กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1072.5 นั่งดูไฟโหมลามทุ่งหญ้าริมชายฝั่ง
จูโหม่วเหรินถามคาถามที่ไม่ใช่ข้อห้ามที่จะทาให้สหายรักไม่ ยอมเปิดปากพูด “เจ้าคิดจะจัดการจ้าวเฮ้อชงแล้วก็พวกลูกศิษย์ของ ลูกศิษย์ผู้สืบทอดพวกนั้นอย่างไร? มีวิธีแล้วหรือยัง?”
ไม่พูดถึงจ้าวเฮ้อชงที่เป็ นลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของหลินเจียง เซียน คนอื่นๆ ที่เหลือไม่ถือว่าเป็ นเสาคานใหญ่อะไรได้ แต่ก็ถือว่า เป็ นพลังส าคัญของยาซาน เพราะหากไม่ใช่ขอบเขตเดินทางไกลก็ เป็ นขอบเขตร่างทอง
พวกเขาทั้งหลายขโมยเรียนวิชาหมัดจากหลินซือ บ้างก็จากยา ซาน แต่นี่ยังถือว่าเป็ นเรื่องรอง
สหายรักหลินเจียงเชียนไม่เคยมีอคติต่อวิชาหมัดของคนต่าง ส านัก เพียงแค่คร ้านจะสอนหมัดก็เท่านั้น หากเจอต้นกล้าที่ดีด้าน นอก หลินเจียงเซียนก็ยังยินดีจะช่วยชี้แนะไขข้อข้องใจให้ ถึงขั้นที่ว่า ยังยินดีจะสอนกระบวนท่าหมัดให้สองสามท่า
ปัญหานั้นอยู่ที่ว่านับตั้งแต่จ้าวเฮ้อชงที่เป็ นลูกศิษย์เข้าห้องไป จนถึงลูกศิษย์ของลูกศิษย์ผู้สืบทอดทั้งหลาย ต่างก็มีความเกี่ยวข้อง อย่างแนบแน่นกับป๋ ายอวี้จิง มีหลายคนในนั้น อย่างน้อยที่สุดสองคน ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการติดต่อกับป๋ ายอวี้จิงอย่างลับๆ คนหนึ่งในนั้น ก็มีลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาอย่างจ้าวเฮ้อชง เรื่องแบบนี้หากแพร่งพราย
ออกไป ส าหรับภูเขายาซานและราชวงศ์ชื่อจินแล้วก็ไม่ต่างอะไรจาก ฟ้ าผ่ากลางวันแสกๆ เลยแม้แต่น้อย
หลินเจียงเซียนเงียบไม่ตอบ
จูโหม่วเหรินถอนหายใจ นี่ก็คือยังคิดไม่ออกว่าจะเอาอย่างไร
จูโหม่วเหรินเคยเห็นจ้าวเฮ้อชงอาศัยข้ออ้างว่าไปท าธุระให้ส านัก แอบไปพบกับเต้ากวานจากป๋ ายอวี้จิงที่รับผิดชอบคอยตรวจตราตาม มณฑลต่างๆ ในใต้หล้าตามเวลาที่กาหนดอย่างลับๆอยู่สามครั้ง
สองครั้งแรกเห็นกับตาตัวเองว่าทั้งสองฝ่ ายทิ้งระยะห่างในการ ติดต่อกันนานเกือบสามสิบปี นี่แสดงให้เห็นว่าความอดทนของทั้ง สองฝ่ายไม่เลวเลยทีเดียว
และนี่ก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่า จูโหม่วเหรินใส่ใจยาซานถึง เพียงใด
จานวนครั้งที่ติดตามจ้าวเฮ้อชงออกไปจากยาซานและราชวงศ์ ชื่อจินอย่างลับๆ ไม่แน่ว่าอาจเกินหนึ่งมือนับด้วยซ้า
ครั้งแรกเห็นพวกเขาลอบพบกันอย่างลับๆ ล่อๆ ทั้งยังปรึกษากัน ว่าจะท าอย่างไรให้จ้าวเฮ้อชงนั่งอยู่บนตาแหน่งของลูกศิษย์คนแรกได้ อย่างมั่นคง แล้วควรจะจัดการกับกิจธุระน้อยใหญ่ของยาซานอย่างไร ควรจะสานสัมพันธ ์กับฮ่องเต้และพวกขุนนางส าคัญของราชส านัก ชื่อจินอย่างไร เพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานและการให้ความสาคัญ จากหลินซือ ทั้งได้เรียนวิชาหมัดที่แท้จริงจากหลินซือ ขณะเดียวกัน
ในมือก็ต้องกุมอ านาจส าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องระวังจูโหม่วเห รินผู้นั้น….คนหนึ่งแนะนาอย่างถี่ถ้วน อีกคนรับฟังอย่างวัวสันหลังหวะ
การพบเจอที่ไม่อาจบอกกล่าวใครได้ครั้งนี้ถือเป็ นการพบเจอกัน ด้วยดีและจากลากันด้วยดี
ผลคือรอกระทั่งได้มาพบกันครั้งที่สอง ปรึกษาธุระสาคัญกันไป แล้ว จ้าวเฮ้อชงก็เริ่มบ่น เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่เจ้าดื่มที่เพิ่งเคย เผชิญโลกกว้างอีกต่อไป ตอนนั้นจ้าวเฮ้อชงเป็ นปรมาจารย์วิถีวร ยุทธขอบเขตยอดเขาแล้ว
ดูเหมือนว่าตอนนั้นข้างกายของเต้ากวานป๋ ายอวี้จิงยังพา นักพรตวัยเดียวกันและมาจากบ้านเกิดเดียวกันกับจ้าวเฮ้อชงมาด้วย ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบเต้ากวานหนุ่มจากหอจื่อชี่ผู้นี้กลับไม่พูดอะไรสัก ค า
ครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อปีก่อน ฟังจากน้าเสียงแล้วเป็ นครั้งแรกที่จ้าว เฮ้อชงเป็ นฝ่ ายเสนอให้อีกฝ่ ายมาเยือนหรู่โจว เต้ากวานจากหอจื่อชี่ ไม่ได้เผยตัว ตอนนั้นเขากาลังปิดด่าน
จูโหม่วเหรินเป็ นคนขี้เบื่อ ถึงอย่างไรอยู่ว่างก็ไม่มีอะไรท าอยู่แล้ว ก็ควรต้องหาวิธีแก้เบื่อกันบ้าง
เขาเห็นว่าหลินเจียงเซียนไม่ยอมพูดอะไรสักทีจึงส่ายหน้ายิ้มอยู่ กับตัวเอง “หากคนอื่นมาเห็นเข้าคงรู ้สึกว่าทั้งน่าโมโห ทั้งน่าขา แล้ว ก็น่าสงสารนิดๆ ด้วย”
สายลับแฝงตัวแฝงได้ถึงขั้นนี้ก็ถือว่าไม่ง่ายสาหรับจ้าวเฮ้อชงเลย จริงๆ
จาได้ว่าจ้าวเฮ้อชงที่ตอนนั้นอัดอั้นสุดขีด หลังจากดื่มเหล้า เงียบๆ หมดไปแล้วก็ขว้างกาเหล้าทิ้ง แล้วด่ามารดาเต้ากวานป๋ ายอวี้ จิงที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่นแต่ตบะกลับไม่อ่อนด้อยผู้นั้นไปโดยตรง บอก ว่าหากข้าผู้อาวุโสต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป ยังต้องให้ข้าเป็ นตัวแทนเจ้า ประมุขรุ่นที่สองของยาซานด้วยเลยไหม?
ในที่สุดหลินเจียงเซียนก็เปิดปากพูด “ไม่เพียงแต่จ้าวเฮ้อชงลูก ศิษย์คนแรกเท่านั้น ชีฮวาเจียนลูกศิษย์คนที่สอง วันที่นางกราบข้า เป็ นอาจารย์อย่างเป็ นทางการก็ได้บอกกล่าวตัวตนของตัวเองอย่าง ชัดเจนแล้ว นางได้รับคาสั่งจากเทียนเซียนท่านหนึ่งของนครหลิงเป่า ถึงได้มาที่ยาซานหรู่โจว ตาราหมัดสองเล่มแรกที่นางใช ้ฝึกวรยุทธก็ เป็ นเต้ากวานของนครหลิงเป่าที่มอบให้ เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งนางจะเข้า มาอยู่ในยาซาน มาเรียนรู ้วิชาหมัดไปจากข้า”
“ตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ าย ภายในเวลาสามสิบปี วิชาหมัดที่ นางขโมยเรียนไปจากข้า ในอนาคตล้วนต้องมอบกลับคืนไปให้ นครหลิงเป่ าของป๋ ายอวี้จิงทั้งหมด หลังจากนั้นชีฮวาเจียนก็จะไม่มี ความเกี่ยวข้องกับป๋ ายอวี้จิงอีก”
“ในเมื่อนางกล้าขโมย ข้าก็กล้าสอน ข้าอยากจะรู ้นักว่าใน อนาคตหนึ่งร ้อยปี ป๋ ายอวี้จิงจะมีหลินเจียงเซียนสักครึ่งคนออกมาได้ หรือไม่”
จูโหม่วเหรินหลุดหัวเราะพรืด “คงไม่ใช่ว่าลูกศิษย์ผู้สืบทอดสี่คน ข้างกายเจ้าล้วนเป็ นสายลับที่ป๋ ายอวี้จึงส่งมาทั้งหมดกระมัง?”
“ไม่ถึงขนาดนั้น จงเซวี๋ยเฉวียนและซ่งเยว่มีชาติก าเนิดธรรมดา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับป๋ ายอวี้จิง”
หลินเจียงเซียนกล่าวอย่างเฉยเมย “ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากทุก คนเป็ นสายลับที่ป๋ ายอวี้จิงส่งมาอยู่ข้างกายข้า แล้วจะท าอะไรได้”
อย่าลืมล่ะว่าหลินซือท่านนี้ยังเป็ นคนที่บอกว่าตัวเองสามารถ ช่วยให้ซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ท านายได้ว่าควรจะลงจากภูเขา เมื่อไหร่
จูโหม่วเหรินรู ้สึกนับถืออย่างยิ่ง “เจ้าก็ช่างปล่อยวางได้นะ หาก เปลี่ยนเป็ นข้าต้องไม่มีทางทาแบบนี้ได้แน่”
ปลายนิ้วมีเงินที่สร ้างขึ้นด้วยกรรมวิธีลับเหรียญหนึ่งเพิ่มมา กลึง เป็ นรูปสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งแกะสลักคาว่าสุริยคราส อีกด้านหนึ่งเป็ นคา ว่าจันทรุปราคา
เหรียญทองแดงในโลกผ่านมือคนมากเข้าก็จะมีปราณหยาง เข้มข้น ส่วนเหรียญเงินที่อยู่ในมือจูโหม่วเหรินเหรียญนี้อยู่ในอันดับ ที่สามของสิบเงินที่มีชื่อเสียงของใต้หล้า
เหรียญเงินกลิ้งไประหว่างปลายนิ้วของจูโหม่วเหริน
อยู่ดีๆ หลินเจียงเซียนก็เอ่ยขออภัยเขา “ขอโทษนะ”
จูโหม่วเหรินคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “หยุดเลย นี่ไม่ใช่คาที่หลินชื่อ ควรพูด เก็บกลับไปรีบเก็บกลับไป ข้าจะถือว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เงียบกันไปครู่หนึ่ง จูโหม่วเหรินก็พลิกกลับเงินเหรียญนั้นเบาๆ เดินไปถึงยอดเขาของยาซาน การมองเห็นก็เปิดกว้าง พอจะมองเห็น เมืองหลวงของราชวงศ์ชื่อจินที่อยู่ห่างไปไกลมากได้อย่างเลือนราง เมืองหลวงไม่มีการห้ามเข้าออกเคหะสถานยามวิกาล แสงไฟจุดสว่าง ไสว เหมือนกับกองเพลิงท่ามกลางม่านราตรี จูโหม่วเหรินเอ่ยด้วยสี หน้าซับซ ้อนว่า “บอกตามตรง คนที่นั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของนครและ หอเรือนบางแห่งของป๋ ายอวี้จึงได้เชิญข้าไปเป็ นแขกที่นั่น แล้วยัง รับปากว่าขอแค่ข้ายอมไป ยอมเชื่อฟังการจัดการจากเขา ไม่ เพียงแต่จะเป็ นมือรองได้ ประเด็นส าคัญคือจะให้ข้าได้เดินไปบนมหา มรรคาเส้นหนึ่งด้วย ส่วนจะเป็ นใคร ข้าคงไม่พูดแล้ว ขอยึดกฎ การค้าไม่ส าเร็จ สัจจะยังคงอยู่เสียหน่อย”
“จาต้องยอมรับว่าข้าเองก็เคยหวั่นไหวเหมือนกัน”
หลินเจียงเซียนยิ้มบางๆ “หวั่นไหวก็เป็ นความรู ้สึกทั่วไปของ มนุษย์ ไม่หวั่นไหวต่างหากถึงจะเป็ นเรื่องแปลก”
ในใต้หล้ามืดสลัวมีคากล่าวโบราณที่ไร ้หลักฐานให้สืบเสาะ กล่าวไว้ว่า “นอกป๋ ายอวี้จิงหนึ่งมณฑลหนึ่งสิบสี่
คากล่าวนี้สามารถมองได้สองแบบ แบบหนึ่งคือสิบสี่มณฑลใน ใต้หล้า พื้นที่ของหนึ่งมณฑลถือกาเนิดขึ้นมาตามโชคชะตา ต่างก็ คาดหวังให้มีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา
ไม่ใช่จานวนที่แน่นอน แต่จะดีจะชั่วก็มีโอกาสบนมหามรรคาที่ เป็ นบัญชาจากสวรรค์ซึ่งมองไม่เห็นอย่างหนึ่ง
นอกจากนี้ก็คืออาณาเขตของหนึ่งมณฑลมีขอบเขตสิบสี่ ปรากฏได้แค่คนเดียวเท่านั้นไม่มีทางมีขอบเขตสิบสี่สองคนปรากฏ ตัวในเวลาเดียวกัน ภูเขาสายน้าของหนึ่งมณฑล ต่อให้จะเป็ นฉีโจว ยงโจวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มี โชคชะตา” ส่วนนี้มาประคับประคองผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สองคนได้
ยกตัวอย่างเช่นหวังซุนกับซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนดูในฉีโจว ตอนนั้นฝ่ ายหลังออกเดินทางไกลไปเยือนใต้หล้าแห่งอื่นก็เคยมอบ “ไท่ป๋ าย’ หนึ่งในกระบี่เซียนสี่เล่มให้ป๋ ายเหย่แห่งไพศาลยืม
นอกจากจะถูกชะตากับป๋ ายเหย่แล้ว อันที่จริงก็เชื่อในตัวหวังซุน ศิษย์พี่หญิงที่มีฉายา ว่า “คงชาน” ด้วยว่านางจะต้องเลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสี่ได้ ซุนไหวจงจงใจออกไปจากอารามเสวียนตูและ อาณาเขตของฉีโจวก็ถือเป็ นการยอมถอยให้ล่วงหน้า ผู้ฝึกตนบน ยอดเขาอย่างกลุ่มของจูโหม่วเหรินรู ้กันดีอยู่แก่ใจว่าครั้งนั้นที่นักพรต ซุนออกเดินทางไกลก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่การปิดด่านของหวังซุนได้ ไปถึงช่วงเวลาที่สาคัญบางอย่าง เพียงแต่น่าเสียดายที่เรื่องจริงได้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตอนนั้นหวังซุนมิอาจผสานมรรคาได้ส าเร็จ
ถ้าอย่างนั้นในหรู่โจวแห่งนี้ เนื่องจากการดารงอยู่ของหลินเจียง เซียนและยาซานก็แทบจะเท่ากับว่าตัดขาดโอกาสที่จูโหม่วเหรินจะ ทาลายคอขวดไปได้อย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าหลินเจียงเซียนจะไม่ใช่ผู้ฝึกลมปราณ แต่การหมุนเวียน ของโชคชะตาในหนึ่งมณฑลก็ไม่ได้สนใจว่าเจ้าจะเป็ นผู้ฝึกยุทธหรือ
เต้ากวาน
จูโหม่วเหรินถามอย่างใคร่รู ้ “ในอนาคตสิบสี่มณฑลของใต้หล้า มืดสลัวจะมีโอกาสที่สุดท้ายแล้วจะมีขอบเขตสิบสี่สิบสี่คนปรากฏตัว ขึ้นในเวลาเดียวกันหรือไม่?”
หลินเจียงเซียนส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
จูโหม่วเหรินถามอีก “ถ้าอย่างนั้นถอยไปหนึ่งก้าว หากไม่ได้ยืน เคียงบ่าอยู่ในยุคสมัยเดียวกันล่ะ? ในอนาคตอีกหนึ่งพันปีหรือถึงขั้น สองพันปี จะมีขอบเขตสิบสี่ที่จานวนมากขนาดนี้ได้หรือไม่?”
“ก็เหมือนหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีคนอยู่สิบสี่ครัวเรือน ลมและน้า หมุนเวียนผันเปลี่ยน จะต้องมีสักวันหนึ่งที่หมุนเวียนไปถึง ทว่าความ ต่างอยู่แค่ว่าจะเกิดขึ้นช ้าหรือเร็วเท่านั้นเอง?”
หลินเจียงเซียนได้ยินมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มเอ่ยว่า “ลู่เฉินเคยกล่าวว่ามี สติปัญญาน้อยไม่สู้มีสติปัญญามาก อายุสั้นไม่สู้อายุยืนยาวเป็ น อมตะ ถ้าอย่างนั้นก็รอไปอีกสักหน่อย เจ้าเป็ นผู้ฝึกตน เชื่อว่าจะต้อง มีวันที่เห็นแสงแห่งความหวังหลังผ่านพ้นความมืดมนได้แน่นอน”
จูโหม่วเหรินสองจิตสองใจอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังอดไม่ไหว ใช ้เสียงในใจถามว่า “หลินซือ เจ้าเตรียมจะท าอะไร?”
หลินเจียงเซียนเพียงยิ้มรับ
“หลินเจียงเซียน พวกเรารู ้จักกันมานานหลายปีแล้ว ยังพูดไม่ได้ อีกหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่เคยถามมากว่าเจ้าต้องเอาชนะใครถึงจะยอมถอดใจ”
จูโหม่วเหรินทอดถอนใจ “หลินซือหนอหลินซือ คุยกับเจ้านี่ช่าง น่าเบื่อจริงๆ”
หลินเจียงเซียนยื่นมือไปตบราวรั้วไผ่เขียวบนยอดเขา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เพราะลมพัดให้ไฟลุกโชนไม่ต้องใช ้แรงมาก เป็ นการกระท า ไปตามสถานการณ์ เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลเป็ นเท่าตัว”
จูโหม่วเหรินกาเหรียญเงินทรงสี่เหลี่ยมเหรียญนั้นเอาไว้แน่น กาลเวลายาวนาน ปล่อยตนตามอารมณ์ มิสนใจจารีต เย้ยหยันธรรม เนียม ปล่อยใจหลงระเริงในสุรานารี ผู้คนบนถนนล้วนได้ยินได้ฟัง บทความข้า ถ้าอย่างนั้นขอแค่เอาชนะได้สักครั้ง ตนก็สามารถทิ้ง ชื่อเสียงไว้ยาวนานหมื่นปีได้แล้ว
ไม่ขอให้มีอายุขัยยืนยาวอยู่เคียงคู่ฟ้ าดิน หวังเพียงว่าจะส่อง ประกายแสลงเคียงข้างตะวันจันทรา
ดังนั้นหากว่ากันเฉพาะในตอนนี้ก็ต้องมีชีวิตอยู่ให้ยาวนานสัก หน่อย เพราะถึงอย่างไรอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีขอบเขตสูงขึ้นไปอีก หนึ่งขั้น
จูโหม่วเหรินกล่าว “มีเรื่องอยากจะปรึกษากับเจ้าหน่อย”
หลินเจียงเซียนใช ้มือปาดไปบนราวรั้ว “พูดมาได้เลย”
จูโหม่วเหรินเอ่ย “หากใต้หล้าเกิดกลียุควุ่นวายจริงๆ หลาย มณฑลในมืดสลัวตกสู่ไฟสงคราม ข้าจะพยายามรับประกันความสงบ สุขของหรู่โจว แต่ก็ต้องขอให้หลินชื่อและยาซานช่วยเหลือด้วย”
หลินเจียงเซียนพยักหน้า “พูดเรื่องง่ายไปแล้วก็พูดเรื่องยากต่อ ได้เลย”
จูโหม่วเหรินกล่าว “หากว่ามีวันหนึ่งเจอกับเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ สถานการณ์ของใต้หล้าตกเข้าสู่ภาวะชะงักงันด าเนินต่อไปไม่ได้ ข้า หวังว่าหลินชื่อจะช่วยเหลือข้าสักแรง พยายามทาลายสถานการณ์ที่ ติดขัดนี้ให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่จะให้โลกมนุษย์กลับคืนสู่ความสงบสุขได้ เร็วที่สุด”
หลินเจียงเซียนกล่าว “ไม่มีปัญหา”
พื้นที่ของหลายมณฑลเกิดไฟโหมลามทุ่ง
หรู่โจวสามารถนิ่งดูดายนั่งมองไฟอยู่ริมชายฝั่งได้ชั่วคราว
แต่อันที่จริงเรื่องเล็กและเรื่องยากของจูโหม่วเหริน เมื่ออยู่กับ หลินเจียงเซียนและอยู่ที่ยาซานแห่งนี้กลับสลับที่กันพอดี
ในฐานะจี้กวานคนสุดท้ายของกาแพงเมืองปราณกระบี่ ชีวิตนี้ หลินเจียงเซียนได้เป็ นแค่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวอย่างสมชื่อเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ ฝึกลมปราณอะไร และยิ่งไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่อีกแล้วว
ก็เหมือนที่หลวี่เหยียนฉุนหยางเคยพูดกับเฉินผิงอันอย่าง ตรงไปตรงมาว่า วิชาหมัดของงหลินซือสูงมาก เวทกระบี่กลับสูงยิ่ง กว่า
และลู่เฉินเองก็เคยพูดกับคนอื่นว่า มีหรือไม่มีกระบี่ยาวอยู่ในมือ ก็คือหลินเจียงเซียนคนละคนกัน
หยางเหล่าโถวแห่งร ้านยามักจะเปิดอ่านบันทึกท่องเที่ยวภูเขา สายน้าเล่มหนึ่งที่เซียนกระบี่ต่างถิ่นเป็ นคนเขียนขึ้นเป็ นประจา ปีนั้น ผู้เฒ่าได้เจอกับหนิงเหยาก็เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน
กาแพงเมืองปราณกระบี่มีขุนนางอยู่สามตาแหน่ง จี้กวาน ล่วงหน้าไปก่อน สิงกวานตามไปติดๆ ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ก็เป็ นการ เตรียมการทุกสิ่งพร ้อมสรรพแล้ว ขาดก็แค่ลมตะวันออกเท่านั้น รอ แค่อิ่นกวานปรากฏตัวเท่านั้น
แม้หลินเจียงเซียนจะไม่เห็นดีในศึกเขียวขาวระหว่างเฉินผิงอัน กับเฉาสือ แต่ส าหรับผลสาเร็จด้านเวทกระบี่ของเฉินอิ่นกวาน เขา กลับยินดีที่จะรอดู
จูโหม่วเหรินสะบัดชายแขนเสื้อ ถอยหลังไปหลายก้าว ก้มหัว คารวะตามขนบลัทธิเต๋าเขาก้มหัวต่าไม่ยอมเงยขึ้นมา เอ่ยเสียงทุ้ม หนักว่า “จูต้าจ้วงเต้ากวานแห่งหรู่โจวขอขอบคุณสหายรักหลิน ซือมา ณ ที่นี้!”
หลินเจียงเซียนกุมหมัดคารวะกลับคืน
จูโหม่วเหรินยืดตัวขึ้นตรง รู ้สึกเพียงว่าจิตใจสดชื่นปลอดโปร่ง ตอนนี้ไม่มีเรื่องใดก็เหมือนกลายเป็ นเทพเซียนน้อย
หลินเจียงเซียนพลันเอ่ยว่า “อันที่จริงเจ้ากับกู่แย่นเกอไม่ต้องไป หานักพรตซุนที่อารามเสวียนตูแล้ว หากพวกเจ้าอยากเจอเขาจริงๆ ไม่สู้ออกเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ มุ่งหน้าไปยังป๋ ายอวี้จิง”