอกจากวิธีที่เป็ นสมบัติกันกรุซึ่งไม่ มีทางเอาออกมาแสดงให้ใครเห็นง่ายๆ หาไม่แล้วต่อให้เป็ นการ ประลองมรรคกถาที่หยุดแต่พอสมควร ตบะตื้นลึก วิธีการมากน้อย
พลังสังหารสูงต่า การป้ องกันแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย ก็ล้วนอยู่ใน ระดับที่พอๆ กันหมดแล้ว
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ยังไม่เคยได้เจอกับเจ้านครเจิ้งผู้นี้”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพูดชวนคุย “เจ้าเอาคันฉ่องโบราณบานนั้น กลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วได้เลย ส่วนประวัติความเป็ นมาของสตรีที่ชื่อว่า เฉินยวนจีผู้นั้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสานักบางแห่งในจูโจวของ ใต้หล้ามืดสลัว แต่อดีตของเฉินหยวนจีไม่ได้มีความเป็ นมายิ่งใหญ่ อย่างคนที่ชื่อจูลู่ บอกเฉินผิงอันว่าไม่ต้องคิดมาก เรื่องในอดีตล้วน ผ่านไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาสู่เฉินถ่ายลงบนถนนใหญ่ก็มักจะไม่เช็ด กันอยู่แล้ว”
เสี่ยวโม่ไม่ได้เอ่ยขอบคุณ เพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้นกระดกดื่มจน หมด
เป็ นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันยังดูแคลนมิตรภาพส่วนตัวระหว่างเสี่ยว โม่กับเจ้าอารามผู้เฒ่าเกินไป
อยู่ดีๆ เจ้าอารามผู้เฒ่าก็พูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา “หวนนึกถึงปีนั้น ในขบวนคนยาวเหยียด เดินอยู่บนถนนตามอยู่หลังกันของนักพรตที่ ปักปิ่นไม้ ประหนึ่งงูที่เลื้อยไปบนทางคิดถึงมากเลยนะ”
เสี่ยวโม่พยักหน้า จาได้ว่าเด็กหนุ่ม “ใบ้” ที่ตอนนั้นเดินอยู่ ท้ายสุดของขบวนก็คือมรรคาจารย์เต๋าในทุกวันนี้
ตอนนั้น “นักพรต” จานวนน้อยนิดที่ติดตามอยู่ข้างกาย “นักพรตเซียนเว่ย” ในช่วงแรกแทบจะบรรลุมรรคากันทุกคนแล้ว อย่างแย่ที่สุดก็ยังเป็ นเซียนดิน
เจ้าอารามผู้เฒ่าทอดถอนใจ “สร ้างคุณูปการเสร็จสิ้นก็ถอนตัว ออกมา สมเหตุสมผลตามหลักฟ้ าดินแล้ว”
เสี่ยวโม่กล่าว “ไม่ว่าจะเป็ นจิตใจที่แสวงหามรรคาหรือ ความสามารถในการต่อสู้ เจ้าล้วนสู้ไม่ได้”
ประโยคนี้ของแขกที่มาเยืน แม้ว่าจะเป็ น…ความจริง แต่กระนั้น เด็กหนุ่มที่อย่ในห้องได้ยินแล้วก็ยังเหงื่อหลั่งขนลุกชัน ร่างเกร็งแน่น กลัวก็แต่ว่าคนข้างนอกจะคว่าโต๊ะตีกัน
หวังหยวนลู่เอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อเบิกตากว้าง เหม่อ มองผู้อาวุโสที่เรื่องไหนไม่พูดดันมาพูดเรื่องนี้ ได้เรียนรู ้แล้ว ได้เรียนรู ้ แล้ว เวลาไปเป็ นแขกบ้านคนอื่นยังทาแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
พวกเขารู ้ดีอยู่แก่ใจว่านี่คือประโยคที่อาจารย์ท่านผู้อาวุโสไม่ ชอบฟังมากที่สุด ไม่มีหนึ่งใน!
ลู่เฉินไม่กล้าพูด นักพรตหญิงอู่โจวก็ไม่กล้าพูดเหมือนกัน เต้า กวานเทียนเซียนของป๋ ายอวี้จิงไม่กล้าพูด ผู้ฝึกตนบนยอดเขาทุกคน ของใต้หล้ามืดสลัวล้วนไม่มีใครกล้าพูดกระมัง
คิดไม่ถึงว่าเจ้าอารามผู้เฒ่าจะแค่ยกชามเหล้าขึ้น คลี่ยิ้มอย่าง สง่างาม “ดื่มเหล้าๆ”
สายตาของเสี่ยวโม่ใสกระจ่าง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “แต่ข้ากลับเป็ น แค่สหายของเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวชายหาดลั่วเป่า สุราดี สหายกลับดียิ่ง กว่า”
เจ้าอารามผู้เฒ่าแผดเสียงหัวเราะดังลั่น อารมณ์เบิกบานอย่าง มาก
ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่ว ไม่ได้เจอเฉินผิงอันกับเผยเฉียน หลี่ไหว จึงพาภูตจิ้งจอกเหวยไท่เจินกลับไปยังบ้านบรรพบุรุษ น่าเสียดายที่ เพื่อนบ้านในอดีตส่วนใหญ่ล้วนย้ายไปอยู่ในตัวเมืองกันหมดแล้ว
ก็ดีเหมือนกัน หลี่ไหวจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไร อันที่จริงตอนที่ยัง เป็ นเด็กน้อยสวมกางเกงเปิดก้น หลี่ไหวที่เป็ นเด็กแข็งแรงสดใสมักจะ ชอบไปขลุกอยู่กับพวกสตรีวัยกลางคนสตรีออกเรือนแล้วเป็ นพิเศษ ฟังพวกนางคุยเรื่องสัพเพเหระในบ้านกัน
หลินหยกดิบกับต่งครึ่งเมืองไปที่ท่าเรือหนิวเจี่ยวด้วยกัน ไปรับ เพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งที่มาจากเมืองหลวงต้าหลี
สือเจียชุนที่แต่งงานมีครอบครัว แม้กระทั่งลูกของนางก็ยัง แต่งงานแล้ว สตรีออกเรือนแล้วย่อมไม่ได้มัดแกละถักเปียสองข้าง เหมือนตอนที่ยังเป็ นเด็กน้อยอีก
สือเจียชุนเอ่ยหยอกล้อว่า “ต่งสุ่ยจิ่ง ไม่มีคุณธรรมเลยนะ ข้าอยู่ เมืองหลวงก็ยังได้ยินชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ของเจ้า ร่ารวยขนาดนี้แล้วไม่
รู ้จักช่วยข้าเช่าเรือตระกูลเซียนมาไว้โอ้อวดสักล า ข้าจะได้แสร ้งท า เป็ นคนมีเงินบนภูเขาสักครั้ง?”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มเอ่ย “เงินทองไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู ้ง่ายๆ”
หลินโส่วอีหัวเราะหยัน “สือเจียชุน เจ้าคงจะยังไม่รู ้ เมื่อหลายปี ก่อนยังเป็ นต่งครึ่งเมือง ทุกวันนี้พวกเราควรเรียกเขาว่าต่งครึ่งทวีปได้ แล้ว อย่าว่าแต่ให้เรือข้ามฟากที่อยู่ในนามของเขาพาเจ้าเดินทางมา เลย ต่อให้ต่งครึ่งทวีปมอบเรือข้ามฟากบนภูเขาลาหนึ่งให้เจ้าเปล่าๆ ก็ยังถือว่าเป็ นเงินเล็กน้อยที่แคะออกมาจากซอกเล็บของเขา”
ต่งสุ่ยจิ่งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “หลินหยกดิบเจ้าหุบปากไปเลย อย่าลืมนะว่าเจ้าติดเงินเทพเซียนข้าหนึ่งร ้อยเหรียญ จะต้องให้ข้าคิด ดอกเบี้ยกับเจ้าถึงจะพอใจใช่ไหม?”