กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1060.6 จุดที่จ้องมองคือจุดที่หลงใหลที่สุด
สือเจียชุนส่งเสียงจุ๊ปากรัวๆ มองประเมินต่งสุ่ยจิ่งอย่างเอาจริงเอา จัง “เมื่อก่อนตอนที่เรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน ข้ามักจะรู ้สึกว่าตัวเอง ต่างหากที่ดีดลูกคิดเก่งที่สุด วันหน้าจะต้องทาการค้าหาเงินก้อน ใหญ่ได้แน่นอน เงินเหรียญทองแดงไม่มีทางอยู่ในสายตา ทุกวันจะ นับแต่เศษเงินก้อนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะเป็ นเจ้าที่มีเงิน ที่สุด มองไม่ออก มองไม่ออกเลยจริงๆ หากรู ้อย่างนี้แต่แรกก็คง สาบานเป็ นพี่น้องร่วมสาบานกับเจ้าแล้ว”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มถาม “จะไปพักที่ภูเขาลั่วพั่วหรือจะให้ข้าช่วยหาที่พัก ในอ าเภอหรือไม่ก็ในตัวจังหวัดให้เจ้า?”
หลินโส่วอีกล่าว “ต้องไปที่ตัวจังหวัดอยู่แล้ว โรงเตี้ยมตระกูล เซียนล้วนแซ่ต่งทั้งนั้น”
สือเจียชุนถอนหายใจ ดวงตาแฝงรอยยิ้มเอ่ยสัพยอกว่า “หากรู ้ แต่แรกว่าจะเป็ นเช่นนี้ตอนที่อยู่ในโรงเรียนก็คงทาตัวติดกับเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็ นเมืองหลวงต้าหลีหรือท่าเรือตระกูลเซียน ทุกวันนี้ซื้อของ ที่ไหนยังต้องคอยดูราคาอีกเล่า”
ใบหน้าต่งสุ่ยจิ่งเต็มไปด้วยความอ่อนใจ
สือเจียชุนปิ ดปากหัวเราะ “ข้ายังมีลูกสาวที่ยังหาคนดีๆ ไม่ได้ งานแต่งในเมืองหลวงคราวก่อนเจ้าต้องเคยเห็นนางแล้วแน่ๆ ต่งสุ่ยจิ่ง มีความคิดอะไรหรือไม่?”
หลินโส่วอีหัวเราะหึหึ “ต่งครึ่งทวีป ยังจะมัวอึ้งอะไรอยู่เล่า รีบ เรียกท่านแม่ยายสิ”
ต่งสุ่ยจิ่งหน้าด าทะมึน “เจ้าผมแกละ อย่าให้มันเกินไปนะ จะ ล้อเล่นก็ต้องมีขอบเขตอย่าเอาอย่างหลินหยกดิบ”
สือเจียชุนได้สติ พลันเบิกตากว้างจ้องเขม็งไปที่หลินโส่วอี “หลิน หยกดิบ? หลินโส่วอีตัวดี จาได้ว่าเจ้าเพิ่งจะเป็ นก่อกาเนิดแค่ไม่กี่ปี นี่เอง แค่นี้ก็น่าตกใจมากพออยู่แล้ว ทุกวันนี้ถึงกับเป็ นนายท่านเทพ เซียนขอบเขตหยกดิบแล้วหรือ?!”
ต่งสุ่ยจิ่งพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิ ทุกวันนี้จมูกไม่ใช่จมูก ดวงตาไม่ใช่ ดวงตาแล้ว เวลาปกติก็พูดจากร่างมาก”
สือเจียชุนยังคงมีนิสัยเป็ นเด็กๆ นางกุมท้องหัวเราะก๊าก กว่าจะ หยุดเสียงหัวเราะไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยื่นมือมาเช็ดหางตา โบกมือเอ่ย “ไม่ล้อเล่นแล้ว ต่งสุ่ยจิ่ง ช่วยหาที่พักในเมืองเล็กให้ข้าก็พอ ตัว จังหวัดฉู่โจวอยู่ห่างภูเขาลั่วพั่วไกลเกินไป ข้าไม่เหมือนเทพเซียน อย่างพวกเจ้าที่ไปมาในเมฆหมอกได้ง่ายดายเหมือนกินข้าว เมาเรือ มาตลอดทาง เวียนหัวหนักกว่าตอนที่ข้าท้องเสียอีก ทรมานมาก
จริงๆ พักในเมืองเล็กก็พอ คุ้นที่คุ้นทางดี ทุกวันยังออกไปเดินเล่นได้ ด้วย”
ต่งสุ่ยจิ่งพยักหน้า “ข้ามีบ้านอยู่ที่ทั้งถนนฝูลู่และตรอกเถาเย่ แต่ ว่าอยู่ในชื่อของคนอื่นเจ้าเลือกได้เลย”
หลินโส่วอีหัวเราะหึหึ
สือเจียชุนจึงเลือกบ้านในตรอกเถาเย่ ต่งสุ่ยจิ่งเรียกเรือยันต์ล า หนึ่งออกมา บอกว่าสือเจียชุนเมาเรือก็ให้หลินโส่วอีที่ขอบเขตสูงกว่า เป็ นคนคุมเรือแล้วกัน
ไปถึงหน้าประตูเรือนที่อยู่ในตรอกเถาเย่ ต่งสุ่ยจิ่งเปิดประตูบ้าน ออก เดินอ้อมผนังบังตาที่ทามาจากหินตระกูลเขียนเข้าไปในเรือน ส่วนหน้า ถามสือเจียชุนว่าพอใจหรือไม่ สือเจียชุนบอกว่าตอนเด็กก็ เคยฝันอยากจะมาพักอยู่ที่นี่ ต้องมีอะไรให้ไม่พอใจเล่า ต่งสุยจิ่งจึง หยิบพวงกุญแจพวงหนึ่งส่งให้สือเจียชุน บอกว่าบ้านถูกปล่อยว่างมา นาน แค่ให้คนมาทาความสะอาดตามเวลาที่กาหนดเท่านั้น ดังนั้นอีก เดี๋ยวก็จะมีสตรีของโรงเตี๊ยมในตัวเมืองสี่ห้าคนมาทาความสะอาด เรือนหลังนี้ หลินโส่วอียังคงหัวเราะหึหึ สือเจียชุนก็จุปากรัวๆ ต่งสุยจิ่ง ที่ต้องเหนื่อยแรงแล้วยังไม่ได้ดีอัดอั้นยิ่งนัก ด่าขาๆ ไปประโยคหนึ่ง
หลินโส่วอีถามว่าในเรือนมีใบชาดีๆ เตรียมไว้หรือไม่ ต่งสุ่ยจิ่ง บอกว่าตนก็ไม่เคยมาที่นี่ ไม่รู ้เหมือนกัน อยากดื่มชาก็ไปหาเอาเอง
หลินโส่วอีจึงไปค้นหาตามตู้ตามหีบ คงเป็ นเพราะใบชาใหม่ของ ปีนี้ยังไม่มีวางขายจึงหาไม่เจอ พวกเขาอยู่คุยกับสือเจียชุนครู่หนึ่งก็ ไปหาหลี่ไหว สือเจียชุนไม่ได้ตามไปด้วย บอกว่าตนจะไปเดินเล่นเอง นางออกจากบ้านเดินเล่นอยู่ในมาตุภูมิเดิมเพียงลาพัง ร ้านยาสู้ยที่ เป็ นเพื่อนบ้านกับร ้านฉ่าวโถวในอดีตเคยเป็ นกิจการของตระกูลสือ เจียชุนมาก่อน ภายหลังเพราะคนทั้งครอบครัวพากันย้ายไปอยู่เมือง หลวงจึงขายต่อให้กับเฉินผิงอัน
สตรีวัยกลางคนที่หางตาเริ่มมีรอยตีนกาจ่ายเงินซื้อขนมสี่ห้าชิ้น จากร ้านยาสู้ยมากินสือเจียชุนยิ้มจนตาหยี รสชาติยังคงอร่อย เหมือนเดิม
หลายปีมานี้ช่วยเหลือสามีอบรมสั่งสอนบุตร ไม่มีอะไรที่ไม่ดี
ส่วนสหายร่วมชั้นเรียนในอดีต แต่ละคนต่างก็เจริญก้าวหน้า นางก็แค่รู ้สึกดีใจแทนพวกเขาเท่านั้น
สือเจียชุนเดินไปเดินมา อยู่ดีๆ ก็รู ้สึกเสียใจ คิดถึงอาจารย์ฉีแล้ว
ก่อนหน้านี้ได้ยินหลินโส่วอีเล่าว่าเฉินผิงอันก็เปิดโรงเรียนสอน หนังสือให้กับเด็กประถมที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ไม่รู ้ว่าเหตุใด สือเจียชุนถึงได้ไม่รู ้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย
จาได้ว่าตอนที่อายุยังน้อย นางเคยหันหน้าออกไปมองนอก หน้าต่าง มองเห็นเด็กหนุ่มสวมรองเท้าแตะผอมแห้งตัวด าเดิน ป้ วนเปี้ยนอยู่นอกประตู เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง คงเป็ นเพราะผิวของ
เขาถูกแดดเผาจนดาเกรียมจึงยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นของเด็กหนุ่มใส กระจ่างมากเป็ นพิเศษ มีหลายครั้งที่เขาเผยอปากทาท่าจะพูดแต่ก็ปิด ปากลง ยกหลังมือเช็ดหน้าผาก ในที่สุดก็เอ่ยเรียกว่าอาจารย์ฉี
อาจารย์ฉีเดินออกไปจากห้องเรียน ไปยืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม อาจารย์สอนหนังสือที่เรือนกายสูงเพรียวต้องค้อมเอวก้มหัวลง เล็กน้อย เด็กหนุ่มรองเท้าสานที่เขินอายยื่นส่งจดหมายทางบ้านฉบับ หนึ่งให้เขาด้วยสองมือ
จ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญาเรียกให้อู๋ยวนผู้ว่าจังหวัดฉู่โจวมาดื่ม เหล้าด้วยกัน ไม่ได้เลือกจวนที่พักขุนนางของผู้ว่าเมืองฉู่โจวเป็ น สถานที่ดื่มเหล้า แต่เลือกเหลาสุราแห่งหนึ่งกวนอี้หรานหลางจงกอง ชิงลี่กรมคลังก็เรียกจิ่งควนเจ้าเมืองเขตเป่ าซีมาด้วย หม่าหยวนที่ เปลี่ยนจากที่ปรึกษาด้านกลยุทธของแคว้นไปเป็ นเจ้ากรมอาญา หมวกขุนนางใหญ่ที่สุด อีกทั้งเขายังเป็ นเจ้าประมุขสกุลหม่าเสาค้า ยันแคว้น ดังนั้นจึงนั่งในตาแหน่งประธาน
ด้านนอกโรงเรียนเก่าของเมืองเล็กที่ถูกปิ ดมานานหลายปี อาจารย์ผู้เฒ่าที่เคยสอนหนังสืออยู่ที่นี่มานานหลายปีหันกลับไปมอง ก็เห็นชายฉกรรจ์ร่างกายาคนหนึ่ง
ริมฝีปากของหม่าจานสั่นระริก เอ่ยเรียกเบาๆ ว่า “ศิษย์พี่จวิน เชี่ยน”
จวินเชี่ยนตบไหล่ของเขา ยิ้มเอ่ยว่า “รอให้ได้เจอกับอาจารย์ แล้ว อย่าเงียบไม่ยอมพูดอะไรเสียล่ะ ปีนั้นในกลุ่มของพวกเราก็เป็ น เจ้ากับเสี่ยวตงที่ประจบอาจารย์เก่งที่สุด แล้วยังจริงใจอย่างมาก อาจารย์ชอบฟัง ในเรื่องนี้อันที่จริงพวกเราทั้งหลายต่างก็สู้พวกเจ้า สองคนไม่ได้”
หม่าจานโล่งอก ยิ้มเอ่ยว่า “ทุกวันนี้มีเฉินผิงอันแล้ว ข้ากับศิษย์ น้องเหมาก็สามารถพักผ่อนได้แล้ว”
จวินเชี่ยนถลึงตาใส่ “เรียกว่าอะไรนะ?”
หม่าจานรีบเปลี่ยนคาพูดทันที “ศิษย์น้องเล็ก”
ปี นั้นเวลาที่อยู่กับอาจารย์ก็ไม่เห็นว่าท่านจะชอบวางมาดกับ ศิษย์น้องอย่างพวกเราแบบนี้เลยนี่นา
จวินเชี่ยนกล่าว “ศิษย์น้องเล็กไม่เหมือนกับพวกเจ้าสองคน อย่างเขานั่นไม่เรียกว่าประจบ”
หม่าจานยิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นจะเรียกว่าอะไร”
จวินเชี่ยนครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่ก็ยังคิดหาคาเรียกที่เหมาะสม กว่านี้ไม่ออก
เผยเฉียนแยกกับอาจารย์พ่อ ออกมาจากท่าเรือจิ๋วฮวาของ แคว้นชิงซิ่งแล้ว นางก็กลับไปที่อาเภอไหวหวงเพียงลาพัง เดินอยู่ใน ตรอกของเมืองเล็กที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุด จาได้ว่าตอนเด็กไปเรียน
หนังสือที่โรงเรียนมักจะมีห่านขาวตัวหนึ่งที่ชอบทาเหมือนมานั่งดักรอ อยู่ที่นี่ ทั้งสองฝ่ ายไล่ตีกันประหนึ่งศัตรูในยุทธภพที่มาเจอกัน ตีกัน อย่างดุเดือดตาแดงก่า จะต้องประลองฝี มือกันทุกวัน หากตีกันจน อารมณ์ขึ้นก็จะกระชากคอของห่านขาวมาแล้วโยนไปบนก าแพง น้องชาย เจ้าไปได้….แน่นอนว่านางระวังในเรื่องพละกาลังของตัวเอง เป็ นอย่างดียอดฝี มือที่ฝี มือสูสีกันเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็หาได้ยาก จ าเป็ นต้องรู ้จักทะนุถนอมเห็นค่าให้ดี
เพียงแต่ว่าภายหลังเกิดคลื่นมรสุมเล็กๆ ที่ต้องจ่ายเงินชดใช ้ นาง จึงพาผู้พิทักษ์ซ ้ายขวาของตรอกฉีหลงเดินอ้อมไปทางอื่น
ตอนนั้นอาจารย์พ่อไม่อยู่บ้าน ถ่านดาน้อยจึงรู ้สึกว่าไม่มีอะไรให้ ต้องเล่า
ในตาราบอกไว้แล้วว่าเปลี่ยนจากฟุ่ มเฟือยมาเป็ นประหยัดนั้น ยาก เมื่อก่อนจอมยุทธหญิงเผยก็ออกท่องยุทธภพอยู่ในเมืองหลวง แคว้นหนันเยวี่ยนเพียงลาพัง ทุกวันนางจะต้องกินความน้อยเนื้อต่า ใจแทนข้าว รับรองว่าได้กินอิ่มทุกมื้อ ไม่ใช่ว่าพอมาอยู่บ้านของ อาจารย์พ่อ ทุกวันเอาแต่ใช ้ชีวิตประดุจเทพเซียนแล้วจะทนรับความอ ยุติธรรมนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้เลย
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็ นเรื่องน้อยเนื้อต่าใจที่ยากจะ ปล่อยวางได้ ใครใช ้ให้ถ่านด าน้อยความจ าดีกันเล่า
เพียงแต่รอกระทั่งติดตามศิษย์พี่เล็กไปเยือนกาแพงเมืองปราณ กระบี่มารอบหนึ่ง ได้เจอกับอาจารย์พ่อ ถ่านด าน้อยก็รู ้สึกว่าไม่เป็ น อะไรแล้วจริงๆ
กาแพงเมืองปราณกระบี่ในตานานแห่งนั้นสูงยิ่งกว่าทะเลเมฆจริง เสียด้วย พอถึงตอนกลางคืน เหนือหัวก็มีดวงจันทร ์ตั้งสามดวง ฟ้ าสูง แผ่นดินกว้างใหญ่โดยแท้!
ตอนที่กลับบ้านเกิด ห่านขาวใหญ่บอกว่าทุกความน้อยเนื้อต่า ใจในใจของพวกเราก็คือวัชพืชต้นแล้วต้นเล่าที่เติบโตอยู่ในผืนนา
ห่านขาวใหญ่ยังพูดด้วยว่า ขอแค่คนคนหนึ่งมีผืนนาหัวใจที่ กว้างขวางมากพอก็ไม่ต้องไปสนใจวัชพืชไม่กี่ต้นที่โผล่ออกมาได้ แล้ว
เผยเฉียนรู ้สึกว่าห่านขาวใหญ่พูดจามีเหตุผลอย่างมาก อย่าง น้อยก็มีความสามารถได้หนึ่งส่วนของอาจารย์พ่อ!
วันนี้เดินลงไปตามขั้นบันไดของตรอกฉีหลง เผยเฉียนไป ทักทายจ้าวเติงเกากับเถียนจิ่วเอ๋อร ์ที่ร ้านฉ่าวโถวก่อน พูดคุยกันสอง สามประโยคก็สังเกตเห็นว่าที่นี่มีนักพรตที่เป็ นเถ้าแก่รองเพิ่มมาคน หนึ่ง
อีกฝ่ ายบอกว่าตัวเองชื่อหลินเฟยจิง ยังไม่มีฉายา ทุกวันนี้กราบ นักพรตเซียนเว่ยเป็ นอาจารย์ ไม่ใช่เถ้าแก่รองอะไร แค่มาช่วยท างาน เบ็ดเตล็ดอยู่ที่นี่เท่านั้น
เผยเฉียนเดินเข้าไปในร ้านยาสู้ยที่อยู่ติดกัน เจ้าใบ้น้อยที่ยืนบน ม้านั่งด้านหลังโต๊ะคิดเงินก าลังอ่านหนังสือเห็นอาจารย์ของตัวเองก็ ขยับริมฝีปากมุบมิบ พูดเสียงแผ่วเบาราวเสียงยุง
เผยเขียนทาเป็ นไม่ได้ยิน เป็ นลูกศิษย์ของคนอื่น ในเรื่องนี้ไม่ เหมือนตนเลยจริงๆ
ตอนที่ตนยังเด็ก ทุกครั้งที่เรียกอาจารย์พ่อล้วนเสียงดังสนั่นฟ้ า เสมอ
สือโหรวทางานอยู่ที่เรือนด้านหลังของร ้าน เผยเฉียนเลิกผ้าม่าน ขึ้น มาที่เรือนด้านหลัง ยิ้มเรียก “เถ้าแก่สือ”
สือโหรวเอ่ยเสียงอ่อนโยน “กลับมาแล้วหรือ”
เผยเฉียนอิ่มรับ “อาจารย์พ่อบอกกับพวกเราว่าช่วงนี้ให้กลับมา ที่ภูเขาลั่วพั่ว”
สือโหรวถาม “พวกเจ้ากินข้าวกันสักมื้อก่อนค่อยขึ้นภูเขาไหม?”
เผยเฉียนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “เดิมทีก็กะเวลามาที่ร ้านอยู่แล้ว”
สือโหรวมองหญิงสาวที่เรือนกายสูงโปร่งสะโอดสะอง ทุกวันนี้ นางรู ้ความประหนึ่งสตรีที่เดินออกมาจากตระกูลปัญญาชน เมื่อ หลายปีก่อนนี่เป็ นเรื่องที่ไม่กล้าคิดเลย
ตอนที่เผยเฉียนยังเป็ นถ่านด าน้อย นางซุกซนทั้งยังก่อเรื่องเก่ง จริงๆ
เผยเฉียนหยิบของขวัญชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ กด เสียงลงต่าเอ่ยว่า “พี่หญิงสือโหรว ข้าซื้อมาระหว่างทาง ไปที่ร ้าน ข้างๆ มาก่อน พี่หญิงจิ่วเอ๋อร ์ก็ได้ไปเหมือนกัน”
สือโหรวรีบหยุดงานในมือ เช็ดฝ่ ามือแล้วรับมาด้วยรอยยิ้ม เอ่ย ขอบคุณเผยเฉียนหนึ่งค า
กลางอากาศเหนือนครมังกรเฒ่า เรือข้ามทวีปลาหนึ่งที่มาจาก ใบถงทวีปมีเด็กหนุ่มชุดขาวซึ่งมีไฝแดงอยู่กลางหว่างคิ้วนั่งอยู่บนราว รั้ว คิ้วตาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม กาลังพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด อืม นั่นเรียกว่า ประจบสอพลอ ข้างกันมีสตรีชุดแดงที่ห้อยกาแหล้าพกดาบแคบคน หนึ่งยืนอยู่ นี่น่าจะเรียกว่าน้าพะโล้เจอเต้าหู้ ของสิ่งหนึ่งสยบอีกสิ่ง หนึ่งได้เสมอ ภาพเหตุการณ์นี้ทาเอาเขี่ยเชี่ยที่มองดูอยู่ด้านข้าง อิจฉาอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าเผยสีหน้าใดๆ ออกมา อวี๋ลู่ถามชุยตง ซานว่าเรือลานี้จะจอดอยู่ในทะเลเมฆจุดใดหรือไม่ เพราะได้ยินมาว่า ที่นั่นมีปลาตีนเมฆที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง เขาคิดจะเหวี่ยงคันเบ็ดตก ปลาสักหน่อย ชุยตงซานบอกว่าตามหลักแล้วจะไม่หยุด แต่ก็ไม่ เป็ นไร พวกเรามีเงินนี่นา!
เฉาฉิงหล่างก าลังถ่ายทอดเคล็ดวิชาในการอธิบายค าศัพท์ โบราณและความรู ้ความเข้าใจของตนในเรื่องการอ่านตาราให้เจิ้งโย่ วเฉียนฟัง ชุยตงซานได้ยินก็หันหน้ามาพูดว่าโย่วเฉียนอ่า นี่คือเคล็ด วิชาเฉพาะที่ศิษย์พี่เฉาของเจ้าใคร่ครวญออกมาอย่างไม่ง่ายเลยนะ จะปล่อยให้ฟังเข้าหูซ ้ายทะลุออกหูขวาไม่ได้เด็ดขาด
โรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดอวิ้นโจวเหยียนโจว วันนี้เลิกเรียนแล้ว พวกเด็กนักเรียนก็เฮโลกันแยกย้าย คนที่จะไปจับปลาก็จับปลา คนที่ จะไปเล่นว่าวก็ไปเล่นว่าว จับกลุ่มแยกย้ายกันไป
จ้าวซู่เซี่ยกาลังฝึกเดินนิ่ง หนิงจี๋รู ้สึกไม่เป็ นธรรมแทนอาจารย์ ของตนอยู่บ้าง เพราะมีนักเรียนที่ลาออกจากโรงเรียนไปอีกแล้ว นี่
เป็ นคนที่สามแล้วนะ!
แรกเริ่มสุดก็มีสตรีปากร ้ายที่ชอบด่าคนอื่นมาบังคับกระชากเอา ลูกของตัวเองกลับบ้าน ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีคนที่ตาหนิว่าอาจารย์ ไม่ควรตีเด็กส่งเดช วันนี้ก็เป็ นหัวหน้าครอบครัวคนหนึ่งที่รังเกียจว่า การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเชื่อถือไม่ได้ จึงพาลูกย้ายไป เรียนที่หมู่บ้านอู๋ซีแล้ว ท่ามกลางควันจากการหุงหาอาหารที่ลอยโชย อยู่ในภูเขาเขียวสายน้าใส เฉินผิงอันเอนกายพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ไม้ ไผ่ นวดคลึงหว่างคิ้ว ความรู ้ที่ได้มาจากในตารายังตื้นเขินนัก สอน หนังสือไม่ง่ายเลยจริงๆ เขายังต้องพาเด็กน้อยที่ฉี่รดกางเกงไปล้างน้า ที่ลาธาร ช่วยซักกางเกงให้อีกฝ่ ายอยู่บ่อยๆ แล้วก็มีเด็กนักเรียนบาง คนที่อ้างว่าไปเข้าห้องส้วมซึ่งใจกล้ามาก พอออกจากห้องเรียนไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เอาแต่ไปเล่นสนุกอยู่ในหมู่บ้าน พอเห็นว่า อาจารย์สอนหนังสือที่สวมชุดเขียวรองเท้าผ้าจะมาจับตัวคน หากไม่ ไปหลบก็ชักเท้าวิ่งหนีอย่างว่องไว แต่ว่ายังดีที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็ นดวง หน้าน้อยๆ อ่อนเยาว์ดวงตาใสกระจ่างบริสุทธิ์คู่แล้วคู่เล่าที่ตั้งใจท่อง
ต าราเรียนรู ้ตัวอักษรอย่างเข้าท่าเข้าที เสียงท่องต าราดังกังวานอยู่ทุก เมื่อเชื่อวัน
เฉินผิงอันหันหน้าไป เหม่อมองกระดิ่งที่แขวนไว้ใต้ชายคา เขา ถอนสายตากลับมาช ้าๆ หลับตาลงเบาๆ สองมือวางทับซ ้อนกันไว้บน หน้าท้อง เงี่ยหูตั้งใจฟัง เสียงกระดิ่งคล้ายแขกที่อยู่ต่อก าลังกระซิบ เบาๆ พูดคุยกับสายลมวสันต์ที่ผ่านทางมา กรุ ้งกริ้ง กรุ๊งกริ้ง กรุ๊งกริ้ง